โดย khwankaew | พ.ย. 8, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กแผ่นลาย (Checkered Plate)
มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น ตีนไก่ ตีนเป็ด แผ่นลาย เหล็กลายดอก โดยเหล็กแผ่นลาย ผลิตจากเหล็กกล้าเนื้อแกร่ง ด้วยการนำไปหล่อ หรือรีดร้อน ทำให้มีลวดลายที่ชัดเจน สวยงาม มีความแข็งแรง ทนทาน และทนต่อแรงเสียดทานได้ดีกว่าเหล็กแผ่นดำ เป็นเกรด SS400, HR1 โดยเหล็กเผ่นลาย มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นผิวเป็นลวดลายนูนคล้ายเมล็ดข้าว เพื่อป้องกันการลื่น และน้ำขัง มีขนาดความหนาให้เลือกตั้งแต่ 2 – 9 มม.
การนำไปใช้งาน
เหล็กแผ่นลาย (Checkered Plate) เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วๆ ไป นิยมนำไปใช้ในงานทำพื้นรถยนต์ พื้นรถบรรทุก ใช้ทำพื้นบันไดเพื่อกันลื่นล้มตามออฟฟิส สำนักงาน หรือพื้นบันไดรถบรรทุก หรือพื้นทางเดินเท้าตามไซต์งานก่อสร้าง งานที่ต้องการความคงทนถาวร
โดย khwankaew | ก.ย. 15, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
โดย minnie | ก.ย. 15, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ชนิดของเหล็กต่างๆและการเลือกใช้งานให้เข้ากับการทำงาน
เราสามารถแบ่งเหล็กออกเป็นกลุ่มกว้างๆได้ 2 กลุ่ม โดยพิจารณาจากปริมาณของธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเหล็ก โดยแบ่งออกได้เป็น
เหล็กหล่อ คือเหล็กที่มีปริมาณธาตุคาร์บอนมากกว่า 1.7% หรือ 2% ซึ่งเหล็กชนิดนี้จะขึ้นรูปได้ด้วยวิธีหล่อเท่านั้นเพราะปริมาณคาร์บอนที่สูงทำให้โครงสร้างมีคุณสมบัติที่แข็งแต่เปราะจึงไม่สามารถขึ้นรูปด้วยวิธีการรีดหรือวิธีทางกลอื่นๆได้ เรายังสามารถแบ่งย่อยเหล็กหล่อออกได้อีกหลายประเภท โดยพิจารณาจากโครงสร้างทางจุลภาค กรรมวิธีทางความร้อน ชนิดและปริมาณของธาตุผสม ได้แก่
• เหล็กหล่อเทา (grey cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่มีปริมาณคาร์บอนและซิลิคอนสูง ทำให้มีโครงสร้างคาร์บอนอยู่ในรูปของกราฟไฟต์
• เหล็กหล่อขาว (white cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่มีปริมาณซิลิคอนต่ำกว่าเหล็กหล่อเทา ทำให้ไม่เกิดโครงสร้างคาร์บอนในรูปกราฟไฟต์ โดยคาร์บอนจะอยู่ในรูปคาร์ไบด์ของเหล็ก (Fe3C) ที่เรียกว่า ซีเมนไตต์ เป็นเหล็กที่มีความแข็งสูงทนการเสียดสี แต่จะเปราะ
เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลมหรือเหล็กหล่อเหนียว (spheroidal graphite cast iron, ductile cast iron) เป็นเหล็กหล่อเทาที่ผสมธาตุแมกนีเซียมและหรือธาตุซีเรียมลงไปในน้ำเหล็ก ทำให้กราฟไฟต์ที่เกิดเป็นกลุ่มและมีรูปร่างกลม ซึ่งส่งผลถึงคุณสมบัติทางกลในทางที่ดีชึ้น
• เหล็กหล่ออบเหนียว (malleable cast iron) เป็นเหล็กหล่อขาวที่นำไปอบในบรรยากาศพิเศษเพื่อทำให้คาร์บอนในโครงสร้างคาร์ไบด์แตกตัวออกมารวมกันเป็นกราฟไฟต์เม็ดกลม และทำให้เหล็กรอบๆที่มีปริมาณคาร์บอนลดลงปรับโครงสร้างกลายเป็นเฟอร์ไรต์และหรือเพิร์ลไลต์ เหล็กชนิดนี้จะมีความเหนียวดีกว่าเหล็กหล่อขาว แต่จะด้อยกว่าเหล็กหล่อกราฟไฟต์กลมเล็กน้อย
