Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
หลังคาบ้าน Archives - Page 5 of 9 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไร

H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไร

หน้าตาคล้ายกัน แต่การใช้งานนั้นอาจแตกต่างกันในรายละเอียด มาดูกันว่า เหล็ก H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไรด้วย H-Beam

           นั้นมีขนาดหน้าตัดให้เลือกใช้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ขนาด H100x50 mm. จนถึงขนาดใหญ่สุด H900x300 mm.ทำให้ H-Beam

            นั้นถูกเลือกใช้ในงานที่หลากหลาย ทั้งโครงสร้างของอาคาร, โครงสร้างของโรงงาน หรืองานโครการขนาดใหญ่ เช่น โรงจอดเครื่องบิน (Hangar)แต่สำหรับเหล็ก I-Beam นั้นถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในงานที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า

          เช่น รางเลื่อนของเครนในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะความหนาของ Flange (ปีกที่ยื่นออกมา) ที่มากและมีลักษณะ Taper (เรียวที่ปลาย) ไม่เหมือนกับ H Beam ที่ความหนาของ Flange จะเท่ากันตลอด 

         ส่งผลให้โดยทั่วไป I-Beam จะสามารถรับแรงกระแทกได้ดี แต่ก็จะมีน้ำหนักที่มากกว่า H-Beam ในขนาดหน้าตัดที่เท่ากัน

  เช่น   H 300x150x6.5×9 mm. น้ำหนัก 36.7 kg/m   
          I 300x150x8x13 mm. น้ำหนัก 48.3 kg/m

   ซึ่ง I-Beam จะมีน้ำหนักมากกว่าถึง 32 %


เห็นอย่างนี้แล้ว ในครั้งต่อไปเราอาจจะต้องพิจารณาการเลือกใช้ระหว่าง H-Beam กับ I-Beam ให้ถูกกับประเภทการใช้งาน เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนในการก่อสร้างได้อีกทางหนึ่ง

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20180412200502110/

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

รู้กันว่า H-Beam เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่ใช้งานกันโดยทั่วไปมากที่สุด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น H-Beam ก็ไม่ได้มีตัวเลือกอยู่แบบเดียวในท้องตลาด เมื่อพูดถึงในแง่ของเกรดและคุณภาพจากการผลิต

ตามมาตรฐานมอก. เหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam นั้นถูกแบ่งเป็น 7 เกรด หรือ 7 ขั้นคุณภาพอันประกอบด้วยเกรดที่เรียกว่า SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM 520 และ SM570 ซึ่งการแบ่งเกรดตามที่มอก. กำหนด จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

1. คุณสมบัติทางกล หรือ Mechanical Properties

2. คุณภาพตามส่วนประกอบทางเคมี หรือ Chemical Composition

ทั้งนี้ คุณสมบัติทั้งหมด ก็จะส่งผลถึงคุณภาพของการรับแรง เช่น คุณสมบัติการรับแรงดึง (Yield Strength) ที่เหล็ก SS400 จะมีค่าอยู่ที่ 235-245 N / mm2  (~2,400 ksc) ในขณะที่เหล็ก SM520 มีค่ามากถึง 355-365 N / mm2  (~3,600 ksc) ซึ่งจะเห็นว่าต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามเหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam ตามมาตรฐาน มอก. ที่ใช้กันแพร่หลาย และสามารถหาสินค้าได้เป็นปกติ จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ SS400 กับ SM520 โดยความแตกต่างหนึ่งคือ ค่าการรับแรงดึงที่ต่างกันตามที่กล่าวไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบในหน้าตัดเท่ากัน เหล็ก SM520 ก็จะรับน้ำหนักได้ดีกว่า หรือพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า ในน้ำหนักที่เท่ากัน โครงสร้าง SM520 ก็จะมีขนาดของโครงสร้างที่เล็กกว่า ซึ่งโดยรวม ก็จะช่วยลดน้ำหนักโครงสร้าง ทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างลดลงอย่างมาก และยังส่งผลช่วยลดค่าแรง ค่าขนส่ง และลดภาระฐานรากลงได้อีกมากด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20200329140323953/

การอบชุบเหล็กกล้าคืออะไรและทำไมถึงต้องทำการอบชุบ

การอบชุบเหล็กกล้าคืออะไรและทำไมถึงต้องทำการอบชุบ

การอบชุบเหล็กกล้า คือ การปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กกล้าโดยเฉพาะคุณสมบัติเชิงกล โดยอาศัยกรรมวิธีทางความร้อน เพื่อให้เหล็กกล้านั้นมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปตามที่ต้องการ ซึ่งการอบชุบจะทำให้เหล็กที่ได้มีคุณสมบัติเฉพาะที่ดีกว่าเหล็กกล้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีปกติ เช่น อบชุบเพื่อให้เหล็กมีความแข็งมากขึ้น หรืออบชุบเพื่อให้เหล็กมีการทนการเสียดสีหรือสึกหรอได้ดีขึ้น

     การคืนตัว (Tempering) เหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วย่อมจะเกิดความเครียด (strain) ขึ้นภายใน และมีความแข็งเพิ่มขึ้น แต่เหล็กจะขาดคุณสมบัติทางด้าน ความเหนียว (Ductility) ทำให้ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งาน เพราะถ้าเกิดมีการกระแทกชิ้นเหล็กอาจจะแตกร้าวได้ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงคุณสมบัติเสียใหม่โดยการอบคืนตัว ซึ่งมีวิธีการดังนี้
     นำเหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วเผาภายในเตาที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 200 ๐C – 400 ๐C ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมงแล้วเอาออกปล่อย
ให้เย็น ในอากาศธรรมดา เหล็กจะมีคุณสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) ดีขึ้น แต่ความแข็งจะลดลงเล็กน้อย ในขณะที่เผาที่อุณหภูมิต่ำ มาร์เทนไซต์จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยอะตอมคาร์บอนจะเคลื่อนไหวออกจากมาร์เทนไซต์มารวมกันเป็นเฟอร์ไรท์และซีเมนไซต์บางส่วน ที่เป็นเช๋นนี้เพราะมาร์เทนไซต์ไม่ใช่โครงสร้างของเหล็กที่สมดุลย์ที่อุณหภูมิบรรยากาศ เมื่อเหล็กได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อกลับไปเป็นโครงสร้างที่สมดุลย์คือเหล็กเฟอร์ไรท์ กับซีเมนต์ที่เราต้องเผาที่อุณหภูมิสูงไม่เกิน 400 ๐C ก็เพื่อไม่ต้องการให้มาร์เทนไซต์คืนตัวหมด เพราะเรายังต้องการความแข็งของเหล็กอยู่ ถ้าเราเผาให้อุณหภูมิสูงเกิน 400 ๐C ความแข็งจะถูกทำลายหมด
     โดยทั่ว ๆ ไปการชุบแข็ง และการคืนตัวจะต้องกระทำติดต่อกันเพื่อให้ได้เหล็กแข็งและทนแรงกระแทกได้ดีด้วย (รูปที่ STEEL-HT1 )

                                          

                                       

                            รูปที่ STEEL-HT1แสดงช่วงของอุณหภูมิในการทำอบชุบแข็งและการอบคืนตัว.
     การอบคลาย (Annealing) มีความมุ่งหมายเพื่อต้องการให้เหล็กอ่อนตัวลง (softening) หรือเพื่อ ทำให้เหล็กเหนียวขึ้น (Toughening) ส่วนใหญ่เหล็ก ที่ผ่าน
     การขึ้นรูปเย็น (cold working) หรือการหล่อมามักจะมีความแข็งเพิ่มขึ้นและไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการกลึงหรือไสยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำลายความแข็งของเหล็กเพื่อจะได้กลึงหรือไสได้สะดวกหลักการทำ Annealing แบ่งออกเป็นสองวิธีคือ Full annealing กับ Process annealing โดยมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
Full annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำให้เหล็กแข็งอ่อนลงเพื่อสะดวกต่อการกลึงหรือไส วิธีนี้ต้องเผาเหล็กให้มีอุณหภูมิสูงจน
เหล็กกลายเป็น Austenite ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C ภายในเตาที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ ภายในเตา ถ้าเป็นเตาไฟฟ้าก็เพียงแต่ตัดกระแสไฟเสีย แล้วปล่อยให้เหล็กเย็นอยู่ภายในเตาที่ปิดฝาสนิท เมื่อเหล็กถูกปล่อยให้เย็นช้า ๆ การเปลี่ยนโครงสร้างภายในก็จะปรับสู่สภาพใกล้เคียงสมดุลย์ โครงสร้างที่เป็นอยู่เดิม เช่นมาร์เทนไซต์หรือเบนไนท์ ฯลฯ ก็จะกลับมาเป็นเฟอร์ไรท์ และซีเมนไซต์ ทำให้ความแข็งลดลงกลายเป็นเหล็กอ่อนนิ่ม
Process annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำลายความเครียดภายในให้หมดไป เช่น เหล็กที่ถูกรีดหรือตีขึ้นรูปมา ถ้าจะนำไปทำ ต่อ
     ในขั้นต่อไป เหล็กจะต้องผ่าน Annealing เพื่อให้มีความต้านทานแรงกระทำน้อยลง วิธีนี้เผาเหล็กให้ร้อนถึงอุณหภูมิต่ำกว่ายูเต็คตอยด์ คือต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย ทิ้ไว้นานพอสมควรเพื่อให้เหล็กร้อนทั่วถึงกัน หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ วิธีนี้ความแข็งของเหล็กจะลดลงเล็กน้อย เพราะโครงสร้างของเหล็กแต่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ความเครียดที่มีอยู่จะถูกทำลายหมดไป
การทำ Normalizing มีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงความเหนียว โดยขนาดลดขนาดของเม็ดเกรนของเหล็ก (grain size) เพื่อทำให้คุณสมบัติของ เหล็กสม่ำเสมอ และในขณะเดียวกันก็ช่วยในการลดความเครียดภายในด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือการรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือมักรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย จากนั้นจึงเอาเหล็กออกมาจากเตาทิ้งให้เย็นอากาศธรรมดา การปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศนั้นอัตราการเย็นตัวของเหล็กจะเร็วกว่าการทำ Annealing ดังนั้นเม็ดเกรนของเหล็กจะมีขนาดเล็กกว่า ทำให้เหล็กมีความเหนียวดีและคุณสมบัติสม่ำเสมอ

                                          

รูปที่ STEEL-HT2 Heat-treatment Temperatures of Carbon Steelsin Relation to the Equilibrium Diagram

     การทำ spheroidizing เป็นการชุบเหล็กประเภทหนึ่งที่กระทำกับเหล็กที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 0.8% ขึ้นไปเพราะเหล็กเหล่านี้จะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยเพิรไลท์เป็นส่วนใหญ่ คือโครงสร้างที่ประกอบด้วยแถบของเฟอร์ไรท์กับซีเมนไซต์สลับกัน ดังนั้นในการกลึงหรือไสจึงไม่เรียบเพราะมีดกลึงจะต้องตัดผ่านของแข็งและอ่อนสลับกัน การทำ spheroidizing เป็นการทำเพื่อเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างจากลักษณะที่เป็นแถบยาวของซีเมนไซต์ให้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปในขณะทำการกลึง ตัวมีดจะได้ไม่ต้องตัดผ่านซีเมนไซต์ในขณะที่ตัวมีดเคลื่อนที่ผ่านของซีเมนไซต์ก็จะหลุด หรือเบนหนีการตัดผ่านไปได้ทำให้ตัวมีดตัดผ่านแต่เฉพาะเฟอร์ไรท์อย่างเดียว
วิธีการทำ spheroidizing กระทำได้สองแบบ วิธีแรก เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ประมาณ 10 – 15 ชั่วโมง เพื่อให้ซีเมนไซต์เปลี่ยนรูปเป็นเม็ดกลม หลังจากนั้นเอาเหล็กออกปล่อยให้เย็นในอากาศ
วิธีที่สอง เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิเหนือเส้น A1 เล็กน้อย แล้วปล่อยให้เย็นลงมาจนต่ำกว่าเส้น A1 แล้วกลับเผาให้อุณหภูมิเหนือเส้น A1
อีก กระทำสลับกันไปประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศ

                                               
            รูปที่ STEEL-HT3 แสดงลักษณะโครงสร้างของเหล็กกล้าที่ผ่าน Annealing กับ Normalizing ที่อุณหภูมิต่างกัน.

ขอบคุณข้อมูจากhttp://www.ebuild.co.th

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/44921/2

 

เลือกซื้อปูน ต้องรู้จักประเภทของปูนเพื่อใช้งานได้เหมาะสม

เลือกซื้อปูน ต้องรู้จักประเภทของปูนเพื่อใช้งานได้เหมาะสม

สำหรับงานช่าง งานซ่อมแซ่ม ก่อสร้างหรือต่อเติมแล้ว ปูนเป็นวัสดุสำคัญในการยึดติดก่อให้เป็นรูปร่าง เป็นรากฐานของบ้านเลยทีเดียว แต่ปูนก็มีหลากหลายประเภท ดังนั้นการใช้งานต่าง ๆ ควรใช้ตามชนิดและคุณสมบัติของปูน ให้เหมาะกับประเภทของงานที่ต้องการจึงจะได้ประสิทธิภาพและประโยชน์ที่แท้จริงของปูนนั้นๆ  แล้วเราจะ เลือกซื้อปูน อย่างไร เรามีคำตอบค่ะ

เลือกซื้อปูน

ปูนที่ใช้ในงานช่างและการก่อสร้าง สามารถแบ่งออกได้ 5 ประเภท ใหญ่ๆ ได้แก่

1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ใช้ในงานช่างทั่วไป ใช้หล่อทำพื้น เทคาน หรือเสา ใช้ทำ คอนกรีตเสริมเหล็ก

2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง เป็นการพัฒนาคุณสมบัติของปูนให้สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนของบริเวณที่มีเกลือซัลเฟต ใช้ทำงานโครงสร้างขนาดใหญ่อย่าง ตอม่อสะพาน เขื่อน เป็นต้น

3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ แบบ High-early Strength ใช้สำหรับงานที่ต้องการความเร็วหรืองานเร่งด่วนเป็นพิเศษ เช่นการทำพื้นผิวถนน ทำเสาเข็ม เป็นต้น

4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ความร้อนต่ำ เป็นปูนที่ออกแบบมาให้เกิดความร้อนในการแข็งตัวน้อย ซึ่งจะส่งผลให้คอนกรีตไม่แตกร้าวง่าย

 

5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์แบบทนเกลือซัลเฟตได้สูง ใช้สำหรับก่อสร้างในบริเวณที่มีสภาพดินเค็ม หรืออยู่บริเวณใกล้ทะเล เพราะจะทนต่อการกัดกร่อนของเกลือได้ดี

นอกจากชนิดของปูนแยกตามคุณสมบัติต่าง ๆ ของปูนแล้ว เรายังมีชนิดของปูนแยกตามการใช้งานอีก ได้แก่

ปูนฉาบสำเร็จ
ปูนชนิดนี้จะมีการผสมทรายละเอียดลงไปแล้ว เมื่อจะใช้งานก็สามารถผสมน้ำลงไปแล้วใช้งานได้ทันที

ปูนฉาบผิวบาง
เป็นปูนที่ใช้สำหรับแต่งคอนกรีตให้มีความเรียบเสมอสวยขึ้น มีเนื้อสัมผัสของปูนเป็นพิเศษ เน้นใช้สำหรับตกแต่ง

ปูนฉาบละเอียด
เป็นปูนที่ใช้กับงานละเอียดประเภทงานแต่งหน้าและงานประณีตศิลป์ต่าง ๆ ให้ออกมาสวยงาม เช่น การทำบันไดและส่วนต่าง ๆ ของโบสถ์ เป็นต้น

ปูนกาว
จะเป็นปูนที่มีส่วนผสมของเนื้อกาวอยู่ในซีเมนต์ ใช้สำหรับการยึดเกาะ ติด กับวัสดุอื่น เช่น กระเบื้องกับผนัง จะเหนียวทนยึดติดได้ดี

ปูนเกร๊าท์
ใช้สำหรับงานซ่อมเอนกประสงค์ เป็นปูนที่ใช้ซ่อมแซมงานต่าง ๆ โดยเฉพาะรอยร้าว หรือรอยแตก ตามผนัง ขอบซีเมนต์ ใช้โดยการผสมกับน้ำแล้วทาในบริเวณที่ต้องการ

รู้งี้แล้ว เลือกซื้อปูนครั้งหน้า อย่าลืมเลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งานนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/diy/64757.html

เจ้าของบ้านต้องรู้ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง ป้องกันผู้รับเหมาโกง

เจ้าของบ้านต้องรู้ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง ป้องกันผู้รับเหมาโกง

