โดย khwankaew | ธ.ค. 17, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
บริษัท JSW Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของอินเดียซึ่งมีกำลังการผลิต 18 ล้านตัน/ปี ได้รับยืนยันว่าอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงในระยะยาว ในสายการผลิตที่โรงงานรีดเย็น 1 (Cold-rolled Mill Complex 1) ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงงาน Vijayanagar ในรัฐ Karnataka
โรงงาน CRM1 complex มีกำลังการผลิต 1.8 ล้านตัน/ปี ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 2008 และมีความต้องการในการซ่อมแซม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้บางส่วน ในช่วงระหว่างมกราคม 2020 ถึง พฤษภาคม 2020 เพื่อจะผลิต electrical steel จากเหล็กแผ่นรีดเย็น
แหล่งข่าวจากโรงงานยืนยันว่า “การส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นจะคงลดลงในระยะต่อไป และอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการขายเหล็กแผ่นรีดร้อนส่วนที่เกินมาที่ตลาดภายในประเทศ แต่พวกเราไม่ประสงค์ที่จะลดการผลิต electrical steel.
แหล่งข่าวในตลาดกล่าวว่า แหล่งข่าวในตลาดกล่าวว่า ปริมาณเหล็กรีดเย็นทั้งภายในประเทศและที่ส่งออก มีปริมาณ 2.3 ล้านตัน/ปี ที่มาจากโรงงาน CRM2 complex ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การบำรุงรักษาช่วงนี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียที่ชะลอตัวและมีกำลังการผลิตส่วนเกินของ CRC ในตลาดภายในประเทศ
“การส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของเราจะไม่เกิน 40,000 ตัน/เดือน ในปี 4-5 เดือนข้างหน้า” และการส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนจะปรับลดลง โดยอยู่ที่ 70,000 ตัน/เดือน และจะไม่มีปริมาณมากถึง 150,000 ตัน อย่างที่เราทำได้ก่อนหน้านี้”
การผลิตของ บริษัท JSW ในช่วง เมษายน ถึง ตุลาคม มีปริมาณอยู่ที่ 9.33 ล้านตัน ลดลง 4.3% จาก 9.75 ล้านตัน ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2018 เนื่องมาจากมีการปิดเตาหลอมหลายๆแห่งในช่วงเดือนตุลาคม
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย khwankaew | ธ.ค. 13, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ มอบนโยบายให้ 7 สมาคมเหล็ก ผู้แทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกว่า 470 ราย เดินหน้าสู้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ เร่งเดินหน้าหาตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน หวังพึ่งพาการส่งออก
นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้ 7 สมาคมเหล็ก ซึ่งเป็นผู้แทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกว่า 470 ราย ในการประชุมหารือระหว่างสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น รับรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในประเทศที่มีปริมาณการใช้เหล็กเพียง 19.3 ล้านตัน เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ 7.3 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตเพียง 33% ถูกสินค้านำเข้าแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศซบเซาลงเป็นอย่างมาก กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ไปให้ได้ โดยได้มอบหมายให้ สมอ. เป็นหน่วยงานหลักในการประสานดำเนินการอย่างใกล้ชิดร่วมกับ 7 สมาคมเหล็ก เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กของไทยให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กโดยเพิ่มปริมาณการส่งออก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้มีการใช้เหล็กภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ เพื่อลดอัตราการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามแนะนำให้ผู้ประกอบการมองหาลู่ทางการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ซึ่งมีกำลังซื้อเป็นอย่างมาก กระทรวงอุตสาหกรรมยินดีให้การสนับสนุนและมีโครงการที่จะโรดโชว์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้วเพื่อหาตลาดใหม่ๆ ให้ภาคอุตสาหกรรมของไทย
นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. ได้ดำเนินงานภายใต้นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม และได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายรัฐบาล และภายใต้กฎระเบียบขององค์การการค้าโลก รวมทั้ง ควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเป็นพิเศษ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้มีการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกันสนับสนุนและผลักดันให้มีการใช้สินค้าภายในประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมเหล็กของไทยด้วยเพื่อให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น สำหรับการดำเนินงานของ สมอ. ขณะนี้ได้เร่งรัดแก้ไขมาตรฐานและกำหนดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรฐานที่อยู่ในขั้นตอนการประกาศบังคับใช้ อีกจำนวน 7 มาตรฐาน ได้แก่
