Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
เหล็กรูปพรรณ Archives - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
SYS PRIMERBOND (ไพรเมอร์บอนด์) เหล็กพร้อมทำสีรองพื้นกันสนิมจากโรงงาน

SYS PRIMERBOND (ไพรเมอร์บอนด์) เหล็กพร้อมทำสีรองพื้นกันสนิมจากโรงงาน

SYS PRIMERBOND (ไพรเมอร์บอนด์)

เหล็กพร้อมทำสีรองพื้นกันสนิม เรียบร้อยมาจากโรงงาน ช่วยรักษาเนื้อเหล็กให้ทนทานแข็งแรง แม้ต้องเจอกับอากาศหน้าฝนที่มีความชื้นสูง อีกทั้งยังช่วยลดการสร้างฝุ่นละอองหรือ PM 2.5 ที่หน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เราก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กได้อย่างมั่นคงแข็งแรงและรวดเร็ว โดยไม่รบกวนคุณภาพของอากาศรอบข้าง

การเลือกใช้ SYS PRIMERBOND ช่วยปกป้องโครงสร้างได้ดีกว่าหากเทียบกับการใช้เหล็กโครงสร้างทั่วไป นั่นเพราะเมื่อเราสั่งเหล็กทั่วไปมาใช้ ในขณะที่กองเก็บเอาไว้เพื่อรอการทำความสะอาดและทำสี เหล็กโครงสร้างอาจสัมผัสกับความชื้นและฝุ่น จนทำให้เกิดสนิมหรือมีฝุ่นเกาะจนทำให้การลงสีไม่ได้มาตรฐานได้ นอกจากนี้การเตรียมผิวและพ่นสีเองที่หน้างานยังทำให้เกิดฝุ่นละอองรบกวนพื้นที่รอบข้างด้วย ซึ่งส่งผลให้คุณภาพอากาศแย่ลงได้

แตกต่างกับ SYS PRIMERBOND ที่เป็นวัสดุเหล็กที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วมาจากที่โรงงาน ทั้งการแปรรูปขนาดชิ้นส่วนและการทำสีกันสนิม ทำให้ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองในอากาศได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำมากองเก็บที่หน้างานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความชื้น รวมถึงสามารถยกติดตั้งได้ทันทีโดยไม่ต้องเตรียมผิว เพราะ SYS PRIMERBOND ผ่านการทำความสะอาดผิวเหล็กด้วยวิธีการพ่นทราย ที่เป็นการทำความสะอาดที่ดีที่สุด ทั้งยังผ่านขั้นตอนการพ่นสีที่ได้มาตรฐานมาแล้ว

การเลือกใช้งานวัสดุก่อสร้างที่มีการปกป้องเนื้อเหล็กและคุณภาพอากาศที่ดี อย่าง SYS PRIMERBOND จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้เราได้ทั้งคุณภาพงานก่อสร้างและคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นได้จริง ไม่ว่าจะฤดูกาลหรือสภาพอากาศแบบไหน ก็ใช้งานได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องสนิมและฝุ่นละอองอีกต่อไป

black-i-beam-1-150x150 black-h-beam-1-150x150 black-cut-beam-2-150x150

black-channel-3-150x150 black-angle-2-150x150

SYS PRIMERBOND (ไพรเมอร์บอนด์) ช่วยปกป้องโครงสร้างได้ดีกว่าหากเทียบกับการใช้เหล็กโครงสร้างทั่วไป เพราะระหว่างการเก็บรอเพื่อใช้งาน เหล็กอาจสัมผัสกับความชื้นและฝุ่น จนทำให้เกิดสนิม หรือฝุ่นเกาะ จนทำให้การลงสีไม่ได้มาตรฐาน การเลือกใช้ SYS PRIMERBOND ไม่ต้องกังวลเรื่องความชื้น รวมถึงสามารถยกติดตั้งได้ทันทีโดยไม่ต้องเตรียมผิว จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ได้งานก่อสร้างที่มีคุณภาพ แม้ต้องเจอกับอากาศในหน้าฝน

เหล็กเอชบีม คืออะไร

 เหล็กเอชบีม คือ เหล็กที่มีขนาดขาสองมีความยาวเท่ากัน รูปตัวเอช (H) จึงอาจจะมีคนเรียกชื่อเหล็กเอชบีม เป็น เหล็กตัวเอช เหล็กบีม เสาเอช เหล็กปีกไอ เสาบีม ซึ่งทุกชื่อนั้นหากได้ยินที่ไหนให้ระลึกไว้เลยว่าทั้งหมดคือเหล็กชนิดเดียวกัน เหล็กบีมเป็นเหล็กที่มีเกิดจากเหล็กรูปพรรณรีดร้อนในลักษณะหน้าตัดของเหล็กเป็นรูปตัวเอช (H) ที่มีขนาดความสูง-กว้างทุกด้านเท่ากัน มีจุดเด่นตรงที่สามารถทนรับแรงกดทับ และรับน้ำหนักในงานโครงสร้างใหญ่มากๆ ได้ดี

