โดย khwankaew | ต.ค. 7, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การเลือกใช้โครงหลังคาให้เหมาะสมกับงบประมาณ โครงหลังคาที่นิยมใช้กันและเรารู้จักกันดีคือ โครงหลังคาเหล็ก และ โครงหลังคาไม้ สำหรับหลักในการเลือกใช้โครงหลังคาก็คือ หากเราไม่ได้ต้องการโชว์ตัวมันเอง เช่น มีฝ้าเพดานปิดเรียบร้อย ก็ใช้แค่โครงเหล็กธรรมดาก็เพียงพอและประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย แต่บางท่านอาจจะต้องการบ้านที่โชว์โครงสร้าง อันนี้แหละที่เราจะมาดูทางเลือกและราคากัน
1. โครงหลังคาเหล็ก เป็นโครงหลังคาที่เป็นที่นิยมที่สุดเนื่องจากราคาไม่แพงมาก การดูแลรักษาต่ำ หาช่างติดตั้งง่าย และคงทนถาวร ข้อดีของโครงหลังคาเหล็กคือสามารถทำหลังคาได้หลากหลายรูปแบบ

ขนาดของโครงหลังคาเหล็กมีให้เลือกหลายขนาดขึ้นอยู่กับชนิดของหลังคาที่จำนำมามุง และจำเป็นต้องผ่านการคำณวณการรับ น้ำหนักจากวิศวกรก่อนเสมอ โดยเหล็กที่นิยมใช้ก็มีหลายราคาให้เลือก คือ
1.1 เหล็กรูปพรรณ ทั่วๆไป มันก็คือเหล็กสีดำทั่วๆไปที่เราเห็นเค้าเอามาทำหลังคา ทำเสา ทำโครงสร้างทั่วๆไปนั่นแหละ เหล็กประเภทนี้ต้องนำมาทาสีกันสนิมก่อน 2-3 ชั้น เพื่อให้โครงหลังคาคงทนถาวรไม่ผุกร่อนง่าย ส่วนสีกันสนิมนั้นก็มีหลายเกรดให้เลือกตามกำลังเงินและความจำเป็นแต่บ้าน โดยทั่วไปจะใช้แค่เกรดกลางๆที่ทาออกมาแล้วมันจะออกสี แดงออกส้มๆ นอกเสียจากบ้านที่อยู่ใกล้ทะเลจึงจะต้องใช้เกรดที่ดีหน่อย แล้วจึงจะทาทับด้วยสีจริงตามต้องการต่อไป
1.2 เหล็กเคลือบกัลวาไนซ์ เหล็กชนิดนี้เราสามารถเอามาทำการก่อสร้างได้เลยโดยไม่ต้องทาสีกันสนิมทับแล้ว เนื่องจากตัวเหล็กได้ทำการเคลือบกันสนิมมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว ตัวเหล็กจะออกสีเงินๆสามารถเอามาทาสีจริงทับได้ แต่ต้องทาสีรองพื้นชนิดพิเศษโดยเฉพาะเสียก่อน เช่น TOA wash primer ก็สามารถทำให้เสาเป็นสีได้ก็ได้ที่เราต้องการ แน่นอนว่าราคาจะสูงกว่าราคาเหล็กธรรมดานิดหน่อยแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ค่าแรงที่จ่ายและความน่ากังวลเรื่องมาตฐานการกันสนิมก็น้อยลงด้วย
1.3 เหล็กโครงถัก (Truss roof) Truss คือการนำเหล็กรูปพรรณขนาดต่างๆมาสานเชื่อมกันเพื่อให้โครงหลังคาสามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น เราจะใช้กับงานที่ต้องการพื้นที่ใช้งานกว้างๆโดยไม่อยากให้มีเสามาเกะกะ จะนำเอาเหล็กธรรมดาหรือกัลวาไนซ์มาใช้ก็ได้เช่นกัน
2. โครงหลังคาไม้เนื้อแข็ง โครงสร้างหลังคาไม้นั้น มักใช้กับบ้านที่ต้องการโชว์ให้เห็นโครงหลังคาเป็นส่วนใหญ่ เพราะโครงไม้ราคาสูงกว่าหลังคาเหล็ก ส่วนอายุการใช้งานขึ้นอยู่กับชนิดของไม้และกระบวนการเคลือบน้ำยาป้องกันปลวก การเลือกไม้มาทำโครงสร้างต้องเป็นไม้เนื้อแข็งที่เนื้อไม้ต้องแห้งสนิทจริงๆ เพื่อไม่ให้ไม้เกิดการ หด บิด หรือ ขยายตัวในอนาคตจากสภาพอากาศ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะส่งผลต่อแผ่นหลังคาทำให้ร้าว แตกหักเสียหายได้นั่นเอง ส่วนการติดตั้งต้องการช่างที่ชำนาญงานจึงจะออกมาสวยงาม จึงต้องยอมทำใจกับค่าแรงที่จะสูงกว่าโครงเหล็กทั่วไป และระยะเวลาในการทำงานก็จะนานกว่าเช่นกัน
3. โครงหลังคาวัสดุธรรมชาติอื่นๆ อันนี้อาจจะเรียกว่าโครงสร้างทางเลือกก็ได้ครับ เพราะไม่ใช่โครงสร้างที่เป็นที่นิยมแต่มักจะใช้เฉพาะที่หรือตามรสนิยมมากกว่า เช่นโครงหลังคาไม้ไผ่ ที่มักนิยมใช้กับบ้านพักตากอากาศหรือรีสอร์ทริมทะเลกันมากขึ้น โครงสร้างเหล่านี้มักต้องการช่างที่ชำนาญในการติดตั้งจึงมีราคาค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่ได้มาคือความเป็นเอกลักษณ์น่าสนใจ
