โดย saweang | ก.พ. 7, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
“อุตตม” ประสานเอกชนเร่งทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมเหล็กไทย หนุนผลิตเหล็กเกรดพิเศษรองรับอุตสาหกรรมชั้นสูง เล็งพื้นที่ “โคราช-ขอนแก่น” ส่งเสริมลงทุนสร้างผลิตรถไฟ รองรับการขยายตัวระบบราง
ด้าน“โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล” ลงทุน 6.7 พันล้านบาท ผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษรายแรกของไทย ชี้อีอีซีหนุนความต้องการใช้เหล็กสูงขึ้น ตั้งเป้าปีหน้ากำลังการผลิต 3.5 แสนตันต่อปี
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงงาน บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมชั้นสูง ว่า อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ เป็นวัตถุดิบสำคัญทั้งในอุตสาหรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมยานยนต์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่รัฐบาลส่งเสริมไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นสูง จึงจำเป็นต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตวัสดุชั้นสูงควบคู่กันไปด้วย
“การยกระดับอุตสากรรมภายในประเทศ จะต้องเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนวัตถุดิบชั้นสูงไปจนถึงผู้ผลิตปลายน้ำที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะต้องยกระดับห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดไปสู่ระบบดิจิทัล ให้เติบโตขึ้นไปได้ โดยรัฐบาล และภาคเอกชนจะเร่งเดินหน้าดึงนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ดึง ส.อ.ท. วางแผนระยะยาว
ส่วนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กนั้น ได้มอบหมายให้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดทำร่างแผนแม่บทอุตสาหกรรมเหล็กของไทย เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะต้องมองทั้งระยะสั้น กลาง และยาว 5-10 ปี และจะต้องลงลึกในรายละเอียดว่าในแต่ละปีจะทำอะไร รวมทั้งจะต้องมุ่งสู่การวิจัยใช้เทคโนโลยีภายในประเทศมากขึ้น คาดว่าจะภายใน 2 สัปดาห์จะเห็นแนวทางของแผนแม่บทนี้
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟ เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบขนส่งทางรางในประเทศไทย โดยกำหนดพื้นที่ให้การส่งเสริมจะอยู่ในบริเวณจ.นครราชสีมา ไปจนถึงขอนแก่น ซึ่งจะเร่งแผนแม่บทการผลิตหัวจักรรถไฟ รถไฟฟ้า และโบกี้ ให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้
“โคเบลโก้” ชี้อีอีซีหนุนใช้เหล็ก
นายมาซาทาคะ ชิโมซึซะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด หรือ KMS กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันในธุรกิจเหล็กลวดเกรดพิเศษ เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศไทย จึงไม่มีปัญหาด้านการแข่งขันราคาภายในประเทศ มีความได้เปรียบ และสามารถแข่งขันการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศในประเภทเดียวกัน เนื่องจากบริษัทสามารถผลิตและจำหน่ายได้ในราคาที่ต่ำกว่าการนำเข้า รวมทั้งบริษัทยังได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ด้วย ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิต และตลาดได้อย่างเต็มที่
ประกอบกับการที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันอีอีซี เพื่อดึงดูดการลงทุน สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ทำให้บริษัทได้รับประโยชน์จากทางผู้ผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ ขยายการลงทุนมาลงในพื้นที่ อีอีซีมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิต 160,000 ตันต่อปี ส่วนใหญ่กว่า 70% เป็นการผลิตเหล็กเหล็กลวดเกรดธรรมดา และราว 20-30% เป็นการผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษ โดยปีหน้าตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเป็น 350,000 ตันต่อปี พร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษกว่า 30% หรือประมาณ 10,000 ตันต่อเดือน และคาดว่าจะขยายกำลังการผลิตเป็น 400,000 ตันต่อปีได้ภายในปี 2563
เน้นผลิตเหล็กเกรดพิเศษ
นอกจากนี้ KMS เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทมิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) และบริษัท โกเบ สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กลวดเกรดพิเศษรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย จากในอดีตนำเข้าจากต่างประเทศ 100% โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ อาทิ ยางรถยนต์ เครื่องยนต์ สปริง น็อต สกรู โชคอัพ suspension เป็นต้น
“ปีนี้การผลิตของบริษัทยังเป็นเหล็กลวดเกรดธรรมดา สำหรับเหล็กลวดเกรดพิเศษได้ผลิตและส่งให้ลูกค้าทดลองสินค้าแล้วเฉลี่ย 3,000 ตันต่อเดือน ซึ่งนับว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี บริษัทฯจึงได้มีแผนที่ขยายสัดส่วนการผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เป็นต้น รวมถึงประเทศจีนที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาตลาดและความเป็นไปได้”
วางแผนส่งออกเหล็กปีหน้า
นายธีรยุทธ เลิศศิรรังสรรค์ ประธานกรรมการบริหารร่วม บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด กล่าวว่า จากการเร่งขยายกำลังการผลิตทั้งเหล็กลวด และเหล็กลวดเกรดพิศษ ทำให้คาดว่ารายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2561 คาดว่าจะมีรายได้ 3,000 ล้านบาท ปี 2562 คาดว่าจะอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท และในปี 2563 จะเพิ่มไปที่ 8,000 ล้านบาท
โดย KMS มีเป้าหมายที่จะให้ไทยลดการนำเข้าเหล็กลวดเกรดพิเศษให้ได้ 100% และเป็นฐานการผลิตส่งไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน คาดว่าจะเริ่มส่งออกได้ในช่วงกลางปีหน้า โดยจะเริ่มส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซียก่อน จากนั้นจะขยายไปยังเวียดนาม และมาเลเซีย เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นลูกค้าของบริษัท โกเบ สตีล จำกัด มานาน จึงขยายตลาดไปสู่ประเทศเหล่านี้ได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ การที่โครงการ อีอีซี เกิดขึ้น ทำให้ยอดขายเหล็กของ KMS เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 10% โดยก่อนหน้าที่โครงการ อีอีซี จะเกิด คาดว่าจะมียอดขายเดือนละ 1.5-1.8 หมื่นตันต่อเดือน แต่จากการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมในอีอีซี ทำให้ปรับประมาณการณ์ใหม่เป็น 2 หมื่นตันต่อเดือน ซึ่งปริมาณที่เพิ่มขึ้นจะเกิดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
สำหรับ บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ชำนาญในการผลิตเหล็กและเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีผลิตเหล็กที่คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และคุณภาพเหล็กที่ได้มาตรฐาน และ บริษัท โกเบ สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น มีความชำนาญในการผลิตเหล็กเกรดพิเศษ เพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทยานยนต์ชั้นนำ ทุนจดทะเบียน 2.83 พันล้านบาท เงินลงทุน 6.79 พันล้านบาท เริ่มดำเนินการผลิตเหล็กลวดเกรดธรรมดาตั้งแต่ปี 2559 และเริ่มผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษในปี 2561
แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
โดย khwankaew | ต.ค. 5, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
เมื่อวันอังคารได้มีการเปิดเผย รายงานของ Australia’s Department of Industry, Innovation and Science ได้คาดการณ์ว่าในปี 2018 การผลิตเหล็กของจีนจะอยู่ในระดับสูงสุด ก่อนที่จะลดระดับลงในปี 2019 เนื่องจากความต้องการในประเทศที่ลดลง
จากรายงานดังกล่าว ได้ประเมินการผลิตของจีนอยู่ที่ 886 ล้านตัน ในปีนี้ และจะลดลงอยู่ที่ 861 ล้านตัน ในปี 2019 และอยู่ที่ 842 ล้านตัน ในปี 2020
การผลิตของประเทศถูกขับเคลื่อนจากความต้องการที่แข็งแกร่งจากภาคการก่อสร้าง และส่วนที่รองลงมาคือการผลิตยานยนต์ การบริโภคเหล็กของจีนคาดว่าจะลดลง 1.9% ในปี 2019 และจะลดลง 2.3% ในปี 2020 อยู่ที่ 776 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และการลงทุนภาครัฐที่ล่าช้า
โดยที่การคาดการณ์ของ Australia’s Department of Industry, Innovation and Science สอดคล้องกับการคาดการณ์ของChina Iron and Steel Association (CISA )โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญคือความพยายามในการลดมลพิษของจีน
Jim Su Chang Yong, director of CISA’s international company department. ได้กล่าวว่า ณ ตอนนี้ เศรษฐกิจของจีนได้ก้าวสู่ยุคใหม่และอุตสาหกรรมเหล็กของจีนได้ก้าวเข้าสู่ฉากใหม่ของอุตสาหกรรมได้ก็ต่อเมื่อการผลิตและการบริโภคอยู่ในระดับสูงสุด และมีความขัดแย้งของโครงสร้างอุปสงค์-อุปทานที่ไม่สมดุลในระยะยาว
Jim Su กล่าวว่า “การผลิตที่ลดลงในช่วงheating seasonของปีที่แล้ว ที่มีผลต่อการผลิตเหล็กในเขตBeijing-Tianjin Hebei มาในปีนี้ผลกระทบจากการควบคุมการผลิตเพื่อสิ่งแวดล้อมซึ่งขยายไปยังYangtze River Deltaและ Fenwei Plain อย่างรวดเร็ว” กระทรวงการคลังจีนได้กล่าวเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน การผลิตภายในประเทศดูเหมือนเผชิญกับแรงกดดัน จากการที่จีนได้ปรับลดภาษีนำเข้าโลหะหลายชนิดซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยลดลง จาก 11.5% เหลือเพียง8.4% ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยการลดภาษีเป็นส่วนหนึ่งในการพยายามที่จะเพิ่มการนำเข้าของปี 2018 โดยจะมีผลกับการนำเข้าเครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอ
ทางด้านรัฐบาลของออสเตรเลียกล่าวว่า มาตราการที่จะใช้ในช่วงในฤดูหนาวของปี 2018–19 มีเป้าหมายที่จะลดกำลังการผลิตของเตา blast furnace (BF) ในเมืองที่ได้ระบุไว้แล้ว คาดว่าการควบคุมด้านมลพิษดังกล่าวจะมีผลต่อการผลิตเหล็กมากกว่า 440 ล้านตันของกำลังการผลิต ซึ่งคล้ายกับการลดอุปสงค์สำหรับวัตถุดิบในการผลิตเหล็ก เช่น สินแร่เหล็กและmetallurgical coal
หน่วยงานของออสเตรเลีย กล่าวว่า 8 เดือนแรกของปี 2018 การส่งออกเหล็กของจีนลดลง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปริมาณอยู่ที่ 47 ล้านตัน ซึ่งความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวดูดซับผลผลิตภายในประเทศที่มากขึ้น
โดยคาดว่าการส่งออกจะเพิ่มมากขึ้น จะเป็นผลโดยตรงจากตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม การผลิตที่ลดลงจะมีผลต่อศักยภาพในการผลิตเพื่อการส่งออก
— Clement Choo
แหล่งที่มา : Steel BB
Cr. iiu.isit.or.th
โดย khwankaew | ส.ค. 8, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สงครามการค้า สะเทือนเป็นลูกโซ่ กำลังขยายผลในทางลบกับอุตสาหกรรมเหล็ก หลังจากถูกอเมริกาใช้มาตรา 232 กฎหมายการค้า Trade Expansion Act ปี 1962 ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากทั่วโลกรวมถึงไทยด้วยในอัตรา 25% และ 10% ตามลำดับ
นับเป็นการซํ้าเติมอุตสาหกรรมเหล็กของไทยเเละของโลกจากนโยบาย 2 ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ นายกรกฎ ผดุงจิตต์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลที่ตามมาจากนโยบายของอเมริกาและยุทธวิธี การทำการค้าของจีนที่ทำให้ทั่วโลกต้องติดตามและเฝ้าระวังผลที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ รวมถึงความผิดเพี้ยนของโครงสร้างราคาเหล็กในตลาดโลกเวลานี้
เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กส.อ.ท.กล่าวว่า ผลจากที่อเมริกาเดินมาตรา 232 ต่ออุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก ทำให้อีกหลายประเทศยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กต้องออกมาประกาศใช้มาตรการปกป้อง เพื่อกันการทะลักของเหล็กที่ overflow ในตลาดโลก อย่างสหภาพยุโรป ตุรกี ประกาศไต่สวน Safeguard และประเทศต่างๆ ก็เร่งใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน
44.8ล.ตันทุ่มไทย-อาเซียน
ประเมินว่าเฉพาะมาตรา 232 ของอเมริกาและ Safeguard ของอียูและตุรกีจะทำให้มีเหล็ก overflow ในตลาดโลกมากถึงจำนวน 77.8 ล้านตัน โดยเหล็กจำนวน 44.8 ล้านตัน จากประเทศอินเดีย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม รัสเซีย ยูเครน เป็นความเสี่ยงที่ถูกทุ่มตลาดเข้ามาในประเทศไทยและประเทศในแถบอาเซียน
สำหรับประเทศไทยในช่วง 5 เดือนแรกเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เหล็กหลายรายการที่มีบทบาทในตลาดที่นำเข้าจาก 7 ประเทศมายังประเทศไทยอยู่ในระดับปริมาณการนำเข้าที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับ 5 เดือนแรกปีที่แล้ว อย่างเหล็กลวด เฉพาะการนำเข้าจากเวียดนามสูงขึ้นมาแล้วถึง 1,216.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนช่วงเดียวกัน ลวดเหล็กจากเวียดนามก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 98.2% เหล็กเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อน นำเข้าจากจีนสูงถึง 72.3% และท่อเหล็กจากเวียดนาม นำเข้าสูงขึ้นถึง 60.3% เป็นต้น สถิติเหล่านี้คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงผลที่ตามมา ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
ปฏิบัติการสวมสิทธิ์
นายกรกฎ กล่าวอีกว่าไม่เพียงเท่านั้น โลกยังต้องเผชิญกับยุทธวิธีในการทำการค้าของจีนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดกลยุทธ์เดินสายทุ่มตลาดเหล็กไปทั่วโลก รัฐบาลจีนให้การอุดหนุนการส่งออกก่อนหน้านี้ เพื่อระบายเหล็กจำนวนมากออกนอกประเทศ ตีตลาดโลกในราคาถูกกว่าผู้ผลิตในประเทศนั้นๆ
เช่นเดียวกับการใช้ฐานการผลิตนอกบ้านปฏิบัติการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า หลังจากพบว่าตัวเลขส่งออกจากไทยไปอเมริกาและตัวเลขอเมริกานำเข้าจากไทยมีความแตกต่าง ไม่เท่ากัน แสดงว่าเกิดการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ที่จีนนิยมทำ เช่น บริษัท ก. สัญชาติจีน เข้ามาตั้งโรงงานผลิตเหล็กในไทยในปริมาณเล็กน้อย จากนั้นก็ไปขอใบ C/O (Country of Origin) ใบรับรองว่าสินค้านี้ผลิตในประเทศไทย หรือใบแสดงแหล่งกำเนิดสินค้า ขณะเดียวกันบริษัทก. ก็มีการนำเข้าเหล็กบางส่วนเข้ามาจากจีนด้วย จากนั้นก็ทำการส่งออกไปพร้อมกันภายใต้แหล่งกำเนิดสินค้าไทย เช่น มีการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กในไทย 2,000 ตันแต่เวลาส่งออกไป กลับมีการขอ C/O ส่งออกไปสูงถึง 20,000 ตัน
โครงสร้างราคาเปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตามสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กในช่วงที่ผ่านมา จีนจะเป็นผู้คุมตลาดเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้โครงสร้างราคาไม่เป็นปกติ อย่างเช่น ราคาถ่านหิน ซึ่งจีนเป็นผู้ซื้อและส่งออกถ่านหินรายใหญ่ ก็ทำให้ราคาถ่านหินสูงขึ้น เช่นเดียวกับแท่งกราไฟต์ อิเล็กโทรด ซึ่งใช้กับเตาหลอมเหล็กด้วยไฟฟ้า Electric Arc Furnace (EAF) สำหรับโรง งานผลิตเหล็กเส้น เหล็กแผ่น ทั้งหลายที่ใช้ตัวนี้เป็นวัตถุดิบในการหลอมเหล็ก ที่ก่อนหน้านั้นจีนดัมพ์ราคาลงมา จนโรงงานแท่ง กราไฟต์อิเล็กโทรดในโลกปิดกิจการ ในที่สุดจีนกลายเป็นฐานใหญ่ และมีอำนาจต่อรองสูงในการกำหนดราคา ทำให้ต้น ทุนผู้ประกอบการทั่วโลกที่ต้องใช้แท่ง กราไฟต์อิเล็กโทรด มาผลิตเตา EAF ในการหลอมเหล็กสูงขึ้นมาก
“เวลานี้ดูเหมือนว่าจีนกำลังจะทำในแบบเดียวกันนี้กับอุตสาหกรรมเหล็กทั้งหมด ทำโดยวิธีการขึ้นราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ราคาขยับไปที่กว่า 600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน แต่พอนำเหล็กแผ่นรีดร้อนไปผลิตเป็นสินค้าต่อเนื่อง เช่น ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น แต่ขายได้ในราคา 680 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ซึ่งความจริงราคาต้องขึ้นไปที่กว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ตรงนี้จะเห็นว่าจีนได้กำไรไปแล้วกับการขายเหล็กแผ่นรีดร้อน แต่กลับส่งผลิตภัณฑ์เหล็กปลายนํ้าไปในตลาดโลกในราคาที่ตํ่ามากเพื่อตัดราคาผู้ผลิตในประเทศอื่น
อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ทำให้ราคาเหล็กรีดร้อนสูงขึ้น ในขณะนี้มาจากที่จีนปั่นตลาดโดยวิธีปั่นตลาดจะมี 2 วิธี คือ ปั่นโดยกดราคาเหล็กปลายนํ้าให้ตํ่า เพื่อให้คนอื่นอยู่ไม่ได้ เเละดันราคาเหล็กต้นทางให้สูง โดยที่จีนขายวัตถุดิบ เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อนในราคาที่ได้กำไร แต่ไปขายสินค้าสำเร็จรูปราคาถูก จนทำให้ผู้ผลิตเหล็กปลายนํ้าทั่วโลกขาดทุน และจีนก็ขายปลายนํ้าได้มากขึ้น
เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กส.อ.ท.กล่าวอีกว่า โครงสร้างราคาเปลี่ยนไปจาก เดิมมาก เมื่อก่อนวัตถุดิบราคาสูงขึ้น ราคาผลิตภัณฑ์เหล็ก ชนิดต่างๆ ก็สูงขึ้นตามกันเป็นทอดๆ ต่างจากปัจจุบันที่จีนพยายามเข้ามาแทรกแซงโครงสร้างราคาเหล็กทุกชนิดในตลาดโลก เพราะจีนเคยทำสำเร็จมาแล้วกรณีถ่านหินกับแท่งกราไฟต์ อิเล็กโทรด พอทุกคนตายหมด โรงงานปิด จีนก็กลับมาขายสินค้าได้ในราคาที่สูง เพราะไม่มีคู่แข่ง นั่นคือเป้าหมายที่จีนต้องการ เข้ามาคุมราคาในตลาดโลก โดยที่ไม่มีคู่แข่ง
แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
โดย khwankaew | ส.ค. 1, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ใครๆ ก็กังวลเรื่อง สงครามการค้า หรือ Trade War จนเกิดผลกระทบเชิงลบมากมาย ตั้งแต่ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ราคาตกวูบ ไหนจะผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มซัพพลายเชนของประเทศจีน ทว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ

ธุรกิจเหล็กในสหรัฐ ยอดขาย-กำไรพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
หลังจาก Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐ จุดประกายสงครามการค้า โดยประกาศมาตรการทางภาษีการนำเข้าเหล็ก ก็ส่งผลให้ราคาเหล็กพุ่งสูงขึ้น ปัจจุบันราคาเหล็กของสหรัฐฯ อยู่ที่ 917 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี (ข้อมูลจาก S&P Global Platts)
ซึ่งผลดีไปตกอยู่กับธุรกิจเหล็ก อย่างบริษัท Reliance Steel & Aluminum (RS) ยอดขายเพิ่มสูงขึ้น 18% (เพราะราคาเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่น) และ Nucor (NUE) บันทึกว่าไตรมาส 2 ปีนี้มีรายได้สูงสุด ซึ่งเติบโตเกือบเท่าตัว
ล่าสุดเมื่อเดือนก่อน John Ferriola CEO ของ Nucor ยังบอกกับนักวิเคราะห์ว่า เขามีความสุขมากๆ กับมาตรการทางภาษีที่ออกมา โดยเตรียมเงินอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อลงทุนขยายธุรกิจ
“อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศของเรา ถ้าระบบการค้ายังเดินหน้าต่อไปแต่เป็นการค้าที่ไม่สมดุล (Imbalance) เราเลยเห็นด้วยกับคณะรัฐบาลที่พยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้” Ferriola บอก
ส่วนหลายคนก็จับตาดูผลประกอบการของบริษัท NUE, RS, AK Steel (AKS), และ US Steel (X) ที่จะออกมาภายในสัปดาห์นี้

บริษัทในสหรัฐฯ ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจาก Trade War
แต่ไม่ว่าอย่างไร กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ก็ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทฯ กว่าร้อยบริษัท เช่น Harley-Davidson (HOG), General Motors (GM), General Electric (GE), 3M (MMM) ฯลฯ ที่ต้องเร่งปรับตัวทั้งเรื่องราคา และโครงสร้าง ซัพพลายเชนที่มีอยู่
ส่วนบริษัท FJM Ferro (อยู่ที่บลูคลิน) ที่ใช้เหล็กแปรรูปในการสร้างตึกสูงใน Manhattan ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบด้านเหล็กเพิ่มสูงขึ้นกว่า 50% ซึ่งเขามองว่าผลกระทบส่วนใหญ่จะไปตกอยู่กับบริษัทขนาดเล็ก

ด้านบริษัทใหญ่ๆ อย่าง GM ถึงขนาดปรับลดคาดการณ์กำไรของปีนี้ลง และเตือนว่า ต้นทุนของสินค้าโภคภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับราคาเหล็ก และอลูมิเนียมที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Philip Gibbs นักวิเคราะห์ธุรกิจเหล็ก KeyBanc Capital Markets บอกว่า เราต้องระมัดระวังเรื่องภาษีมากๆ เพราะเป็นต้นทุนหลักที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจในสหรัฐฯ มีความสามารถในการแข่งขันลดลง และแน่นอนว่าหลายบริษัทจะหาลู่ทางนำเข้าเหล็กจากประเทศอื่น
“มันก็รู้สึกดีที่ระยะสั้นเราเห็นราคาขยับขึ้น แต่สุดท้ายเราก็ต้องเจอการบ่นของลูกค้าอยู่ดี”
ภาพจาก shutterstock
Cr. Chutinun.Liu
ที่มา CNNMoney
โดย khwankaew | ก.ค. 13, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดประชุมเรื่องแนวทางการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Circumvention) โดยเป็นการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับกรณีมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ กำหนด ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) มาตรการภาษีสินค้าตามมาตรา 301 และมาตรการทางภาษีสินค้าเหล็กและอลูมิเนียมตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ หลบเลี่ยงผ่านประเทศไทย พร้อมขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ไทยไม่ได้รับยกเว้นจากมาตรการ 232 ของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจถูกสหรัฐฯ เปิดไต่สวนการหลบเลี่ยงฯ (Anti-Circumvention) ในสินค้าเดียวกันจากไทยด้วย
“เพื่อป้องกันไม่ให้หนังสือรับรองฯ Form C/O ทั่วไปของไทยกลายเป็นเครื่องมือในการแอบอ้างถิ่นกำเนิด กรมฯ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโดยการตรวจสอบการนำเข้าจากประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการฯ ที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ ในพิกัดศุลกากรเดียวกันและมีการขอ Form C/O ทั่วไป จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบย้อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกมาขอ Form C/O ทั่วไปได้อีกต่อไปในกรณีที่พบการกระทำผิด” นายอดุลย์ กล่าว
หลังจากที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันแล้ว แนวทางที่จะดำเนินการในเบื้องต้นนั้น กรมการค้าต่างประเทศจะประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการส่งออกสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า และจะเชื่อมโยงข้อมูลการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากับกรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งจะพัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจติดตามรายการสินค้าดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ส่งออกเตรียมความพร้อมด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับ Form C/O ทั่วไปเพื่อรองรับการตรวจสอบในภายหลังจากหน่วยงานของประเทศผู้นำเข้าหรือกรมการค้าต่างประเทศ
แหล่งที่มา : RYT9