โดย saweang | พ.ย. 8, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้างมีหลายประเภทได้แก่

1. เหล็กเส้นกลม
จะมีเส้นผ่านศุนย์กลางตั้งแต่ 6 ถึง 28 มิลลิเมตร และขนาดความยาว 10 หรือ 12 เมตรเหมาะสำหรับงานขนาดเล็ก และขนาดกลาง มีคาร์บอน 0.28% ฟอสฟอรัส 0.058% และกำมะถัน 0.058%

2. เหล็กเส้นข้ออ้อย
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 10 ถึง 33 มิลลิเมตร มีความยาวโดยทั่วไป 10 และ 12เมตรเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นเหล็ก ที่มีแรงยึดเกาะที่ผิวสูง เหมาะสำหรับงานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ต้องการความแข็งแรงสูง โดยไม่จำเป็นต้องออกแบบให้โครงสร้างใหญ่โต มีคาร์บอน 0.28% ฟอสฟอรัส 0.058% และกำมะถัน 0.058%

3. เหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรง
เป็นเหล็กเสริมคอนกรีตในการผลิตเสาเข็ม เสาไฟฟ้า คานพื้นสำเร็จรูป ท่อระบายน้ำ คอนกรีตอัดแรง ฯลฯ มีลักษณะเป็นเหล็กแบบกลมมีรอยย้ำ ต้องมีรอยย้ำ 2 แถวอยู่ตรงข้ามกันและรอยย้ำของแถวหนึ่งต้องเหลื่อมกับอีกแถวหนึ่งถ้าเป็นเหล็กแบบ กลม เกลี้ยง ต้องมีผิวทั้งหมดเรียบเกลี้ยง ไม่มีรอยปริหรือแตกร้าว หรือเป็นปีกต้องเป็นเส้นเดียวกัน
ไม่มีการต่อหรือเชื่อมหากมีขึ้นในระหว่าง กระบวนการ ผลิตต้องตัดทิ้งให้หมด ผิวเหล็กต้องปราศจากคราบน้ำมันหรือสารอื่นใดที่จะมีผลทำให้แรงยึดระหว่างคอนกรีตกับเหล็กเสียไปเหล็กต้อง
ไม่เป็นสนิมขุม เว้นแต่สนิมผิวซึ่งยอมให้มีได้การตัดเหล็กให้ใช้หินเจียระไนหรือกรรไกรตัดเหล็ก ห้ามใช้ก๊าซดัดเพราะว่าความร้อนจากก๊าซตัดจะทำให้ คุณสมบัติของเหล็กต่ำลง
เหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรงมีคาร์บอน 0.60 ถึง 0.90% ซิลิคอน 0.10 ถึง 0.35% แมงกานีส 0.40 ถึง 0.90%ฟอสฟอรัส ไม่เกิน 0.50% กำมะถันไม่เกิน 0.05% เหล็กมี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดเส้นเดียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4,5,7,9 มิลลิเมตรและชนิดตีเกลียวมีเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 3/8 นิ้ว และ 0.05 นิ้ว

4. เหล็กลวดผูกเหล็ก
มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.5 ถึง 8 มิลลิเมตร เหล็กลวดนี้ใช้สำหรับทำตะปู ลวดอาบสังกะสี ตาข่าย
โดย khwankaew | พ.ย. 7, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากความต้องการใช้เหล็กของโลกในปี 2561 ที่มีอัตราเติบโต 4.6% แต่ในปี 2562 จะเติบโต 3.9% และในปี 2563 อัตราการเติบโตจะเหลือเพียง 1.7% เท่านั้น โดยสวนทางกับการเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน อินเดีย อิหร่านจน Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ได้แสดงความกังวลว่าภาวะ Over Supply ของสินค้าเหล็กจะกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤติสูงอีกแล้ว เพราะกำลังการผลิตเหล็กทั่วโลกมีมากเกินความต้องการใช้เหล็กถึง440 ล้านตันต่อปี
สำหรับการแก้ไขปัญหาสินค้าเหล็กทุ่มตลาดจากต่างประเทศนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กมั่นใจในการทำงานแบบ “ทำได้ไว ทำได้จริง” ของท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ซึ่งได้รับทราบปัญหาวิกฤติอุตสาหกรรมเหล็กไทยแล้ว โดยขอให้พิจารณา (1) เร่งรัดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) ที่รอการพิจารณาของคณะกรรมการ ให้มีความรวดเร็วและทันการณ์มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าท่อเหล็กจากเวียดนาม และเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อนจากจีน ซึ่งเพียง 9 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณนำเข้าสินค้าดังกล่าวรวมกันมากกว่าล้านตัน