google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
18 มิ.ย. ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กใหม่

18 มิ.ย. ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กใหม่

สภาอุตฯ ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ เป็นเหล็กเส้นกลม มอก.ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย-มอก.ที่ 24-2559 เพิ่มชื่อประเภทเตาหลอม ที่ใช้ผลิต และค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมในเนื้อเหล็ก ชูเตา EF มาตรฐานเข้ม เริ่มบังคับใช้ 18 มิ.ย.นี้ หวังสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่กระทบต้นทุน

นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตณัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่ จากเดิมเหล็กเส้นกลม มอก.ที่ 20-2543 และ เหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2548 เป็นเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย มอก.ที่ 24-2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2561

s__32759845

ทั้งนี้ มอก.ใหม่ได้เพิ่มความเข้มงวด การตรวจสอบและควบคุมค่าเคมีในเนื้อเหล็ก โดยเพิ่มค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมจาก 5 ชนิด เป็น 19 ชนิด และเพิ่มตัวพิมพ์นูน ชื่อผู้นำเข้าเหล็กเส้นก่อสร้าง ลงบนเนื้อเหล็กเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อกับโรงงานผู้ผลิต ที่อยู่ในต่างประเทศ ในกรณีที่เกิดปัญหาในการใช้งาน และ บังคับให้ผู้ผลิตแสดงชนิดของเตาหลอม ที่ใช้ในการหลอมเหล็กเป็นตัวนูน เพิ่มลงไปบนเนื้อเหล็กทุกเส้น โดยที่ปัจจุบันมีการผลิตจากเตาหลอมอยู่ 4 ชนิด คือ เตาโอเพนฮาร์ท (OH), เตาเบสิคออกซิเจน (BO), เตาอิเล็กทรอนิกส์อาร์กเฟอร์เนช (EF) และเตาอินดักชั้นเฟอร์เนช (IF )

“เหล็กจากเตา OH กับ BO จะเป็นเตาหลอมที่ไม่มีในประเทศไทย เป็นเหล็กที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งสินค้าสำเร็จรูปหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เหล็กแท่ง (Billet) ซึ่งจะนำมาผ่านกระบวนการรีด ลดขนาดเพื่อเป็นเหล็กเส้นก่อสร้าง ส่วนเตา IF เป็นเตาที่ใช้กระแสไฟฟ้าในการเหนี่ยวนำเพื่อหลอมเหล็ก ขณะที่เตา EF เป็นเตาหลอมที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเหล็ก เพราะผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพดี ช่วยขจัดสารปนเปื้อนในเนื้อเหล็กได้สามารถควบคุมค่าเคมีที่ส่งผลต่อคุณภาพ และความแข็งแรงของเหล็กได้ดีเป็นเตาหลอมที่มีการปล่อยมลพิษน้อย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายทั่วโลก”

s__32759846

ส่วนค่าเคมีในเนื้อเหล็กก็เป็นอีกหนี่งปัจจัยที่ช่วยให้เหล็กที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ซึ่งใน มอก.ฉบับเดิมทางสมอ.กำหนดค่าเคมีที่ต้องควบคุมไว้ 5 ชนิด แต่ใน มอก.ฉบับใหม่เพิ่มเติมอีก 14 ชนิด รวมเป็น 19 ชนิด โดยค่าเคมีที่กาหนดเหล่านี้จะถูกควบคุมไม่ให้มีสารปนเปื้อนมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของเหล็กและความปลอดภัยของผู้บริโภค เช่น การมีฟอสฟอรัสในปริมาณสูงจะทาใหเ้หล็กเกิดรอยแตกได้ง่าย กำมะถันสูงทำให้เหล็กมีความเหนียวต่ำ และเปราะหักง่าย เป็นต้น

