โดย khwankaew | มิ.ย. 23, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็น (CRC) ของจีน เพิ่มขึ้นจากสัญญาณการซื้อที่สูงขึ้น
ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็น (CRC) ของจีน ในวันที่ 16 มิถุนายน เพิ่มขึ้นอีกจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับการเพิ่มขึ้น เห็นได้จากสัญญาณราคาซื้อและดีลการเสนอขายของโรงงานเหล็ก และในตลาดในประเทศจีน
Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นเกรด SPCC ความหนา 1 mm ราคา อยู่ที่ $493/ตัน FOB China ในวันที่ 16 ราคาเพิ่มขึ้น $22/ตัน จากสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่วนต่างระหว่างราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน (CRC) และ ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) ที่เป็น commercial-grade มีราคาอยู่ที่ $54/ตัน เพิ่มขึ้น $19/ตัน จากสัปดาห์ที่ผ่านมา
โรงงานจีนเสนอขาย CRC ที่ราคาคงที่ อยู่ที่ราคา $505-$510/ตัน FOB สำหรับล็อตส่งมอบเดือนสิงหาคม ในวันที่ 16 มิถุนายน หลังจากเพิ่มราคาเสนอขายประมาณ $20/ตัน ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
เมื่อเร็วๆนี้ การสอบถามราคามีความคึกคักมากขึ้นจากทางฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาใต้ เทรดเดอร์จีนเหนือกล่าว ผู้ซื้อบางรายที่มีการรีสต็อกต้องการเพิ่มสัญญาณราคาขายเป็น $490/ตัน FOB ในขณะนี้ ถึงแม้ว่ากิจกรรมการซื้อจะยังคงมีไม่มากนัก
ดีลที่แน่นอนมีการรายงานว่า มีราคาอยู่ที่ประมาณ $500/ตัน FOB โดยผู้ซื้อฝั่งอเมริกาใต้และแอฟริกา แต่รายละเอียดไม่ชัดเจน
โรงงานเหล็กบางโรงเสนอราคาซื้อแก่ผู้ซื้อชาวเกาหลีใต้ที่ราคาต่ำกว่า $500/ตัน FOB เทรดเดอร์จีนตะวันออกอีกรายกล่าว
ตลาดเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน (CRC) ในประเทศจีน กำลังปรับตัวดีขึ้นในเรื่องความต้องการและราคา ซึ่งน่าจะดูดีในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังฟื้นตัว
การผลิตและการขายรถยนต์นั่งในจีน ฟื้นตัวกลับมาด้วยอัตราการเติบโตเป็นบวกในเดือนพฤษภาคมเป็นครั้งแรกในปี 2563 จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์จีนที่ Platts รายงาน
ในตลาดค้าปลีกของเซี่ยงไฮ้ Platts ได้ประเมิน ราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน (CRC) เกรดเดียวกัน มีราคาที่ 4,070 หยวน/ตัน ($575/ตัน) ณ ราคาหน้าโรงงาน ซึ่งรวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยราคาเพิ่มขึ้น 20 หยวน/ตัน จากสิ้นสุดสัปดาห์ ในวันที่ 13 มิถุนายน
— Analyst Yuelin Dai