โดย saweang | ก.ย. 28, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เป็นชนิดหนึ่งของเหล็กแผ่น เหล็กมีลักษณะเป็นแผ่นสีเหลี่ยมผืนผ้า ผิวเรียบ มีหลายขนาดและความหนา
การใช้งานของเหล็กแผ่นดำนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นงานพื้น และงาน footing หรืองานโครงสร้างทั่วไป การเชื่อมต่อโครงสร้างยานยนต์
งานต่อเรือ สะพานเหล็ก งานท่อ งานถังแก๊ส งานขึ้นรูปทั่วไปที่ไม่เน้นคุณภาพผิวและเป็นการขึ้นรูปไม่ลึกมาก
เหล็กมีลักษณะเป็นแผ่นสีเหลี่ยมผืนผ้า ผิวเรียบ มีหลายขนาดและความหนา เหล็กแผ่นดำมีความหนาตั้งแต่ 1.0 –25มม. เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน (Hot-Rolled Steel) ลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวเรียบ ขนาดมาตรฐาน 4’x8’ 5’x10’ และ 5’x20’
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ : มอก.1479-2541, มอก.528-2548, JIS G 3101, JIS G 3131 จากJIS G3101-1995/DIN/ASTM โดยเกรดที่เราจัดจำหน่ายอย่างเป็นที่นิยมคือ SS400
วัสดุก่อสร้างราคาถูก เพื่อสมาชิกบิลค์เท่านั้น ถูกกว่า! เพราะธุรกิจรับเหมาทั่วประเทศสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างผ่านเยลโล่เป็นล๊อตใหญ่
เราจึงสามารถดีลราคากับผู้ผลิตโดยตรงแล้วมาจำหน่าย วัสดุก่อสร้างราคาถูก ต่ำกว่าท้องตลาด 2-10% นอกจากนี้เยลโล่
ยังไม่มีหน้าร้านทำให้ต้นทุนการขายต่ำลง จึงขายสินค้าได้ในราคาถูกลงได้อีก
โดย saweang | ก.ย. 1, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ในหน่วยงานก่อสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีวัสดุวางตามจุดต่างๆ เพื่อเตรียมการก่อสร้างซึ่งมีทั้งวัสดุที่กำลังรอนำไปใช้และวัสดุที่เหลือเพื่อรอนำไปทิ้ง ทำให้การจัดการพื้นที่เก็บวัสดุมีสำคัญ โดยเฉพาะเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีความสำคัญกับโครงสร้างของอาคาร จึงควรมีการบริหารการจัดเก็บที่ดีพอสมควร แต่ก็ไม่ได้เป็นวิธีที่ยุ่งยากเกินไปทั้งนี้เพื่อให้เหล็กดังกล่าวอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน

1.การเตรียมพื้นที่จัดเก็บ
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่เลือกใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนในโครงการนั้นๆ และมีปริมาณที่มาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมพื้นที่จัดเก็บทั้งก่อนใช้งานและเหล็กที่เหลือจากการใช้งาน โดยสามารทำโรงเก็บแบบชั่วคราวไว้ในพื้นที่โครงการ โดยทำการเทพื้นคอนกรีตชั่วคราวหนาประมาณ 15 – 20 ซม. และควรมีวัสดุเช่นไม้หมอน หรือ เศษเหล็กที่เหลือจากการใช้งาน มาทำการรองไว้ด้านล่างของกองเหล็กดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงให้เหล็กสัมผัสความชื้นจากพื้นดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสนิม

2.ทาสีกันสนิม
มีหลายกรณีที่ผู้รับเหมาเลือกที่จะนำเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนมาทาสีที่หน่วยงานก่อสร้างเอง ซึ่งวิธีนี้หากงานก่อสร้างที่กินเวลายาวนานหรือก่อสร้างในช่วงฤดูฝนจะทำให้เหล็กนั้นๆ มีโอกาสที่จะเกิดสนิมขึ้นแทบจะ 100% ดังนั้นควรทาหรือพ่นสีกันสนิมตั้งแต่เหล็กดังกล่าวมาถึงหน่วยงานก่อสร้าง หรือเลือกวิธีสั่งเหล็กที่มีการทาหรือพ่นกันสนิมมาจากโรงงานของผู้ผลิต ซึ่งจะช่วยรักษาสภาพของเหล็กให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน ทั้งยังเพิ่มความมั่นใจให้เจ้าของโครงการมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

