โดย saweang | ธ.ค. 16, 2025 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่
1. **ขนาดใหญ่:** เหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่มักมีขนาดใหญ่และใช้ในโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น สะพาน อาคารสูง โครงสร้างพื้นที่กว้าง และโครงสร้างอุตสาหกรรมใหญ่.
2. **การรับน้ำหนักและแรงกระทำได้สูง:** เหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่ออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักและแรงกระทำได้สูง เช่น สามารถรับน้ำหนักที่มากกว่าเหล็กเกรดทั่วไป.
3. **ความต้านการกัดกร่อน:** เหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่มักมีความต้านการกัดกร่อนที่สูง เพราะต้องรับสภาวะอากาศและสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้.
เหล็กรูปพรรณ:
1. **รูปทรงและมิติแตกต่าง:** เหล็กรูปพรรณมักมีขนาดเล็กกว่าและส่วนใหญ่ถูกปั้นรูปเพื่อให้ได้รูปทรงและมิติที่ต้องการ เช่น เส้น, แผ่น, และชิ้นส่วนที่ซับซ้อน.
2. **ความแข็งแรงและความต้านการกัดกร่อนที่ต่ำกว่า:** เหล็กรูปพรรณมักมีความแข็งแรงและความต้านการกัดกร่อนที่ต่ำกว่าเหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่ เนื่องจากการประมวลผลและการปั้นรูปที่ทำให้เสียคุณสมบัติบางประการ.
3. **การนำไปใช้งานในส่วนต่าง ๆ:** เหล็กรูปพรรณมักมีการนำไปใช้งานในส่วนต่าง ๆ เช่น การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม, เครื่องจักร, โครงสร้างเล็ก ๆ, และงานที่ต้องการความแม่นยำในรูปทรงและขนาด.
สรุป:
เหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่และเหล็กรูปพรรณมีคุณสมบัติและการนำมาใช้ที่แตกต่างกัน โดยเหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่มักมีขนาดใหญ่และมีความสามารถในการรับน้ำหนักและแรงกระทำสูง ในขณะที่เหล็กรูปพรรณมักมีการปั้นรูปและนำมาใช้ในงานที่ต้องการความแม่นยำในรูปทรงและขนาด.
เหล็กโครงสร้าง ขนาดใหญ๋ เช่น H-Beam และ I-Beam เป็นชนิดของชิ้นงานโครงสร้างที่ใช้ในงานก่อสร้างและอุตสาหกรรมเพื่อรองรับน้ำหนักและแรงกระทำต่าง ๆ โดยทั่วไปแล้วจะมีลักษณะเป็นแถบๆ ที่มีรูปทรงคล้ายตัวอักษร “H” หรือ “I” ตามชื่อของมัน โดยมีการออกแบบเพื่อให้มีความแข็งแรงและสามารถรองรับน้ำหนักได้มากที่สุด
ความแตกต่างระหว่าง H-Beam และ I-Beam คือรูปทรงและการกระจายแรงกระทำที่แตกต่างกันดังนี้:
- รูปทรง:
- H-Beam: มีลักษณะเป็นรูปตัวอักษร “H” ซึ่งมีสองแถบแนวนอนที่เชื่อมต่อกันด้วยแถบแนวตั้ง (เรียกว่า “ไวแฟรงค์”) ที่ตั้งตรงกลางของแถบนอน แถบตั้งนี้จะช่วยให้มีความแข็งแรงและสามารถรองรับแรงแบบต่าง ๆ ได้
- I-Beam: มีลักษณะคล้ายกับตัวอักษร “I” โดยมีแถบแนวตั้ง (เรียกว่า “ไวแฟรงค์”) ที่ตั้งตรงกลางของแถบนอน แต่ไม่มีแถบแนวนอนเชื่อมต่อเข้ามา
- การกระจายแรง:
- H-Beam: เน้นการกระจายแรงแบบที่มีแว่นพันธุ์ทั้งแถบนอนและแถบตั้ง เหมาะสำหรับการรองรับแรงแบบทั่วไปและมีน้ำหนักที่กระจายไปยังแกนต่าง ๆ ของชิ้นงาน
- I-Beam: เน้นการกระจายแรงในแถบตั้งมากกว่า มีความแข็งแรงในการรองรับแรงบิดและแรงแบบเส้นตรง