1. มอก. 50-2561 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นแถบ
แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก
2. มอก. 528-25xx เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป
3. มอก. 1228-25xx เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
4. มอก. 1390-2560 เข็มพืดเหล็กกล้ารีดร้อน
5. มอก. 1999-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างรถยนต์
6. มอก. 2060-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานถังก๊าซ
7. มอก. 2140-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานรถยนต์
และคาดว่าจะมีการประกาศมาตรฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กเพิ่มในปี 2563 อีก 12 มาตรฐาน ได้แก่
1. มอก. 349 เหล็กลวดคาร์บอนสูง
2. มอก. 801 นั่งร้านท่อเหล็กกล้าแบบโครงสำเร็จรูป
3. มอก. 427 ท่อเหล็กกล้าสำหรับส่งน้ำ
4. มอก. 276 ท่อเหล็กกล้าคาร์บอนชนิดทนความดัน
5. มอก. 16 เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก
6. มอก. 1279 เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียมปลอดดีบุก
7. มอก. 2183 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเดี่ยว สำหรับเคลือบดีบุก เคลือบโครเมียม/โครเมียมออกไซด์
8. มอก. 2184 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นซ้ำ สำหรับเคลือบดีบุก เคลือบโครเมียม/โครเมียมออกไซด์
9. มอก. 2817 เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นเคลือบโลหะ สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
10. มอก. 2985 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น เคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนสำหรับงานรถยนต์
11. มอก. 2981 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น เคลือบสังกะสี ผสมอะลูมิเนียม 59% ถึง13% และแมกนีเซียม 2% ถึง 4% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน
12. มอก. 2984 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน ที่ต้านการกัดกร่อนในบรรยากาศ สำหรับงานโครงสร้างเชื่อมประกอบ
เพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ สามารถยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน และเพื่อป้องกันการนำเข้าเหล็กที่ด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ เลขาธิการ สมอ. กล่าว
อ่านต่อได้ที่ : https://gnews.apps.go.th/news?news=51634
แหล่งที่มา : สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล
โดย khwankaew | ธ.ค. 6, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
SEAISI กล่าวว่า กำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวในภูมิภาคอาเซียนนั้นมีมากกว่าการบริโภค ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนนั้นมาจากการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างสำหรับกำลังการผลิตใหม่ๆ
ภาคการก่อสร้างในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ถูกคาดว่าจะสามารถสนับสนุนความต้องการส่วนใหญ่ ทั้งในผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวและทรงแบนในปี 2019 และหลังจากนั้น
SEAISI คาดว่าภาคการก่อสร้างของเวียดนามจะเติบโตประมาณ 8-9% ต่อปีในช่วง 2019 – 2023 ในขณะที่มองว่าภาคการก่อสร้างของไทยจะขยายตัว 3.5%-5% ในปี 2019 และประมาณ 5.7% ในปี 2020
ถึงแม้ว่าการเติบโตของภาคการก่อสร้างของอินโดนีเซียจะถูกคาดว่า ในปี 2020 จะลดลงไปอยู่ที่ 5.72% จากการคาดการเติบโตในปี 2019 อยู่ที่ 6.82% โดยในปี 2020 ก็เป็นการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการขยายเศรษฐกิจและการเติบโตภายในของอินโดนีเซีย
ในปี 2019 ภาคการก่อสร้างของฟิลิปปินส์ถูกคาดว่า จะโต 10% และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศฟิลิปปินส์ ได้คาดการณ์ความต้องการเหล็กในปี 2019 และ 2020 ว่าจะเติบโต 6% ในแต่ละปี
นอกจากจะสนับสนุนความต้องการเหล็กในภูมิภาคอาเซียแล้ว โรงงานเหล็กใหม่ๆของจีน จะเพิ่มความต้องการวัตถุดิบ เนื่องจากโรงงานเหล็กจะเป็นเตาแบบ blast/basic oxygen furnace โดยกำลังการผลิตใหม่ๆจะสร้างศักยภาพในการส่งออกเหล็กอีกด้วย