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร กรรมการสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตเหล็กทรงยาวได้มีการปรับตัวเตรียมพร้อมสำหรับมอก.ฉบับใหม่ และไม่ได้กังวลว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างโดยทั่วไปไม่ว่าจะใช้เตาหลอมชนิดใดจะใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมักจะมีสารมลพิษเจือปนอยู่ไม่ว่าเป็นฟอสฟอรัส, กามะถันโบรอน ฯลฯ ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของเหล็กเส้น แต่เตา EF ของกลุ่มสมาคมจะมีกระบวนการในการขจัดสารมลพิษเหล่านี้ออกไป ทำให้เหล็กที่ผลิตออกมามีความสะอาดขึ้น เนื้อเหล็กแน่น ซึ่งเป็นการช่วยสร้างมูลค่า และช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจในมาตรฐาน

s__32759847

Cr.http://iiu.isit.or.th

เทคนิคการเชื่อม

เทคนิคการเชื่อม

 กรรมวิธีการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์  เป็นกรรมวิธีที่อาศัยการอาร์ก ระหว่างปลายลวดเชื่อมกับชิ้นงานหลอมเป็นแนวเชื่อมได้อย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์     จะต้องใช้ทักษะจากช่างเชื่อมในการปฏิบัติงาน  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างเชื่อมหรือผู้ปฏิบัติงาน  จำเป็นต้องรู้ถึงเทคนิค ต่าง ๆ  ในการปฏิบัติงานดังนี้

2.1.2.4 ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%841

รูปที่  130  แสดงถึงวิธีการเริ่มต้นอาร์กแบบเคาะ

   2.1.2  วิธีขีด  (Scratching)  หรือวิธีเขี่ยลวดเชื่อม  ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%842

 

รูปที่  131  แสดงถึงวิธีการเริ่มต้นอาร์กแบบขีด

 

  2.2  การเริ่มต้นและสิ้นสุดแนวเชื่อม
คุณภาพของแนวเชื่อมนั้นไม่ได้ดูตรงส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นการเฉพาะแต่จะต้องดูตลอดทั้งแนว ช่างเชื่อมหลายคนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากละเลยข้อปฏิบัติการเริ่มต้น  และการสิ้นสุดแนวเชื่อม  จึงควรพิจารณาวิธีปฏิบัติดังนี้

 

 2.2.1  การเริ่มต้นเชื่อม  ควรเตรียมงานให้สะอาด  ปราศจากสิ่งต่าง ๆ เช่น  จาระบี  น้ำมันสนิมเพราะจะทำให้รอยเชื่อมที่ได้ไม่มีคุณภาพตามต้องการ การเริ่มต้นเชื่อมบริเวณจุด     เริ่มต้นของแนวเชื่อมจะเริ่มจากการทำให้เกิดการอาร์ก  เมื่อเกิดการอาร์กขึ้นแล้วให้ยกลวดเชื่อม
ขึ้นประมาณ  2  เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม  ทำมุมเชื่อมตามลักษณะของรอยต่อ           แบบต่าง ๆ   ซึ่งมุมเชื่อมจะแตกต่างกันไป  หลังจากนั้นให้สร้างบ่อหลอมเหลวซึ่งจะกว้างประมาณ  1.5 – 2  เท่า ของเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม  และต้องให้มีการซึมลึกอย่างสม่ำเสมอ

 

2.2.2  วีธีการเชื่อมเมื่อสิ้นสุดแนวเชื่อม  เมื่อทำการเชื่อมถึงจุดสุดท้ายของแนวเชื่อมจะเป็นแอ่งโลหะปลายแนวเชื่อม  (Crater)  ซึ่งเป็นจุดที่มีความแข็งแรงต่ำสุดของแนวเชื่อมและเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดรอยร้าวขึ้นได้  จึงจำเป็นต้องเติมลวดเชื่อมที่ปลายแอ่งโลหะให้เต็ม โดยให้เดินย้อนกลับเล็กน้อย  แล้วหยุดเติมแอ่งปลายแนวเชื่อมให้เต็ม  ดังแสดงในรูปที่  132

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%843

รูปที่  132  แสดงถึงวิธีการเชื่อมเมื่อสิ้นสุดแนวเชื่อม

  2.3 การต่อแนวเชื่อม   ลวดเชื่อมไฟฟ้าแบบหุ้มฟลักซ์  เมื่อเชื่อมจนปลายลวดเชื่อมเหลือประมาณ   38.10   มม. จะต้องมีการเปลี่ยนลวดเชื่อมใหม่และในการเปลี่ยนลวดเชื่อมใหม่      จะต้องมีการต่อแนวเชื่อม  ซึ่งจะต้องเป็นแนวเดียวกันกับแนวเดิม  และจะต้องมีความแข็งแรงและมีคุณสมบัติเท่ากับแนวเดิมด้วย  ซึ่งวิธีการต่อแนวเชื่อมมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
 