จนส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตท่อ และโรงงานผลิตเหล็กเคลือบสังกะสีในประเทศไทย ต้องลดการผลิตหรือทยอยปิดงานไปบ้างแล้ว (2) บังคับใช้ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti Circumvention) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 นี้ อย่างเข้มงวดจริงจัง เพื่อเอาผิดผู้หลบเลี่ยงอากรทุ่มตลาด แม้จะมีผู้นำเข้าบางรายที่มีพฤติกรรมหลบเลี่ยงอากรทุ่มตลาด ร้องขอให้เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้ออกไปเพราะเกรงกลัวความผิด ในขณะที่ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ไม่ได้ตื่นตระหนกกับกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การใช้เพียงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ไม่สามารถแก้ปัญหาความเสียหายทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างระดับที่กว้างขวางต่ออุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย อันเนื่องมาจากกำลังการผลิตเหล็กของโลกที่มีมากเกินความต้องการ และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากต่างประเทศ จนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยมีการใช้กำลังการผลิตถดถอย เหลือเพียง 33% เท่านั้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่สำคัญอีกแนวทาง คือ การสนับสนุนการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ที่จะมีการใช้งบประมาณหลายล้านล้านบาทในระยะเวลาข้างหน้านี้
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก (1) สนับสนุนนโยบาย Thai First ที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประกาศและให้กระทรวงคมนาคมเร่งทำ workshop กับกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ศึกษาแนวทางนำร่องเพื่อส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ (2) ขอให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ โดยเฉพาะกรมบัญชีกลาง ภายใต้กระทรวงการคลังที่เป็นหน่วยงานดูแลกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐพิจารณากำหนดนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการในประเทศ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ดังเช่น สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย มีการที่มีการกำหนดนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่มาเลเซียที่มีการใช้โปรแกรมการจัดซื้อของรัฐเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม Industrial Collaboration Program (ICP) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ
“กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เชื่อว่าหากภาครัฐดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างมีบูรณาการ นอกจากจะช่วยรักษาพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กอันเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศที่ได้มีการลงทุนไปหลายแสนล้านบาท และมีการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมนับแสนรายได้แล้ว จะมีส่วนช่วยภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างชัดเจน”
ขอบคุณ แหล่งที่มา : แนวหน้า
โดย saweang | พ.ย. 7, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บริเวณพื้นที่ก่อสร้าง
บริเวณโดยรอบของการก่อสร้าง
จุดที่ติดกับพื้นที่สาธารณะต้องกั้นพื้นที่โดยทำรั้วทึบสูงไม่น้อยกว่า 2 เมตร มีผ้าใบหรือสแลนขึงปิดคลุมการก่อสร้างอย่างมิดชิดเพื่อป้องกันวัสดุตกหล่นลงในพื้นที่สาธารณะโดยรอบ หมั่นดูแลทำความสะอาดพื้นที่การก่อสร้างและพื้นที่สาธารณะโดยรอบอย่างสม่ำเสมอ หากกรณีที่มีฝุ่นเยอะให้ฉีดพรมด้วยน้ำเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายตัวของฝุ่นละออง ทางเข้า-ออกพื้นที่ก่อสร้าง