ขอบคุณ แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย saweang | พ.ย. 25, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เคล็ดลับการเลือกสีทาบ้าน…ให้เหมาะสมและลงตัว
บ้านเป็นสถานที่พักพิง เป็นที่ๆคนหลายคนมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัว และเป็นสถานที่สร้างความสุขให้กับผู้อยู่อาศัย การเลือกสีทาบ้านเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บ้านของเราน่าอยู่มากขึ้น มีหลายท่านที่เลือกสีทาบ้านตามวันเกิด เพราะเชื่อในเรื่องดวงชะตา แต่ก็มีอีกหลายท่านเช่นกันที่เลือกสีทาบ้านตามความชอบของตนเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ควรศึกษารายละเอียดและหลักในการเลือกสีทาบ้าน เพื่อทำให้บ้านซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราดูเหมาะสมและลงตัวมากทีสุด
เคล็ดลับการเลือกสีทาบ้านให้เหมาะสมและลงตัว
พิจารณาจากแสงสว่างภายในบ้าน
สำหรับท่านที่ต้องการให้บ้านดูสว่างสดใส ควรเลือกสีทาบ้านเป็นสีขาว หรือสีอ่อน ๆ อย่างสีครีม สีเบจ หรือสีโอลด์โรส และทำให้บ้านดูกว้างขึ้น ไม่ควรใช้สีโทนนี้กับห้องใต้ดินหรือบ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านหรือห้องของคุณดูสลัวและให้ความรู้สึกหดหู่มากขึ้น กรณีัที่บ้านของคุณดูกว้างเกินโล่งเกินไป การเลือกสีทาบ้านโทนสีเข้มอย่างสีน้ำตาล สีดำ หรือสีน้ำเงิน ก็สามารถมาช่วยแก้ไขจุดนี้ได้ ทำให้บ้านของคุณดูลงตัวยิ่งขึ้น
ประเภทแสงส่าง
Ambient Light…เป็นแสงที่ทำหน้าที่ส่องสว่างเป็นตัวหลักในห้อง ช่วยให้การตกแต่งภายในบ้านนั้นให้แสงกระจายทั่วไปเท่ากันทั้งบริเวณพื้นที่ใช้งาน ไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามมากนัก
Task Light...เป็นแสงสว่างสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ เช่น เย็บผ้า ห้องครัว ห้องทำงาน เป็นต้น
Accent Light...แสงส่องเน้น เป็นแสงที่ช่วยเน้นให้จุดเด่นของห้องชัดเจนขึ้น เช่น เน้นผนังหินธรรมชาติ หรือการเน้นโซฟาตัวกลาง ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่น
Decorative Light…เป็นแสงที่ได้จากโคมหรือหลอดที่สวยงามเพื่อสร้างจุดสนใจในการตกแต่งบ้าน
.jpg)
สีทาบ้านสีกลางๆอาจเป็นสีที่ไม่เหมาะกับบ้านเสมอไป
หลายท่านอาจคิดว่าการทาสีทาบ้านเป็นสีกลางๆ อย่างสีเบจ สีน้ำตาลอมเทา หรือสีเทา เป็นสีที่ตกแต่งบ้านได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นสีที่เข้ากับสิ่งอื่นๆได้ง่าย แต่ในบางครั้งสีกลางๆก็อาจทำใ้ห้มองดูน่าเบื่อ การเลือกสีทาบ้านให้เข้มขึ้นหรือเลือกผสมสีให้ได้โทนใหม่ก็อาจเป็นอีกทางเลือกให้บ้านของคุณดูสดใส มีชีวิตชีวามากขึ้น

ตรวจสอบสีที่เลือกให้แน่ใจเสียก่อนที่จะซื้อ
หลังจากตัดสินใจเลือกสีทาบ้านได้แล้ว อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจซื้อเพราะมีหลายท่านที่รีบตัดสินใจซื้อแล้วสีที่ได้ไม่ใช่สีที่ตัวเองต้องการ เพราะสีทาบ้านแต่ละยี่ห้อแต่ละแบรนด์ให้เฉดสีออกมาต่างกัน ฉะนั้นคุณควรทดสอบสีให้แน่ใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ โดยการลองซื้อสีนั้นมาแล้วเพ้นท์ลงบนแผ่นตัวอย่างแล้วนำไปติดไว้บนผนังตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน หรือพื้นที่ที่คุณต้องการ แล้วทิ้งเอาไว้อย่างน้อย 2 วันเพื่อสังเกตความเหมาะสมของสีตามการใช้งานจริง และดูการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสีด้วย หากได้ตามที่คุณต้องการก็ไปซื้อเลยค่ะ

เปรียบเทียบสีทาบ้านกับของต่างๆภายในบ้าน
การนำสีทาบ้านที่คุณต้องการมาเปรียบเทียบกับของต่างๆภายในบ้าน จะำทำให้การตกแต่งบ้านของคุณดูลงตัวยิ่งขึ้น โดยการนำสีทาบ้านที่เลือกมาเทียบกับจุดต่าง ๆ ในบ้านของคุณ อาทิ พื้นบ้าน พื้นที่บริเวณข้างหน้าต่าง หลังงานศิลปะ และเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ อย่างเช่น ตู้โชว์ โซฟา เตียงนอน และควรนำไปเทียบตามช่วงเวลาต่าง ๆ ด้วยทั้งตอนเช้า ตอนกลางวัน ตอนเย็น และช่วงค่ำด้วยก็ยิ่งดี
.jpg)
Cr. http://bit.ly/สีทาบ้าน CR. https://www.beger.co.th/
โดย saweang | พ.ย. 15, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เทรนด์การสร้างบ้านสมัยใหม่ ที่เกิดขึ้นเพื่อการแก้ไขข้อจำกัดบางประการของการก่อสร้างบ้านในปัจจุบันโดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงาน ปัญหาค่าแรง รวมทั้งกระบวนการก่อสร้างที่ต้องแข่งขันกับเวลา ต้องการความรวดเร็วที่มากยิ่งขึ้น ก็คือ บ้านโครงสร้างเหล็ก ในอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้เห็นบ้านโครงสร้างเหล็กเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่จะเพิ่มสูงจนกระทั่งมาทดแทนบ้านปูน (โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก) หรือไม่นั้น จำเป็นต้องดูสถานการณ์อื่น ๆ รอบด้านกันต่อไป
.