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย saweang | มิ.ย. 2, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การกัดกร่อนในเหล็กหรือ “สนิม” มีสาเหตุมาจากเหล็กเอชบีมไม่ได้เป็นวัสดุที่เสถียรในเชิงเคมีและจะพยายามกลับตัวไปสู่สถานะ ภาพเดิมคือ เหล็กออกไซด์ (Iron Oxide) และแร่เหล็ก (Iron Ore) โดยการขึ้นสนิมเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทางเคมีและไฟฟ้าระหว่างเหล็กและสิ่งแวดล้อม เมื่อผิวเหล็ก ความชื้น และออกซิเจน มาทำปฏิกิริยากัน เนื่องจากสนิมทำให้ความแข็งแรงของเหล็กลดลง ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการป้องกันรักษาผิวเหล็กเอชบีม ซึ่งทั่วไปนิยมใช้วิธีป้องกันการเกิดสนิมอยู่ 2 วิธี คือ การเคลือบผิวด้วยสี และการชุบเคลือบผิวด้วยสังกะสีแบบจุ่มร้อน

ที่มาภาพ : https://www.hippopx.com/th/rusty-texture-metal-textured-metal-surfaces-iron-sheet-162788
1. การเคลือบผิวด้วยสี เป็นการทาสีเคลือบผิวเหล็กเอชบีมเป็นลักษณะของชั้นฟิล์ม โดยสีจะทำหน้าที่ปกป้องผิวของเหล็กเอชบีมไม่ให้สัมผัสกับความชื้นและเคมีโดยตรง การเคลือบกันสนิม มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
1.1 การทำความสะอาดพื้นผิวเหล็กเอชบีม คือ การทำความสะอาดคราบน้ำมัน สารเคมี หรือสารปนเปื้อนต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนผิวเหล็ก รวมถึงการกำจัดรอยต่าง ๆ และข้อบกพร่องบนพื้นผิว อาทิเช่น รอยเชื่อมที่ไม่เรียบ สแลก (Slag) ที่เหลือจากกระบวนการเชื่อมประกอบ เป็นต้น
1.2 การเตรียมผิวเหล็กเอชบีมให้เป็นไปตามมาตรฐาน The Society for Protective Coatings (SSPC) ที่กำหนดตามความจำเป็นของงาน ได้แก่ การใช้สารละลาย (Solvent Cleaning) การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้แรงคน (Hand tool cleaning) การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ไฟฟ้า (Power Tool Cleaning) การพ่นทราย (Blast Cleaning) เป็นต้น
1.3 การเคลือบสีรองพื้น เพื่อป้องกันผิวของเหล็กเอชบีมไม่ให้สัมผัสกับอากาศหรือความชื้นโดยตรง ทำให้อายุการใช้งานของโครงสร้างเหล็กยาวนาน
1.4 การเคลือบสีกันไฟ เนื่องจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และกฏกระทรวงซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ใช้วัสดุกันไฟ กับโครงสร้างหลักของอาคารเพื่อชะลอการยุบตัวหรือพังทลายของอาคาร อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
1.5 การเคลือบสีทับหน้าเหล็กเอชบีม เพื่อป้องกันความชื้นที่เป็นสาเหตุการเกิดสนิม และเพื่อให้ได้สีตรงตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ สีทับหน้าบางชนิดยังสามารถป้องกันรังสี UV ซึ่งทำให้สีกันไฟและสีรองพื้นเกิดการเสื่อมสภาพ

2. การชุบเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อน (Hot-Dipped Galvanized) เป็นการเคลือบผิวเหล็กเอชบีมด้วยสังกะสี โดยการจุ่มเหล็กลงในอ่างสังกะสีเหลวแล้วยกขึ้น ทำให้ออกซิเจน ความชื้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคลอไรด์ (Chloride) ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนเหล็กได้ดี ไม่สามารถสัมผัสและทำปฏิกิริยากับเหล็กได้ นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันแบบแคโทดิก (Cathodic Protection) กล่าวคือ สังกะสีเป็นโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่าเหล็กจึงเกิดปฏิกิริยาเคมีกัดกร่อนก่อนเหล็กเป็นโลหะที่ มีค่าศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า ขั้นตอนวิธีการชุบเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อนมีดังนี้
2.1 การกำจัดสิ่งสกปรก (Soil and Grease Removal – Caustic Cleaning) โดยใช้สารละลายด่างล้างสิ่งสกปรก คราบไขมันต่าง ๆ ตลอดจนถึงเศษดินออกให้สะอาด
2.2 การล้างด้วยน้ำ (Rinsing) ใช้น้ำสะอาดล้างชิ้นงานที่ผ่านการแช่สารละลายด่าง และสารละลายกรดเพื่อกำจัดสภาพด่างและกรดออกจากผิวชิ้นงาน
2.3 การกัดด้วยกรด (Pickling) ใช้สารละลายกรด เช่น กรดซัลฟิวริก กรดไฮโดรคลอริก ทำความสะอาดผิวโลหะ เพื่อกำจัดฟิล์มออกไซด์และสิ่งปนเปื้อนผิวโลหะออกไป
2.4 การแช่น้ำยาประสาน (Fluxing) โดยนำชิ้นงานเหล็กเอชบีมมาแช่ในน้ำยาประสาน (สารละลายซิงค์แอมโมเนียมคลอไรด์ – Zinc Ammonium Chloride Solution) เพื่อปรับความตึงผิวของเหล็ก ให้มีความเหมาะสมกับการเคลือบด้วยสังกะสีหลอม เหลว
2.5 การชุบเคลือบสังกะสี (Galvanizing) นำชิ้นงานเหล็กเอชบีมที่จะชุบเคลือบไปแช่ในอ่างสังกะสีหลอมเหลว (อุณหภูมิประมาณ 435 – 455 °C) สังกะสีจะเคลือบติดกับเนื้อเหล็กหนาขึ้นตามเวลาที่ทำการแช่

การป้องกันสนิมของเหล็กเอชบีมทั้ง 2 วิธี มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ และการใช้งานเหล็กเอชบีม ปัจจุบัน SYS ได้พัฒนาสินค้าเหล็ก SYS พร้อมระบบป้องกันสนิม เพื่อความสะดวกสบายของผู้ที่จะใช้งานเหล็ก โดยจะมาให้รายละเอียดในบทความตอนต่อไปครับ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.syssteel.com
โดย khwankaew | เม.ย. 22, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
แนวโน้มเหล็กและแร่เหล็กในไตรมาสที่ 2: ปริมาณผลิตเหล็กจีนมากขึ้น ได้การสนับสนุนจากแร่เหล็ก
ราคาแร่เหล็กควรมีแรงสนับสนุนในไตรมาสที่ 2 ทั้งที่มีการฟื้นตัวที่ชะลอตัวในส่วนความต้องการเหล็กขั้นปลาย เนื่องจากคาดว่าโรงงานเหล็กจะเพิ่มปริมาณเหล็ก จากข้อมูลการสำรวจแนวโน้มของ S&P Global Platts
ประมาณร้อยละ 38 ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าราคาแร่เหล็กจะยังอยู่ในช่วงราคา $80-$90/ตัน CFR ในขณะที่ร้อยละ 28 คาดว่าราคาจะต่ำลงที่ $70-$80/ตัน
ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าความต้องการแร่เหล็กจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 ในขณะที่ร้อยละ 28 คิดว่าความต้องการจะเท่ากับในไตรมาสที่ 1 มีเพียงร้อยละ 13 มองความต้องการแร่เหล็กกำลังลดลง จากการสำรวจ