2.3.1  ในกรณีที่แอ่งปลายแนวเชื่อมยังร้อนอยู่  ให้เชื่อมต่อได้ทันที  ไม่ต้องเคาะทำความสะอาด  โดยให้เริ่มต้นอาร์กห่างจากแอ่งหลอมเหลวเดิมไปทางด้านหน้าประมาณ  ½  – 1 นิ้ว  ดังแสดงในรูปที่  133  เริ่มอาร์กที่จุด  แล้วจึงถอยหลังกลับไปที่จุด  B  ซึ่งเป็นบ่อหลอมละลายของแนวเชื่อมเดิม  (วิธีนี้ถ้าช่างเชื่อมขาดทักษะจะเกิดสแลกฝังในรอยเชื่อม)
 

2.3.2  ในกรณีที่แอ่งปลายแนวเชื่อมเย็นแล้ว  ให้ทำความสะอาดโดยใช้ค้อนเคาะสแลก (Slag)  ออกและใช้แปรงลวดขัดให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง   หลังจากนั้นให้เริ่มต้นอาร์กห่างจากแอ่งหลอมเหลวเดิมไปทางด้านหน้าประมาณ  ½  นิ้ว – 1 นิ้ว  เช่นเดียวกับข้อ 2.3.1   ดังแสดงในรูปที่  133    เริ่มอาร์กที่จุด   แล้วจึงถอยหลังกลับไปที่จุด  ซึ่งเป็นบ่อหลอมเหลวของ  แนวเชื่อมเดิม

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%844

รูปที่  133  แสดงวิธีการต่อแนวเชื่อม รูปที่  136   แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าเหนือศีรษะ

ข้อสังเกตในการต่อแนวเชื่อม  ไม่ควรเริ่มต้นอาร์กใหม่ข้างแอ่งโลหะ      ปลายแนวเชื่อมเพราะจะทำให้ความร้อนไม่เพียงพอที่จะหลอมเหลวเป็นเนื้อเดียวกันของแนวเชื่อม  และการเติมลวดเชื่อมตรงแนวต่อจะต้องควบคุมอย่าให้มากเกินไป  เพราะจะทำให้แนวเชื่อมนูนกว่าแนวเดิมแต่ถ้าเติมลวดเชื่อมน้อยเกินไป  จะทำให้แนวเชื่อมแบนและเกิดรอยแหว่ง

 

 2.4  การเชื่อมแนวเส้นเชือก  หมายถึง  การเชื่อมโดยไม่ส่ายลวดเชื่อมขณะทำการเชื่อมเพียงแต่ควบคุมระยะอาร์ก  มุมของลวดเชื่อม  และความเร็วในการเดินลวดเชื่อมเท่านั้น  ซึ่งการเชื่อมแนวเส้นเชือกนี้  โดยทั่วไปจะใช้กับการเชื่อมในท่าขนานนอน  และท่าตั้งเชื่อมลง  เพราะถ้าส่ายลวดเชื่อมอาจทำให้แนวเชื่อมไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะเกิดรอยแหว่งขึ้นได้ 

 