ข้อดีของเหล็กเอชบีม

  • ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้างช่วยให้ขึ้นโครงสร้างได้รวดเร็ว ลดการใช้แรงงานน้อยกว่า

  • ช่วยให้การออกแบบโครงสร้างง่ายกว่า เนื่องจากการใช้เหล็กบีมจะช่วยให้ช่วงเสามีพื้นที่กว้าง กว่า และออกแบบได้หลากหลายรูปร่างมากกว่า

  • เหล็กบีมมีน้ำหนักเบา ช่วยลดภาระการขนส่ง

  • มีความแข็งแรง ทนทานสูง

  • สามารถดัดแปลง ต่อเติม ได้ง่าย โดยที่ไม่ต้องทุบรื้อโครงสร้างเติม

  • ระหว่างการก่อนสร้างไม่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง

เหล็กเอชบีม ใช้ทําอะไร เหมาะกับงานชนิดไหน

การใช้เหล็กเอชบีมนิยมใช้ในงานก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือขึ้นโครงหลังคาของอาคาร โรงงาน บ้านพักอาศัยที่มีขนาดใหญ่

ขนาดเหล็กเอชบีมมีขนาดเท่าไรบ้าง

เหล็กเอชบีมโดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 2 Grade คือ

  •  SS400, SS490, SS540 มีค่าบ่งบอกคุณภาพของการรับแรงอยู่ที่ 235-245 N / mm2  (~2,400 ksc)

  •  SM400, SM490, SM520 มีค่าบ่งบอกคุณภาพของการรับแรงอยู่ที่ 355-365 N / mm2  (~3,600 ksc)

มีความยาวให้เลือกใช้คือ 1 เมตร, 6 เมตร,  9 เมตร, 12 เมตร และมีขนาด น้ำหนักและราคาดังนี้

ตารางน้ำหนักเหล็กเหล็กเอชบีม  H-Beam Steel

ขนาดเหล็กเอชบีม น้ำหนักเหล็กเอชบีมต่อเส้น (กก.)
เหล็กเอชบีม 100x100x6x8mm ยาว 6ม. 103.20
เหล็กเอชบีม 100x100x6x8mm ยาว 6ม 206.40
เหล็กเอชบีม 125x125x6.5x9mm ยาว 6ม. 142.80
เหล็กเอชบีม 125x125x6.5×9มม. ยาว 12ม. 285.60
เหล็กเอชบีม 150x150x7x10มม. ยาว 6ม. 189.00
เหล็กเอชบีม 150x150x7x10มม. ยาว 9ม. 283.50
เหล็กเอชบีม 150x150x7x10มม. ยาว 12ม. 378.00
เหล็กเอชบีม 175x175x7.5×11มม. ยาว 6ม. 241.20
เหล็กเอชบีม 175x175x7.5×11มม. ยาว 12ม 482.40
เหล็กเอชบีม 200x200x8x12มม. ยาว 6ม. 299.40
เหล็กเอชบีม 200x200x8x12มม. ยาว 9ม. 449.10
เหล็กเอชบีม 200x200x8x12มม. ยาว 12ม. 598.80
เหล็กเอชบีม 250x250x9x14มม. ยาว 6ม. 434.40
เหล็กเอชบีม 250x250x9x14มม. ยาว 9ม. 651.60
เหล็กเอชบีม 250x250x9x14มม. ยาว 12ม. 868.80
เหล็กเอชบีม 300x300x10x15มม. ยาว 6ม. 564.00
เหล็กเอชบีม 300x300x10x15มม. ยาว 6ม.  564.00
เหล็กเอชบีม 300x300x10x15มม. ยาว 9ม. 846.00
เหล็กเอชบีม 300x300x10x15มม. ยาว 12ม. 1,128.00
เหล็กเอชบีม 350x350x12x19มม. ยาว 6ม. 822.00
เหล็กเอชบีม 350x350x12x19มม. ยาว 9ม. 1,233.00
เหล็กเอชบีม 350x350x12x19มม. ยาว 12ม. 1,644.00
เหล็กเอชบีม 400x400x13x21มม. ยาว 6ม. 1,032.00
เหล็กเอชบีม 400x400x13x21มม. ยาว 9ม. 1,548.00