ทั้งที่เหล็กสำเร็จรูปคงคลังที่เพิ่มขึ้นมากในจีน ซึ่งประมาณร้อยละ 72 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าการผลิตเหล็กดิบจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 การค้นพบนี้ตรงข้ามกับการสำรวจก่อนหน้านี้ที่มากกว่าหนึ่งในสามของโรงงานเหล็กบอกว่ากำลังพิจารณาลดการผลิต
มีเพียงหนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดกว่าความต้องการจะเป็นปกติภายในสิ้นเดือนเมษายน. ประมาณร้อยละ 35 เชื่อว่าตลาดจะฟื้นตัวเต็มที่ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม และอีกร้อยละ 25 คิดว่าภายในสิ้นเดือนมิถุนายน
“เราคาดว่าตลาดจีนจะกลับมาเป็นปกติได้ในสิ้นเดือนเมษายน แต่มีความไม่แน่นอนเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนานอกประเทศ ไม่มีประเทศไหนที่จะกันตัวเองได้ เนื่องจากตลาดเหล็กเป็นตลาดโลก”
การสำรวจพบว่าร้อยละ 37 ของผู้ตอบ คาดว่าการเติบโตของความต้องการเหล็กจะมาจากสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นหลัก ในขณะที่ร้อยละ 19 คิดว่าการก่อสร้างจะยังเป็นภาคหลักที่มีการเติบโตของความต้องการเหล็ก
ผู้อยู่ในตลาดเหล็กคาดว่า รัฐบาลจีนจะใช้สาธารณูปโภคพื้นฐานส่วนใหญ่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหลังจากการระบาดสิ้นสุด
ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 44 คาดว่าอัตรากำไรของ เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) ในประเทศของจีนจะบางประมาณ 100-200 หยวน/ตัน ($14-$28/ตัน) ในไตรมาสที่ 2 และร้อยละ 20 คาดว่าอัตรากำไรจะอยู่ที่ 300-400 หยวน/ตัน
ตลาด เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) จะขึ้นอยู่กับความต้องการจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์เป็นหลัก เราไม่มั่นใจว่าจะฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งในไตรมาสที่ 2 ถึงแม้ว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้น จะมีในครึ่งหลังของปีก็ตาม โรงงานเหล็กกล่าว
แนวโน้มของอัตรากำไรเหล็กเส้นนั้นเงียบเหงามากๆ หนึ่งส่วนสี่ของผู้ตอบคาดว่าอัตรากำไรอยู่ที่ 100 หยวน/ตันหรือต่ำกว่า ความต้องการในภาคการก่อสร้างคาดว่าจะน้อยลงในปี 2563 เนื่องจากรัฐบาลจีนบอกว่าจะไม่ใช้อสังหาริมทรัพย์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
Platts ได้ทำการสำรวจ 32 บริษัท สำหรับการสำรวจแนวโน้ม ในช่วง 23-25 มีนาคม ได้แก่ โรงงานเหล็ก เทรดเดอร์ในประเทศและต่างประเทศ และบริษัทเหมืองเหล็ก
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย saweang | มี.ค. 24, 2020 | บทความบ้านๆๆ