ทางเข้า-ออกมีเพียงช่องทางเดียว และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่กีดขวางช่องทางน้ำไหลและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบระบายน้ำหรือช่องทางน้ำสาธารณะ
ใช้ยางแอลฟัลต์ (ยางมะตอย) หรือการเทคอนกรีตบริเวณพื้นที่นั้น มีอุปกรณ์และสถานที่สำหรับการล้างล้อและตัวถังรถก่อนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง
บริเวณวัสดุก่อสร้าง
กองวัสดุที่มีฝุ่นควรปิดหรือคลุมให้มิดชิดทุกด้านโดยรอบ ฉีดพรมน้ำให้ผิวเปียกอยู่เสมอ การลำเลียงวัสดุจะต้องดำเนินการให้เรียบร้อยในเฉพาะช่วงกลางคืน ไม่กองวัสดุที่เหลือใช้ไว้ที่หน้างาน ต้องขนย้ายออกจากพื้นที่อย่างน้อยทุก ๆ 2 วัน และการเคลื่อนย้ายวัสดุที่มีฝุ่นต้องฉีดพรมน้ำก่อนเคลื่อนย้าย เพื่อป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย
หากยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต้องมีพื้นที่เพียงพอต่อการจัดเก็บ และต้องทำความสะอาดอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดฝุ่นละอองสะสมในพื้นที่
ดูแลหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ
การดูแลหลังก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยนั้นทุกอย่างต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติในเรื่องนั้น โดยไม่ทำให้ส่วนรวมเกิดความเสียหายและไม่ทำลายทัศนวิสัยในการมองเห็น ที่สำคัญการก่อสร้างต้องไม่ก่อให้เกิดหรือต้องมีการป้องกันไม่ให้เกิด กลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละอองเขม่า เถ้า หรือสิ่งอื่นใดที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบพื้นที่
จัดเก็บเศษวัสดุที่เหลือและทำความสะอาดสถานที่ก่อสร้างและบริเวณพื้นที่โดยรอบให้เร็วที่สุด ทั้งการล้างท่อระบายน้ำ การทำความสะอาดทางระบายน้ำสาธารณะไม่ให้มีเศษวัสดุหลงเหลือหรือตกค้าง
จัดการซ่อมแซมพื้นที่โดยรอบของการก่อสร้าง เช่น ซ่อมแซมพื้นผิวถนน ซ่อมแซมทางเดินสาธารณะและทำการเชื่อมต่อสิ่งสาธารณูปโภค ทั้งทางเข้า-ออก การเชื่อมท่อระบายน้ำ เป็นต้น
การดูแลทั้งระหว่างและหลังก่อสร้างเป็นการป้องกันและจัดการของโครงการก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ต้องกระทำในทุกพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง เพื่อช่วยลดการเกิดฝุ่นละอองในพื้นที่บริเวณนั้น และอย่าลืมป้องกันตัวเองโดยการหลีกเลี่ยงการอยู่พื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ หากจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัยไว้ทุกครั้งเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ จากฝุ่นด้วยค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์:https://www.hba-th.org/
โดย saweang | พ.ย. 6, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ตะแกรงเหล็กไวร์เมช (Wire Mesh)
ตะแกรงเหล็กไวร์เมชกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต ทอติดกันเป็นผืน มีขนาดเส้นลวดขนาดต่างๆตั้งแต่ 3 มม.- 6 มม. ผลิตจากลวดเหล็กรีดเย็น (Cold Drawn Steel Wire) อาร์คเชื่อมติดกันด้วยไฟฟ้าทำให้จุดตัดทุกจุดหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ระยะห่างของเส้นลวดหรือที่นิยมเรียกว่า @มีหลายขนาด เช่น 15*15 นิ้ว / 20*20 นิ้ว / 25*25 นิ้ว จะใช้แทนการผูกเหล็กเส้นธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างดี ทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน สามารถตัดเป็นแผงและเป็นม้วนได้ตามความต้องการโดยไม่เสียเศษ เงิน และแรงงานได้มากกว่า 80% และมีความสม่ำเสมอของตะแกรงที่แน่นอน ทำให้บริษัทหรือช่างก่อสร้างส่วนใหญ่เลือกใช้ จึงได้รับความนิยมใช้กันมาขึ้นเรื่อยๆ