เหล็กหล่อโลหะผสม (alloy cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่เติมธาตุผสมอื่นๆลงไปในปริมาณที่ค่อนข้างมาก เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติเฉพาะด้านให้ดียิ่งขึ้น เช่นเติมนิกเกิลและโครเมียมเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านทนการเสียดสีและทนความร้อน เป็นต้น
• เหล็กกล้า คือเหล็กที่มีปริมาณธาตุคาร์บอนน้อยกว่า 1.7% หรือ 2% เหล็กชนิดนี้มีความเหนียวมากกว่าเหล็กหล่อทำให้สามารถทำการขึ้นรูปโดยใช้กรรมวิธีทางกลได้ ทำให้เหล็กชนิดนี้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง จึงพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น เหล็กโครงรถยนต์ ท่อเหล็กต่างๆ ฯลฯ เหล็กกล้าสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้
• เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel) เป็นเหล็กที่มีคาร์บอนเป็นส่วนผสมหลัก โดยอาจมีธาตุอื่นผสมอยู่บ้างแต่ไม่ได้เจาะจงจะผสมลงไป มักติดมาจากกรรมวิธีการถลุงและการผลิต เราสามารถแบ่งย่อยกว้างๆออกได้ 3 ประเภทโดยพิจารณาตามปริมาณของธาตุคาร์บอนที่ผสม คือ
• เหล็กคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า 0.2% เหล็กชนิดนี้มีความแข็งแรงต่ำสามารถรีดหรือตีเป็นแผ่นได้ง่าย ตัวอย่างเหล็กเช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่นที่ใช้กันทั่วไป
• เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนอยู่ระหว่าง 0.2-0.5% เป็นเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงกว่าเหล็กคาร์บอนต่ำ ใช้ทำชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลทั่วไป เหล็กประเภทนี้สามารถทำการอบชุบความร้อนได้
• เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนสูงกว่า 0.5% มีความแข็งแรงและความแข็งสูง สามารถทำการอบชุบความร้อนให้คุณสมบัติความแข็งเพิ่มขึ้นได้ ใช้ทำพวกเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่ต้องการผิวแข็งและความต้านทานการสึกหรอสูง
• เหล็กกล้าผสม (alloy steel) เป็นเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีธาตุอื่นผสมอยู่อย่างเจาะจงเพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความสามารถในการชุบแข็ง (hardenability) ความต้านทานการกัดกร่อน คุณสมบัติการนำไฟฟ้าและคุณสมบัติทางแม่เหล็กเป็นต้น ธาตุผสมที่เติมลงไป เช่น โครเมียม นิกเกิล โมลิบดินัม วาเนเดียม โคบอลต์ แมงกานีสและซิลิคอน โดยแมงกานีสและซิลิคอนจะต้องมีปริมาณมากพอสมควรจึงจะจัดได้ว่าเป็นเหล็กกล้าผสม เพราะในเหล็กกล้าคาร์บอนก็มีปริมาณธาตุทั้งสองผสมอยู่พอสมควร เราสามารถแบ่งย่อยกว้างๆออกได้ 2 ประเภทโดยพิจารณาตามปริมาณของธาตุผสม คือ
• เหล็กกล้าผสมต่ำ (low alloy steel) เป็นเหล็กกล้าผสมที่มีปริมาณธาตุผสมน้อยกว่า 10%
• เหล็กกล้าผสมสูง (high alloy steel) เป็นเหล็กกล้าผสมที่มีปริมาณธาตุผสมสูงกว่า 10%
โดย khwankaew | ก.ย. 7, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ข้อเสียของโครงสร้างเหล็กกับการสร้างบ้าน
ข้อเสีย ที่เห็นเด่นชัด ก็คือ ปัจจุบันโครงสร้างเหล็กยังมีราคาค่อนข้างแพง (ประมาณ 10-15%) หากเปรียบเทียบกับโครงสร้างคอนกรีต และนอกจากนั้น ช่างเหล็กที่มีความชำนาญจริงๆ ยังมีน้อย และปัญหาการกันสนิม และกันไฟ โครงสร้างเหล็กจะแพ้ 2 อย่างนี้ คือสนิมกับไฟครับ แต่ว่าอนาคต เหล็กจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน และข้อได้เปรียบเรื่องเวลาในการก่อสร้างที่รวดเร็ว ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับความแข็งแรงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แข็งแรงดีครับ

Cr.ภาพ scgbuildingmaterials.com
นอกจาก นั้นสิ่งที่ผู้อ่านควรรู้ เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างเหล็กก็คือ
– บ้านโครงสร้างเหล็กต้องใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเป็นโครงสร้างหลักคือเสาและคาน
– บ้านโครงสร้างเหล็กต้องระวังปัญหาเรื่องการแตกร้าวโดย
1) ต้องเชื่อมเหล็กกลม (เหล็ก 2 หุน) ติดกับเสาเหมือนหนวดกุ้งเป็นระยะ
2) ผสมปูนกับน้ำยาเชื่อมประสาน (พวก Bonding Agent) เพื่อสลัดดอกบนผิวหน้าสัมผัสของ เสา/คาน ให้ผิวขรุขระ เพิ่มการยึดเกาะให้ดียิ่งขึ้น
3) ใช้ตะแกรงลวดปิดทับบริเวณรอยต่อของเสากับผนัง
Cr. homeloverthai
โดย admin_sale | ส.ค. 24, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ดุ้งเหล็ก
ดุ้งเหล็ก คือ การดัดเหล็กเส้นกลมหรือเหล็กข้ออ้อยที่ใช้เป็นเหล็กเสริมในโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ให้งอแคบลง ตามขนาดหน้าตัดโครงสร้างที่เปลี่ยนไป มักใช้กับเหล็กยืนในเสาที่มีหน้าตัดเสา เล็กลงในพื้นชั้นบน เช่น เสาชั้นล่างมีขนาดหน้าตัด 0.20×0.20 ม.
ส่วนเสาชั้นบนมีขนาดหน้าตัด 0.15×0.15 ม. เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้การดุ้งเหล็กในการทาบเหล็ก เสริมภายในคานเพื่อให้คงตำแหน่งเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเสริมอีกด้วย รูปแบบในการดุ้งเหล็กควรอยู่ภายใต้การออกแบบและคำแนะนำจากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อให้โครงสร้างอาคารมีความปลอดภัยและถูกต้องตามมาตรฐาน

ภาพ: ลักษณะการดุ้งเหล็กที่เสา
Cr: https://www.scgbuildingmaterials.com
โดย chirawat | ก.ค. 31, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก, ไม่มีหมวดหมู่
อุตสาหกรรมเหล็กโล่ง! เริ่มเห็นแสงสว่าง
ปี 2560 เหมือนจะเป็นปีที่ทำให้ผู้ประกอบการในแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ มีความหวังมากขึ้น วัดจากภาพรวมของราคาเหล็กในตลาดโลกเริ่มขยับราคาสูงขึ้น
อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติกฎหมายป้องกันการหลบเลี่ยงพิกัดเหล็ก คาดว่าภายในปี2560 น่าจะปฏิบัติได้ จะทำให้ผู้นำเข้าเหล็กที่ชอบหลบเลี่ยงภาษี เลี่ยงพิกัดมีความยากลำบากในการนำเข้าแบบผิดกฎหมายมากขึ้น อีกทั้งถือเป็นการทิ้งทวนข่าวดีปลายปี ที่กระทรวงพาณิชย์ ลงนามให้มีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) สำหรับสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า ที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐเกาหลีเป็นการชั่วคราวแล้ว รวม 26 พิกัดเป็นเวลา 4 เดือน(กลางพ.ย.2559-กลางมี.ค.2560) ก่อนที่จะประกาศใช้ต่อไป หลังพบว่าทั้ง 2 ประเทศส่งสินค้าดังกล่าวมาทุ่มตลาดและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ส่งสินค้าเหล็กเกือบทุกประเภทเข้ามาตีตลาดอย่างรุนแรงในช่วง2-3ปีมานี้ ล่าสุด”ฐานเศรษฐกิจ”สัมภาษณ์พิเศษนายฐิติกร ทรัพย์บุญรอด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ประกอบการผลิตเหล็กแผ่นที่ได้รับผลกระทบ เปิดใจถึงทิศทางอุตสาหกรรมเหล็ก ความหวัง และโอกาสที่จะเกิดขึ้นในปี2560
ทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กปี 2560
นายฐิติกร ฉายภาพใหญ่ก่อนถึงต้นเหตุที่ทำให้ผู้ผลิตทุกรายในประเทศไทยน้ำตาร่วงว่า จีนตัวการใหญ่ที่ทำให้วงการเหล็กปั่นป่วนมาต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจีนเป็นประเทศเดียวที่มีกำลังผลิตจริงกว่า 800 ล้านตัน เกินครึ่งของกำลังผลิตโลกที่มี 1,300-1,400 ล้านตัน จากกำลังผลิตปัจจุบัน จีนใช้สำหรับบริโภคภายในประเทศ 600 ล้านตัน และอีกกว่า 200 ล้านตันเป็นส่วนเกินที่ส่งออกมาขายทั่วโลกและเวลานี้เชื่อว่า จีนกำลังได้รับผลกระทบจากการทุ่มราคาเหล็กออกมานอกบ้านแล้ว และเห็นแล้วว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาโรงงานผลิตเหล็กจากจีนก็ได้รับผลกระทบจากการทุ่มราคาเหล็กออกมา สะท้อนภาพ ขาดทุนไปหลายหมื่นล้านบาท ทั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล “ขณะนี้รัฐบาลจีนเข้าใจแล้วว่าการทุ่มตลาดไม่ได้ทำให้ธุรกิจจีนเจริญเติบโตได้ ก็เลยหันมาใช้มาตรการตัดกำลังการผลิตลงไป จึงทำให้ราคาปรับขึ้นมาเล็กน้อย พอราคาดีทุกคนก็กลับมาผลิตใหม่ ทำให้ราคายังไม่ปรับอย่างถาวรเท่าที่ควร” อีกทั้งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาจีนก็มีการลดกำลังการผลิต ทำให้ราคาเหล็กกลับมากระเตื้องขึ้นอีก รวมถึงราคาวัตถุดิบ เช่นโค้ก ถ่านหินที่ใช้ในการถลุงเหล็ก ที่ปรับราคาขึ้นจากจากกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันขึ้นมาเป็นกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งปรับขึ้นเยอะ หรือราคา บิลเล็ต(วัตถุดิบสำหรับผลิตเหล็กเส้น) ราคาขยับจาก 300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันมาเป็น400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน สแลป(วัตถุดิบสำหรับผลิตเหล็กแผ่น)จาก 380 ดอลลาร์สหรัฐฯมาเป็น 450 ดอลลาร์สหรัฐฯจากที่ราคาวัตถุดิบยังไม่นิ่งและมีราคาสูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตเหล็กยังไม่กล้าสั่งซื้อ ส่วนราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นนั้น จะส่งผลมาถึงราคาเหล็กชนิดต่างๆที่สูงขึ้นตามมา เช่น ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในตลาดโลกขยับขึ้นจาก450 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันเป็น550 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ถ้าคิดเป็นกิโลกรัมเท่ากับว่าราคาขึ้นมาอยู่ที่ 19,000 บาทต่อตัน
ราคาในไทยจะปรับขึ้นช้ากว่าตลาดโลก
สำหรับราคาเหล็กในประเทศ เวลานี้ยังไม่ปรับขึ้น ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนยังคงยืนอยู่ที่1.7-1.8 หมื่นบาทต่อตัน โดยราคาจะปรับขึ้นช้ากว่าราคาในตลาดโลกอยู่ราว 1-2 เดือน และคาดว่าราคาเหล็กในประเทศจะปรับสูงขึ้นในต้นปีหน้าอีกราว 1-2 บาทต่อกิโลกรัม แต่ก็ยังยืนอยู่ที่ความยากลำบาก เพราะ 1.เหล็กภายในประเทศไทยยังมีสต็อกเหล็กเก่าอยู่ 2.