บ้าน ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ส่วนใหญ่ มักจะต้องการที่จะมีสนามหญ้าสวย ๆ รอบบ้าน ปลูกต้นไม้ พองามไว้ชมยามเช้า หรือ วันหยุด เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ แต่พอทำเข้าจริง ปัญหาที่เราลืมคิดไปก็เกิดขึ้น ด้วยที่หญ้าโตไว ไม่ทันสังเกต ทำให้รก บดบังทัศนียภาพต่างๆ ดูรอบไม่สวยงามเหมือนบ้านไม่มีชีวิตชีวา สวนที่เคยสวยงามเมื่อปลูกครั้งแรก ก็ถูบดบังด้วยต้นหญ้าสูง เวลาผ่านไปไม่นาน กลับการเป็นดงหญ้าที่ยากต่อการดูแล เราต้องจ้างช่างมาตัดตกแต่งให้เหมือนเดิม ต้นไม้ที่ปลูกริมรั่ว ริมสนามหญ้าสวยๆ ก็ ขาดการดูแล ต้องจ้างคนดูแลเช่นกัน งบประมาณต้องเปลืองขึ้นทุก เดือน แถมยังไม่ค่อยมีเวลาออกมานั่งเล่นนอกบ้าน เพราะงานรัดตัวเราควรจะเทพื้นไปเลยดีไหม แล้วจะเทอย่างไร ให้เหมาะกับบ้าน และ สวนเราดี ปัจจุบันหลายบ้านจึงนิยมที่จะเทพื้นบ้านเป็นพื้นเรียบด้วยปูน เพื่อเป็นการประหยัดและ ลดค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้าดูแลสวน ลดพื้นที่สวนลงให้อยู่ในกระถาง ง่ายต่อการดูแล
แล้ววิธีการในการเทพื้น นั้นต้องทำอย่างไร ใช้งบเท่าไหร่ เราลองมาดูวิธีและคำนวณกัน ขั้นตอนการเทพื้น เริ่มด้วย
 |
| เทพื้น |
1. ปรับพื้นที่ ที่จะทำการเท
การปรับพื้นที่ให้ เสมอกัน ถ้าเป็นพื้นที่ในบริเวณบ้าน ที่จอดรถ ที่ไม่มีหลังคา หรือ กลัวว่าน้ำจะขังเวลาล้างรถหรือฝนตก ให้เตรียมการทำการลาดเอียงไว้ในมุมที่ต้องการมองทางน้ำ ทางที่จะไหลออกให้สะดวก คำนวณทางไปของน้ำให้ดี ถ้าผิดพลาดการแก้ปัญหาจะยาก
2. ถมที่ตามระดับที่ต้องการ
การปรับพื้น ถ้าก่อนนั้นเคยปลูกหญ้าอยู่ก็ให้ถางหญ้าออก ดูความสูงต่ำของพื้นที่เราต้องการ ถ้าพอเหมาะอยู่แล้ว ก็ รดน้ำ อัดน้ำลงไปเพื่อให้พื้นแน่น ขึ้น แต่ถ้ามีการนำดินถม ทรายถมมาลงใหม่ ควรมีการอัดน้ำ รดน้ำทิ้งไว้หลาย ๆ วัน หมั่นตรวจดูด้วยการเดินในพื้นที่ ที่จะเทปูนว่าแน่ดีแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่แน่นพอ แล้วทำการเทพื้นลงไปอาจจะทำให้ พื้นทรุดตัวในวันหน้าได้
3. คำนวณการใช้วัสดุ
ถ้าเราจะเทพื้นเองก็ คำนวณ หิน ปูน ทราย ให้เหมาะสม ดูความต้องการว่า จะนำรถขึ้นมาเหยียบตรงที่เทด้วยหรือไม่ ความหนาของพื้นควรจะเท่าไหร่ อย่างน้อย ต้องมากกว่า 10 เซนติเมตร ถึงจะเหมาะสม นำรถเข้ามาเหยียบบริเวณนี้ได้
4. วางโครงสร้าง วัดระดับ
วางโครงสร้างที่จะเทให้พอดี วัดระดับให้สวยงามทำตำแหน่งตรงมุมต่าง ๆ ว่าจะให้สูงเท่าไหร่ ลาดเอียงไปทางไหน
5. วางตะแกรงเหล็ก
ปรับระดับพร้อมเทปูน นำตะแกรงเหล็กที่ปูพื้น มาวาง ตะแกรงเหล็กปูพื้น มีคุณสมบัติ ช่วยในการยืดเกาะปูนไม่ให้แตกร้าว เมื่อมีการขยับ หรือทรุดตัวของดินไม่มากนัก ตะแกรงเหล็กจะทำหน้าที่ยืดเกาะไม่ให้พื้นปูนที่เราเททรุดตัวลง
6. ผสมปูน
ผสมปูนส่วนที่ต้องการ (ในกรณีผสมเอง ไม่ได้ใช้บริการแบบสำเร็จรูป) ตรงนี้ต้องขอบอกว่าเป็นงานที่หนัก และ ปวดหลังพอสมควร แนะนำให้ หาผู้ช่วยมาช่วยหลาย ๆ ท่าน อัตราการผสม ส่วนใหญ่ จะมีบอกไว้ที่ข้างถุงปูนแต่ละชนิด ปูนแต่ละชนิดการผสมจะแตกต่างตามการใช้งาน ก็จะมีส่วนผสม หลักคือ ปูน หิน ทราย การผสมตรงนี้ ควรจะผสมระหว่าง ปูนกับทรายก่อนโดยยังไม่ต้องใส่น้ำ (กรณีนี้ผสมด้วยมือไม่ได้ใช้เครื่องผสม) ผสมให้เข้าเนื้อเดียวกัน แล้ว ทำวงกลมตรงกลาง ใส่น้ำลงไป ค่อยใส่หินที่หลังตามอัตราส่วน เพราะถ้าใส่หินลงไปก่อน จะทำให้การผสมนั้น หนัก และ เหนื่อยมาก