การเลือกใช้ H-Beam หรือ I-Beam ขึ้นอยู่กับแรงกระทำและการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ H-Beam ใช้ในงานที่ต้องรองรับแรงแบบทั่วไป เช่น โครงสร้างอาคาร ส่วน I-Beam ใช้ในงานที่ต้องรับแรงบิดและแรงแบบเส้นตรง เช่น โครงสร้างสะพาน และเครื่องจักรที่ต้องรับแรงบิดมากขึ้น การเลือกใช้ชนิดไหนขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์แรงกระทำและความต้องการของโครงการในแต่ละกรณี
โดย saweang | ต.ค. 24, 2025 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก, ไม่มีหมวดหมู่
การเลือก H‑Beam ที่เหมาะสมต้องอ้างอิงขนาดหน้าตัด มาตรฐานวัสดุ และข้อกำหนดโครงสร้าง บทความนี้จะชี้แนะการเลือกตามมาตรฐานสากลและการปรับใช้กับงานก่อสร้างในประเทศไทย

hbeam_dimensions_infographic_1200x800
เนื้อหา
มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: JIS, ASTM, EN และมาตรฐานไทย (TIS) — ความแตกต่างและการเทียบข้าม
- พารามิเตอร์สำคัญ: ขนาดแฟลน (flange width), ความหนาแฟลน, ความสูงเว็บ (web height), โมเมนต์ของแรงดัด (section modulus), ค่า moment of inertia
- การอ่านป้ายสินค้าและข้อมูลทางเทคนิค (Mill certificate) เช่น grade, yield strength, chemical composition
- ตารางตัวอย่างการเลือกขนาดสำหรับงานประเภทต่างๆ (อาคารพาณิชย์, โรงงาน, สะพานเล็ก)
- แนวทางการปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง: factor of safety, การต่อข้อต่อ, ความยาวชิ้นงาน และการป้องกันการกัดกร่อน

ขนาด H-Beam,
สรุป การเลือก H‑Beam ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจด้านวิศวกรรมและการตรวจสอบมาตรฐานวัสดุ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาวิศวกรโครงสร้างหรือผู้จำหน่ายที่เชี่ยวชาญ
โดย saweang | ต.ค. 23, 2025 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
แนะนำ “หลังคาเหล็กเคลือบเซรามิก” นวัตกรรมใหม่ของวัสดุมุงหลังคา ช่วยสะท้อนความร้อน ป้องกันรังสี UV & IR บ้านเย็น ประหยัดค่าไฟ เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย
🌤️ ทำความรู้จัก “หลังคาเหล็กเคลือบเซรามิก” คืออะไร
หลังคาเหล็กเคลือบเซรามิก (Ceramic Coated Steel Roof) คือหลังคาเหล็กที่เคลือบผิวด้วยชั้นเซรามิกชนิดพิเศษ ช่วยเพิ่มความสามารถในการสะท้อนความร้อนจากแสงแดด ป้องกันรังสี UV และ Infrared (IR) ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายกว่าหลังคาเหล็กทั่วไป
เซรามิกเคลือบนี้ยังช่วยให้ผิวหลังคามีความมันเงา ทนต่อการซีดจางจากแสงแดด และป้องกันสนิมได้ดี เหมาะสำหรับบ้าน อาคาร หรือโรงงานในเขตร้อนอย่างประเทศไทย
💪 จุดเด่นของหลังคาเหล็กเคลือบเซรามิก
-
สะท้อนความร้อนสูงสุดถึง 80%
ลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ถึง 3–4 องศาเซลเซียส
-
ป้องกันรังสี UV และ IR ได้ดีเยี่ยม
ลดการเสื่อมสภาพของฝ้า ผนัง และเฟอร์นิเจอร์
-
แข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศทุกฤดู
เหล็กคุณภาพสูงผ่านกระบวนการเคลือบป้องกันสนิม
-
น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ประหยัดโครงสร้าง
ช่วยลดค่าแรงและระยะเวลาในการก่อสร้าง
-
ดีไซน์สวย มีให้เลือกหลายสี
เช่น สีเทาเมทัลลิก สีแดงอิฐ สีฟ้าทะเล และสีเขียวโอลีฟ
🏠 เหมาะกับใคร?