 2.5  การเชื่อมส่ายลวดเชื่อม  หมายถึง  การลากลวดเชื่อมไปทางด้านข้างเพื่อให้แนวเชื่อมมีขนาดกว้างขึ้น  โดยทั่วไปแล้วความกว้างของแนวเชื่อมไม่ควรเกิน  5  เท่าของความโตลวดเชื่อม  การเลือกรูปร่างหรือแบบของการส่ายลวดเชื่อม จะต้องคำนึงถึงชนิดของรอยต่อขนาดของแนวเชื่อมและตำแหน่งท่าเชื่อมด้วย  การเชื่อมส่ายลวดเชื่อมนี้  โดยทั่วไปใช้เทคนิคนี้กับการเชื่อมรอยต่อร่องของตัววี  สำหรับงานหนา ๆ  และรอยเชื่อมฟิลเลทบนรอยต่อแบบต่าง ๆ  หรือการเชื่อมเสริมทับกันหลาย ๆ ชั้น  การเชื่อมส่ายลวดเชื่อมจะเป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการเชื่อมไฟฟ้าแบบอาร์ก  แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า  การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการเชื่อม  เช่น  เปลี่ยนแปลงมุมเอียงระยะอาร์ก  รูปแบบการส่ายลวดเชื่อม  จะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของแนวเชื่อมอนึ่งการส่ายลวดเชื่อมในบางกรณี จะทำเพื่อให้รอยเชื่อมมีเกล็ดสวยเท่านั้น  โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ด้านอื่น ๆ การส่ายลวดเชื่อมอาจแบ่งตามลักษณะของตำแหน่ง         ท่าเชื่อมดังต่อไปนี้ 

 2.5.1 การส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อม ท่าราบ (Flat Surface) ดังแสดงใน
รูปที่  134  (จุดสีดำตามแนวด้านข้างรอยเชื่อม  หมายถึง  จุดที่หยุดเติมลวดเชื่อมเพื่อให้เติมลวดเชื่อมที่แนวด้านข้าง มากกว่าส่วนอื่น  เพื่อป้องกันการเกิดรอยแหว่งที่ขอบแนวเชื่อม)

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%845                                                      รูปที่  134  แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมราบ

 

2.5.2 การส่วยลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าตั้ง (Vertical  Line)  ดังแสดงในรูปที่  135

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%846

                                              รูปที่  135  แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าตั้ง

 

2.5.4  การส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อม  ท่าเหนือศีรษะ (Overhead)  ดังแสดงในรูปที่  136

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%847

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%848

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%849

          2.1.1.1 ถือลวดเชื่อมให้อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับชิ้นงาน
2.1.1.2 กดลวดเชื่อมลงไปเคาะหรือแตะบนแผ่นเหล็กเบา ๆ  แล้วรีบยกขึ้นโดยเร็วเมื่อเกิดการอาร์กและให้ลวดเชื่อมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าประมาณ  2-3  มม.
2.1.1.3 ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง  และหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ      2.1.1  วิธีเคาะ  (Tapping)  หรือวิธีแตะ  ลวดเชื่อม  ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

แบบบ้านโครงเหล็ก  ในงบประมาณจำกัด

แบบบ้านโครงเหล็ก ในงบประมาณจำกัด

บ้านหลังนี้เป็นแบบบ้านโครงเหล็กโมเดิร์นสไตล์ตั้งอยู่ที่ประเทศบราซิลครับ ซึ่งบ้านหลังนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 30 วันครับ สามารถประยุกต์ได้จากโครงเหล็กได้ ไม่น่าจะแพงมากครับ โดยรวมบ้านหลังนี้จะเน้นใช้โครงสร้างจากเล็ก ประกอบกับกระจกเป็นผนัง และสร้างแยกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งทำเป็นแบบบ้านชั้นเดียว และอีกส่วนเป็นบ้านสองชั้น และจุดเด่นคงเป็นสถานที่ตั้งที่อยู่ริมทะเล และสระว่ายน้ำที่มีส่วนเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่น จึงทำให้บ้านมีบรรยกาศที่ดีมาก ลองชมเป็นไอเดียตกแต่งบ้านกันครับสำหรับเพื่อนๆที่ชอบแนวนี้อาจจะนำไปเป็นไอเดียได้

ผลงานโดย Kali Arquitetura

ชมรูปภาพแบบบ้านสวยๆ ในรูปแบบสไตล์โมเดิร์น

โครงสร้างเหล็ก

thanasarn-2

แบบบ้านชั้นเดียววิวสระว่ายน้ำ

thanasarn-3

มุมนั่งเล่นมองจากภายนอก

thanasarn-4

thanasarn-5

แบบบ้านภายนอก

thanasarn-6

สำหรับท่านใดสนใจ หรือกำลังหาไอเดียจะสร้างบ้าน  แบบบ้านโครงเหล็ก  ในงบประมาณจำกัด เป็นทางเลือกอีกทาง ตอบโจทย์งบประมาณก่อสร้าง