เครื่องมือหรืออุปกรณ์คิดค้นคำนวณวัสดุก่อสร้าง ก็เพื่อช่วยให้ช่างก่อสร้างสามารถประเมินจำนวนวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ หากตัวคุณเองอยากจะเป็นช่างก่อมือใหม่ ก็ต้องประเมินหาเสียก่อนว่าต้องใช้ก้อนอิฐปริมาณเท่าไหร่ในการก่อกำแพง เป็นการประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และเซฟพลังงานในการก่อไปได้มาก นอกจากนี้การคำนวณวัสดุก่อสร้างยังถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่เจ้าของบ้านมักจะหลงลืมที่จะคำนวณหรือประเมินเปรียบเทียบเสียก่อนกลายเป็นช่องทางให้ผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายฉวยโอกาสนี้ในการโกงวัสดุก่อสร้างได้โดยสะดวก  Decor.MThai  จึงนำ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง มาฝากกัน

วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง

วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง

ถ้าคุณต้องการก่อกำแพงหนา 5 นิ้ว ขนาด 30 ฟุต x 40 ฟุต  = กำแพงมีปริมาตร  1,200 ตารางฟุต จากนั้นให้หาปริมาตรของอิฐ ยกตัวอย่างเช่น อิฐ 1 ก้อน มีขนาดสูง 3 นิ้ว และยาว 8 นิ้ว ให้คำนวณโดยแปลงเป็นหน่วยวัดเดียวกันกับกำแพงที่เราต้องการก่อ โดยแปลงหน่วยนิ้วให้เป็นฟุตเสียก่อนดังนี้ 3/12 x 8/12 = อิฐ 1 ก้อน จะ,มีปริมาตร 0.16666  ตร.ฟุต

 

วิธีคำนวณหาจำนวนก้อนอิฐที่ต้องสำหรับก่อกำแพงคือ

หารปริมาตรของกำแพงด้วยปริมาตรของอิฐ   1200/0.1666 =  เราต้องใช้อิฐ 7202.881  ก้อน หรือปัดขึ้นเป็น 7203  ก้อนนั่นเอง

จากนั้นสิ่งที่ต้องนำมาคำนวณด้วยคือ ความหนาแน่นของปูนที่เราใช้สำหรับเชื่อมอิฐแต่ละก้อน
หากปูนหนาแน่น 1/2 นิ้ว = 5%
หากปูนหนาแน่น 1 นิ้ว = 10%

ถ้าคุณใช้ปูน 1/2 นิ้วในการก่อ คุณก็สามารถหัก 1% ออกจากจำนวนอิฐทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องใช้ได้
สูตรง่ายๆ ก็คือ

1- คำนวณหาพื้นที่กำแพงที่ต้องการก่อ สูตรคือ ความสูงของกำแพง  x ความกว้างของกำแพง  x ความหนาของกำแพง

2- จากนั้นให้นำ ความยาว ความกว้างและความหนาของก้อนอิฐ มาคูณกัน สูตรคือ  ความยาวก้อนอิฐ x ความกว้างก้อนอิฐ x ความหนาของก้อนอิฐ

3- สุดท้ายคุณต้องรู้ความหนาแน่นของปูนที่จะใช้ในการก่อ

จากนั้นมาหักจำนวนอิฐที่เราไม่ต้องการใช้ จากเดิมที่เราต้องใช้อิฐทั้งหมดจำนวน 7203 ก้อนนั้น ให้คำนวณโดย 7203 x 10/100 = 720.3 ตีกลมๆ คือ  มีอิฐจำนวน 720 ก้อนที่เราไม่จำเป็นต้องใช้จากอิฐทั้งหมด 7203 ก้อน ก็ให้นำไปลบ  ตามสูตร 7203 – 720 =  เราจำเป็นต้องใช้อิฐทั้งหมดเป็นจำนวน  6483 ก้อน เพื่อก่อกำแพงขนาด  30 ฟุต x 40 ฟุต ด้วยความหนา 5 นิ้ว

วิธีนี้ใช้เพื่อคำนวณหาอิฐสำหรับการก่ออิฐชั้นเดียวเท่านั้น หากจะก่อ 2 ชั้น ก็ให้คูณ 2 เข้าไป จะได้ 6483 x 2= 12,966 ก้อนนั่นเองค่ะ

ที่มาจาก engineeringdiscoveries.com    ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-idea

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า