โดย saweang | มิ.ย. 1, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กคือ ทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปเพื่อการใช้งาน และถือได้ว่าเป็นวัสดุที่ใช้ได้ทั้งงานก่อสร้าง งานที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับวัตถุและสิ่งของต่างๆ มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างที่กล่าวมาขั้นต้นนั้น การนำแร่ธาตุจากธรรมชาติมาแปรรูปเพื่อใช้งาน จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เป็นรูปแบบเหมือนกันในการแปรรูปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภค
คุณสมบัติของเหล็ก
คุณสมบัติของเหล็กที่ผ่านการแปรรูปแล้วที่สามารถนำไปใช้ในงานได้หลักๆ คือความทนทานทั้งต่อการใช้งานและสภาพแวดล้อม พร้อมทั้งต้องมีความยืดหยุ่นที่ดี สามารถนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ หลังจากนั้นในกระบวนการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับงานนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของวิศวกรผู้ควบคุมงาน ที่ต้องคิดและคำนวณดูปัจจัยในเรื่องต่างๆ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากที่สุด ซึ่งคุณสมบัติของเหล็กก็มีดังนี้
1. สภาพยืดหยุ่น (Elasticity)
เป็นคุณสมบัติที่ของแข็งหรือเหล็กสามารถเปลี่ยนรูปร่างรูปทรงได้ เมื่อมีแรงกระทำที่พอดี สามารถแบ่งออกได้อีก 2 ประเภท
- สภาพยืดหยุ่น (elasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุหรือของแข็งเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอและสามารถคืนกลับสู่สภาพปกติได้เมื่อไม่มีแรงมากระทำ
- สภาพพลาสติก (plasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปอย่างถาวรเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอ โดยที่พื้นผิวภายนอกไม่แตกหักหรือฉีกขาด
2. ความเค้น (Stress)
เป็นคุณสมบัติทางฟิสิกส์ สามารถอธิบายได้ว่า เป็นความเข้มข้นของแรงกระทำระหว่างอนุภาคภายในของวัตถุหรือของแข็งชิ้นนั้นๆ ต่อแรงภายนอกที่กระทำเพิ่มเข้าไป โดยในกระบวนการทดสอบมาตรฐานของเหล็กนั้น จะใช้การวัดความเข้มข้นของแรงกระทำภายในเฉลี่ยต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวภายใน
3. ความเครียด (Strain)
เป็นคุณสมบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัตถุเมื่อได้รับแรงภายนอกมากระทำ หรือกล่าวง่ายๆ คือ อัตราส่วนของรูปร่างที่เปลี่ยนไปต่อรูปร่างเดิม การวัดและคำนวณหาความเครียดสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ แบบเส้นตรง (แรงที่มีกระทำมีละกษณะเป็นแรงกด แรงดึง) และแบบเฉือน (แรงที่มีกระทำเป็นแรงแบบเฉือน)
4. การดึงเป็นเส้น (Ductile)
เป็นคุณสมบัติของวัตถุหรือเหล็กที่สามารถทำให้เพิ่มความยาว ขึ้นรูป หรือดึงออกมาเป็นเส้นได้โดยง่าย ถึงแม้ว่าจะได้รับแรงกระทำเข้าไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งเหล็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะมีคุณสมบัติความยืดหยุ่นแบบพลาสติก ที่เป็นการแปรรูปอย่างถาวรสามารถคืนสภาพเดิมได้ยาก ตัวอย่างของเหล็กและโลหะแปรรูปที่มีคุณสมบัตินี้คือ ตะกั่ว และทองแดง เป็นต้น
5. ความเปราะ (Brittle)
เป็นคุณสมบัติของวัตถุทุกชนิดที่จะมีขีดกำจัดของความยืดหยุ่นเป็นของตนเอง เมื่อวัตถุชิ้นนั้นๆ ได้รับแรงกระทำที่มากเกิดขีดจำกัดก็จะทำให้เกิดการเปราะแตกได้ ซึ่งวัตถุที่มีความเปราะสูงไม่ได้หมายความว่าเป็นวัตถุที่ไม่ทนทาน ยกตัวอย่างเช่น แก้วหรือเซรามิกที่มีความเปราะสูงแต่สามารถทนแรงดึงได้มากกว่าโลหะบางชนิด ดังนั้นคุณสมบัติข้อนี้นั้นใช้เป็นตัวเลือกที่ใช้ในการพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน

การเลือกใช้เหล็กให้ตรงกับการใช้งานควรเลือกอย่างไร