-
เจ้าของบ้านที่ต้องการลดอุณหภูมิในบ้าน
-
ผู้ประกอบการที่ต้องการลดค่าไฟเครื่องปรับอากาศ
-
เจ้าของโรงงานหรือโกดังที่มีความร้อนสะสมจากหลังคาโลหะ
-
โครงการหมู่บ้านจัดสรรที่เน้นประสิทธิภาพพลังงาน
⚙️ วิธีดูแลและยืดอายุการใช้งาน
-
หมั่นล้างทำความสะอาดฝุ่นและคราบตะไคร่ปีละ 1–2 ครั้ง
-
ตรวจเช็ครอยต่อและสกรูยึดหลังคาเป็นประจำ
-
หลีกเลี่ยงการเดินบนหลังคาโดยตรง
💡 สรุป
หลังคาเหล็กเคลือบเซรามิก คือคำตอบของคนที่ต้องการ “บ้านเย็น ใช้พลังงานน้อย อายุการใช้งานยาว” เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เหมาะกับทั้งบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรม
โดย saweang | ต.ค. 22, 2025 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็ก H‑Beam คือเหล็กรูปพรรณที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัว H ถูกออกแบบมาเพื่อรับแรงอัดและแรงดัดได้ดี ใช้เป็นคาน หลักรับน้ำหนัก และโครงสร้างหลักในงานอาคารสูง โรงงาน และสะพาน บทความนี้อธิบายพื้นฐาน คุณสมบัติทางเทคนิค และตัวอย่างการใช้งานจริง
ลักษณะทางกายภาพของ H‑Beam: แผ่นแฟลนขนาดกว้างและเว็บ (web) หนา ทำให้มีความสามารถในการรับแรงดัดสูง คุณสมบัติทางกล: ความต้านทานแรงดัด (bending), ความแข็งแรง (yield strength), โมดูลัสความยืดหยุ่นวัสดุและการผลิต: กระบวนการผลิต H‑Beam แบบรีดร้อน (hot‑rolled) และการตัด/เจาะตามสั่ง
การใช้งานทั่วไป: คานหลักในอาคารสูง, เสาในโครงสร้างอุตสาหกรรม, โครงสะพาน, โครงถังและฐานเครื่องจักร
ข้อควรระวัง: การต่อข้อต่อ (weld/bolted) การคำนวณแรงเฉือนและแรงบิดก่อนติดตั้ง
สรุป H‑Beam เป็นวัสดุโครงสร้างที่ให้ความแข็งแรงสูงและความยืดหยุ่นในการออกแบบ เหมาะกับงานที่ต้องการรับแรงขนาดใหญ่และการกระจายน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ

เหล็ก H‑Beam (เหล็กเอชบีม๗ รีดร้อนขนาดมาตรฐาน เตรียมส่งโครงการก่อสร้าง
ขอรายละเอียดเพิ่มเติม การติดต่อ :@thanasarn
โดย khwankaew | ก.ย. 12, 2025 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เลือกเหล็กให้เป็น งานไหนก็มั่นใจ ดู 3 เคล็ดลับ จาก thanasarn แล้วจะรู้ว่า การสร้างงานคุณภาพ เริ่มจาก ‘เหล็ก’ ที่ใช่
1. ตรวจสอบมาตรฐาน มอก. และคุณภาพของเหล็ก
-
เหล็กที่นำมาใช้ในงานก่อสร้างหรือโครงสร้าง ต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อรับรองว่ามีความแข็งแรงและคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด
-
การตรวจสอบทำได้โดยดูที่ สัญลักษณ์ มอก. บนเหล็ก หรือเอกสารรับรองจากโรงงาน
-
ควรหลีกเลี่ยงเหล็กที่ไม่มีมาตรฐาน เพราะอาจมีปัญหาด้านความแข็งแรง เสี่ยงต่อการแตกร้าวหรือรับน้ำหนักไม่ได้
2. เลือกชนิดและขนาดของเหล็กให้เหมาะสมกับโครงสร้างงาน
-
งานต่าง ๆ ต้องใช้เหล็กต่างชนิดกัน เช่น
-
งานโครงสร้างหลัก เช่น เสา คาน → ใช้เหล็ก H-Beam, I-Beam, รางน้ำ หรือเหล็กเส้น DB
-
งานทำโครงเบา เช่น หลังคา รั้ว → ใช้เหล็กกล่อง, ท่อเหล็ก, เหล็กตัวซี
-
งานที่ต้องการทนสนิม → เลือกเหล็กชุบกัลวาไนซ์ หรือสแตนเลส
-
ขนาดเหล็กต้องสัมพันธ์กับน้ำหนักที่โครงสร้างจะรับได้ ไม่เล็กเกินไป (เสี่ยงต่อการพัง) และไม่ใหญ่เกินไป (เปลืองต้นทุนโดยไม่จำเป็น)
