โดย saweang | ม.ค. 28, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ราคาบิลเล็ต ในเอเชียลดลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเนื่องจากดัชนีการซื้อร่วงลงเป็นผลจากราคาเสนอขายจากรัสเซียและตะวันออกกลางที่อ่อนตัวลง
เมื่อวันศุกร์ Platts ประเมินราคาบิลเล็ต 5SP ขนาด 120/130 mm. ราคาอยู่ที่ $458-$462/ตัน CFR East Asia โดยมีราคากึ่งกลางอยู่ที่ $460/ตัน ลดลง $4/ตัน จากสัปดาห์ก่อน
ในฟิลิปปินส์ มีการเสนอราคาขายเพียงเล็กน้อยในช่วงระหว่างสัปดาห์ เนื่องมาจากผู้ซื้อและผู้ขายยังไม่กลับจากช่วงวันหยุดยาว โดยราคาเสนอขายหลักที่ได้ทราบมาอยู่ที่ 460/ตัน CFR Manila ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
แหล่งข่าวจากโรงงงานเหล็กกล่าวว่า โรงงานเหล็กในเวียดนามยังคงรักษาราคาเสนอขายของบิลเล็ต 5SP ขนาด 120/130 mm. ที่ผลิตจากเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace) อยู่ที่ $460/ตัน CFR Manila โดยที่ราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายในสัปดาห์
ในขณะที่ราคาเสนอขายบิลเล็ต 5SP ขนาด 130mm. จากรัสเซียและยูเครนได้ทราบมาว่า อยู่ที่ $446/ตัน CFR Manila ลดลงประมาณ $14/ตัน จากสัปดาห์ก่อน และผู้ค้าท้องถิ่นในไทยได้ทราบมาว่า โรงงานเหล็กของรัสเซียเสนอราคาอยู่ที่ $440-$445/ตัน CIF Thailand.
ผู้ค้าของโรงงานเหล็กทางเหนือในจีนและผู้ค้าท้องถิ่นในฮ่องกง กล่าวว่า ทราบมาว่าราคาในการซื้อขายได้อยู่ที่ระดับ $450/ตัน CFR โดยที่ผู้ซื้อระบุระดับราคานี้เพราะเนื่องมาจากราคาเสนอขายเมื่อวันศุกร์จากทางตะวันออกกลางของบิลเล็ต 5sp ขนาด 130mm. อยู่ที่ $450/ตัน CFR ซึ่งลดลง $20/ตัน จากสัปดาห์ก่อนหน้า
ผู้ขายหลายราย กล่าวว่า ผู้ขายได้รับการเสนอราคาซื้อที่น้อยในช่วงระหว่างสัปดาห์ เนื่องจากผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเพียงสอบถามเกี่ยวกับระดับราคาเท่านั้น เมื่อพวกเขากลับมาจากช่วงวันหยุดยาว
ขอบคุณ แหล่งที่มา : SteelBB
โดย khwankaew | ก.ย. 28, 2018 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ใน มอก. ฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้ผลิตแสดง “ชนิดของเตาหลอม ” ที่ใช้ในการหลอมเหล็กเป็นตัวนูนเพิ่มลงไปบนเนื้อเหล็กทุกเส้น เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้เหล็กที่มีคุณภาพเหมาะสมกับลักษณะงาน
โดยปัจจุบันมีเตาหลอมอยู่ 4 ชนิดได้แก่ OH, BO, EF และ IF แต่ในประเทศไทยมีเตาหลอมอยู่เพียง 2 ชนิด คือ EF และ IF
การผลิตเหล็กด้วยเตา EF (Electrical Arc Furnace process)
เป็นเตาหลอมเหล็กที่ใช้วิธีการอาร์คด้วยไฟฟ้าเพื่อให้เหล็กหลอมเหลว โดยใช้ความต่างศักดิ์ทางไฟฟ้าระหว่างแท่งอิเล็คโทรดกับเศษเหล็ก (คล้ายๆหลักการในการเชื่อมเหล็ก)
เตา EF สามารถทำเหล็กให้กลับมามีความบริสุทธิ์ใหม่ได้ โดยในกระบวนการหลอมจะมีการกำจัดสิ่งปนเปื้อนออกจากเศษเหล็กออกไปด้วยกระบวนการ oxidation ทำให้ได้น้ำเหล็กที่มีความสะอาดและบริสุทธิ์อีกครั้ง
นอกจากจะเป็นเหล็กที่มีสารมลทินต่ำ มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ มีความแข็งแรงสูงแล้ว เตา EF ยังเป็น green technology ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการใช้ทรัพยากรของโลกลงด้วย
