โดย saweang | พ.ย. 7, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บริเวณพื้นที่ก่อสร้าง
บริเวณโดยรอบของการก่อสร้าง
จุดที่ติดกับพื้นที่สาธารณะต้องกั้นพื้นที่โดยทำรั้วทึบสูงไม่น้อยกว่า 2 เมตร มีผ้าใบหรือสแลนขึงปิดคลุมการก่อสร้างอย่างมิดชิดเพื่อป้องกันวัสดุตกหล่นลงในพื้นที่สาธารณะโดยรอบ หมั่นดูแลทำความสะอาดพื้นที่การก่อสร้างและพื้นที่สาธารณะโดยรอบอย่างสม่ำเสมอ หากกรณีที่มีฝุ่นเยอะให้ฉีดพรมด้วยน้ำเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายตัวของฝุ่นละออง ทางเข้า-ออกพื้นที่ก่อสร้าง
ทางเข้า-ออกมีเพียงช่องทางเดียว และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่กีดขวางช่องทางน้ำไหลและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบระบายน้ำหรือช่องทางน้ำสาธารณะ
ใช้ยางแอลฟัลต์ (ยางมะตอย) หรือการเทคอนกรีตบริเวณพื้นที่นั้น มีอุปกรณ์และสถานที่สำหรับการล้างล้อและตัวถังรถก่อนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง
บริเวณวัสดุก่อสร้าง
กองวัสดุที่มีฝุ่นควรปิดหรือคลุมให้มิดชิดทุกด้านโดยรอบ ฉีดพรมน้ำให้ผิวเปียกอยู่เสมอ การลำเลียงวัสดุจะต้องดำเนินการให้เรียบร้อยในเฉพาะช่วงกลางคืน ไม่กองวัสดุที่เหลือใช้ไว้ที่หน้างาน ต้องขนย้ายออกจากพื้นที่อย่างน้อยทุก ๆ 2 วัน และการเคลื่อนย้ายวัสดุที่มีฝุ่นต้องฉีดพรมน้ำก่อนเคลื่อนย้าย เพื่อป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย
หากยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต้องมีพื้นที่เพียงพอต่อการจัดเก็บ และต้องทำความสะอาดอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดฝุ่นละอองสะสมในพื้นที่
ดูแลหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ
การดูแลหลังก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยนั้นทุกอย่างต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติในเรื่องนั้น โดยไม่ทำให้ส่วนรวมเกิดความเสียหายและไม่ทำลายทัศนวิสัยในการมองเห็น ที่สำคัญการก่อสร้างต้องไม่ก่อให้เกิดหรือต้องมีการป้องกันไม่ให้เกิด กลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละอองเขม่า เถ้า หรือสิ่งอื่นใดที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบพื้นที่
จัดเก็บเศษวัสดุที่เหลือและทำความสะอาดสถานที่ก่อสร้างและบริเวณพื้นที่โดยรอบให้เร็วที่สุด ทั้งการล้างท่อระบายน้ำ การทำความสะอาดทางระบายน้ำสาธารณะไม่ให้มีเศษวัสดุหลงเหลือหรือตกค้าง
จัดการซ่อมแซมพื้นที่โดยรอบของการก่อสร้าง เช่น ซ่อมแซมพื้นผิวถนน ซ่อมแซมทางเดินสาธารณะและทำการเชื่อมต่อสิ่งสาธารณูปโภค ทั้งทางเข้า-ออก การเชื่อมท่อระบายน้ำ เป็นต้น
การดูแลทั้งระหว่างและหลังก่อสร้างเป็นการป้องกันและจัดการของโครงการก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ต้องกระทำในทุกพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง เพื่อช่วยลดการเกิดฝุ่นละอองในพื้นที่บริเวณนั้น และอย่าลืมป้องกันตัวเองโดยการหลีกเลี่ยงการอยู่พื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ หากจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัยไว้ทุกครั้งเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ จากฝุ่นด้วยค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์:https://www.hba-th.org/
โดย saweang | พ.ย. 6, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ตะแกรงเหล็กไวร์เมช (Wire Mesh)
ตะแกรงเหล็กไวร์เมชกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต ทอติดกันเป็นผืน มีขนาดเส้นลวดขนาดต่างๆตั้งแต่ 3 มม.- 6 มม. ผลิตจากลวดเหล็กรีดเย็น (Cold Drawn Steel Wire) อาร์คเชื่อมติดกันด้วยไฟฟ้าทำให้จุดตัดทุกจุดหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ระยะห่างของเส้นลวดหรือที่นิยมเรียกว่า @มีหลายขนาด เช่น 15*15 นิ้ว / 20*20 นิ้ว / 25*25 นิ้ว จะใช้แทนการผูกเหล็กเส้นธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างดี ทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน สามารถตัดเป็นแผงและเป็นม้วนได้ตามความต้องการโดยไม่เสียเศษ เงิน และแรงงานได้มากกว่า 80% และมีความสม่ำเสมอของตะแกรงที่แน่นอน ทำให้บริษัทหรือช่างก่อสร้างส่วนใหญ่เลือกใช้ จึงได้รับความนิยมใช้กันมาขึ้นเรื่อยๆ
ประโยชน์ของการเลือกใช้ไวร์เมช
ประหยัด
เพราะตะแกรงเหล็กสามารถผลิตได้ตามขนาดที่ต้องการ จึงทำให้ไม่เสียเศษเหล็ก และเป็นตะแกรงเหล็กที่มีกำลังคลากสูงกว่าเหล็กเส้นทั่วไปสองเท่าจึงทำให้ ประหยัดวัสดุ
ลดขั้นตอนเวลา
ภาระและความสูญเสีย เพราะเป็นตะแกรงเหล็กที่ลดขั้นตอนในการทำงานได้ถึง 50% และใช้งานได้รวดเร็ว เนื่องจากการขนส่งเคลื่อนย้ายสะดวกและรวดเร็ว การตัดและดัดทำให้ลดเวลาในการผูกเหล็กลงได้ถึง 70-90% นำไปใช้ได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลาในการผูกเหล็ก
แข็งแรงสม่ำเสมอแน่นอน
เพราะเป็นตะแกรงเหล็กที่ผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ ทุกระยะจุดเชื่อมไม่คลาดเคลื่อนได้มาตรฐาน สม่ำเสมอตลอดผืนและมีความมั่นคงแข็งแรง ไม่บิดงอ ทำให้งานเสริมเหล็กออกมาดี ซึ่งเป็นผลให้โครงสร้างมีความแข็งแรงสม่ำเสมอตลอดทั้งผืน