7. เทปูน
นำปูนที่ผสมแล้วไปเท เริ่มเทจากมุมที่สูงก่อนค่อย ๆ ไล่ไปตามทางที่ต่ำลาดเอียงลงไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นการดูทางไหลของน้ำด้วย
8. ใช้ปูนแห้งเร็ว
การเทปูนลักษณะ นี้ นิยมใช้ปูนแห้งเร็ว เพราะจะทำให้ง่ายต่อการเท สะดวกเวลาแต่งผิวหน้าตอนท้าย ๆ แถมปัจจุบัน ยังมีปูนบางชนิดที่ สามารถเทตอนเช้า แล้ว ตอนเย็น ๆ รถสามารถจะขึ้นวิ่งได้ทันที ตรงนี้แล้วแต่เงินในกระเป๋าของท่านจะอำนวยความสะดวก
9. ขัดผิวหน้าให้เรียบ
พอเทเสร็จ รอผิวหน้าของพื้นแห้งหมาด ๆ ก็ทำการขัดหน้าพื้นผิว ให้ไม่มีเม็ดทรายโพล่ขึ้นมา หลาย ๆ ท่าน นิยมที่จะนำปูนเปล่า มาผสมทรายละเอียดเล็กน้อย ไว้เก็บงาน ด้านหน้าของพื้นผิว ทำให้ ด้านหน้าพื้นผิว สวย งาม ไม่มีเม็ดทรายหลุดออกมาเวลา เราเดิน หรือ รถขึ้นเหยียบ ขึ้นจอด
10. ถ้าจะปูกระเบื้องต้องทำพื้นผิวรอ
การแต่งผิวหน้าของพื้นนั้น ต้องดูต่อไปว่า เราจะทำการปูกระเบื้องต่อหรือไม่ ถ้าจะปูกระเบื้องต่อ ก็ควรจะทำผิวหน้าหยาบ ๆ ไว้ก่อน เพื่อให้ การปูกระเบื้องสามารถติดพื้นผิวได้ง่าย แต่ถ้าไม่ต้องการปูแล้วก็ จัดตกแต่งตามแต่ความต้องการให้เหมาะสมได้ ทันที
เพียงเราเทพื้นปูนเสร็จ พื้นที่ใช้สอย ก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องหญ้าที่ต้องดูแลกันต่อไป หมดปัญหาการต้องจ้างคนสวนมาดูแล บ่อย แล้วจัดต้นไม้ที่ชอบ ให้สวยงามลงกระถาง เท่านี้ก็สามารถจัดสวนสวย ใหม่ ให้พอเหมาะที่จะดูแลได้
การจัดตกแต่งบ้านในรูปแบบต่าง ๆ ก็มีหลายหลายวิธี วิธีการแก้ปัญหา เรื่องบ้านก็มีหลากหลาย ตามสไตล์ที่ต้องการ เพียงคำนวณ การ จัดการให้ดี งบประมาณก็ไม่บานปลายแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.babbaan.in
โดย saweang | มี.ค. 19, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การอบชุบเหล็กกล้า คือ การปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กกล้าโดยเฉพาะคุณสมบัติเชิงกล โดยอาศัยกรรมวิธีทางความร้อน เพื่อให้เหล็กกล้านั้นมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปตามที่ต้องการ ซึ่งการอบชุบจะทำให้เหล็กที่ได้มีคุณสมบัติเฉพาะที่ดีกว่าเหล็กกล้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีปกติ เช่น อบชุบเพื่อให้เหล็กมีความแข็งมากขึ้น หรืออบชุบเพื่อให้เหล็กมีการทนการเสียดสีหรือสึกหรอได้ดีขึ้น
การคืนตัว (Tempering) เหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วย่อมจะเกิดความเครียด (strain) ขึ้นภายใน และมีความแข็งเพิ่มขึ้น แต่เหล็กจะขาดคุณสมบัติทางด้าน ความเหนียว (Ductility) ทำให้ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งาน เพราะถ้าเกิดมีการกระแทกชิ้นเหล็กอาจจะแตกร้าวได้ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงคุณสมบัติเสียใหม่โดยการอบคืนตัว ซึ่งมีวิธีการดังนี้
นำเหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วเผาภายในเตาที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 200 ๐C – 400 ๐C ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมงแล้วเอาออกปล่อย
ให้เย็น ในอากาศธรรมดา เหล็กจะมีคุณสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) ดีขึ้น แต่ความแข็งจะลดลงเล็กน้อย ในขณะที่เผาที่อุณหภูมิต่ำ มาร์เทนไซต์จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยอะตอมคาร์บอนจะเคลื่อนไหวออกจากมาร์เทนไซต์มารวมกันเป็นเฟอร์ไรท์และซีเมนไซต์บางส่วน ที่เป็นเช๋นนี้เพราะมาร์เทนไซต์ไม่ใช่โครงสร้างของเหล็กที่สมดุลย์ที่อุณหภูมิบรรยากาศ เมื่อเหล็กได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อกลับไปเป็นโครงสร้างที่สมดุลย์คือเหล็กเฟอร์ไรท์ กับซีเมนต์ที่เราต้องเผาที่อุณหภูมิสูงไม่เกิน 400 ๐C ก็เพื่อไม่ต้องการให้มาร์เทนไซต์คืนตัวหมด เพราะเรายังต้องการความแข็งของเหล็กอยู่ ถ้าเราเผาให้อุณหภูมิสูงเกิน 400 ๐C ความแข็งจะถูกทำลายหมด
โดยทั่ว ๆ ไปการชุบแข็ง และการคืนตัวจะต้องกระทำติดต่อกันเพื่อให้ได้เหล็กแข็งและทนแรงกระแทกได้ดีด้วย (รูปที่ STEEL-HT1 )


รูปที่ STEEL-HT1แสดงช่วงของอุณหภูมิในการทำอบชุบแข็งและการอบคืนตัว.
การอบคลาย (Annealing) มีความมุ่งหมายเพื่อต้องการให้เหล็กอ่อนตัวลง (softening) หรือเพื่อ ทำให้เหล็กเหนียวขึ้น (Toughening) ส่วนใหญ่เหล็ก ที่ผ่าน
การขึ้นรูปเย็น (cold working) หรือการหล่อมามักจะมีความแข็งเพิ่มขึ้นและไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการกลึงหรือไสยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำลายความแข็งของเหล็กเพื่อจะได้กลึงหรือไสได้สะดวกหลักการทำ Annealing แบ่งออกเป็นสองวิธีคือ Full annealing กับ Process annealing โดยมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
Full annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำให้เหล็กแข็งอ่อนลงเพื่อสะดวกต่อการกลึงหรือไส วิธีนี้ต้องเผาเหล็กให้มีอุณหภูมิสูงจน
เหล็กกลายเป็น Austenite ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C ภายในเตาที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ ภายในเตา ถ้าเป็นเตาไฟฟ้าก็เพียงแต่ตัดกระแสไฟเสีย แล้วปล่อยให้เหล็กเย็นอยู่ภายในเตาที่ปิดฝาสนิท เมื่อเหล็กถูกปล่อยให้เย็นช้า ๆ การเปลี่ยนโครงสร้างภายในก็จะปรับสู่สภาพใกล้เคียงสมดุลย์ โครงสร้างที่เป็นอยู่เดิม เช่นมาร์เทนไซต์หรือเบนไนท์ ฯลฯ ก็จะกลับมาเป็นเฟอร์ไรท์ และซีเมนไซต์ ทำให้ความแข็งลดลงกลายเป็นเหล็กอ่อนนิ่ม
Process annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำลายความเครียดภายในให้หมดไป เช่น เหล็กที่ถูกรีดหรือตีขึ้นรูปมา ถ้าจะนำไปทำ ต่อ