3.การจัดเก็บให้ถูกประเภท
ในบางโครงการนั้น ผู้ออกแบบวิศวกรมีการเลือกใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนทั้ง 2 เกรด คือ SS400 และ SM520 ซึ่งในด้านต้นทุนค่าก่อสร้างนั้น ในบางโครงการสามารถช่วยให้ประหยัดต้นทุนงานโครงสร้างได้ถึง 20% แต่การจัดเก็บเหล็กทั้ง 2 เกรด ควรแยกให้ชัดเจนไม่นำมาวางกองรวมกัน หากวางใกล้กันควรมีป้ายหรือสัญลักษณ์บอกอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเลือกไปใช้งานตามแบบที่กำหนดมา

4.พื้นที่จัดเก็บสำหรับโครงการขนาดเล็ก
สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มักทำโรงเก็บแบบชั่วคราวอยู่แล้ว ส่วนในกรณีโครงการขนาดเหล็ก การสร้างโรงเก็บแบบชั่วคราวอาจทำให้งบประมาณบานปลายเกินความจำเป็น สามารแก้ปัญหาได้ด้วยการแบ่งพื้นที่ขนาดเล็กเอาไว้แล้วปูด้วยผ้าใบหรือพลาสติกบนพื้น แทนการเทพื้นคอนกรีตเพื่อกันความชื้นจากดิน จากนั้นจึงนำไม้หมอน หรือเศษเหล็กที่เหลือจากการใช้งาน มาทำการรองไว้ด้านล่างของกองเหล็กดังกล่าวและปิดคลุมด้วยพลาสติกอีกทีนึง เผื่อกรณีฝนตกและกันน้ำค้างในตอนเช้า เพียงเท่านี้โครงการขนาดเล็กก็สามารถมีที่เก็บเหล็กและป้องกันเหล็กจากสนิมได้โดยไม่ยุ่งยากแล้ว
–ขอบคุณข้อมูลhttps://www.hbeamconnect.com/
หากต้องการใช้เหล็กเป็นโครงก่อสร้างบ้านด้วยเหล็ก H Beam เหล็กก่อสร้างรูปพรรณทุกชนิด สามารถโทรมาสอบถามข้อสงสัยการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างเฮชบีม สามารถติดต่อที่ 02 749 1007-14 ได้ในเวลาทำการครับ

โดย saweang | ส.ค. 27, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ปัจจุบันวงการอุตสาหกรรมการก่อสร้างของไทย มีแนวโน้มการเลือกใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการก่อสร้างอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เหล็กเอชบีม SM520 ในรูปแบบของ เหล็กกล้ากำลังสูง (High Strength Steel) มีคุณสมบัติการรับแรงดึงที่สูงขึ้น(High Yield Strength) สามารถลดปริมาณการใช้เหล็กลงได้ ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างลงจึงได้ถือกำเนิดขึ้นและกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้
SM520 เหล็กกล้ากำลังสูง (High Strength Steel) คือเหล็กกล้าคุณภาพสูงที่วงการอุตสาหกรรมก่อสร้างค้นคว้าวิจัยและพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องจนได้เหล็กคุณภาพสูงในขั้นตอนการผลิตเหล็ก SM520 นั้นต้องควบคุมส่วนผสมทางเคมีอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้เหล็กโครงสร้างที่มีกำลังรับแรงดึงที่สูงขึ้น (High Yield Strength) มีความสามารถในการเชื่อมได้ดี (Good Weldability) ทั้งยังคงคุณสมบัติความเหนียวในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำ (Toughness at low temperature) ได้อีกด้วย
เหล็ก SM520 ที่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือ TIS ต้องมีคุณสมบัติเหล็กดังต่อไปนี้
1. ส่วนประกอบทางเคมีของเหล็ก SM520 (คิดเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก)
- คาร์บอนสูงสุด 0.20%
- ซิลิคอนสูงสุด 0.55%
- แมงกานีสสูงสุด 1.60%
- ฟอสฟอรัสสูงสุด 0.035%
- กำมะถันสูงสุด 0.035%
2. คุณสมบัติของเหล็กเส้นตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
- เหล็กเอชบีม SM520 มาตรฐาน มอก.1227-2539
- เหล็กเอชบีม SM520 มีความต้านทานแรงดึงที่จุดครากอยู่ ( Yield Strength ) ที่ 3600 ksc.