หน้าที่ของเหล็กไวร์เมช
เหล็กไวร์เมช ที่ใช้แทนการผูกเหล็กสำหรับทำถนนคอนกรีตเหล็ก Wire mesh มีหน้าที่เอาไว้รับแรงกระแทก และแรงกดทับเพราะ ช่วยให้การทำงานไวขึ้น และใช้เป็นทางยาวๆที่ใช้การเอาเหล็กมาผูกและเป็นเหล็กขนาดเล็กอาจจะไม่เหมาะเท่าที่ควรและประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเหล็กไวร์เมช หรือตะแกรงไวร์เมช
ลักษณะการใช้งานตะแกรงไวร์เมช
ตะแกรงไวร์เมช เป็นตัวรับและกระจายน้ำหนักเหล็กตะแกรงในงานถนน มีไว้ป้องกันการแตกร้าวเป็นหลักหรือใช้ในการก่อสร้างถนน โดยใช้เหล็ก ส่วนใหญ่เอาไว้รับแรงดึง จากการขยายตัวของพื้นคอนกรีตความแข็งแรงของถนน
คือชั้นคันทางโดยมีคอนกรีตทำหน้าที่กระจายแรง ขณะเดียวกัน ถ้าคันทางรับน้ำหนักไม่ได้แม้คอนกรีตจะกระจายแรงได้ดีเพียงใด มันก็ รับน้ำหนักไม่ไหว ดังนั้น ถ้า คอนกรีตกระจายแรงได้ดี
แต่คันทางรับน้ำหนักไม่ได้ คอนกรีตก็จะแตก ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ทั่วไปจะรับแรงดึงได้ มากกว่า เหล็กเส้นกลม ประมาณ 2 เท่า
ไวร์เมช มีลักษณะเด่นในการรับน้ำหนัก จึงเป็นที่นิยมในการปูพื้นเพื่อรองรับคอนกรีตที่เทเป็นพื้นตึกหรืออาคาร และใช้ในการก่อสร้างอาคาร
ปูกำแพงดิน ,ผนังรับแรง ,กำแพงคอนกรีต ที่ต้องการโครงสร้างที่ผสานเชื่อมต่อกันอย่างมั่นคงแข็งแรงมากๆ
-ประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ ได้ตามความต้องการ เช่นโกดังเก็บของ ลานจอดรถ พื้นโรงจอดรถ เป็นต้น