จีนเปิดหน่วยลงทุนเรื่องโลหะ เหล็กในตลาดหุ้น ดังนั้นชาวบ้านที่ไม่มีส่วนร่วมในธุรกิจก็มาแห่ซื้อไว้ ทำให้ราคาสูงกว่าตลาด พอเหล็กในตลาดหุ้นสูงเกินตลาดจริงโรงงานเลยต้องขยับราคาตาม ทำให้ราคาเหล็กดังกล่าวไม่สะท้อนความเป็นจริงของดีมานด์ซัพพาย คนซื้อก็ไม่อยากซื้อเหล็กในราคาสูง เพราะราคายังแกว่งอยู่มีขึ้น มีลง อยากรอจังหวะให้ราคาถูกที่สุด อย่างไรก็ตามถือว่าปี 2558 ปี2559 ยังเป็นปีที่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศอยู่ในสภาพที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านการผลิต และบริหารราคาได้ยากเนื่องจากราคาวัตถุดิบไม่นิ่ง ฉะนั้นการกำหนดราคาอาจจะกำไรหรือขาดทุนจะไม่รู้ล่วงหน้า แต่ก็ยังดีกว่าปี2556-2557 ที่จะเห็นว่าราคาถอยลงมาจาก 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ลงมาเหลือ300ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งไม่มีโอกาสทำกำไร ขาดทุนอย่างเดียว “ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเรียกว่าผู้ประกอบการเหล็กไม่มีโอกาสทำกำไรเลย ซึ่งตอนนั้นบรรดาเทรดเดอร์นำเข้าเหล็กมาจากจีนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการนำเข้ามาแบบเลี่ยงพิกัด จนทำให้ไม่มีการเสียภาษีทุกอย่างทั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดี ภาษีอากรขาเข้า ขณะที่ไทยก็ยังไม่มีมาตรการรับมือที่รวดเร็วโดยจะเห็นว่าประเทศไทยใช้เหล็กทุกชนิดรวมกัน 17 ล้านตัน แต่เป็นการใช้จากกำลังผลิตในประเทศเพียง3-4 ล้านตัน ที่เหลือเป็นการบริโภคจากการนำเข้าทั้งหมด ทำให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศกระทบมาก รวมถึงบริษัทด้วย”
แอล พี เอ็น เพลทมิลต้องปรับตัว ธุรกิจแอลพีเอ็น เพลทมิล ความจริงโรงงานเรามีขีดความสามารถในการผลิตได้ 4-5 แสนตันต่อปี แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงมาก จากการมาทุ่มตลาดของจีนทำให้บริษัทผลิตเหล็กได้เพียง 1 แสนตันต่อปีเท่านั้น หนีการแข่งขันโดยมุ่งผลิตไปยังเหล็กที่เจาะเฉพาะตลาดมากขึ้น และเป็นเหล็กชนิดที่มีคู่แข่งจากการนำเข้าน้อย โดยป้อนเหล็กให้กับโรงงานอุตสาหกรรม หรือสำหรับสร้างโรงไฟฟ้า และระบบโครงสร้างพื้นฐานรัฐเป็นหลัก เช่น งานก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ “ปี2556-2557 ที่เราขายขาดทุน บางปีผลิตได้เพียง 5-6 หมื่นตันเท่านั้น มาปี2559 ถือว่ายังโชคดีที่ราคาเหล็กไม่ลดลงตลอดทั้งปี ยังมีช่วงให้ทำกำไรได้ เราสามารถนำเงินไปใช้หนี้ได้ และยังสามารถดูแลพนักงานร่วม 300 คนได้ ปีหน้าหวังว่า บริษัทจะสามารถทำกำไรได้ จากฐานลูกค้าหลายร้อยรายในกทม.และปริมณฑลที่มีอยู่แล้ว”
ปี 2560 พบสัญญาณใช้เหล็ก
สำหรับปี2560 เริ่มมองเห็นสัญญาณบวก เพราะมองเห็นว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเริ่มขยับได้มากขึ้น มากกว่าปี2559 อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติกฎหมายป้องกันการหลบเลี่ยงพิกัด คาดว่าภายในปี2560 น่าจะปฏิบัติได้ จะทำให้ผู้นำเข้าเหล็กที่ชอบหลบเลี่ยงภาษี เลี่ยงพิกัดนำเข้ายากขึ้น รวมถึงจะมีการลงทุนภาครัฐ ตรงนี้จะเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นในปีหน้าส่วนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาฯหลายค่ายยังไม่มั่นใจจะเปิดโครงการใหม่ๆ แต่ต้องการระบายสต็อกเก่าเร่งขายให้หมดก่อน เช่นคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้ว ยังไม่ปิดโครงการทำให้การบริโภคเหล็กเพื่อไปสู่ภาคที่อยู่อาศัยยังขยายตัวได้ไม่มากนัก อีกทั้งการบริโภคเหล็กยังเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ เช่นเดียวกับความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากด้วย