 

ชงครม.เคาะ7เส้น รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย

ชงครม.เคาะ7เส้น รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย

สนข.เตรียมทำแผนขยายรถไฟฟ้าเพิ่มเติมส่วนต่อขยายอีก 7เส้นทาง ก่อนเสนอ ครม.เคาะเร็วๆ นี้

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างทำแผนขยายรถไฟฟ้าเพิ่มเติมส่วนต่อขยายอีก 7 เส้นทาง ระยะทาง 85.9 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ชั้นในและปริมณฑล ก่อนจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ สำหรับทั้ง 7 เส้นทาง คือ สายสีแดงเข้ม (รังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) สายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน-ศิริราช ตลิ่งชัน-ศาลายา) สายสีน้ำเงิน (บางแค-พุทธมณฑลสาย 4) สายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์) สายสีเขียวเข้ม(สมุทรปราการ-บางปู) และแอร์พอร์ตเรลลิงค์ (พญาไท-สนามบินดอนเมือง) นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้ายังคงเป็นทำเลทอง ยิ่งกลางเมืองราคาที่ดินยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทให้ความสนใจพัฒนาโครงการใหม่ๆ อาทิ ปลายสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียว จ.สมุทรปราการ เพราะมีทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ

Cr: www.posttoday.com/economy/553291

กรมการค้าต่างประเทศ..รออะไร หรือต้องให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยพินาศไป

กรมการค้าต่างประเทศ..รออะไร หรือต้องให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยพินาศไป

กรมการค้าต่างประเทศ..รออะไร หรือต้องให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยพินาศไป

ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีอยู่บ้างที่ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าต่างประเทศขยับตัว กรณีที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กของไทย จะได้รับผลกระทบ จากกรณีที่สหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก และ อะลูมิเนียม 25% ภายใต้ มาตรา 232 เพื่อเรียกเก็บอากรสินค้าเหล็กนำเข้าจากทั่วโลก

โดยก่อนหน้านี้…ได้ส่งหนังสือถึงผู้แทนการค้าสหรัฐ ( USTR) และนำประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือกับ USTR ในการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย – สหรัฐ ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายนที่ผ่านมา….ซึ่งผลก็คือ…เราได้แต่ติดตามผลการพิจารณาของ USTR ว่าจะพิจารณากับไทยอย่างไร…!! ต่างจากกรณีของ… เกาหลีใต้ที่เพิ่งได้รับสิทธิ์การยกเว้นภาษีไปแล้ว…

แต่ก่อนที่เราจะรู้ผลเรื่องนี้…มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงและกังวลมากกว่า…นั่นคือสินค้าเหล็กจากประเทศต่างๆทะลักเข้ามายังประเทศไทย ….เพราะไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐได้ ….และจากรายงานสถิตินำเข้าของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย….พบว่า มีสัญญาณการนำเข้าสินค้าเหล็กที่ผิดปกติจากประเทศอิหร่าน รัสเซีย และเวียดนาม….ทั้งเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น และสินค้าเหล็กลวด….และทั้ง อิหร่าน รัสเซีย และเวียดนาม….เป็นประเทศเป้าหมายของ มาตรา 232…ของสหรัฐ….

และยิ่งน่าห่วงกว่านั้น…ก็คือยังไม่มีการกำหนด มาตรการใดๆ อย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐของไทยที่จะป้องกันการทะลักเข้าของเหล็กนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกตินี้เลย…

ต่างจากหลายประเทศที่ขณะนี้ได้กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการไหลทะลักเข้าของเหล็กซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมจาก มาตรา 232 ของสหรัฐกันหมดแล้ว…. เช่น…กลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศเปิดไต่สวนมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) กับสินค้าเหล็กถึง 26 รายการสินค้า…โดย EU ประกาศว่าจะใช้เร่งรัดการไต่สวนให้เสร็จสิ้นในระยะเวลา 9 เดือนเท่านั้น….ขณะที่ตุรกีก็ดำเนินการในรูปแบบเดียวกันคือการเปิดไต่สวนมาตรการ Safeguard กับ 5 กลุ่มสินค้า ….