กำลังการผลิต hot-rolled coil ของจีนยังคงดำเนินต่อไปในปี 2023 บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม

กำลังการผลิต hot-rolled coil ของจีนยังคงดำเนินต่อไปในปี 2023 บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม

การผลิตเหล็กของจีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเหล็กทรงยาวเป็นเหล็กทรงแบน ด้วยโรงงานเหล็กรีดร้อน (Hot Strip Mills) ที่มีจำนวนมากขึ้น เนื่องจากการรณรงค์แลกเปลี่ยนกำลังการผลิตเหล็กที่แข็งแกร่งของประเทศ (capacity swap campaign) นอกจากนี้ประเทศจีนกำลังค่อยๆ เปลี่ยนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์ไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต ซึ่งการผลิตเหล็กทรงแบนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ผู้เข้าร่วมตลาดกล่าว

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตเหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนชนิดม้วน (hot-rolled carbon steel coil : HRC) และผลผลิต ได้ส่งผลกระทบต่อราคาเหล็กและอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2023 เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กในภาคการผลิตยังคงฟื้นตัวช้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และอุปสงค์จากต่างประเทศสำหรับสินค้าเหล็กที่หดตัว

กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น

จีนมีโรงงาน hot strip ใหม่ ประมาณ 8 แห่ง ได้เริ่มดำเนินการในปี 2022 ด้วยกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) รวมกันประมาณ 24 ล้านตันต่อปี ตามการคำนวณของ S&P Global Commodity Insights ตามประกาศอย่างเป็นทางการและแหล่งข่าวในตลาด

ในปี 2023 มีแผนจะเดินเครื่องโรงงาน hot strip อีก 15 แห่ง โดยมีกำลังการผลิตรวมกันเป็น 37 ล้านตัน/ปี

โรงงาน Hot Strip ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2022-2023 จะมีช่วงความกว้างของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 1,450 มม. ถึง 2,250 มม.

ผู้ผลิตเหล็กบางรายที่สร้างโรง hot strip คือผู้ผลิตเหล็กทรงยาวที่มีเป้าหมายเพื่อขยายธุรกิจในตลาดเหล็กทรงแบน บางรายเป็นผู้ผลิตเหล็กทรงแบนหรือเหล็กแผ่นหน้าแคบอยู่แล้ว และกำลังมองหาการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่หน้ากว้างขึ้นและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ higher-end ขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้มากขึ้นและได้รับอัตรากำไรที่สูงขึ้น

ผู้ผลิตเหล็กส่วนใหญ่ที่วางแผนสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งได้สร้างโรงงานเหล็กและเหล็กดิบ (Iron and crude steel) แห่งใหม่ด้วยเช่นกัน ด้วยโควตากำลังการผลิตที่ซื้อจากโรงงานอื่น ผ่านกลไกการแลกเปลี่ยนกำลังการผลิตของจีน (China’s capacity swap mechanism)

กำลังการผลิตเหล็กดิบของจีนยังคงเติบโตเล็กน้อยในปี 2023 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการเติบโตของผลผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนในปีนี้

แหล่งที่มา : S&P Global Commodity Insights.

รุมค้านพาณิชย์ยุติเอดีเหล็กรีดร้อน หวั่นตกงาน 7,500 คน

รุมค้านพาณิชย์ยุติเอดีเหล็กรีดร้อน หวั่นตกงาน 7,500 คน

รุมค้านพาณิชย์ยุติเอดีเหล็กรีดร้อน หวั่นตกงาน 7,500 คน

unnamed

สภาอุตฯ-นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น รุมค้านพาณิชย์ยุติเอดีเหล็กรีดร้อน 5 ประเทศ ย้ำรัฐต้องปกป้องอุตสาหกรรมและสร้างงานในประเทศ หวั่นกระทบหนักถึงขั้นปิดกิจการ ตกงาน 7,500 คน สูญเสียการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศปีละกว่า 1 หมื่นล้าน ยกเคตสหรัฐกว่า 10 ปียังคงเอดีเหล็กไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น ได้เห็นพ้องกันในการร่วมคัดค้านคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน(ทตอ.) ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน หลังกระทรวงพาณิชย์พิจารณาในวันเดียวกัน ยุติมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) สินค้าเหล็กจาก 6 ประเทศทุ่มตลาด 3 มาตรการรวด แต่ทะยอยแจ้งเปิดเผยไม่พร้อมกัน ตั้งแต่มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยล่าสุดกลางเดือนมีนาคม 2566 แจ้งยุติมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีน และมาเลเซีย

ทั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังคงคัดค้านต่อร่างผลการไต่สวน AD เนื่องจากการพิจารณาไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 57 ของ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงแนวทางการพิจารณาไม่เป็นไปตามข้อชี้แจงของกรมการค้าต่างประเทศที่แถลงต่อสาธารณะชนในเรื่องการพิจารณาต่ออายุมาตรการ โดยสินค้าจากประเทศจีน และมาเลเซียยังมีการทุ่มตลาดในอัตรา 17.86% และ 4.72% ตามลำดับ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างแน่นอน

หากไม่มีการใช้มาตรการต่อไป โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการส่งออกสินค้ามายังประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 มีการส่งออกมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึงกว่า 270% อีกทั้งจีนยังมีกำลังการผลิตส่วนเหลืออีกกว่า 170 ล้านตัน ย่อมต้องหาทางระบายสินค้าไปยังประเทศที่ไม่มีมาตรการอย่างแน่นอน โดย มีข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจนว่าในปี 2564 จีนและมาเลเซียส่งออกเหล็กมายังภูมิภาคอาเซียนมากกว่า 1.68 ล้านตัน และเป็นสัดส่วนการส่งออกถึง 32.16% ของการส่งออกสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าอาเซียนเป็นเป้าหมายหลักของการทุ่มตลาด

“ข้อมูลขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ระบุชัดเจนว่าจีนเป็นประเทศที่ถูกใช้มาตรการ AD สินค้าเหล็กมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยถูกใช้มาตรการไปถึง 149 มาตรการ นี่คือปัจจัยที่ชี้ชัดว่าจีนจะกลับมาทุ่มตลาด และสร้างความเสียหายอย่างแน่นอน”นายเกรียงไกร กล่าว และว่า

ขอให้กรมการค้าต่างประเทศ และคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน พิจารณาทบทวนผลการต่ออายุมาตรการ AD สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนทั้ง 5 ประเทศอีกครั้ง เพราะหากปล่อยให้สินค้าทุ่มตลาดจากทั้ง 5 ประเทศไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย อุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศคงต้องปิดกิจการอย่างแน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ้างงานทางตรงกว่า 3,500 คน และการจ้างงานต่อเนื่องอีกกว่า 4,000 คน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสียการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศปีละกว่า 10,000 ล้านบาท

ศาสตราจารย์ ทัชมัย ฤกษะสุต ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กฎหมายเศรษฐกิจ และกฎหมายธุรกิจ ให้ความเห็นต่อแนวทางการพิจารณาต่ออายุมาตรการ AD ตามมาตรา 57 ของ พ.ร.บ. การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ ซึ่งตรงกับ Article 11.3 ของความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือ Anti-Dumping Agreement: ADA ว่า

“การพิจารณาว่า หากไม่มีการต่ออายุมาตรการจะส่งผลให้ความเสียหายและการทุ่มตลาดฟื้นคืนมาอีกหรือไม่” เป็นการพิจารณา “แนวโน้ม” ที่จะทำให้มีการทุ่มตลาด และความเสียหายฟื้นคืนมาอีก จึงไม่จำเป็นต้องพบการทุ่มตลาดและมีความเสียหายเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกใช้ในการทบทวนการใช้ AD ซึ่งพิจารณาได้จากมาตรา 11.3 ซึ่งบัญญัติได้ความว่า “หากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจทบทวนแล้วเห็นว่า การยุติการเก็บ AD อาจมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเกิดขึ้นต่อไปหรือก่อให้เกิดอีกครั้งซึ่งการทุ่มตลาดหรือความเสียหาย (คืออาจจะให้เก็บ AD ต่อไปก็ได้) โดยให้คงการเก็บ AD ไว้จนกว่าจะมีผลการทบทวนดังกล่าว”

ประกอบกับมีแนวทางคำตัดสินขององค์การการค้าโลกในคดี US – Oil Country Tubular Goods Sunset Reviews ได้วางหลักไว้ว่า การทบทวนการเก็บ AD ที่เรียกว่า sunset review นั้นไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา 3 ของความตกลง AD  ซึ่งมาตรา 3 ของ ADA เป็นเรื่องการพิสูจน์ความเสียหายหรือ “Determination of Injury” หมายความว่า การจะจัดเก็บ AD ต่อไปหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ความเสียหายตามมาตรา 3