การผลิตเหล็กด้วยเตา IF (Induction Furnace process)
เป็นเตาหลอมเหล็กที่ใช้การเหนี่ยวนำทางไฟฟ้าให้เกิดความร้อนจนเหล็กหลอมเหลว โดยใช้หลักการเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กและเกิดความร้อนจากความต้านทานไฟฟ้าของเหล็ก
มีอัตราการสูญเสียวัตถุดิบต่ำ โดยเตา IF เป็นเตาที่ไม่เกิดปฏิกิริยา oxidation ในการหลอม จึงมีตะกรันน้อยและวัตถุดิบไม่สูญเสียไปกับตะกรัน สามารถทำการหลอมเหล็กได้เร็ว มีของเสียจากการหลอมต่ำ ทำให้ไม่ต้องจัดการกับของเสีย จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เตา IF ต้องการวัตถุดิบที่ดี เพราะขาดกระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ ดังนั้นเศษเหล็กต้องมีความบริสุทธิ์สูง เพื่อให้ได้เหล็กที่มีคุณภาพ
สรุปความแตกต่างระหว่างเตาหลอมเหล็ก “EF” กับ “IF”
เตา EF (Electrical Arc Furnace process)
สามารถควบคุมคุณภาพและค่าเคมีได้ดีกว่า
สามารถกำจัดสารเจือปนและนำสิ่งแปลกปลอมออกจากเหล็กได้ จึงมั่นใจได้ว่าเหล็กประเภทนี้จะมีความบริสุทธิ์
มีคุณภาพดีสม่ำเสมอในทุกล็อตการผลิต
เตา IF (Induction Furnace process)
ควบคุมคุณภาพและค่าเคมีได้ยากกว่า
ทำการกำจัดสารเจือปนและสิ่งแปลกปลอมออกจากเหล็กได้ยาก
ต้องพึ่งการคัดเลือกเศษเหล็กที่จะนำมาผลิต ซึ่งควบคุมและตรวจสอบได้ยาก จึงมีโอกาสที่เหล็กจะถูกเจือปนได้มากกว่าวิธี “EF” และมีโอกาสที่เหล็กจะมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอทั้งเส้น
ตารางสรุปความแตกต่างระหว่างเตา “EF” กับ “IF”
เตา EF
เตา IF
ประเภทเตา
เตาอาร์คไฟฟ้า
เตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า
กระบวนการหลอมละลาย
ใช้แท่งถ่านอิเล็คโทรดให้เกิดการอาร์ค
ใช้กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำให้เกิดความร้อน
กระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์
มี
ไม่มี
การเลือกวัตถุดิบ (เศษเหล็ก)
ไม่จำเป็น
จำเป็นมาก
ถึงแม้ว่าจะมีประกาศการบังคับใช้ มอก. 24-2559 แต่จะบังคับใช้เฉพาะเหล็กที่ผลิตหลังวันที่ 18 มิถุนายน 2561 เท่านั้นที่ต้องเพิ่มสัญลักษณ์ “EF” หรือ “IF” ส่วนเหล็กที่ผลิตก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ยังสามารถนำมาจำหน่ายหรือใช้งานได้ตามปกติ จนกว่าจะหมดไปจากตลาด
โดย khwankaew | ส.ค. 3, 2018 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
มาตรฐาน มอก. ของเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่
มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (ทั้งเหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย) มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ดังนี้
– เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2543 เปลี่ยนเป็น มอก. 20-2559
– เหล็กข้ออ้อย มอก. 24-2548 เปลี่ยนเป็น มอก. 24-2559
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 20 ธันวาคม 2559
สิ่งที่เพิ่มเข้ามา
-มีการคัดแยก คุณภาพเศษเหล็ก โดยควบคุม P, S อย่างเข้มงวด
-มีการตรวจสอบค่าเคมี ของน้ำเหล็กทุกขั้นตอน การผลิต ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน
-มีการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ อย่างเหมาะสม (ลด P, S และสารฝังใน)
–เตาหลอม เหล็กต้องมีขนาด 5 ตันขึ้นไป
-มีมาตรฐานการจัดการระบบสิ่งแวดล้อมที่ดี
-ในเนื้อเหล็กต้องแสดงกรรมวิธีการทำเหล็กแท่ง ที่นำมาทำสินค้า
OH กรรมวิธีแบบ Open Hearth · BO กรรมวิธีแบบ Basic Oxygen
EF กรรมวิธีแบบ EAF · IF กรรมวิธีแบบ Induction Furnace
-ต้องเป็นเหล็กกล้าไม่เจือ
-ในเนื้อเหล็กต้องเพิ่มชื่อผู้ได้รับอนุญาต (ยกเว้นเป็นชื่อเดียวกับผู้ผลิต)
โดย khwankaew | มิ.ย. 18, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สภาอุตฯ ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ เป็นเหล็กเส้นกลม มอก.ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย-มอก.ที่ 24-2559 เพิ่มชื่อประเภทเตาหลอม ที่ใช้ผลิต และค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมในเนื้อเหล็ก ชูเตา EF มาตรฐานเข้ม เริ่มบังคับใช้ 18 มิ.ย.นี้ หวังสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่กระทบต้นทุน
นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตณัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่ จากเดิมเหล็กเส้นกลม มอก.ที่ 20-2543 และ เหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2548 เป็นเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย มอก.ที่ 24-2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2561
“ทางสภาอุตสาหกรรม และสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาว ด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า มองว่ามาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ โดยจะเน้นการยกมาตรฐานคุณภาพเหล็กให้สูงขึ้น ซึ่งประชาชนทั่วไป สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้น ที่มีคุณภาพในการก่อสร้าง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค”
ทั้งนี้ มอก.ใหม่ได้เพิ่มความเข้มงวด การตรวจสอบและควบคุมค่าเคมีในเนื้อเหล็ก โดยเพิ่มค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมจาก 5 ชนิด เป็น 19 ชนิด และเพิ่มตัวพิมพ์นูน ชื่อผู้นำเข้าเหล็กเส้นก่อสร้าง ลงบนเนื้อเหล็กเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อกับโรงงานผู้ผลิต ที่อยู่ในต่างประเทศ ในกรณีที่เกิดปัญหาในการใช้งาน และ บังคับให้ผู้ผลิตแสดงชนิดของเตาหลอม ที่ใช้ในการหลอมเหล็กเป็นตัวนูน เพิ่มลงไปบนเนื้อเหล็กทุกเส้น โดยที่ปัจจุบันมีการผลิตจากเตาหลอมอยู่ 4 ชนิด คือ เตาโอเพนฮาร์ท (OH), เตาเบสิคออกซิเจน (BO), เตาอิเล็กทรอนิกส์อาร์กเฟอร์เนช (EF) และเตาอินดักชั้นเฟอร์เนช (IF )
“เหล็กจากเตา OH กับ BO จะเป็นเตาหลอมที่ไม่มีในประเทศไทย เป็นเหล็กที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งสินค้าสำเร็จรูปหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เหล็กแท่ง (Billet) ซึ่งจะนำมาผ่านกระบวนการรีด ลดขนาดเพื่อเป็นเหล็กเส้นก่อสร้าง ส่วนเตา IF เป็นเตาที่ใช้กระแสไฟฟ้าในการเหนี่ยวนำเพื่อหลอมเหล็ก ขณะที่เตา EF เป็นเตาหลอมที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเหล็ก เพราะผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพดี ช่วยขจัดสารปนเปื้อนในเนื้อเหล็กได้สามารถควบคุมค่าเคมีที่ส่งผลต่อคุณภาพ และความแข็งแรงของเหล็กได้ดีเป็นเตาหลอมที่มีการปล่อยมลพิษน้อย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายทั่วโลก”
ส่วนค่าเคมีในเนื้อเหล็กก็เป็นอีกหนี่งปัจจัยที่ช่วยให้เหล็กที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ซึ่งใน มอก.ฉบับเดิมทางสมอ.กำหนดค่าเคมีที่ต้องควบคุมไว้ 5 ชนิด แต่ใน มอก.ฉบับใหม่เพิ่มเติมอีก 14 ชนิด รวมเป็น 19 ชนิด โดยค่าเคมีที่กาหนดเหล่านี้จะถูกควบคุมไม่ให้มีสารปนเปื้อนมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของเหล็กและความปลอดภัยของผู้บริโภค เช่น การมีฟอสฟอรัสในปริมาณสูงจะทาใหเ้หล็กเกิดรอยแตกได้ง่าย กำมะถันสูงทำให้เหล็กมีความเหนียวต่ำ และเปราะหักง่าย เป็นต้น
นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร กรรมการสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตเหล็กทรงยาวได้มีการปรับตัวเตรียมพร้อมสำหรับมอก.ฉบับใหม่ และไม่ได้กังวลว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างโดยทั่วไปไม่ว่าจะใช้เตาหลอมชนิดใดจะใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมักจะมีสารมลพิษเจือปนอยู่ไม่ว่าเป็นฟอสฟอรัส, กามะถันโบรอน ฯลฯ ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของเหล็กเส้น แต่เตา EF ของกลุ่มสมาคมจะมีกระบวนการในการขจัดสารมลพิษเหล่านี้ออกไป ทำให้เหล็กที่ผลิตออกมามีความสะอาดขึ้น เนื้อเหล็กแน่น ซึ่งเป็นการช่วยสร้างมูลค่า และช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจในมาตรฐาน
Cr.http://iiu.isit.or.th
โดย saweang | มิ.ย. 12, 2018 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
กรรมวิธีการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ เป็นกรรมวิธีที่อาศัยการอาร์ก ระหว่างปลายลวดเชื่อมกับชิ้นงานหลอมเป็นแนวเชื่อมได้อย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์ จะต้องใช้ทักษะจากช่างเชื่อมในการปฏิบัติงาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างเชื่อมหรือผู้ปฏิบัติงาน จำเป็นต้องรู้ถึงเทคนิค ต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานดังนี้
2.1.2.4 ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ
รูปที่ 130 แสดงถึงวิธีการเริ่มต้นอาร์กแบบเคาะ
2.1.2 วิธีขีด (Scratching) หรือวิธีเขี่ยลวดเชื่อม ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
รูปที่ 131 แสดงถึงวิธีการเริ่มต้นอาร์กแบบขีด
2.2 การเริ่มต้นและสิ้นสุดแนวเชื่อม
คุณภาพของแนวเชื่อมนั้นไม่ได้ดูตรงส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นการเฉพาะแต่จะต้องดูตลอดทั้งแนว ช่างเชื่อมหลายคนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากละเลยข้อปฏิบัติการเริ่มต้น และการสิ้นสุดแนวเชื่อม จึงควรพิจารณาวิธีปฏิบัติดังนี้
2.2.1 การเริ่มต้นเชื่อม ควรเตรียมงานให้สะอาด ปราศจากสิ่งต่าง ๆ เช่น จาระบี น้ำมันสนิมเพราะจะทำให้รอยเชื่อมที่ได้ไม่มีคุณภาพตามต้องการ การเริ่มต้นเชื่อมบริเวณจุด เริ่มต้นของแนวเชื่อมจะเริ่มจากการทำให้เกิดการอาร์ก เมื่อเกิดการอาร์กขึ้นแล้วให้ยกลวดเชื่อม
ขึ้นประมาณ 2 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม ทำมุมเชื่อมตามลักษณะของรอยต่อ แบบต่าง ๆ ซึ่งมุมเชื่อมจะแตกต่างกันไป หลังจากนั้นให้สร้างบ่อหลอมเหลวซึ่งจะกว้างประมาณ 1.5 – 2 เท่า ของเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม และต้องให้มีการซึมลึกอย่างสม่ำเสมอ
2.2.2 วีธีการเชื่อมเมื่อสิ้นสุดแนวเชื่อม เมื่อทำการเชื่อมถึงจุดสุดท้ายของแนวเชื่อมจะเป็นแอ่งโลหะปลายแนวเชื่อม (Crater) ซึ่งเป็นจุดที่มีความแข็งแรงต่ำสุดของแนวเชื่อมและเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดรอยร้าวขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องเติมลวดเชื่อมที่ปลายแอ่งโลหะให้เต็ม โดยให้เดินย้อนกลับเล็กน้อย แล้วหยุดเติมแอ่งปลายแนวเชื่อมให้เต็ม ดังแสดงในรูปที่ 132
รูปที่ 132 แสดงถึงวิธีการเชื่อมเมื่อสิ้นสุดแนวเชื่อม
2.3 การต่อแนวเชื่อม ลวดเชื่อมไฟฟ้าแบบหุ้มฟลักซ์ เมื่อเชื่อมจนปลายลวดเชื่อมเหลือประมาณ 38.10 มม. จะต้องมีการเปลี่ยนลวดเชื่อมใหม่และในการเปลี่ยนลวดเชื่อมใหม่ จะต้องมีการต่อแนวเชื่อม ซึ่งจะต้องเป็นแนวเดียวกันกับแนวเดิม และจะต้องมีความแข็งแรงและมีคุณสมบัติเท่ากับแนวเดิมด้วย ซึ่งวิธีการต่อแนวเชื่อมมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
2.3.1 ในกรณีที่แอ่งปลายแนวเชื่อมยังร้อนอยู่ ให้เชื่อมต่อได้ทันที ไม่ต้องเคาะทำความสะอาด โดยให้เริ่มต้นอาร์กห่างจากแอ่งหลอมเหลวเดิมไปทางด้านหน้าประมาณ ½ – 1 นิ้ว ดังแสดงในรูปที่ 133 เริ่มอาร์กที่จุด A แล้วจึงถอยหลังกลับไปที่จุด B ซึ่งเป็นบ่อหลอมละลายของแนวเชื่อมเดิม (วิธีนี้ถ้าช่างเชื่อมขาดทักษะจะเกิดสแลกฝังในรอยเชื่อม)
2.3.2 ในกรณีที่แอ่งปลายแนวเชื่อมเย็นแล้ว ให้ทำความสะอาดโดยใช้ค้อนเคาะสแลก (Slag) ออกและใช้แปรงลวดขัดให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นให้เริ่มต้นอาร์กห่างจากแอ่งหลอมเหลวเดิมไปทางด้านหน้าประมาณ ½ นิ้ว – 1 นิ้ว เช่นเดียวกับข้อ 2.3.1 ดังแสดงในรูปที่ 133 เริ่มอาร์กที่จุด A แล้วจึงถอยหลังกลับไปที่จุด B ซึ่งเป็นบ่อหลอมเหลวของ แนวเชื่อมเดิม
รูปที่ 133 แสดงวิธีการต่อแนวเชื่อม รูปที่ 136 แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าเหนือศีรษะ
ข้อสังเกตในการต่อแนวเชื่อม ไม่ควรเริ่มต้นอาร์กใหม่ข้างแอ่งโลหะ ปลายแนวเชื่อมเพราะจะทำให้ความร้อนไม่เพียงพอที่จะหลอมเหลวเป็นเนื้อเดียวกันของแนวเชื่อม และการเติมลวดเชื่อมตรงแนวต่อจะต้องควบคุมอย่าให้มากเกินไป เพราะจะทำให้แนวเชื่อมนูนกว่าแนวเดิมแต่ถ้าเติมลวดเชื่อมน้อยเกินไป จะทำให้แนวเชื่อมแบนและเกิดรอยแหว่ง
2.4 การเชื่อมแนวเส้นเชือก หมายถึง การเชื่อมโดยไม่ส่ายลวดเชื่อมขณะทำการเชื่อมเพียงแต่ควบคุมระยะอาร์ก มุมของลวดเชื่อม และความเร็วในการเดินลวดเชื่อมเท่านั้น ซึ่งการเชื่อมแนวเส้นเชือกนี้ โดยทั่วไปจะใช้กับการเชื่อมในท่าขนานนอน และท่าตั้งเชื่อมลง เพราะถ้าส่ายลวดเชื่อมอาจทำให้แนวเชื่อมไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะเกิดรอยแหว่งขึ้นได้