ในการเลือกใช้งานของเหล็กแปรรูปนั้น เนื่องจากประเภทของเหล็กมีความหลายหลายมาก อาจทำให้เกิดความสับสนและการเลือกใช้งานที่ผิดรูปแบบ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความแข็งแรง ความทนทานและความปลอดภัยของผู้บริโภค ทำให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีการกำหนดมาตรฐาน มอก.เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วประเทศไทย ซึ่งได้มีการทำป้ายระบุรายละเอียดต่างๆ ไว้ ได้แก่ บริษัทผู้ผลิต, ประเภทของเหล็ก, ขนาดทั้งเรื่องของความยาว ความกว้างหน้าตัด, วัน เดือน ปีที่ผลิต และที่สำคัญคือ มีการระบุเครื่องหมายมอก.ที่แสดงให้เห็นว่าวัสดุชนิดนี้ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว
เหล็กกับภัยพิบัติจากธรรมชาติครั้งใหญ่
ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวหรือวาตภัย โครงสร้างของอาคารบ้านเรือนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาคารเหล่านั้นต้องได้รับแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินที่รุนแรงหรือต้องทนทานต่อการสั่นไหวจากลม ซึ่งจะอาศัยคุณสมบัติความแข็งแรงอย่างเดียวไปเพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการเสริมคุณสมบัติความเหนียวและความทนทานเข้าไปด้วย ดังนั้นในโครงสร้างอาคารและบ้านเรืองจึงจำเป็นต้องมีการเสริมเหล็ก เพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติที่คอนกรีตอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ อีกทั้งการเสริมเหล็กยังเอื้อต่อการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้มีความหลายหลากมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การสร้างโครงสร้างให้ยื่นออกไปเพื่อเป็นการรองรับแรงสั่นสะเทือน หรือการโค้งการดัดต่างๆ เพื่อให้เกิดสะพานเกิดรูปร่างที่สวยงามแตกต่างและการรับน้ำหนักที่มากขึ้น
เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ หรือการเสริมเหล็ก
เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐาน ในการออกแบบก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีความทนทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะโครงสร้างที่มีการเสริมเหล็กเข้าไปจะช่วยเพิ่มคุณสมบัติของคอนกรีตที่มีเพียงความทนทานให้เพิ่มความเหนียวและความยืดหยุ่นเข้ามา
คอนกรีตเสริมเหล็ก
คอนกรีตเสริมเหล็กถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เช่น ใช้เป็นพื้นหรือฐานของอาคาร ใช้เป็นบันได และคานรับน้ำหนัก เป็นต้น ที่มีคุณสมบัติทางกลในเรื่องของการรับน้ำหนัก ซึ่งทำหน้าที่หลักในการรับแรงดึงและแรงอัดเท่านั้น
ประเภทของเหล็กแปรรูปที่ใช้เป็นเหล็กเสริมในคอนกรีตนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ เหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย ที่เป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมของคาร์บอนต่ำทำให้เหล็กเหล็กหนาแน่นละเอียดมากกว่าเหล็กประเภทอื่นๆ และเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานก่อนนำเหล็กเหล่านี้ออกมาใช้ ทางผู้ผลิตจะต้องทำการทดสอบคุณสมบัติของเหล็กกล้าทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ และคุณสมบัติทางกลของเหล็กก่อนเสมอ
จึงสามารถสรุปได้แล้วว่าเหล็กนั้นถือว่าเป็นวัสดุแปรรูปจากธรรมชาติที่มีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบัน ทั้งช่วยในเรื่องเพิ่มความแข็งแรง ป้องกันอันตรายจากภัยพิบัติและสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ส่วนในเรื่องของการเลือกใช้งานให้เหมาะสมนั้นควรอยู่ในดุลพินิจของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ใช้งาน
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.chi.co.th/article/article-2010/
โดย saweang | มิ.ย. 1, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับขั้นตอนการทำโครงหลังคาบ้าน จะต้องทำการติดตั้งเพลทหัวเสาเพื่อเป็นตัวเชื่อมยึดเข้ากับอเสเหล็ก ซึ่งเหล็กเพลทที่นำมาใช้ในการเชื่อมปิดหัวเสานี้ ควรจะมีขนาดของแผ่นเหล็กเพลทเล็กกว่าพื้นที่หน้าตัดเสา เนื่องจากการอุดหัวเสาใต้เพลทนั้นจะต้องเทกรอกปูนลงไปภายในช่องว่างที่เหลืออยู่ ถ้าหากแผ่นเหล็กเพลทมีขนาดเท่ากับพื้นที่หน้าตัดเสา จะส่งผลให้การกรอกปูนเพื่ออุดใต้เพลททำได้ยาก รวมทั้งอาจทำให้คอนกรีตหัวเสาที่อยู่บริเวณใต้แผ่นเหล็กเพลทเกิดเป็นโพรงได้
วิธีการติดตั้งเพลทหัวเสาสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่นำเหล็กเส้นมาดัดให้มีลักษณะเป็นรูปตัวเชื่อมเหล็กตัวยูทั้ง 2 ตัว ซึ่งเหล็กเส้นที่ใช้จะต้องมีขนาดเท่ากับรูของเหล็กเพลท เมื่อดัดเสร็จแล้วจึงจะนำเหล็กเส้นติดไว้บริเวณใต้แผ่นเพลทไว้ก่อนเพื่อรอเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม โดยในขั้นตอนการเชื่อมนั้น จะต้องทำการเชื่อมให้เต็มขนาดความกว้างของรูปตัวยูเพื่อให้เหล็กเพลทยึดติดได้แน่นและจะไม่สามารถหลุดได้ในภายหลัง
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม จะต้องทำการกำหนดระดับความสูงของเพลทรวมทั้งทำการจัดตำแหน่งเพลท โดยให้บริเวณจุดศูนย์กลางเพลทอยู่ตรงกับกับจุดศูนย์กลางของเสาหรือ Grid line เมื่อกำหนดความสูงและจัดตำแหน่งได้เรียบร้อยแล้วจึงทำการเชื่อมยึด โดยการประคองเพลทไว้กับเหล็กแกนเสา ซึ่งการป้องกันเพลทเอียงระหว่างการเชื่อมนั้น สามารถใช้ระดับน้ำเข้ามาช่วยในการเช็คระดับหลังเพลทให้ตรงได้
เหล็กเพลทหัวเสาจำเป็นต้องมีไหม?
เหล็กเพลทหัวเสาในงานก่อสร้างนั้นจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าหากมีก็จะสามารถดำเนินงานได้สะดวกมากกว่า เพราะนอกจากเหล็กเพลทจะเป็นตัวช่วยสำหรับการทำระดับโครงหลังคาและช่วยกระจายแรงได้แล้ว ยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้ช่างสามารถทำการเชื่อมเหล็กเส้นติดกับเหล็กกล่องได้ง่าย เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
บ้านในสมัยก่อนนั้น มักถูกออกแบบให้โครงสร้างเหล็กสามารถรับกับกระเบื้อง รวมทั้งทำการติดตั้งคานคอนกรีตรัดหัวเสาทุกต้นไว้เพื่อป้องกันการแยกออกจากกัน แต่ต่อมางานก่อสร้างบ้านได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยการนำเหล็ก double c เข้ามาทำหน้าที่เป็นคานแทนคานคอนกรีตรูปแบบเก่า ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่อาจมองดูแล้วไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงนั้นการใช้เหล็ก double c มาแทนคานคอนกรีต สามารถส่งผลให้ผนังที่ถูกก่อขึ้นจากอิฐเกิดการแตกที่บริเวณมุมต่อเสากับผนังได้ เนื่องจากการต่อเชื่อมกันระหว่างเหล็กกับเสาคอนกรีตไม่สามารถถูกเชื่อมให้เป็น rigid เมื่อจั่วรับน้ำหนักมากขึ้นจึงเกิดแรงกระทำทางด้านข้างจนส่งผลให้ปลายเสาแยกออกจากกัน
ในกรณีดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยหากเป็นคานเหล็กควรทำการเสียบเหล็กฉากไว้ในเสา 2-3 ท่อน ให้มีความลึกระดับหนึ่งขณะที่ทำการเทใหม่ แล้ววาง plate ลงสำหรับเชื่อมเข้ากับเหล็กฉาก สุดท้ายจึงจะวางคานหรือเหล็กจันทัน

หลังจากเสร็จสิ้นการติดตั้งเพลท
หลังจากที่เพลทถูกติดตั้งเรียบร้อยแล้ว จะต้องทำการเข้าแบบและอุดเสาโครงสร้างบ้านด้วยวิธีการเทปูนลงให้เต็มบริเวณใต้เพลท ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะสามารถทำได้โดยการเทกรอกปูนลงให้เต็มบริเวณขอบแผ่นเพลทจากด้านบนที่มีช่องว่างด้วยปูนเกราท์ หรือ Non-Shrink Grout จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้ปูนแข็งตัวแล้วจึงจะสามารถแกะไม้แบบออกได้ โดยเมื่อไม้แบบถูกแกะออกมาแล้ว ปูนที่หล่อไว้จะต้องถูกอุดเต็มเพลทและไม่มีโพรงเกิดขึ้น