-
ก่อนเลือกขนาด ควรปรึกษาวิศวกรหรือดูแบบก่อสร้างที่กำหนดไว้
3. เลือกซื้อเหล็กจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ
-
ซื้อจากร้านหรือผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรอง และมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพ
-
ผู้ขายที่เชื่อถือได้จะมีเอกสารรับรองมาตรฐาน (เช่น มอก. หรือใบ Certificate จากโรงงาน)
-
ป้องกันการถูกหลอกขายเหล็กไม่ได้คุณภาพ เช่น เหล็กบางกว่าที่แจ้ง ขนาดไม่ตรง หรือเป็นเหล็กรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน
-
ผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือมักมีบริการหลังการขาย เช่น การตัด การจัดส่ง การออกใบรับรองคุณภาพเหล็ก
👉 สรุปง่าย ๆ:
-
มาตรฐาน → มั่นใจได้ว่าเหล็กแข็งแรง
-
ขนาด/ชนิด → เหมาะสมกับโครงสร้างจริง
-
ผู้ขาย → ได้ของแท้ ไม่เสี่ยงถูกโกง

โดย khwankaew | ส.ค. 29, 2025 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ตลาดเหล็กเส้นในประเทศไทยมีสัญญาณที่ดี โดยยอดผลิตเหล็กเส้นทรงยาวเพิ่มขึ้น 18% ในช่วงต้นปี 2568 เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพเหล็กมากขึ้น โดยเฉพาะเหล็ก EAF (EAF steel) จากความต้องการเหล็กคุณภาพสูงอย่างเหล็ก EAF ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายจากการทะลักของเหล็กราคาถูกจากจีน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อผู้ผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ราคาเหล็กดิบในตลาดโลกผันผวนตามเศรษฐกิจจีน
อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังคงเผชิญความท้าทายทั้งการทะลักเข้ามาของเหล็กจีน และนโยบาย Trump 2.0 ที่มีการเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็น 25%
SCB EIC ประเมินว่าสินค้าเหล็กจากจีนจะยังคงถูกระบายเข้ามายังไทยต่อเนื่องในปี 2025 โดยเฉพาะการเข้ามาของสินค้าเหล็กปลายน้ำ เช่น เหล็กเคลือบหรือชุบสังกะสี (Galvanized steel) เหล็กทาสี ที่มีสัดส่วนการนำเข้ามาใช้งานมากขึ้น ส่งผลต่อความต้องการใช้งานเหล็กกลางน้ำที่ผลิตในประเทศเพื่อนำไปผลิตต่อเป็นสินค้าเหล็กปลายน้ำลดลง รวมไปถึงผู้ผลิตสินค้าเหล็กปลายน้ำของไทยที่ต้องแข่งขันกับสินค้าเหล็กปลายน้ำนำเข้าดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น
การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กของสหรัฐอเมริกาเป็น 25% จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกเหล็กไทยไม่มาก เนื่องจากสินค้าเหล็กจากไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าไปยังสหรัฐอเมริกาในอัตรา 25% มาตั้งแต่ปี 2018 อยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อม จากการทะลักเข้ามาของเหล็กนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากจีน โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2018 โดยประเทศเหล่านั้นจะเริ่มถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ส่งผลให้อาจมีการระบายสินค้ามายังไทยแทน ซ้ำเติมผู้ผลิตเหล็กของไทยให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม