โดย khwankaew | ก.ย. 15, 2022 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนกันยายน ปี 2565
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือนกันยายน 2565 มีแนวโน้มสูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบ (น้ำมัน ถ่านหิน ซีเมนต์ อลูมิเนียม) ที่เริ่มชะลอตัว แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ฐานราคาเดือนเดียวกันของปีก่อนไม่สูงมากนัก ซึ่งเท่ากับเดือนสิงหาคม 2564 ปัจจัยเหล่านี้จึงยังส่งผลให้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างมีการขยายตัว
ซึ่งดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนสิงหาคม 2565 เท่ากับ 119.5 เทียบกับเดือนสิงหาคม 2564 สูงขึ้นร้อยละ 5.2 (YoY) ยังคงสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยสินค้าสำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ผลิตภัณฑ์คอนกรีต และซีเมนต์ เป็นต้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และค่าเงินบาทอ่อน
อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ยังได้รับแรงกดดันจากความต้องการสินค้าในหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ที่ชะลอตัวตามตามอุปสงค์โลกที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศจีนที่ประสบปัญหาทางการเงินในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์
โดย khwankaew | ส.ค. 18, 2021 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ตามสถิติของกรมศุลกากร การส่งออกเหล็กของจีนในเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 5.669 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.493 ล้านตัน หรือ 35.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ด้านการนำเข้าเหล็กในเดือนกรกฎาคม มีจำนวนทั้งสิ้น 1.049 ล้านตัน ลดลง 1.557 ล้านตัน หรือ 59.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ในเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม การส่งออกเหล็กของจีนอยู่ที่ 43.051 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10.174 ล้านตัน หรือ 30.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้าเหล็กในช่วงเวลาเดียวอยู่ที่ 8.397 ล้านตัน ลดลง 1.549 ล้านตั นหรือ 15.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
—steelhome
แหล่งที่มา : steelhome
โดย khwankaew | ธ.ค. 17, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. เหล็กแผ่นรีดร้อน (hot-rolled) ในเอเชียมีแนวโน้มที่หลากหลาย เนื่องจากราคาเสนอขายและราคาในประเทศของจีนยังคงมั่นคง ท่ามกลางราคาซื้อขายในตลาดล่วงหน้าที่แข็งแกร่ง ขณะที่กิจกรรมการซื้อขายในเวียดนามหยุดชะงักอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตท้องถิ่นอย่าง Formosa Ha Tinh Steel.
Platts ประเมินราคา HRC เกรด SS400 หนา 3 มม. ราคาอยู่ที่ $638/ตัน FOB จีน เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ราคาปรับขึ้น $2/ตัน จากวันก่อนหน้า และสำหรับการจัดส่ง CFR ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของเหล็กเกรดเดียวกัน ราคาประเมินอยู่ที่ $638/ตัน ปรับขึ้น $3/ตัน ในช่วงเวลาเดียวกัน.
โรงงานเหล็กทางตะวันออกของจีนได้ปรับขึ้นราคาเสนอขาย $10/ตัน ราคาอยู่ที่ $650/ตัน FOB เพื่อไล่ตามราคาในประเทศที่สูงขึ้นและราคาบ่งชี้ในการซื้อที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดในประเทศจีนทำให้ผู้ซื้อบางรายระงับการซื้อขาย โดยผู้ในบางภูมิภาค อย่างเช่น ในอเมริกาใต้ยังคงไล่ตามราคา
Platts ประเมินราคา HRC เกรด SAE1006 อยู่ที่ $660/ตัน FOB จีน ราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อน และสำหรับการจัดส่ง CFR เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของสินค้าเกรดเดียวกัน ราคาประเมินอยู่ที่ $662/ตัน ลดลง $2/ตัน จากช่วงเวลาเดียวกัน
ในเวียดนาม ผู้ซื้อได้หันกลับไปที่ผู้ผลิตท้องถิ่น อย่าง FHS เนื่องจากราคาเสนอขายใหม่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับราคาของจีน โดยราคาเสนอขายของ FHS ที่ได้รายงานจากแหล่งข่าวท้องถิ่น มีราคาอยู่ที่ระหว่าง $652-$665/ตัน ดังนั้นสัญญาณบ่งชี้การซื้อสินค้านำเข้าของผู้ซื้อในท้องถิ่นจึงลดลง เนื่องจากพวกเขาไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินให้สูงกว่าราคาของ FHS
ในเซี่ยงไฮ้ ราคาสปอตของ HRC (Q235) ขนาด 5.5 มม. ราคาประเมินอยู่ที่ 4,510 หยวน/ตัน ($691/ตัน) ex-stock โดยได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาปรับขึ้น 10 หยวน/ตัน จากวันก่อน
ในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ สัญญาที่มีความเคลื่อนไหวสูงสุดในเดือนพฤษภาคม ปิดราคาที่ 4,418 หยวน/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น 44 หยวน/ตัน หรือ 1% ในช่วงเวลาเดียวกัน และแตะระดับสูงสุดใหม่ นับตั้งแต่ตลาดฟิวเจอร์สของ HRC เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2014
ในอีกด้านหนึ่ง Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นหนา (plate) เกรด Q235/SS400 ความหนา 12-25 มม. อยู่ที่ $605/ตัน CFR เอเชียตะวันออก ราคาปรับขึ้น $35/ตัน จากสัปดาห์ก่อน
โรงงานเหล็กในจีน เสนอราคาขายอยู่ $610-$620/ตัน FOB สำหรับการจัดส่งเดือนมีนาคม โดยข้อตกลงซื้อขายล่าสุดสรุปราคากันที่ $615/ตัน FOB ราคาตลาดภายในประเทศของเกาหลีใต้ ราคาได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ $620-$630/ตัน ตามข้อเสนอขายที่สูงขึ้นจากโรงงานในประเทศ
ในตลาดภายในประเทศที่เซี่ยงไฮ้ มีการซื้อขายสินค้าเกรดเดียวกันที่ราคา 4,350 หยวน/ตัน ex-stock ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาเพิ่มขึ้น 230 หยวน/ตัน จากสัปดาห์ก่อน
— Analyst Yuelin Dai, Ashima Tyagi
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย saweang | มิ.ย. 5, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ประกาศใช้อย่างเป็นทางการสำหรับมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กเส้นกลม “มอก.20-2559” และ เหล็กเส้นข้ออ้อย “มอก.24-2559” หลังจากมีการปรับปรุงเนื้อหาและข้อบังคับ หวังสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่ จากเดิมเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2543
และเหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2548 เป็น เหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย มอก.ที่ 24-2559 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้เหล็กเส้นก่อสร้างและเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยมีเนื้อหาที่สำคัญดังนี้
- การเพิ่มการตรวจสอบและควบคุมค่าเคมีในน้ำเหล็กอย่างเข้มงวดโดยเพิ่มค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมจาก 5 ชนิดเป็น 19 ชนิด
- เพิ่มชื่อผู้นำเข้าเหล็กโดยการปั้มตัวนูนบนเนื้อเหล็ก เพื่อให้สามารถติดต่อโรงงานผู้ผลิตได้กรณีที่เกิดปัญหาการใช้งาน
- บังคับให้ผู้ผลิตแสดงชนิดของเตาหลอมเหล็ก (Billet) ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต โดยการปั้มตัวนูนบนเนื้อเหล็กทุกเส้น เช่น OH, BO, EF และ IF
เมื่อกล่าวถึงชนิดของเตาที่ใช้หลอมเหล็กในประเทศไทยมีเพียง 2 ชนิด ได้แก่
- Induction Furnace (IF) เป็นเตาที่ใช้กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำเพื่อหลอมเหล็ก ซึ่งเป็นเตาที่เพิ่มเข้ามาในมาตรฐานฉบับนี้
- Electric Arc Furnace (EF) เป็นเตาหลอมเหล็กด้วยวิธีการอาร์คไฟฟ้า
บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่มีโรงหลอมเหล็กโดยใช้เทคโนโลยี Electric Arc Furnace (EF)
จุดเด่นของเตาชนิดนี้คือ สามารถขจัดสารปนเปื้อนในเนื้อเหล็กได้ดีทำให้เหล็กมีความบริสุทธิ์ สามารถควบคุมค่าเคมีที่ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของเหล็กได้ดี อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากปล่อยมลพิษน้อยกว่า
รวมถึงใช้พลังงานในการหลอมน้อยกว่าเตาหลอมเหล็กบางชนิด ดังนั้นผู้บริโภคที่ใช้เหล็ก EF มั่นใจได้ว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพ แข็งแรง ทนทาน

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.millconsteel.com/
โดย saweang | พ.ย. 11, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
5 ขั้นตอนการสร้างบ้านที่เจ้าของบ้านมือใหม่ต้องเรียนรู้
. บ้านสวยๆสักหลังอาจเป็ยความฝันของใครหลายๆคนในยุคปัจจุบันที่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจส่งผลต่อการกระตุ้นให้คนในสังคมสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้ง่ายขึ้น อาจเห็นได้จากการจัดโครงการของภาครัฐและธนาคารที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากมีบ้านด้ทำตามความฝันของตนเองด้วยการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อบ้านหลังแรกและการสนับสนุนด้านต่างๆที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่กำลังจะสร้างหรือซื้อบ้านสักหลัง ปัญหาส่วนใหญ่ที่ตามมาคือการควบคุมงบประมาณในการก่อสร้างที่อาจจจะบานปลายในอนาคตจนกว่าบ้านจะสร้างเสร็จ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ด้วยการขาดความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนและความสำคัญของการสร้างบ้านสักหลังที่จะต้องควบคุมวางแผนอย่างดี วันนี้เราจึงมี6 ขั้นตอนการสร้างบ้านที่เจ้าของบ้านมือใหม่ต้องเรียนรู้ มาฝากกันเพื่อให้ทุกท่านที่อาจจะกำลังสร้างบ้านสักหังของตนเองได้เก็บเอาไปใช้
. 1. งานฐานรากและโครงสร้าง เป็นงานที่มีความสำคัญที่สุดหากมีความผิดพลาดในงานส่วนนี้หรือต้องการเปลี่ยนแปลงภายหลังจะมีค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสูง ดังนั้นท่านเจ้าของบ้านควรตัดสินใจให้แน่นอนเกี่ยวกับขนาดของห้องต่างๆ และตำแหน่งที่ตั้งก่อนลงมือตอกเสาเข็ม เพื่อป้องกันปัญหาการเปลี่ยนแปลงหลังจากงานโครงสร้างเริ่มต้นไปแล้วเนื่องจากในการออกแบบโครงสร้างจะมีความสัมพันธ์กันทั้งอาคารการเปลี่ยนแปลงเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้
. 2. งานผนังและหลังคา งานส่วนนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสวยงามของตัวบ้านและยังมีผลโดยตรงต่อการใช้งานบ้านในด้านการป้องกันความร้อน แสงแดด และน้ำฝน การตัดสินใจเลือกวัสดุที่จะใช้และขนาดระยะต่างๆ จะต้องเหมาะสมกับการใช้สอยและไม่ก่อให้เกิดปัญหาภายหลัง
3. งานช่องเปิดตประตูและหน้าต่าง ไม่เพียงแต่เพิ่มความสวยงามให้บ้านแล้วยังมีผลต่อระยะเวลาก่อสร้าง เนื่องจากโดยปกติงานส่วนนี้จะต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การจัดเตรียมช่องเปิดของผนัง และการสั่งผลิตจากผู้จัดจำหน่าย อีกทั้งจะกระทบต่อการจัดวางตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์และงานระบบต่างๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ระหว่างก่อสร้างจะกระทบถึงค่าใช้จ่ายในงานก่อสร้างมากที่สุด
. 4. งานระบบไฟฟ้า ประปา ศูนย์อำนวยความสะดวกของบ้านคืองานระบบเหล่านี้ หากถูกออกแบบมาไม่เหมาะสม หรือติดตั้งผิดตำแหน่งจะทำให้การใช้ประโยชน์ในบ้านเกิดความไม่สะดวกหรือเกิดอันตราย
. 5. งานตกแต่งสถาปัตยกรรม สุดท้ายบ้านจะสวยงามเป็นที่ภาคภูมิใจของเจ้าของบ้านเพียงใดขึ้นอยู่กับการเลือกประเภทวัสดุตกแต่งผิว ทั้งผิวพื้น ผนัง รวมถึงสีที่เลือกใช้ล้วนบ่งบอก รสนิยม อุปนิสัย บางครั้งรวมถึง ความปลอดภัยในการอยู่อาศัยอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.nhconcept.com