ตะแกรงไวร์เมชหลักๆนั้น มีการใช้งานอยู่ 2 ประเภท คือ
- ตะแกรงเหล็กไวร์เมช เพื่อใช้สำหรับในงานเทพื้นคอนกรีต เพื่อรับน้ำหนักหรือรับแรง เหล็กไวร์เมชชนิดนี้ มรการใช้งานทั้ง เหล็กข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลม ลักษณะของการใช้งานนี้คือ ใช้รองก่อนทำการเทพื้นคอนกรีต พร้อมกับเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนัก และเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับพื้นของคอนกรีตอีกด้วย
- กัลป์วาไนซ์ ไวร์เมช ตะแกรงไวร์เมช ชนิดนนี้ทำมาเพื่อปูบนเพดาน เพื่อวางแผ่นฉนวนกันความร้อน ต่างจากตะแกรงไวร์ชนิดแรก เพราะไวร์เมชชนิดนี้ จะชุบกัลป์วาไนซ์เพื่อป้องกันการเกิดสนิม อีกทั้งยังทำให้มีอายุการใช้งานยาวได้นานยิ่งขึ้น ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ที่เอาไว้ปูบนพื้นเพดานนั้น นิยมเรียกกันว่า กัลป์วาไนซ์ไวร์เมช
ในการเลือกใช้งานวายเมทนั้น ท่านต้องทราบขนาดของพื้นที่ของหน้างานก่อน แล้วจึงจะสั่งตะแกงไวร์เมช ตามขนาดของพื้นที่ของหน้างาน และประเภทงานเช่น ถ้าพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักหรือรับแรงมากๆ ก็ควรเลือกใช้งานตะแกรงไวร์เมชที่มีขนาดของลวดที่ใหญ่ และระยะห่างที่ถี่มากขึ้น เพราะถ้าขนาดลวดที่ใหญ่ และระยะห่างที่ถี่ๆ ก็จะทำให้สามารถทนทานและรับน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
ในสมัยก่อนการเทคอนกรีตที่ต้องการรับแรงให้ได้มากขึ้นนั้นต้องนิยมใช้เหล็กเส้นมาวางและผูกต่อกันเป็นตะแกรง แต่เนื่องด้วยวิธีการและการใช้งานที่แสงยุ่งยาก สิ้นเปลืองค่าแรงงาน และเสียเวลาจึงมีการใช้ตะแกรงไวร์เมชแทน เพราะง่ายกว่าวิธีเก่า และยังประหยัดเวลาในการทำงาน
ขอบคุณข้อมูลจากeducationbuilding.wordpress.com
โดย saweang | ต.ค. 31, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วีวิวการสร้างบ้านด้วยตัวเอง จากกระทู้พันทิป ด้วยงบประมาณ 5 แสนบาท ด้วยโครงสร้างเหล็กกล่อง
เหนื่อยเหมือนกันนะครับ สร้างบ้านเองเนี่ย จ้างลูกน้องคนเดียว เอ้ามาดูกัน รูปเยอะครับ ด้วยประสบการณ์ช่างไฟฟ้าสมัยก่อน จึงได้เรียนรู้วิชาช่างก่อสร้างต่างๆไปในตัว ประมาณว่า จับมาแทบทุกอย่าง และก็มาถึงเวลาที่จะสร้างบ้านเป็นของตัวเองสักที เช่าบ้านคนอื่นอยู่มานานละ เริ่มกันเลยที่ หาชื้อเครื่องมือช่าง
ออกแบบตัวบ้าน งานนี้ โครงสร้างเหล็กทั้งหมดครับ ไม่มีงานปูนงานไม้ เสียเวลา