“ถ้ามองในทางกลับกัน ในภาคพื้นเอเชีย เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังต้องขยายตัว ตรงนี้ยังถือว่าเป็นข้อดี ” แนะผู้ใช้เหล็กในงานโครงสร้างรวมกลุ่มก่อนตาย
นายฐิติกร กล่าวอีกว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้หารือกับ 7 สมาคมผู้ประกอบการเหล็ก ประกอบด้วย 1.สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย 2.สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย 3.สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น 4.สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า 5.สมาคมการค้าเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี 6.สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน 7.กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นเคลือบดีบุก เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม ซึ่งมีสมาชิกรวมกันกว่า 470 บริษัท ว่าที่ผ่านมาใครกระทบเรื่องเหล็ก พอร้องเข้าไปคนนั้นได้รับการช่วยเหลือ และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ ที่ลงทุนตั้งแต่หลายพันล้านบาทไปถึงหลักหมื่นล้านบาท แต่เวลานี้มีกลุ่มผู้ใช้เหล็กที่มีการนำเข้าเหล็กที่ใช้ในงานโครงสร้างและเป็นบริษัทขนาดเล็กๆระดับหลักร้อยล้านบาทขึ้นไป ที่ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการร้องเรียนเหล่านี้ด้วย ทั้งที่กำลังเผชิญปัญหาสู้กับเหล็กที่นำเข้าสำเร็จรูปมาจากต่างประเทศไม่ได้ และเริ่มเห็นว่ามีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม โดยการนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปมาประกอบมากขึ้นเมื่อมาถึงไทยก็แค่ขันนอตอย่างเดียว ทำให้ผู้ใช้เหล็กที่ทำงานโครงสร้างเหล็กกระทบ จนบางรายต้องปิดกิจการไปแล้ว
“เวลานี้จะเห็นคนที่สร้างโรงงานที่เป็นกลุ่มผู้รับเหมาเหล็กไม่มีธุรกิจ ไม่มีงานทำ ปิดตัวไปมาก เพราะสามารถนำเข้าเหล็กมาประกอบได้เลย โดยเหล็กนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปเพราะไม่เสียภาษี ในขณะที่เหล็กแผ่นรีดร้อน ยังมีภาษีเอดีบางรายนำเข้ามาก็ปลอดภาษีเพราะได้รับการส่งเสริม ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มผู้ใช้เหล็ก หรือผู้รับจ้างสร้างโรงงานจะไม่มีแอกชันตรงนี้เลย”
จากกรณีดังกล่าวได้เสนอแนะไปในที่ประชุมสมาคมว่า เขาน่ารวมกลุ่มกัน แล้วร้องเรียนไปยังภาครัฐ ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีแต่บริษัทใหญ่ๆทำ เพราะมีความพร้อมด้านข้อมูลสนับสนุน แต่บริษัทเล็กๆอย่างกลุ่มผู้รับจ้างทำโรงงาน ทำงานโครงสร้างเหล็ก มีความไม่พร้อมสูง พอมีปัญหาก็ไปต่อไม่ได้ ต้องปิดกิจการมองว่าถ้ารัฐจะปกป้องธุรกิจในประเทศ ก็ต้องคุ้มครองทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เราถึงจะรอดไปด้วยกัน
Cr: http://www.thansettakij.com