Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
หลังคาบ้าน Archives - Page 4 of 9 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
ยกระดับเหล็กเส้น ผุด มอก. ใหม่ เหล็กเส้นกลม เหล็กข้ออ้อย

ยกระดับเหล็กเส้น ผุด มอก. ใหม่ เหล็กเส้นกลม เหล็กข้ออ้อย

ประกาศใช้อย่างเป็นทางการสำหรับมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กเส้นกลม “มอก.20-2559” และ เหล็กเส้นข้ออ้อย “มอก.24-2559” หลังจากมีการปรับปรุงเนื้อหาและข้อบังคับ  หวังสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

i-2-500x500

           ตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่ จากเดิมเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2543

          และเหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2548 เป็น เหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย มอก.ที่ 24-2559  ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้เหล็กเส้นก่อสร้างและเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยมีเนื้อหาที่สำคัญดังนี้

 

  1. การเพิ่มการตรวจสอบและควบคุมค่าเคมีในน้ำเหล็กอย่างเข้มงวดโดยเพิ่มค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมจาก 5 ชนิดเป็น 19 ชนิด
  2. เพิ่มชื่อผู้นำเข้าเหล็กโดยการปั้มตัวนูนบนเนื้อเหล็ก เพื่อให้สามารถติดต่อโรงงานผู้ผลิตได้กรณีที่เกิดปัญหาการใช้งาน
  3. บังคับให้ผู้ผลิตแสดงชนิดของเตาหลอมเหล็ก (Billet) ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต โดยการปั้มตัวนูนบนเนื้อเหล็กทุกเส้น เช่น OH, BO, EF และ IF

 

เมื่อกล่าวถึงชนิดของเตาที่ใช้หลอมเหล็กในประเทศไทยมีเพียง 2 ชนิด ได้แก่

  1. Induction Furnace (IF) เป็นเตาที่ใช้กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำเพื่อหลอมเหล็ก ซึ่งเป็นเตาที่เพิ่มเข้ามาในมาตรฐานฉบับนี้
  2. Electric Arc Furnace (EF) เป็นเตาหลอมเหล็กด้วยวิธีการอาร์คไฟฟ้า

 

บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่มีโรงหลอมเหล็กโดยใช้เทคโนโลยี Electric Arc Furnace (EF)

            จุดเด่นของเตาชนิดนี้คือ สามารถขจัดสารปนเปื้อนในเนื้อเหล็กได้ดีทำให้เหล็กมีความบริสุทธิ์ สามารถควบคุมค่าเคมีที่ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของเหล็กได้ดี อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากปล่อยมลพิษน้อยกว่า

         รวมถึงใช้พลังงานในการหลอมน้อยกว่าเตาหลอมเหล็กบางชนิด ดังนั้นผู้บริโภคที่ใช้เหล็ก EF มั่นใจได้ว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพ แข็งแรง ทนทาน

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.millconsteel.com/

 
Steel กับ Iron แตกต่างกันอย่างไร

Steel กับ Iron แตกต่างกันอย่างไร

Facebook Page ไอออนมิลล์ คนรักเหล็ก ของมิลล์คอน สตีล บริษัทที่ก่อตั้งโดยคุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ได้มาอธิบายคำว่า STEEL กับ IRON ว่าแตกต่างกันอย่างไร เพราะหลายคนก็คงจะรู้จักเหล็กกันอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าในคำภาษาอังกฤษนั้นมันแตกต่างในการใช้อย่างไร

คำว่า STEEL คือ

Steel ตามพจนานุกรมเป็นเหล็กกล้าที่เกิดจากโลหะที่ผสมแร่หลายชนิด โดยส่วนมากสารประกอบของเหล็กกล้าจะมี เหล็ก (Fe) , คาร์บอน (C) , แมงกานีส (Mn) , ซิลิคอน (Si) เป็นหลัก และเพราะมาจากการผสมกันของแร่เหล็กหลายชนิด ทำให้เหล็กกล้ามีคุณสมบัติเยอะและแตกต่างจาก Iron เพราะเหล็กกล้าสามารถผสมแร่อื่นให้ม่ีความต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นความทนทาน การกันสนิม ความยืดหยุ่น และความแข็งแรง

คำว่า IRON คือ

ตามพจนานุกรม เป็นเหล็กในกลุ่มโลหะ สามารถเจอได้ตามธรรมชาติ โดยส่วนมากแร่เหล็กจะผสมหรือปนอยู่กับวัตถุจำพวกเห็นเป็นส่วนมาก แต่ก็สามารถพบได้โลหะอื่นได้เช่นกัน โดยการแปลแร่เหล็กเป็นเหล็กกล้าต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน โดยขั้นตอนหลักคือการนำแร่เหล็กมาถลังด้วยความร้อนสูง เพื่อขัดแร่ที่ไม่ต้องการออกจากแร่เหล็ก

4986_original

 ความจริงแล้วยังมีความแตกต่างมากกว่านั้นอีกหลายอย่าง

  • เหล็กกล้าสามารถปรับคุณสมบัติได้ โดยการปรับคุณสมบัติของเล็กให้ตรงตามสเปคของแต่ละประเทศเพื่อที่จะส่งออกไปได้ถูกต้องตามกฎหมายมีความสำคัญมาก
  • เหล็กกล้าที่ผ่านคุณสมบัติจะมีความยืดหยุ่น และรับน้ำหนักได้ดีกว่าอีกทั้งยังสามารถรับกับแรงเสียดทานที่จะเกิดขึ้น
  • เหล็กกล้าขึ้นจะสามารถขึ้นรูปตามการใช้งานได้อย่างเหมาะสม เนื่องด้วยคุณสมบัติความยืดหยุ่นของเหล็กกล้าที่ดีกว่าส่งผลให้ เหล็กกล้าสามารถนำไปขึ้นรูปเพื่อให้ตรงตามการใช้งานได้ดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.millconsteel.com/

ทาสีห้องนอนทั้งทีก็ต้องเลือกสีที่มีความหมายดี ๆ

ทาสีห้องนอนทั้งทีก็ต้องเลือกสีที่มีความหมายดี ๆ

ใครว่าสีห้องนอนนั้นไม่สำคัญ เมื่ออยู่บ้านเรามักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่ในห้องนอน เพราะเป็นห้องที่เราใช้พักผ่อนอนหลับพร้อมตื่นรับเช้าวันถัดไป นอกจากการจัดห้องให้ถูกหลักตามฮวงจุ้ยแล้ว การเลือกทาสีห้องนอนจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากสีสามารถกำหนดอารมณ์ของห้องแต่ละห้องได้ คนส่วนมากเลือกทาสีห้องนอนจากสีที่ชอบ และอาจมองข้ามเรื่องความหมาย ดังนั้นใครที่กำลังคิดจะทาสีห้องนอนใหม่ หรือกำลังเริ่มแต่งห้องนอน ลองมาดูความหมายของสีต่าง ๆ เพื่อสร้างห้องนอนที่ดีกันค่ะ 

 

ก่อนอื่นเรามาดูข้อควรรู้ในการใช้สีกับห้องนอน

• ไม่ควรใช้สีขาวล้วนกับห้องนอน เพราะสีขาวสะท้อนสีอื่นทุกสีและเก็บพลังไม่อยู่ อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หลับไม่สนิท มีภาวะเก็บกดรุนแรง และหายจากการเจ็บป่วยได้ช้า
• สีของห้องนอนควรมีความแตกต่างจากสีของห้องอื่นภายในบ้าน เพราะถ้าเป็นสีเดียวกันหมดจะทำให้พลังนิ่ง ทำให้ชีวิตเป็นไปอย่างไร้จุดมุ่งหมายที่แน่นอน
• สีของห้องนอนควรเป็นสีอ่อนและเย็นตา เช่น สีเขียวอ่อน สีชมพู สีเหลือง สีส้มอ่อน หากห้องนอนตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ควรเป็นสีชมพู เพื่อช่วยเสริมความรักความสัมพันธ์
• หลีกเลี่ยงการใช้สีเข้มทึบ เช่น สีน้ำตาลดำ สีเขียวเข้ม สีเทาเข้ม เพราะจะทำให้ขาดพลังชีวิต

 

สีชมพู

ภาพ : pinterest

 

เป็นสีที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ มีพลังในการรักษา โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์ สร้างความรู้สึกมั่นใจ ความกระปรี้กระเปร่า และความสนุกสนาน ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนหวาน อ่อนโยน 

 

สีชมพูอมส้ม

ภาพ : pinterest

 

เป็นสีที่กระตุ้นเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ความมีเสน่ห์ทางเพศ แรงดึงดูดเหมาะสำหรับคนโสดที่ต้องการหาคู่

 

สีครีม

ภาพ : pinterest

 

ส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยในการฟื้นตัว ความมั่นคงทางอารมณ์ เหมาะกับห้องนอนผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กที่มีอารมณ์ที่รุนแรง

 

สีเทา

ภาพ : pinterest

 

สีแห่งความสมดุล ทำให้จิตใจสงบและมั่นคง ความหยั่งรู้ ความสมบูรณ์ ช่วยดึงดูดความฉลาดที่ซ่อนไว้ให้ปรากฏขึ้น เป็นสีที่เชื่อมโยงกับการมีไหวพริบปัญญา

 

สีม่วงอ่อน

ภาพ : pinterest

 

เป็นสีที่ช่วยในการทำสมาธิ และยังช่วยให้นอนหลับลึกได้เป็นอย่างดี สีแห่งความสำเร็จ ความปรารถนา และการงานที่ดี

 

สีฟ้า

ภาพ : pinterest

 

ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย รู้สึกถึงความสบายเหมือนปล่อยใจให้ลอยล่องไปบนท้องฟ้า และยังเป็นสีที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

 

สีเขียว

ภาพ : pinterest

 

สีของธรรมชาติ สีแห่งการเจริญเติบโต สุขภาพดี มีความเจริญรุ่งเรือง การเริ่มต้นใหม่ โชคลาภ และเป็นสีแห่งความมั่งคั่ง มักใช้เป็นสีดึงดูดกระแสการเงินให้เพิ่มมากขึ้นในชีวิต

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74785/-homdec-hom-

คุณสมบัติของเหล็ก สภาพยืดหยุ่น และการเลือกใช้เหล็กให้ตรงกับงาน

คุณสมบัติของเหล็ก สภาพยืดหยุ่น และการเลือกใช้เหล็กให้ตรงกับงาน

      เหล็กคือ ทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปเพื่อการใช้งาน และถือได้ว่าเป็นวัสดุที่ใช้ได้ทั้งงานก่อสร้าง งานที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับวัตถุและสิ่งของต่างๆ มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างที่กล่าวมาขั้นต้นนั้น การนำแร่ธาตุจากธรรมชาติมาแปรรูปเพื่อใช้งาน จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เป็นรูปแบบเหมือนกันในการแปรรูปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภค

คุณสมบัติของเหล็ก

คุณสมบัติของเหล็กที่ผ่านการแปรรูปแล้วที่สามารถนำไปใช้ในงานได้หลักๆ คือความทนทานทั้งต่อการใช้งานและสภาพแวดล้อม พร้อมทั้งต้องมีความยืดหยุ่นที่ดี สามารถนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ หลังจากนั้นในกระบวนการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับงานนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของวิศวกรผู้ควบคุมงาน ที่ต้องคิดและคำนวณดูปัจจัยในเรื่องต่างๆ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากที่สุด ซึ่งคุณสมบัติของเหล็กก็มีดังนี้

1. สภาพยืดหยุ่น (Elasticity)

เป็นคุณสมบัติที่ของแข็งหรือเหล็กสามารถเปลี่ยนรูปร่างรูปทรงได้ เมื่อมีแรงกระทำที่พอดี สามารถแบ่งออกได้อีก 2 ประเภท

  1. สภาพยืดหยุ่น (elasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุหรือของแข็งเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอและสามารถคืนกลับสู่สภาพปกติได้เมื่อไม่มีแรงมากระทำ
  2. สภาพพลาสติก (plasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปอย่างถาวรเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอ โดยที่พื้นผิวภายนอกไม่แตกหักหรือฉีกขาด

2. ความเค้น (Stress)

เป็นคุณสมบัติทางฟิสิกส์ สามารถอธิบายได้ว่า เป็นความเข้มข้นของแรงกระทำระหว่างอนุภาคภายในของวัตถุหรือของแข็งชิ้นนั้นๆ ต่อแรงภายนอกที่กระทำเพิ่มเข้าไป โดยในกระบวนการทดสอบมาตรฐานของเหล็กนั้น จะใช้การวัดความเข้มข้นของแรงกระทำภายในเฉลี่ยต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวภายใน

3. ความเครียด (Strain)

เป็นคุณสมบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัตถุเมื่อได้รับแรงภายนอกมากระทำ หรือกล่าวง่ายๆ คือ อัตราส่วนของรูปร่างที่เปลี่ยนไปต่อรูปร่างเดิม การวัดและคำนวณหาความเครียดสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ แบบเส้นตรง (แรงที่มีกระทำมีละกษณะเป็นแรงกด แรงดึง) และแบบเฉือน (แรงที่มีกระทำเป็นแรงแบบเฉือน)

4. การดึงเป็นเส้น (Ductile)

เป็นคุณสมบัติของวัตถุหรือเหล็กที่สามารถทำให้เพิ่มความยาว ขึ้นรูป หรือดึงออกมาเป็นเส้นได้โดยง่าย ถึงแม้ว่าจะได้รับแรงกระทำเข้าไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งเหล็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะมีคุณสมบัติความยืดหยุ่นแบบพลาสติก ที่เป็นการแปรรูปอย่างถาวรสามารถคืนสภาพเดิมได้ยาก ตัวอย่างของเหล็กและโลหะแปรรูปที่มีคุณสมบัตินี้คือ ตะกั่ว และทองแดง เป็นต้น

5. ความเปราะ (Brittle)

เป็นคุณสมบัติของวัตถุทุกชนิดที่จะมีขีดกำจัดของความยืดหยุ่นเป็นของตนเอง เมื่อวัตถุชิ้นนั้นๆ ได้รับแรงกระทำที่มากเกิดขีดจำกัดก็จะทำให้เกิดการเปราะแตกได้ ซึ่งวัตถุที่มีความเปราะสูงไม่ได้หมายความว่าเป็นวัตถุที่ไม่ทนทาน ยกตัวอย่างเช่น แก้วหรือเซรามิกที่มีความเปราะสูงแต่สามารถทนแรงดึงได้มากกว่าโลหะบางชนิด ดังนั้นคุณสมบัติข้อนี้นั้นใช้เป็นตัวเลือกที่ใช้ในการพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน

คุณสมบัติของเหล็ก สภาพยืดหยุ่น และการเลือกใช้เหล็กให้ตรงกับงาน

การเลือกใช้เหล็กให้ตรงกับการใช้งานควรเลือกอย่างไร

ในการเลือกใช้งานของเหล็กแปรรูปนั้น เนื่องจากประเภทของเหล็กมีความหลายหลายมาก อาจทำให้เกิดความสับสนและการเลือกใช้งานที่ผิดรูปแบบ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความแข็งแรง ความทนทานและความปลอดภัยของผู้บริโภค ทำให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีการกำหนดมาตรฐาน มอก.เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วประเทศไทย ซึ่งได้มีการทำป้ายระบุรายละเอียดต่างๆ ไว้ ได้แก่ บริษัทผู้ผลิต, ประเภทของเหล็ก, ขนาดทั้งเรื่องของความยาว ความกว้างหน้าตัด, วัน เดือน ปีที่ผลิต และที่สำคัญคือ มีการระบุเครื่องหมายมอก.ที่แสดงให้เห็นว่าวัสดุชนิดนี้ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว

เหล็กกับภัยพิบัติจากธรรมชาติครั้งใหญ่

ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวหรือวาตภัย โครงสร้างของอาคารบ้านเรือนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาคารเหล่านั้นต้องได้รับแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินที่รุนแรงหรือต้องทนทานต่อการสั่นไหวจากลม ซึ่งจะอาศัยคุณสมบัติความแข็งแรงอย่างเดียวไปเพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการเสริมคุณสมบัติความเหนียวและความทนทานเข้าไปด้วย ดังนั้นในโครงสร้างอาคารและบ้านเรืองจึงจำเป็นต้องมีการเสริมเหล็ก เพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติที่คอนกรีตอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ อีกทั้งการเสริมเหล็กยังเอื้อต่อการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้มีความหลายหลากมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การสร้างโครงสร้างให้ยื่นออกไปเพื่อเป็นการรองรับแรงสั่นสะเทือน หรือการโค้งการดัดต่างๆ เพื่อให้เกิดสะพานเกิดรูปร่างที่สวยงามแตกต่างและการรับน้ำหนักที่มากขึ้น

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ หรือการเสริมเหล็ก

เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐาน ในการออกแบบก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีความทนทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะโครงสร้างที่มีการเสริมเหล็กเข้าไปจะช่วยเพิ่มคุณสมบัติของคอนกรีตที่มีเพียงความทนทานให้เพิ่มความเหนียวและความยืดหยุ่นเข้ามา

คอนกรีตเสริมเหล็ก

คอนกรีตเสริมเหล็กถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เช่น ใช้เป็นพื้นหรือฐานของอาคาร ใช้เป็นบันได และคานรับน้ำหนัก เป็นต้น ที่มีคุณสมบัติทางกลในเรื่องของการรับน้ำหนัก ซึ่งทำหน้าที่หลักในการรับแรงดึงและแรงอัดเท่านั้น

ประเภทของเหล็กแปรรูปที่ใช้เป็นเหล็กเสริมในคอนกรีตนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ เหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย ที่เป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมของคาร์บอนต่ำทำให้เหล็กเหล็กหนาแน่นละเอียดมากกว่าเหล็กประเภทอื่นๆ และเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานก่อนนำเหล็กเหล่านี้ออกมาใช้ ทางผู้ผลิตจะต้องทำการทดสอบคุณสมบัติของเหล็กกล้าทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ และคุณสมบัติทางกลของเหล็กก่อนเสมอ

จึงสามารถสรุปได้แล้วว่าเหล็กนั้นถือว่าเป็นวัสดุแปรรูปจากธรรมชาติที่มีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบัน ทั้งช่วยในเรื่องเพิ่มความแข็งแรง ป้องกันอันตรายจากภัยพิบัติและสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ส่วนในเรื่องของการเลือกใช้งานให้เหมาะสมนั้นควรอยู่ในดุลพินิจของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ใช้งาน

ขอบคุณข้อมูลhttps://www.chi.co.th/article/article-2010/

วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

สำหรับขั้นตอนการทำโครงหลังคาบ้าน จะต้องทำการติดตั้งเพลทหัวเสาเพื่อเป็นตัวเชื่อมยึดเข้ากับอเสเหล็ก ซึ่งเหล็กเพลทที่นำมาใช้ในการเชื่อมปิดหัวเสานี้ ควรจะมีขนาดของแผ่นเหล็กเพลทเล็กกว่าพื้นที่หน้าตัดเสา เนื่องจากการอุดหัวเสาใต้เพลทนั้นจะต้องเทกรอกปูนลงไปภายในช่องว่างที่เหลืออยู่ ถ้าหากแผ่นเหล็กเพลทมีขนาดเท่ากับพื้นที่หน้าตัดเสา จะส่งผลให้การกรอกปูนเพื่ออุดใต้เพลททำได้ยาก รวมทั้งอาจทำให้คอนกรีตหัวเสาที่อยู่บริเวณใต้แผ่นเหล็กเพลทเกิดเป็นโพรงได้

วิธีการติดตั้งเพลทหัวเสาสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่นำเหล็กเส้นมาดัดให้มีลักษณะเป็นรูปตัวเชื่อมเหล็กตัวยูทั้ง 2 ตัว ซึ่งเหล็กเส้นที่ใช้จะต้องมีขนาดเท่ากับรูของเหล็กเพลท เมื่อดัดเสร็จแล้วจึงจะนำเหล็กเส้นติดไว้บริเวณใต้แผ่นเพลทไว้ก่อนเพื่อรอเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม โดยในขั้นตอนการเชื่อมนั้น จะต้องทำการเชื่อมให้เต็มขนาดความกว้างของรูปตัวยูเพื่อให้เหล็กเพลทยึดติดได้แน่นและจะไม่สามารถหลุดได้ในภายหลัง

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม จะต้องทำการกำหนดระดับความสูงของเพลทรวมทั้งทำการจัดตำแหน่งเพลท โดยให้บริเวณจุดศูนย์กลางเพลทอยู่ตรงกับกับจุดศูนย์กลางของเสาหรือ Grid line เมื่อกำหนดความสูงและจัดตำแหน่งได้เรียบร้อยแล้วจึงทำการเชื่อมยึด โดยการประคองเพลทไว้กับเหล็กแกนเสา ซึ่งการป้องกันเพลทเอียงระหว่างการเชื่อมนั้น สามารถใช้ระดับน้ำเข้ามาช่วยในการเช็คระดับหลังเพลทให้ตรงได้

เหล็กเพลทหัวเสาจำเป็นต้องมีไหม?

เหล็กเพลทหัวเสาในงานก่อสร้างนั้นจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าหากมีก็จะสามารถดำเนินงานได้สะดวกมากกว่า เพราะนอกจากเหล็กเพลทจะเป็นตัวช่วยสำหรับการทำระดับโครงหลังคาและช่วยกระจายแรงได้แล้ว ยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้ช่างสามารถทำการเชื่อมเหล็กเส้นติดกับเหล็กกล่องได้ง่าย เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

บ้านในสมัยก่อนนั้น มักถูกออกแบบให้โครงสร้างเหล็กสามารถรับกับกระเบื้อง รวมทั้งทำการติดตั้งคานคอนกรีตรัดหัวเสาทุกต้นไว้เพื่อป้องกันการแยกออกจากกัน แต่ต่อมางานก่อสร้างบ้านได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยการนำเหล็ก double c เข้ามาทำหน้าที่เป็นคานแทนคานคอนกรีตรูปแบบเก่า ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่อาจมองดูแล้วไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงนั้นการใช้เหล็ก double c มาแทนคานคอนกรีต สามารถส่งผลให้ผนังที่ถูกก่อขึ้นจากอิฐเกิดการแตกที่บริเวณมุมต่อเสากับผนังได้ เนื่องจากการต่อเชื่อมกันระหว่างเหล็กกับเสาคอนกรีตไม่สามารถถูกเชื่อมให้เป็น rigid เมื่อจั่วรับน้ำหนักมากขึ้นจึงเกิดแรงกระทำทางด้านข้างจนส่งผลให้ปลายเสาแยกออกจากกัน

ในกรณีดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยหากเป็นคานเหล็กควรทำการเสียบเหล็กฉากไว้ในเสา 2-3 ท่อน ให้มีความลึกระดับหนึ่งขณะที่ทำการเทใหม่ แล้ววาง plate ลงสำหรับเชื่อมเข้ากับเหล็กฉาก สุดท้ายจึงจะวางคานหรือเหล็กจันทัน

วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

หลังจากเสร็จสิ้นการติดตั้งเพลท

หลังจากที่เพลทถูกติดตั้งเรียบร้อยแล้ว จะต้องทำการเข้าแบบและอุดเสาโครงสร้างบ้านด้วยวิธีการเทปูนลงให้เต็มบริเวณใต้เพลท ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะสามารถทำได้โดยการเทกรอกปูนลงให้เต็มบริเวณขอบแผ่นเพลทจากด้านบนที่มีช่องว่างด้วยปูนเกราท์ หรือ Non-Shrink Grout จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้ปูนแข็งตัวแล้วจึงจะสามารถแกะไม้แบบออกได้ โดยเมื่อไม้แบบถูกแกะออกมาแล้ว ปูนที่หล่อไว้จะต้องถูกอุดเต็มเพลทและไม่มีโพรงเกิดขึ้น

เหตุผลที่ปูน Non-Shrink ถูกเลือกมาใช้ เนื่องจากเป็นปูนชนิดผงสำเร็จรูปที่สามารถนำมาใช้งานได้ง่าย เพียงแค่ผสมปูนผงเข้ากับน้ำเปล่า และยังเป็นปูนที่ให้เนื้อที่มีความเหลวค่อนข้างมาก จึงสามารถใช้เทลงไปบริเวณใต้แผ่นเพลทได้อย่างทั่วถึง โดยไม่มีรูโพรงเกิดขึ้น มากกว่านั้นปูน Non-Shrink ยังมีคุณสมบัติที่สามารถรับแรงกดอัดได้มากกว่าคอนกรีตธรรมดาทั่วไป อีกทั้งเป็นปูนชนิดที่ไม่หดตัว ช่วยลดการแตกร้าวในการเทปูนได้อีกด้วย

ส่วนเหตุผลที่คอนกรีตแบบปกติไม่ถูกผสมมาใช้สำหรับงานอุดหัวเสา เนื่องจากคอนกรีตมีลักษณะเนื้อที่ไม่เหลว ทำให้เมื่อเทลงไปบริเวณใต้เพลทแล้ว คอนกรีตไม่สามารถไหลเข้าไปในช่องว่างที่มีพื้นที่คับแคบได้อย่างทั่วถึงจนอาจมีรูโพรงเกิดขึ้นได้ และถ้าหากผสมคอนกรีตให้มีลักษณะเนื้อที่เหลวมาก ก็จะเป็นการลดความสามารถและประสิทธิภาพในการรับแรงกดอัดของคอนกรีตให้ต่ำลง

วิธีการทั่วไปในการใช้แผ่นเพลทหรือเพลทหัวเสา

  1. สำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรง หรืองานที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกดค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มักนำ J-Bolt มาทำการฝังลงไปในเสา ตัวอย่างเช่น เสาในอาคารสูงหรืออาคารโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเสาที่ถูกนำมาติดตั้งโครงหลังคาต้องมีขนาดพื้นที่หน้าตัดกว้างมากพอที่จะติดตั้งเพลทได้ แล้วจึงทำการอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องใต้เพลท โดยแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เสาคอนกรีตเสริมเหล็กจะไม่ทำการรับแรงเหล่านั้นโดยตรง แต่จะรับต่อมาจากตัว J-Bolt ที่ถูกฝังเอาไว้อีกทีหนึ่ง
  2. การติดตั้งเพลท เริ่มจากการเจาะรูเพื่อให้เหล็กเส้นสามารถโผล่ออกมาได้ ก่อนที่จะกำหนดระดับของเพลทรวมทั้งหาระดับของเสาทุกต้น เชื่อมยึดเหล็กเส้นติดกับเพลท แล้วอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องว่างใต้เพลท จากนั้นนำเหล็กรูปตัวซีมาเชื่อมรวมติดกันให้พออยู่ตัวและนำเหล็กฉากสั้นๆมาวางทางด้านข้าง สุดท้ายจึงจะทำการเชื่อมยึดให้แน่นต่อไป

Plate โดยทั่วไปจะมีขนาดและความหนา ดังนี้

  • ขนาด 4 x 4 นิ้ว หนา 4.0 หรือ 6.0 มิลลิเมตร
  • ขนาด 6 x 6 นิ้ว หนา 4.0, 0 มม. หรือ 9.0 มิลลิเมตร
  • ขนาด 8 x 8 นิ้ว หนา 4.0, 0 , 9.0 มม. หรือ 12.0 มิลลิเมตร

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.chi.co.th/article/article-1150/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า