เห็นไหมล่ะทุกประเทศเขาสร้างกำแพงปกป้องธุรกิจในประเทศกันหมดแล้ว..ถ้ายังไม่ทำอะไรเลย…ก็แน่นอนว่าประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายของการส่งออกสินค้าเหล็กจากทั่วโลก….!! เฉพาะแค่ผลกระทบทางตรงเรื่องที่สินค้าเหล็กบางชนิดของไทยจะถูกกระทบโดยตรงจาก มาตรา 232 ของสหรัฐ…ตัวเลขเบื้องต้นก็พินาศไปแล้วเกือบ 3 พันล้านบาท…บางบริษัทตอนนี้ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาเลย…

นั่นแค่เหล็กชนิดเดียว(เข้าใจไม่ผิดก็น่าจะเป็นผู้ส่งออกเหล็กรีดเย็น)…และหากว่าเหล็กเกือบทุกชนิดทะลักเข้ามาไทย….จนเจ๊งกันทั้งระบบ…ความพินาศย่อยยับคงมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท…แรงงานไทยต้องตกงานอีกกี่หมื่นคนและคนไทยอีกกี่แสนคนที่ต้องอดตาย…นึกภาพออกไหม….!! ถึงตรงนี้…กรมการค้าต่างประเทศ…ผู้มีอำนาจในการออกมาตรการปกป้องการนำเข้า อย่างผิดปกติ..แต่กลับไม่ทำอะไรเลย….จะรับผิดชอบไหวไหม….????

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/nnd/2833662

เบาแต่แข็ง ของใหม่มาแรงแซงเหล็ก

เบาแต่แข็ง ของใหม่มาแรงแซงเหล็ก

อะลูมิเนียมเป็นวัสดุทางเลือกที่มีบทบาทมากขึ้น ผลพวงจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการรีดและวัสดุศาสตร์ ที่สามารถเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ โดยเฉพาะน้ำหนักที่เบาแต่แข็งแรง

โครงสร้างกรอบอะลูมิเนียมบางเพียง 2 เซนติเมตร ผ่านการผลิตและดีไซน์พิเศษเพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการแบกรับน้ำหนักกระจกนิรภัยชนิดสุญญากาศที่หนาถึง 32 มิลลิเมตรและบานสูงสุด 6 เมตร รวมถึงรั้วบ้านสไตล์ดีไอวายตลอดจนชิ้นส่วนยานยนต์-อากาศยาน วัสดุตกแต่งและกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เป็นแนวโน้มความต้องการใช้งานอะลูมิเนียมที่เข้ามาเบียดพื้นที่วัสดุสแตนเลส ทองแดงและเหล็ก

อะลูมิเนียมเป็นวัสดุทางเลือกที่มีบทบาทมากขึ้น ผลพวงจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการรีดและวัสดุศาสตร์ ที่สามารถเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ โดยเฉพาะน้ำหนักที่เบาแต่แข็งแรง ซึ่งช่วยลดน้ำหนักของรถได้ 40% ส่งผลถึงการลดใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มน้ำหนักบรรทุกให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ ขณะเดียวกันอะลูมิเนียมรีไซเคิลได้ 100% จึงตอบเทรนด์รักษ์โลกและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

วัสดุน้ำหนักเบารุกคืบทุกเซกเมนต์

บัญชุสา พุทธพรมงคล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์สตาร์เมททอล จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตอะลูมิเนียมครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีทั้งโรงหลอม โรงรีดและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กล่าวว่า เทรนด์การประยุกต์ใช้วัสดุชนิดนี้แพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการสิ่งปลูกสร้างระดับไฮเอนด์ที่ให้ความสำคัญกับการดีไซน์ ซึ่งอะลูมิเนียมสามารถตอบโจทย์ให้กับสถาปนิกได้อย่างลงตัว