- เหล็กเอชบีม SM520 สามารถ ความต้านแรงดึง 520-640 MPa
- เหล็กเอชบีม SM520 สามารถ ความต้านการกระแทกต่ำสุด 27 จูล
- เหล็กเอชบีม SM520 สามารถด้านแรงดึงที่จุดครากต่ำสุด 355-365 MPa
การตรวจสอบคุณภาพเหล็ก SM520
| ชั้นคุณภาพ |
ความต้านทานแรงดึงที่จุดคราก ( Yield Strength ) ต่ำสุด |
ความต้านทานแรงดึงที่จุดสูงสุด ( Ultimate Strength ) |
ความยืดต่ำสุด |
ความต้านทานการกระแทก |
| ความหนาไม่เกิน 16 มม. |
ความหนาเกิน 16 มม. |
ความหนาไม่เกิน 5มม. |
ความหนาเกิน 5- 16 มม. |
ความหนาเกิน 16 มม. |
| SM520 |
365 MPa |
355 MPa |
520 – 640 MPa |
19% |
15% |
19% |
27 J |

เหล็กเอชบีม SM520 นั้นคือเหล็กชั้นคุณภาพตัวใหม่ของวงการก่อสร้าง แน่นอนว่ามีคุณสมบัติที่ดีกว่าเหล็กเอชบีมที่มีมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะ เหล็กเอชบีม SS400 ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่เหล็กเอชบีม SM520 มีความโดดเด่นกว่า คุณสมบัติโดดเด่นที่เห็นได้ชัดก็คือน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดต้นทุนได้มากกว่า และยังช่วยย่นระยะเวลาการก่อสร้างได้ด้วย ดังนี้
1. เหล็กเอชบีม SM520 มีน้ำหนักเบา ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าเหล็กเอชบีม SS400
เหล็กเอชบีม SM520 นั้นมีหน้าตัดที่เล็กกว่าเมื่อรับน้ำหนักโครงสร้างที่เท่ากับเหล็กเอชบีม SS400 จึงทำให้ปริมาณการใช้เหล็กของโครงการรวมเบากว่าซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เองทำให้ประหยัดค่าขนส่ง, ค่าติดตั้ง, ค่าแรง, ค่าแปรรูป รวมไปถึงต้นทุนที่ใช้ในระบบป้องกันอัคคีภัย (Fire Protection) ซึ่งต้นทุนเหล่านี้รวมกันได้สูงสุด 20%
2. เหล็กเอชบีม SM520 ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มากกว่าเหล็กเอชบีม SS400
เนื่องจากโครงสร้างเหล็กเอชบีม SM520 มีขนาดทั้งความกว้าง ความยาว ความหนาลดลง ทำให้พื้นที่ต่างๆ ที่มีโครงสร้างเหล็ก SM520 ดูโล่งโปร่งตามากขึ้น เช่น ช่วยให้คานเล็กลง ทำให้ระยะห่างระหว่างคานและเพดานสูงขึ้น เสาต้นเล็กลง ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น หรือโครงสร้างหลังคาที่ทำจากเหล็ก SM520 ก็เล็กลงจึงช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของด้านบนได้มากขึ้น
3. ประหยัดเวลาในการก่อสร้างได้มากกว่าเหล็กเอชบีม SS400
โครงสร้างเหล็กเอชบีม SM520 มีขนาดทั้งความกว้าง ความยาว ความหนาลดลงช่วยให้ระยะเวลาในการเชื่อมเหล็ก ขึ้นรูปเหล็ก (Fabrication), ขัดผิวเหล็ก ทา สีกันสนิม สีกันไฟ นั้นลดลงตามไปด้วย เช่นเดียวกับขั้นตอนการติดตั้ง (Erection) การยกเหล็กขึ้นลงโดยใช้เครน ก็ลดลงไปด้วย
4. สร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายกว่าเหล็กเอชบีม SS400