ในขั้นต่อไป เหล็กจะต้องผ่าน Annealing เพื่อให้มีความต้านทานแรงกระทำน้อยลง วิธีนี้เผาเหล็กให้ร้อนถึงอุณหภูมิต่ำกว่ายูเต็คตอยด์ คือต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย ทิ้ไว้นานพอสมควรเพื่อให้เหล็กร้อนทั่วถึงกัน หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ วิธีนี้ความแข็งของเหล็กจะลดลงเล็กน้อย เพราะโครงสร้างของเหล็กแต่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ความเครียดที่มีอยู่จะถูกทำลายหมดไป
การทำ Normalizing มีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงความเหนียว โดยขนาดลดขนาดของเม็ดเกรนของเหล็ก (grain size) เพื่อทำให้คุณสมบัติของ เหล็กสม่ำเสมอ และในขณะเดียวกันก็ช่วยในการลดความเครียดภายในด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือการรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือมักรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย จากนั้นจึงเอาเหล็กออกมาจากเตาทิ้งให้เย็นอากาศธรรมดา การปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศนั้นอัตราการเย็นตัวของเหล็กจะเร็วกว่าการทำ Annealing ดังนั้นเม็ดเกรนของเหล็กจะมีขนาดเล็กกว่า ทำให้เหล็กมีความเหนียวดีและคุณสมบัติสม่ำเสมอ

รูปที่ STEEL-HT2 Heat-treatment Temperatures of Carbon Steelsin Relation to the Equilibrium Diagram
การทำ spheroidizing เป็นการชุบเหล็กประเภทหนึ่งที่กระทำกับเหล็กที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 0.8% ขึ้นไปเพราะเหล็กเหล่านี้จะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยเพิรไลท์เป็นส่วนใหญ่ คือโครงสร้างที่ประกอบด้วยแถบของเฟอร์ไรท์กับซีเมนไซต์สลับกัน ดังนั้นในการกลึงหรือไสจึงไม่เรียบเพราะมีดกลึงจะต้องตัดผ่านของแข็งและอ่อนสลับกัน การทำ spheroidizing เป็นการทำเพื่อเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างจากลักษณะที่เป็นแถบยาวของซีเมนไซต์ให้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปในขณะทำการกลึง ตัวมีดจะได้ไม่ต้องตัดผ่านซีเมนไซต์ในขณะที่ตัวมีดเคลื่อนที่ผ่านของซีเมนไซต์ก็จะหลุด หรือเบนหนีการตัดผ่านไปได้ทำให้ตัวมีดตัดผ่านแต่เฉพาะเฟอร์ไรท์อย่างเดียว
วิธีการทำ spheroidizing กระทำได้สองแบบ วิธีแรก เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ประมาณ 10 – 15 ชั่วโมง เพื่อให้ซีเมนไซต์เปลี่ยนรูปเป็นเม็ดกลม หลังจากนั้นเอาเหล็กออกปล่อยให้เย็นในอากาศ
วิธีที่สอง เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิเหนือเส้น A1 เล็กน้อย แล้วปล่อยให้เย็นลงมาจนต่ำกว่าเส้น A1 แล้วกลับเผาให้อุณหภูมิเหนือเส้น A1
อีก กระทำสลับกันไปประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศ

รูปที่ STEEL-HT3 แสดงลักษณะโครงสร้างของเหล็กกล้าที่ผ่าน Annealing กับ Normalizing ที่อุณหภูมิต่างกัน.
ขอบคุณข้อมูจากhttp://www.ebuild.co.th
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/44921/2