เหตุผลที่ปูน Non-Shrink ถูกเลือกมาใช้ เนื่องจากเป็นปูนชนิดผงสำเร็จรูปที่สามารถนำมาใช้งานได้ง่าย เพียงแค่ผสมปูนผงเข้ากับน้ำเปล่า และยังเป็นปูนที่ให้เนื้อที่มีความเหลวค่อนข้างมาก จึงสามารถใช้เทลงไปบริเวณใต้แผ่นเพลทได้อย่างทั่วถึง โดยไม่มีรูโพรงเกิดขึ้น มากกว่านั้นปูน Non-Shrink ยังมีคุณสมบัติที่สามารถรับแรงกดอัดได้มากกว่าคอนกรีตธรรมดาทั่วไป อีกทั้งเป็นปูนชนิดที่ไม่หดตัว ช่วยลดการแตกร้าวในการเทปูนได้อีกด้วย
ส่วนเหตุผลที่คอนกรีตแบบปกติไม่ถูกผสมมาใช้สำหรับงานอุดหัวเสา เนื่องจากคอนกรีตมีลักษณะเนื้อที่ไม่เหลว ทำให้เมื่อเทลงไปบริเวณใต้เพลทแล้ว คอนกรีตไม่สามารถไหลเข้าไปในช่องว่างที่มีพื้นที่คับแคบได้อย่างทั่วถึงจนอาจมีรูโพรงเกิดขึ้นได้ และถ้าหากผสมคอนกรีตให้มีลักษณะเนื้อที่เหลวมาก ก็จะเป็นการลดความสามารถและประสิทธิภาพในการรับแรงกดอัดของคอนกรีตให้ต่ำลง
วิธีการทั่วไปในการใช้แผ่นเพลทหรือเพลทหัวเสา
- สำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรง หรืองานที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกดค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มักนำ J-Bolt มาทำการฝังลงไปในเสา ตัวอย่างเช่น เสาในอาคารสูงหรืออาคารโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเสาที่ถูกนำมาติดตั้งโครงหลังคาต้องมีขนาดพื้นที่หน้าตัดกว้างมากพอที่จะติดตั้งเพลทได้ แล้วจึงทำการอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องใต้เพลท โดยแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เสาคอนกรีตเสริมเหล็กจะไม่ทำการรับแรงเหล่านั้นโดยตรง แต่จะรับต่อมาจากตัว J-Bolt ที่ถูกฝังเอาไว้อีกทีหนึ่ง
- การติดตั้งเพลท เริ่มจากการเจาะรูเพื่อให้เหล็กเส้นสามารถโผล่ออกมาได้ ก่อนที่จะกำหนดระดับของเพลทรวมทั้งหาระดับของเสาทุกต้น เชื่อมยึดเหล็กเส้นติดกับเพลท แล้วอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องว่างใต้เพลท จากนั้นนำเหล็กรูปตัวซีมาเชื่อมรวมติดกันให้พออยู่ตัวและนำเหล็กฉากสั้นๆมาวางทางด้านข้าง สุดท้ายจึงจะทำการเชื่อมยึดให้แน่นต่อไป
Plate โดยทั่วไปจะมีขนาดและความหนา ดังนี้
- ขนาด 4 x 4 นิ้ว หนา 4.0 หรือ 6.0 มิลลิเมตร
- ขนาด 6 x 6 นิ้ว หนา 4.0, 0 มม. หรือ 9.0 มิลลิเมตร
- ขนาด 8 x 8 นิ้ว หนา 4.0, 0 , 9.0 มม. หรือ 12.0 มิลลิเมตร
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.chi.co.th/article/article-1150/
โดย khwankaew | ธ.ค. 17, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
บริษัท JSW Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของอินเดียซึ่งมีกำลังการผลิต 18 ล้านตัน/ปี ได้รับยืนยันว่าอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงในระยะยาว ในสายการผลิตที่โรงงานรีดเย็น 1 (Cold-rolled Mill Complex 1) ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงงาน Vijayanagar ในรัฐ Karnataka
โรงงาน CRM1 complex มีกำลังการผลิต 1.8 ล้านตัน/ปี ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 2008 และมีความต้องการในการซ่อมแซม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้บางส่วน ในช่วงระหว่างมกราคม 2020 ถึง พฤษภาคม 2020 เพื่อจะผลิต electrical steel จากเหล็กแผ่นรีดเย็น
แหล่งข่าวจากโรงงานยืนยันว่า “การส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นจะคงลดลงในระยะต่อไป และอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการขายเหล็กแผ่นรีดร้อนส่วนที่เกินมาที่ตลาดภายในประเทศ แต่พวกเราไม่ประสงค์ที่จะลดการผลิต electrical steel.