งานโครงสร้างที่ต้องการออกแบบ Long Span หรือ Cantilever ที่โครงสร้างต้องรับน้ำหนักตัวเองอย่างมาก (Self-Weight) เหล็ก SM520 ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าจะช่วยให้สถาปนิกออกแบบโครงสร้างอาคารได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าเหล็กเอชบีม SM520 เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อม เหมาะที่จะใช้ในงานก่อสร้างต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณทั้งต้นทุนการก่อสร้าง ค่าแรง ค่าขนส่ง และยังช่วยให้โครงสร้างอาคารโล่งโปร่งมากขึ้นอีกด้วย เหล็กเอชบีม SM520 เป็นเหล็กที่ได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มอก.1227-2539 รับรองได้ว่าคุณจะได้เหล็กชั้นคุณภาพในราคาประหยัด แต่ช่วยให้งานก่อสร้างเสร็จอย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุนลงถึง 41%
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.hbeamconnect.com
โดย saweang | ส.ค. 25, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วิศวกรหลายๆคนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับ การเลือกใช้งาน เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ว่าห้ามใช้ ค่ากำลังคราก ( Yieid Strength ) ไม่เกิน 240 เมกาปาสกาล (2,400 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร) ในการออกแบบอาคารโครงสร้างเหล็ก ซึ่งขัดแย้งกับ มาตรฐาน มอก 1227 – 2558 และ มอก เหล็กรูปพรรณ ฉบับอื่นๆ ว่า ผู้ผลิตสามารถผลิตเหล็กได้หลากหลาย ชั้นคุณภาพ อาทิเช่น
SS400 มาตรฐานระบุ กำลังครากไม่น้อยกว่า 245 เมกาปาสกาล (ประมาณ 2,400 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)
SM520 มาตรฐานระบุ กำลังครากไม่น้อยกว่า 365 เมกาปาสกาล (ประมาณ 3,600 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)
SS540 มาตรฐานระบุ กำลังครากไม่น้อยกว่า 400 เมกาปาสกาล (ประมาณ 4,000 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)
แท้จริงแล้ว ข้อจำกัดในการ คำนวณออกแบบรับแรงของเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ว่า ห้ามใช้ ค่ากำลังคราก ( Yieid Strength ) ไม่เกิน 240 เมกาปาสกาล (2,400 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร) อ้างอิงตาม “กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ( พ.ศ.2527 ) ออกตามความใน พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 13” นั้นหมายถึงแค่ “ในกรณีที่ไม่มีผลการทดสอบกำลัง” หมายความว่า หากเหล็กโครงสร้างรูปพรรณนั้นๆ มีเอกสารรับรองการผลทดสอบจากผู้ผลิต ( Mill Inspection Certificate ) ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตตาม มาตรฐาน มอก. แล้ว ก็สามารถออกแบบใช้งานได้ตามค่ากำลังคราก ( Yieid Strength ) ของเหล็กตามชั้นคุณภาพนั้นตามที่ระบุไว้ตาม เอกสารรับรองการผลทดสอบ
กล่าวโดยสรุป เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน กำลังสูง SM520 ที่มีค่ากำลังคราก Source : กฏกระทรวง ฉบับที่ 6 พ.ศ.2527 (ออกตามฯ พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522) ข้อที่ 13


กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 พ.ศ.2527 (ออกตามฯ พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522) ข้อที่ 13
เมื่อมีการเปรียบเทียบโครงสร้างเหล็กทั่วไปอย่าง SS400 กับ เหล็กกล้ากำลังสูง SM520 ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนขึ้นถึงความคุ้มค่าที่จะได้ต่อโครงการ ทั้งการออกแบบและก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ
1. ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า ช่วยลดค่าขนส่ง และ Fire Protection รวมกันสูงสุดถึง 20%
2. ลดเวลาและต้นทุนงานฐานราก เมื่อมีการใช้ SM520 นอกจากจะทำให้น้ำหนักของโครงสร้างเสา คาน และโครงหลังคา เบาลง ซึ่งน้ำหนักที่เบาลงนี้ ยังส่งผลโดยตรงถึงการช่วยลดขนาดฐานราก และจำนวนเสาเข็มในงานก่อสร้างโครงสร้างด้วย
3. สร้างงานออกแบบได้หลากหลายกว่า งานโครงสร้างที่ต้องการออกแบบ Long Span หรือ Cantilever เหล็ก SM520 จะช่วยให้สถาปนิก วิศวกร ออกแบบโครงสร้างอาคารได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น
4. เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่า เสาเล็กลง ทำให้ดูมีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขึ้น คานเล็กลง – ทำให้มีระยะ Celling Height เพิ่มขึ้น มีผลให้อาคารโปร่งโล่ง ดูกว้างมากยิ่งขึ้น
5. ติดตั้งง่ายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า ในขั้นตอนการติดตั้ง นั้น SM520 จะมีน้ำหนักโครงสร้างที่น้อยกว่า SS400 จึงสะดวกในการใช้ Crane ยกติดตั้ง หรือใช้กำลังของ Crane น้อยลงได้ และลดจำนวนรอบในการขนส่งได้อีกด้วย
SM520 เหล็กกล้ากำลังสูง คือโครงสร้างที่สามารถให้ความคุ้มค่าที่มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเหล็กโครงสร้างทั่วไปช่วยลดต้นทุนการก่อสร้าง รวมไปถึงยังสามารถลดขนาดของโครงสร้างเสา คาน และโครงหลังคาที่ส่งผลต่อการติดตั้งและการออกแบบ จึงไม่แปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใด SM520 จึงเป็นที่นิยมกันอย่างมากในวงการออกแบบและก่อสร้าง
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com
โดย saweang | ส.ค. 14, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สูตรการคำนวณน้ำหนักเหล็ก |
| 1 |
เหล็กแผ่น 4x 8 |
นน. = หนา mm. x 23.34 |
|
|
|
| 2 |
เหล็กแผ่น 5 x 10 |
นน. = หนา mm. x 36.5 |
|
|
|
| 3 |
เหล็กแผ่นตัดเหลี่ยม |
นน. = หนา mm. x กว้าง cm x ยาว cm x 0.000785 |
|
|
|
| 4 |
เหล็กตัดสามเหลี่ยม |
นน. = (หนา mm. x ฐาน cm x สูง cm) /2 x 0.000785 |
|
|
|
| 5 |
เหล็กตัดกลม |
นน. = หนา mm. x รัศมี cm x รัศมี cm x 0.00247 |
|
|
|
| 6 |
เหล็กตัดวงแหวน |
นน. = (R2 -r2) x หนา mm.x 0.00247 |
|
|
|
| 7 |
หล็กแบน |
นน. = กว้าง mm x หนา mm. x 0.0471 |
|
|
|
| 8 |
เหล็กฉากพับ |
นน. = [(A + B) -(2 x หนา mm)] x หนา mm. x 0.0471 |
|
|
|
| 9 |
เหล็กตัวยู |
นน. = [(A + 2B) -(4 x หนา mm)] x หนา mm. x 0.0471 |
|
|
|
| 10 |
เหล็กตัวซี |
นน. = [(A +2B+2C) -(8 x หนา mm)] x หนา mm. x 0.0471 |
|
|
|
| 11 |
เหล็กเพลา, เส้นกลม |
นน. = วงนอก2 mm x 0.006167 x ยาว m. |
|
|
|
| 12 |
เหล็กท่อหนา |
นน. = (วงนอก2 mm -วงใน2 mm) x 0.006167 x ยาว m. |
|
|
|
| 13 |
เหล็กหกเหลี่ยม |
นน. = ขนาด (ซม.) x ขนาด (ซม.) x ความยาว (ซม.) x 0.0068 = น้ำหนัก (กก.) |
|
|
|
| 14 |
เหล็กแปดเหลี่ยม |
นน. = ขนาด (ซม.) x ขนาด (ซม.) x ความยาว (ซม.) x 0.0065 = น้ำหนัก (กก.) |
|
|
|
| 15 |
เหล็กสี่เหลี่ยม |
ขนาด (ซม.) x ขนาด (ซม.) x ความยาว (ซม.) x 0.0079 = น้ำหนัก (กก.) |
|
|
|