เมื่อนึกถึงงานเหล็กเรามักนึกถึงปัญหาของสนิม ซึ่งเป็นอีกปัญหาหลักที่จะมาพร้อมกับเหล็ก สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือสภาพของเหล็กที่จะนำมาสร้าง ต้องเป็นเหล็กที่สะอาด ไม่เป็นสนิม หากมีสนิมผิวติดเล็กน้อยให้ทำความสะอาดโดยใช้แปลงหรือกระดาษทรายขัดก่อนทาสีกันสนิม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะคอยป้องกันให้เหล็กปลอดภัยจากสนิม ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบงานออกแบบลักษณะโครงสร้างเหล็ก ซึ่งจะให้ความแตกต่างของงานดีไซน์อย่างชัดเจน เหมาะกับผู้ที่ชอบงานสัจจะวัสดุ เปลือยโครงสร้าง ให้ความรู้สึกในสไตล์ Loft, Tropical, Industrial แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าสไตล์อื่น ๆ

ใช้งานเหล็กไม่ได้นะครับ ใช้ได้เช่นกัน โดยทำการออกแบบให้มีวัสดุอื่น ๆ มาปิดผิวอีกชั้นแต่ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หรือผู้ที่มีงบประมาณในการก่อสร้างค่อนข้างสูงและความรวดเร็วในการก่อสร้าง โครงสร้างเหล็กมีระบบ ขั้นตอนการทำงานที่สะดวก เสมือนเป็นการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของบ้านเข้าด้วยกัน แตกต่างจากงานปูน ที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าเนื่องด้วยปัจจุบันภาพรวมของบ้านโครงสร้างเหล็กยังมีราคาที่สูงกว่าบ้านปูน ราคาเหล็กที่เคยสูงมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันยังมีตัวเลขที่สูงมากขึ้นในไทย อนาคตภาพรวมอาจจะถูกลง ส่วนตลาดโลกเหล็กมีราคาถูกลง รวมถึงผู้ที่ต้องการบ้านดีไซน์แปลกใหม่ บางกรณีบ้านปูน หรือโครงสร้างอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้ อาทิ งานที่ต้องการคานยื่นยาว รูปทรงไม่ตั้งฉาก งานที่ต้องการลดเสา หากเป็นบ้านปูนจะมีข้อจำกัดในการออกแบบที่มากกว่า
ข้อดีบ้านโครงสร้างเหล็ก
- ระยะเวลาก่อสร้างรวดเร็วและเมื่อระยะเวลาก่อสร้างลดลง ค่าแรงจึงลดลง
- เหล็กมีความยืดหยุ่นตัวสูง ช่วยให้บ้านรองรับแผ่นดินไหวรวมทั้งมีความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้มาก
- โครงสร้างเหล็กน้ำหนักเบากว่าคอนกรีต ช่วยลดการใช้เสาเข็ม
- งานต่อเติมทำได้สะดวกเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน (ลดขนาดเสา และคาน)
- ออกแบบรูปทรงแปลกใหม่ เช่น ลักษณะคานยื่นยาว รูปทรงเอียง
ขอคุณข้อมุลจากhttp://www.nhconcept.com