“บริษัทมุ่งทำวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบวงจร ยกตัวอย่างเทรนด์ประตูหน้าต่างกระจกบานสูง 6 เมตร น้ำหนัก 500 กิโลกรัม ทำอย่างไรให้เฟรมอะลูมิเนียมที่บาง 20 มิลลิเมตรรองรับน้ำหนักได้ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีและความชำนาญในการดีไซน์ ทั้งยังนำเข้าโนว์ฮาวจากสวิตเซอร์แลนด์มาใช้ในกระบวนการรีดแผ่นอะลูมิเนียมให้มีทั้งความบางและแข็งแรงพอสำหรับน้ำหนักกระจก”

ประตูหน้าต่างทรงสูงไม่บดบังทิวทัศน์ภายนอก กำลังได้รับความนิยมสำหรับสิ่งปลูกบ้านสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี ถือเป็นสินค้าไฮไลท์จากการวิจัยคิดค้นที่แตกต่างจากคู่แข่ง และจะเป็นหัวหอกบุกเบิกเข้าถึงผู้บริโภคระดับเอนด์ยูสเซอร์โดยตรง โดยนำมาร่วมงาน สถาปนิก’61 ระหว่างวันที่ 1-6 พ.ค.นี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี ร่วมกับรั้วอะลูมิเนียมที่สามารถนำมาประกอบติดตั้งหน้างานได้ทันที โดยออกแบบชิ้นงานคล้ายการต่อเลโก้ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับช่างก่อสร้าง

นอกจากนี้ยังมีประตูหน้าต่างติดไส้กรองอากาศ เพื่อให้อากาศในบ้านหมุนเวียนหรือทำให้บ้านหายใจได้โดยไม่ต้องเปิดประตูหน้าต่าง ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงาน ในอนาคตจะติดตั้งอุปกรณ์อัจฉริยะเชื่อมโยงกับสมาร์ทโฟนให้ตรวจสอบสถานะว่าลืมปิดหรือไม่ หรือสั่งงานให้ปิดเปิดได้อัตโนมัติ เป็นต้น

ประตูหน้าต่างลักชัวรี

 “การคิดค้นนวัตกรรมของแบรนด์ AB&W Innovation มาจากแนวคิดการออกแบบที่ว่า ประตูหน้าต่างไม่ใช่แค่ทางเข้าออก หรือเป็นอุปกรณ์ปิดช่องลม ช่องแสงของบ้านเท่านั้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดรองจากโครงสร้างอาคารที่ใช้ควบคุมพลังงานและยังสามารถสร้างบุคลิกภาพให้กับบ้านและอาคารได้ด้วย” ชญานี พินิจโสภณพรรณ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าว

มาตรฐานประตูหน้าต่างกระจกประกอบด้วย 3 ด้านคือ กันน้ำ กันลมและกันการรั่วไหลของอากาศ ในต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมากโดยมีการทดสอบและรับรอง ซึ่งทางบริษัทส่งทดสอบทั้งมาตรฐานยุโรปและออสเตรเลีย เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นใจให้กับลูกค้าโครงการ โดยเฉพาะอาคารสูงซึ่งต้องรับแรงลมปะทะมากพิเศษกระทั่งสามารถทำให้เฟรมอะลูมิเนียมด้อยมาตรฐานโก่งงอได้

AB&W Innovation มีความพร้อมด้านทีมงานที่เชี่ยวชาญทาง “วิศวกรรมดีไซน์โครงสร้าง” โดยเฉพาะประตูหน้าต่าง ทำงานร่วมกับทีมอาร์ทไดเรคเตอร์ซึ่งดูแลด้านความสวยงามและทันสมัย ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับโครงการอสังหาฯรายใหญ่หลายราย ถือว่า 5 ปีที่ก่อตั้งมานี้ได้เรียนรู้งานครบทุกส่วนแล้ว โดยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10% ของตลาดลักชัวรี

“ก้าวต่อไปเรายังคงยึดแนวทางเดิมที่เป็นจุดแข็งคือ การดีไซน์และวิจัยพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย ขณะเดียวกันจะรุกตลาดเอนด์ยูสเซอร์เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ เช่น การร่วมงานสถาปนิก’61 ตั้งเป้ารายได้จากการเข้าร่วมงานครั้งนี้ไว้ที่ 10 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมบูธทไม่ต่ำกว่า 1,000 คน” ชญานี กล่าว

แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า