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างเชิงประจักษ์จากกรณีที่ประเทศไทยถูกประเทศสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ AD สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนตั้งแต่ปี 2544 และในช่วงปี 2556 – ปัจจุบัน ผู้ผลิตในประเทศไทยไม่มีการส่งสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนไปสหรัฐอเมริกา ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตในประเทศไทยไม่ได้สร้างความเสียหาย และไม่มีการทุ่มตลาดไปยังสหรัฐอเมริกามากว่า 10 ปี แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังคงพิจารณาต่ออายุมาตรการกับไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนเรื่องระยะเวลาที่จะนำมาใช้ในการพิจารณาต่ออายุก็พิจารณาได้จากแนวทางคำตัดสินของคดี US – Oil Country Tubular Goods Sunset Reviews เช่นกันโดยพิจารณาได้จากผลการพิจารณาซึ่งระบุว่า “การพิจารณาถึงแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเกิดขึ้นต่อไปหรือก่อให้เกิดอีกครั้งซึ่งความเสียหายนั้น ไม่จำเป็นต้องกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิสูจน์ เพียงแต่การพิสูจน์ถึงแนวโน้มฯ ดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสามารถมีผลการพิจารณาที่ชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมพอ และการพิสูจน์ความเสียหายก็ต้องอยู่บนพื้นฐานดังกล่าวเช่นกัน แม้จะไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ก็ตาม”

“ดังนั้นจึงเห็นว่า การพิจารณาต่ออายุมาตรการ AD สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศไทยก็ควรพิจารณาถึงแนวโน้มการทุ่มตลาด และความเสียหายที่จะฟื้นคืนมา เช่น พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมยังคงมีอยู่หรือไม่ ความสามารถในการผลิต (กำลังการผลิตส่วนเหลือ) และการส่งออก (ปริมาณการส่งออกไปทั่วโลก) ยังคงมีอยู่หรือไม่ และไม่ควรนำผลประกอบการของอุตสาหกรรมภายในแค่ช่วงใดช่วงหนึ่งมาเป็นเหตุผลสำคัญในการต่ออายุ หรือยุติมาตรการ”ศาสตราจารย์ ทัชมัย กล่าว

ด้าน นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอบางสะพาน และนายวิเชียร เกตุงาม รองประธานชมรมฯ ให้ความเห็นว่า การยุติมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบด้านลบที่รุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน รายได้ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อย่างแน่นอน

เนื่องจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนรายใหญ่ของคนไทย คือ กลุ่มเหล็กสหวิริยา ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในพื้นที่อำเภอบางสะพานมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างมากมาย ลำพังจะอาศัยภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ก็ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ในเรื่องของราคาผลผลิตการเกษตรที่ผันผวนตลอดเวลา โดยเฉพาะราคามะพร้าว ซึ่งเป็นพืชหลักของเกษตรกรประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนมาตรการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากต่างประเทศใหม่ และส่งเสริมผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมของคนไทย

แหล่งที่มา :ฐานเศรษฐกิจ

การจำแนกผลิตภัณฑ์เหล็กในไทยตามประเภทของเหล็ก

การจำแนกผลิตภัณฑ์เหล็กในไทยตามประเภทของเหล็ก

หากจำแนกผลิตภัณฑ์เหล็กในไทยตามประเภทของเหล็กกึ่งสำเร็จรูปที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่

1) เหล็กทรงยาว (Long products) ประกอบด้วย เหล็กแท่งใหญ่และเหล็กแท่งยาวซึ่งเป็นเหล็กกึ่งสำเร็จรูป  ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ทำจากเหล็กทั้งสองประเภทนี้ เช่น เหล็กเส้น และเหล็กลวด โดยผู้ผลิตเหล็กทรงยาวแบ่งออกเป็นกลุ่มที่มีเตาหลอมและกลุ่มที่ไม่มีเตาหลอม กลุ่มผู้ผลิตเหล็กที่มีเตาหลอมได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวส่วนมากถูกใช้ในภาคก่อสร้าง

img_1446

2) เหล็กทรงแบน (Flat products) ประกอบด้วย เหล็กแท่งแบนซึ่งเป็นเหล็กขั้นกลาง และผลิตภัณฑ์เหล็กที่แปรรูปจากเหล็กแท่งแบน เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อนและเหล็กแผ่นรีดเย็นซึ่งอยู่ในรูปของเหล็กแผ่น (Plates) และเหล็กม้วน (Coils) ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นชิ้นส่วน/ส่วนประกอบของยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร

steel-plate-gallery-3

สินค้าเหล็กโดยรวมถูกนำไปใช้ในธุรกิจก่อสร้างมากที่สุดในสัดส่วน 57% ของการใช้ในประเทศทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นประเภทเหล็กเส้น เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ และตะปู/น็อต รองลงมาเป็นธุรกิจยานยนต์ 18% ธุรกิจเครื่องจักร 11% ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า 9% ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ 4% และอื่นๆ 1%

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า