2.5 การเชื่อมส่ายลวดเชื่อม หมายถึง การลากลวดเชื่อมไปทางด้านข้างเพื่อให้แนวเชื่อมมีขนาดกว้างขึ้น โดยทั่วไปแล้วความกว้างของแนวเชื่อมไม่ควรเกิน 5 เท่าของความโตลวดเชื่อม การเลือกรูปร่างหรือแบบของการส่ายลวดเชื่อม จะต้องคำนึงถึงชนิดของรอยต่อขนาดของแนวเชื่อมและตำแหน่งท่าเชื่อมด้วย การเชื่อมส่ายลวดเชื่อมนี้ โดยทั่วไปใช้เทคนิคนี้กับการเชื่อมรอยต่อร่องของตัววี สำหรับงานหนา ๆ และรอยเชื่อมฟิลเลทบนรอยต่อแบบต่าง ๆ หรือการเชื่อมเสริมทับกันหลาย ๆ ชั้น การเชื่อมส่ายลวดเชื่อมจะเป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการเชื่อมไฟฟ้าแบบอาร์ก แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการเชื่อม เช่น เปลี่ยนแปลงมุมเอียงระยะอาร์ก รูปแบบการส่ายลวดเชื่อม จะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของแนวเชื่อมอนึ่งการส่ายลวดเชื่อมในบางกรณี จะทำเพื่อให้รอยเชื่อมมีเกล็ดสวยเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ด้านอื่น ๆ การส่ายลวดเชื่อมอาจแบ่งตามลักษณะของตำแหน่ง ท่าเชื่อมดังต่อไปนี้
2.5.1 การส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อม ท่าราบ (Flat Surface) ดังแสดงใน
รูปที่ 134 (จุดสีดำตามแนวด้านข้างรอยเชื่อม หมายถึง จุดที่หยุดเติมลวดเชื่อมเพื่อให้เติมลวดเชื่อมที่แนวด้านข้าง มากกว่าส่วนอื่น เพื่อป้องกันการเกิดรอยแหว่งที่ขอบแนวเชื่อม)
รูปที่ 134 แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมราบ
2.5.2 การส่วยลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าตั้ง (Vertical Line) ดังแสดงในรูปที่ 135
รูปที่ 135 แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าตั้ง
2.5.4 การส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อม ท่าเหนือศีรษะ (Overhead) ดังแสดงในรูปที่ 136
2.1.1.1 ถือลวดเชื่อมให้อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับชิ้นงาน
2.1.1.2 กดลวดเชื่อมลงไปเคาะหรือแตะบนแผ่นเหล็กเบา ๆ แล้วรีบยกขึ้นโดยเร็วเมื่อเกิดการอาร์กและให้ลวดเชื่อมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าประมาณ 2-3 มม.
2.1.1.3 ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง และหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ 2.1.1 วิธีเคาะ (Tapping) หรือวิธีแตะ ลวดเชื่อม ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
โดย saweang | มิ.ย. 11, 2018 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บ้านหลังนี้เป็นแบบบ้านโครงเหล็ก โมเดิร์นสไตล์ตั้งอยู่ที่ประเทศบราซิลครับ ซึ่งบ้านหลังนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 30 วันครับ สามารถประยุกต์ได้จากโครงเหล็ก ได้ ไม่น่าจะแพงมากครับ โดยรวมบ้านหลังนี้จะเน้นใช้โครงสร้างจากเล็ก ประกอบกับกระจกเป็นผนัง และสร้างแยกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งทำเป็นแบบบ้านชั้นเดียว และอีกส่วนเป็นบ้านสองชั้น และจุดเด่นคงเป็นสถานที่ตั้งที่อยู่ริมทะเล และสระว่ายน้ำที่มีส่วนเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่น จึงทำให้บ้านมีบรรยกาศที่ดีมาก ลองชมเป็นไอเดียตกแต่งบ้านกันครับสำหรับเพื่อนๆที่ชอบแนวนี้อาจจะนำไปเป็นไอเดียได้
ผลงานโดย Kali Arquitetura
ชมรูปภาพแบบบ้านสวยๆ ในรูปแบบสไตล์โมเดิร์น
แบบบ้านชั้นเดียววิวสระว่ายน้ำ
มุมนั่งเล่นมองจากภายนอก
แบบบ้านภายนอก
สำหรับท่านใดสนใจ หรือกำลังหาไอเดียจะสร้างบ้าน แบบบ้านโครงเหล็ก ในงบประมาณจำกัด เป็นทางเลือกอีกทาง ตอบโจทย์งบประมาณก่อสร้าง