ประโยชน์ของการเลือกใช้ไวร์เมช
ประหยัด
เพราะตะแกรงเหล็กสามารถผลิตได้ตามขนาดที่ต้องการ จึงทำให้ไม่เสียเศษเหล็ก และเป็นตะแกรงเหล็กที่มีกำลังคลากสูงกว่าเหล็กเส้นทั่วไปสองเท่าจึงทำให้ ประหยัดวัสดุ
ลดขั้นตอนเวลา
ภาระและความสูญเสีย เพราะเป็นตะแกรงเหล็กที่ลดขั้นตอนในการทำงานได้ถึง 50% และใช้งานได้รวดเร็ว เนื่องจากการขนส่งเคลื่อนย้ายสะดวกและรวดเร็ว การตัดและดัดทำให้ลดเวลาในการผูกเหล็กลงได้ถึง 70-90% นำไปใช้ได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลาในการผูกเหล็ก
แข็งแรงสม่ำเสมอแน่นอน
เพราะเป็นตะแกรงเหล็กที่ผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ ทุกระยะจุดเชื่อมไม่คลาดเคลื่อนได้มาตรฐาน สม่ำเสมอตลอดผืนและมีความมั่นคงแข็งแรง ไม่บิดงอ ทำให้งานเสริมเหล็กออกมาดี ซึ่งเป็นผลให้โครงสร้างมีความแข็งแรงสม่ำเสมอตลอดทั้งผืน

หน้าที่ของเหล็กไวร์เมช
เหล็กไวร์เมช ที่ใช้แทนการผูกเหล็กสำหรับทำถนนคอนกรีตเหล็ก Wire mesh มีหน้าที่เอาไว้รับแรงกระแทก และแรงกดทับเพราะ ช่วยให้การทำงานไวขึ้น และใช้เป็นทางยาวๆที่ใช้การเอาเหล็กมาผูกและเป็นเหล็กขนาดเล็กอาจจะไม่เหมาะเท่าที่ควรและประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเหล็กไวร์เมช หรือตะแกรงไวร์เมช
ลักษณะการใช้งานตะแกรงไวร์เมช
ตะแกรงไวร์เมช เป็นตัวรับและกระจายน้ำหนักเหล็กตะแกรงในงานถนน มีไว้ป้องกันการแตกร้าวเป็นหลักหรือใช้ในการก่อสร้างถนน โดยใช้เหล็ก ส่วนใหญ่เอาไว้รับแรงดึง จากการขยายตัวของพื้นคอนกรีตความแข็งแรงของถนน
คือชั้นคันทางโดยมีคอนกรีตทำหน้าที่กระจายแรง ขณะเดียวกัน ถ้าคันทางรับน้ำหนักไม่ได้แม้คอนกรีตจะกระจายแรงได้ดีเพียงใด มันก็ รับน้ำหนักไม่ไหว ดังนั้น ถ้า คอนกรีตกระจายแรงได้ดี
แต่คันทางรับน้ำหนักไม่ได้ คอนกรีตก็จะแตก ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ทั่วไปจะรับแรงดึงได้ มากกว่า เหล็กเส้นกลม ประมาณ 2 เท่า
ไวร์เมช มีลักษณะเด่นในการรับน้ำหนัก จึงเป็นที่นิยมในการปูพื้นเพื่อรองรับคอนกรีตที่เทเป็นพื้นตึกหรืออาคาร และใช้ในการก่อสร้างอาคาร
ปูกำแพงดิน ,ผนังรับแรง ,กำแพงคอนกรีต ที่ต้องการโครงสร้างที่ผสานเชื่อมต่อกันอย่างมั่นคงแข็งแรงมากๆ
-ประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ ได้ตามความต้องการ เช่นโกดังเก็บของ ลานจอดรถ พื้นโรงจอดรถ เป็นต้น

ตะแกรงไวร์เมชหลักๆนั้น มีการใช้งานอยู่ 2 ประเภท คือ
- ตะแกรงเหล็กไวร์เมช เพื่อใช้สำหรับในงานเทพื้นคอนกรีต เพื่อรับน้ำหนักหรือรับแรง เหล็กไวร์เมชชนิดนี้ มรการใช้งานทั้ง เหล็กข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลม ลักษณะของการใช้งานนี้คือ ใช้รองก่อนทำการเทพื้นคอนกรีต พร้อมกับเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนัก และเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับพื้นของคอนกรีตอีกด้วย
- กัลป์วาไนซ์ ไวร์เมช ตะแกรงไวร์เมช ชนิดนนี้ทำมาเพื่อปูบนเพดาน เพื่อวางแผ่นฉนวนกันความร้อน ต่างจากตะแกรงไวร์ชนิดแรก เพราะไวร์เมชชนิดนี้ จะชุบกัลป์วาไนซ์เพื่อป้องกันการเกิดสนิม อีกทั้งยังทำให้มีอายุการใช้งานยาวได้นานยิ่งขึ้น ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ที่เอาไว้ปูบนพื้นเพดานนั้น นิยมเรียกกันว่า กัลป์วาไนซ์ไวร์เมช
ในการเลือกใช้งานวายเมทนั้น ท่านต้องทราบขนาดของพื้นที่ของหน้างานก่อน แล้วจึงจะสั่งตะแกงไวร์เมช ตามขนาดของพื้นที่ของหน้างาน และประเภทงานเช่น ถ้าพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักหรือรับแรงมากๆ ก็ควรเลือกใช้งานตะแกรงไวร์เมชที่มีขนาดของลวดที่ใหญ่ และระยะห่างที่ถี่มากขึ้น เพราะถ้าขนาดลวดที่ใหญ่ และระยะห่างที่ถี่ๆ ก็จะทำให้สามารถทนทานและรับน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