หลังจากได้ที่ดินแล้ว ก็มาพิจารณากันว่า จะเอายังงัย อะไรตรงไหน เริ่มต้มด้วยการถ่างป่า



เอาออกให้เกลี้ยง ขออภัยที่ไม่ได้รักธรรมชาติ 5555+


และก็ถึงวันที่ลงเสาเอก ดูวันที่ในรูปได้ครับ




ทีนี้ก็มาถึงการปรับพื้นที่และเทพื้นล่ะครับ ส่วนนี้ ให้ช่างปูนมาเหมาครับ


ระบบไฟฟ้าและประปา ฝังไปพร้อมกับคานไปเลย งานนี้

เทคานรั้วไปด้วยเลย แน่นอน รั้วเหล็ก ง่ายดีครับ

หลายท่านคงสงสัย เสาล่ะ ทำฐานยังไง

มีกราวเสาด้วยนะครับ 2เล่มต่อ 1เสา

เทพื้นเสร็จละ ตั้งเสาเลยละกันครับ เวลามีน้อย


เริ่มคานชั้นล่างเลยครับ เสื้อชมพูนั่น ผมเองครับ อีกคนคือลูกมือ


ขึ้นโครงสร้างไปเรื่อยๆครับ


ใช้แผ่นพื้นของเฌอร่าครับ หนา 20มิล



แผ่นพื้นหนักมาก หาทางออกแทบไม่ได้ จะยกขึ้นมายังไง จบที่ชื้อรอกไฟฟ้าครับ

ไปเรื่อยๆ



อันนี้เอาเสียวกันเลยทีเดียว โครงหลังคา



เริ่มติดแผ่นฝาครับ หนา 10มิล



เริ่มทำโครงรั้วไปด้วยเลย


โครงหลังคาห้องครัว


ปูกระเบื้องก็ปูเอง ปวดเอวแทบแย่



พื้นระเบียงหน้าประตูชั้นล่าง



ขึ้นชั้นบนกันครับ





ระบบไฟฟ้า มีระบบโซล่าเซลด้วยครับ ใช้งานเฉพาะแสงสว่างเท่านั้น ส่วนนี้ก็ทำเองทั้งหมดครับ