แหล่งข่าวในตลาดกล่าวว่า แหล่งข่าวในตลาดกล่าวว่า ปริมาณเหล็กรีดเย็นทั้งภายในประเทศและที่ส่งออก มีปริมาณ 2.3 ล้านตัน/ปี ที่มาจากโรงงาน CRM2 complex ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การบำรุงรักษาช่วงนี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียที่ชะลอตัวและมีกำลังการผลิตส่วนเกินของ CRC ในตลาดภายในประเทศ
“การส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของเราจะไม่เกิน 40,000 ตัน/เดือน ในปี 4-5 เดือนข้างหน้า” และการส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนจะปรับลดลง โดยอยู่ที่ 70,000 ตัน/เดือน และจะไม่มีปริมาณมากถึง 150,000 ตัน อย่างที่เราทำได้ก่อนหน้านี้”
การผลิตของ บริษัท JSW ในช่วง เมษายน ถึง ตุลาคม มีปริมาณอยู่ที่ 9.33 ล้านตัน ลดลง 4.3% จาก 9.75 ล้านตัน ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2018 เนื่องมาจากมีการปิดเตาหลอมหลายๆแห่งในช่วงเดือนตุลาคม
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย pichaya | ก.พ. 2, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาเหล็กเส้นตลาดเอเชียทรงตัว การซื้อขายยังคงเงียบ
ราคาเหล็กเส้นนำเข้าในตลาดเอเชียในวันจันทร์ที่ผ่านมาทรงตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากผู้ขายระงับการขาย ขณะที่ผู้ซื้อยังมีสต๊อกเพียงพอ
S&P Global Platts ประเมินราคาเหล็กเส้น rebar BS500 เส้นผ่านศูนย์กลาง 16-10 มม ส่งออก ณ ท่าเรือประเทศจีน อยู่ที่ $546 ต่อตัน ทรงตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
ราคาเสนอขายล่าสุดในตลาดฮ่องกงอยู่ที่ $565-$570 ต่อตัน CFR Hong Kong ซึ่งเท่ากับราคาส่งออก ณ ท่าเรือจีน $552-$557 ต่อตัน FOB China หากสมมติว่าค่าขนส่งสินค้าอยู่ที่ $13 ต่อตัน
อ้างถึงค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับค่าเงินหยวนของจีนน่าจะทำให้ราคาเหล็กเส้นในตลาดสูงขึ้นเล็กน้อยประมาณ $5-$6 ต่อตัน และน่าจะส่งผลต่อราคาเสนอซื้อขายกันในวันอังคาร อย่างไรก็ตามผู้ค้าในฮ่องกงกล่าวว่า ผู้ซื้อในตลาดต่างเฝ้ารอให้ราคาลดลงมาต่ำกว่า $555 ต่อตัน CFR ภายในสัปดาห์นี้
ด้านตลาดสิงคโปร์ยังคงเงียบเหงา มีข้อเสนอซื้อและข้อเสนอขายจำนวนน้อย พ่อค้ารายย่อยกล่าวว่าไม่ใครอยากเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด
Cr.iiu.isit.or.th