ในสมัยก่อนการเทคอนกรีตที่ต้องการรับแรงให้ได้มากขึ้นนั้นต้องนิยมใช้เหล็กเส้นมาวางและผูกต่อกันเป็นตะแกรง แต่เนื่องด้วยวิธีการและการใช้งานที่แสงยุ่งยาก สิ้นเปลืองค่าแรงงาน และเสียเวลาจึงมีการใช้ตะแกรงไวร์เมชแทน เพราะง่ายกว่าวิธีเก่า และยังประหยัดเวลาในการทำงาน
ขอบคุณข้อมูลจากeducationbuilding.wordpress.com
โดย saweang | พ.ย. 5, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ก่อนที่จะรู้ว่าเหล็กกลมคืออะไร เรามาทำความรู้จักกับเหล็กเส้นกันก่อน เหล็กเส้น เหล็กเสริมหรือเป็นที่นิยมเรียกกันว่าเหล็กเส้นก่อสร้าง เป็นอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจหลักของงานก่อสร้าง สำคัญมากในการก่อสร้าง เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพิ่มความสามารถในการรับแรงกับโครงสร้าง เช่น งานคอนกรีตเสริมเหล็กหรืองานก่ออิฐทั่วไป
เหล็กเส้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ซึ่งแต่ละประเภทของเหล็กเส้นจะมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป
- เหล็กเส้นกลม (Round Bars RB)
- เหล็กเส้นข้ออ้อย
เหล็กเส้นกลม (Round Bars RB) หรือเรียกสั้นๆว่า RB
มาตรฐานเหล็กเส้นกลมของวีซีเอสเอเชียผ่าน ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน มอก.20-2543 หรือ TIS 20-2000 ทั้งหมด เส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นอยู่ที่ 6มม. – 25 มม. และมีความยาวมาตรฐานคือ 10 เมตรและ 12 เมตร เหล็กขนาด 6มม. และ 9มม. มักถูกใช้เป็นเหล็กปลอกในคาน หรือในเสา ส่วนเหล็กขนาด 12มม. ขึ้นไป มักจะถูกใช้ในงาน เหล็กเสริมแกนในงาน หรือสามารถสั่งดัดพิเศษตามแบบที่ต้องการได้

- เหล็กเส้นกลม แบบพับ
ขนาด 6 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 28.3 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.222 กิโลกรัมต่อเมตร
ขนาด 9 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 63.6 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.499 กิโลกรัมต่อเมตร
ขนาด 12 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 113.1 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.888 กิโลกรัมต่อเมตร
ขนาด 15 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 176.7 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 1.387 กิโลกรัมต่อเมตร
ขนาด 19 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 283.5 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 2.226 กิโลกรัมต่อเมตร
ขนาด 25 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 490.9 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 3.853 กิโลกรัมต่อเมตร
- เหล็กเส้นกลมแบบตรง
- RB6-Straight เหล็กเส้นกลม SR-24
ขนาด 6 มม. ความยาว 10 เมตร ตรงภาคตัดขวาง 28.3 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.222 กิโลกรัมต่อเมตร
- RB9-Straight เหล็กเส้นกลม SR-2
4 ขนาด 9 มม. ความยาว 10 เมตร ตรง ภาคตัดขวาง 63.6 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.499 กิโลกรัมต่อเมตร
- เหล็กเส้นกลมแบบม้วน Bar-in-Coil
ขนาด 6 มม. แบบม้วน 2 ตัน ความยาวม้วนละประมาณ 9,000 เมตร
ขนาด 9 มม. แบบม้วน 2 ตัน ความยาวม้วนละประมาณ 4,000 เมตร
- เหล็กเส้นกลมชนิดที่ตัดและดัดสำเร็จแล้ว (เหล็กปลอก Stirrup)
สั่งผลิตได้ตามขนาดความยาวที่ต้องการ
ขอบคุณข้อมูลจาก educationbuilding.wordpress.com