ชั้นสอง



ขอเลขที่บ้านเลยครับ

ย้ายแอร์จากบ้านเช่า


ทำบุญกันหน่อย เอาฤกษ์


ลูกสมุน

โดยรวมแล้ว 95% ครับ ที่เหลือก็ตกแต่งด้านนอก และทาสี แต่งบหมดแล้วครับ 55555
สรุป 500,000บาทถ้วน ทั้งหมดที่เห็นในรูป พื้นคอนกรีต รั้ว ตัวบ้าน ใช้เวลา 75วัน
และเสียเวลาตัวผมไปอีก 1เดือน เนื่องจากตกระเบียงชั้นสอง ซี่โครงหักไป 2ซี่
มีแต่ชาวบ้านนินทาว่า โง่ สร้างบ้านเองไม่จ้างใคร
ต้องขออภัย อยากตอกหน้าถามกลับไปว่า ถ้าจ้าง เงิน 5แสน จะได้บ้านแบบไหน แค่ค่ามือช่างก็เกินแสน อาจจะสองแสนด้วยซ้ำ บ้านสองชั้นเนี่ย
ที่จ้างๆก็มี แค่ เทพื้นและคานรั้วเท่านั้นแหล่ะครับ นอกนั้นลุยเองหมด
อย่างว่า งบน้อย ก็ตามสภาพของเรากันไป อย่างน้อย ก็มีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว สบายใจครับ
ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ pantip.com/topic/36404826
โดย khwankaew | พ.ค. 23, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ครม.ไฟเขียวงบ 145 ล้าน ศึกษารถไฟทางคู่เชื่อมท่าเรืออีอีซี ตั้ง “ณัฐชาติ” นั่งประธานบอร์ด ขสมก. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณเพื่อจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมออกแบบรายละเอียดและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความจุทางรถไฟช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา และโครงการรถไฟทางคู่ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 145 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะก่อสร้างทางรถไฟเพิ่มขึ้น 1 เส้นทาง เพื่อเชื่อมกับเส้นทางรถไฟทางคู่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (แหลมฉบัง-ศรีราชา-ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย) และเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟทางคู่ช่วงหนองคาย-ขอนแก่นนครราชสีมา-แก่งคอย-ฉะเชิงเทรา และเพิ่มรถไฟทางคู่ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด อีก 1 เส้นทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางรถไฟสู่ท่าเรือสำคัญทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด….
อ่านต่อได้ที่ : posttoday.com
โดย admin_sale | มิ.ย. 23, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
กลับมาเป็นประเด็นที่สังคมสนใจอีกครั้งสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตามมาตรา 44 กดปุ่มปลดล็อกลดอุปสรรคและปัญหาของโครงการ ช่วยเร่งรัดการดำเนินงานต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวตามที่รัฐบาลวาดฝันไว้
วันนี้สถาบันเหล็กฯ จึงขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ “ทางรถไฟ” และ “เหล็ก” มาแชร์ให้ทุกท่านได้รับทราบ
ทางรถไฟถือเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยมีรถไฟเป็นยานพาหนะ รางรถไฟนั้นประกอบด้วยรางสองราง ซึ่งปกติทำมาจาก “เหล็กกล้า” วางบนวัตถุที่ตั้งฉากกับตัวราง โดยสร้างจากไม้หรือคอนกรีต วัตถุนี้เป็นตัวกำหนดระยะระหว่างของรางเรียกว่า “เกจ” (Gauge)
รางรถไฟเหล็กเริ่มปรากฏในศตวรรษที่ 18 ในปี ค.ศ. 1802 วิศวกรชาวอังกฤษนามว่า วิลเลียม เจสสป (William Jessop) ได้ออกแบบและนำรางเหล็กมาใช้ โดยเปิดให้บริการ ทางรถไฟเซอร์เรย์ไอเอิร์น (Surrey Iron Railway) ในทางใต้ของกรุงลอนดอน ในขณะนั้นยังใช้เพียงรถม้าลาก
ทางรถไฟแรกที่นำหัวรถจักรไอน้ำมาใช้คือรถไฟสาย สตอกตัน-ดาร์ลิงตัน (Stockton and Darlington) ในภาคเหนือของประเทศอังกฤษ โดยเปิดให้บริการเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2368 (ต้นรัชกาลที่ 3) ต่อจากนั้นก็มีทางรถไฟอีกหลายสายเติบโตขึ้นตามมา เช่นสายลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ ต่อจากนั้นทางรถไฟจึงแพร่หลายทั่วเกาะอังกฤษและต่อมาทั่วโลก
การพัฒนาทางเทคโนโลยีรถไฟก้าวกระโดดไปอีกขั้นเมื่อ แกรนวิลล์ ที. วูดส์ (Granville T. Woods) นำสายไฟฟ้ามาจ่ายกระแสให้รถไฟ ซึ่งนำไปสู่รางรถไฟแบบไฟฟ้า และในสมัยนี้มีหลายประเทศที่ได้นำเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงมาใช้
%20(1).jpg)
ปัจจุบันทางรถไฟทั่วโลกมีความยาวรวมกันทั้งสิ้น 1,055,263 กิโลเมตร ซึ่งสร้างจาก “เหล็กกล้า” มากกว่า 118,252,771 ตัน หรือ เทียบเท่ากับหอไอเฟล 16,000 แท่ง
เอเชียถือเป็นทวีปที่มีทางรถไฟอันดับที่สามของโลก รองจากทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป
ทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกคือเส้นทางรถไฟเชื่อมจากประเทศจีน, คาซัคสถาน, รัสเซีย, เบลารุส, โปแลนด์, เยอรมนีและฝรั่งเศส ก่อนที่จะถึงปลายทางเมืองมาดริด ประเทศสเปน มีระยะทางรวมมากกว่า 13,052 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 21 วัน
อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในโลกอยู่ที่เทือกเขาแอลป์ (Alps) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีระยะทางยาว 57.1 กิโลเมตร
Cr : World Steel Association