Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
เหล็กรูปพรรณ Archives - Page 20 of 29 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
สร้างบ้านควรใช้อิฐมอญหรืออิฐมวลเบา

สร้างบ้านควรใช้อิฐมอญหรืออิฐมวลเบา

บ้านและสวนตอบกระทู้สัปดาห์นี้ เรามีข้อสงสัย จากกระทู้พันทิปที่หลายคนยังข้องใจเกี่ยวกับเรื่องบ้าน เรื่องสวน กับคำถามยอดนิยมคำถามนี้เลยครับ “จะสร้างบ้านควรเลือก อิฐมอญหรืออิฐมวลเบา ดี”

อิฐมอญหรืออิฐมวลเบา

จากคำถาม : ในเรื่องความทนทาน อายุการใช้งานและอุณหภูมิภายในห้องของอิฐสองแบบนี้ครับ รวมถึงเรื่องการที่จะประดับตกแต่ง การต่อเติมด้วยครับ

 

คลายข้อสงสัย : จากที่เจ้าของกระทู้ได้ถามมา ขอแยกเป็นข้อๆ เพื่อตอบให้ได้อย่างชัดเจนตามนี้ครับ

  • ความทนทาน อายุการใช้งาน
  • อุณหภูมิภายในบ้าน
  • การตกแต่ง ต่อเติม

สร้างบ้านควรใช้อิฐมอญหรืออิฐมวลเบา

 

ความทนทาน อายุการใช้งาน

ในเรื่องของความทนทาน ความแข็งแกร่ง อิฐมอญจะได้เปรียบมากกว่าเพราะส่วนผสมที่ทำมาจาก ดินเหนียวปนทราย ผสม แกลบ และขี้เถ้า นำเข้าเตาอบ การยึดเกาะของเนื้อผิวจึงมีมากกว่า สามารถทุบ สกัด เจาะ ฝังอุปกรณ์ต่างๆ ที่รับน้ำหนักมากๆ ซึ่งต่างจากอิฐมวลเบาที่มีส่วนผสมทำมาจาก ทราย ซีเมนต์ ปูนขาว ยิปซั่ม และผงอลูมิเนียม มีรูพรุนอยู่ข้างในมากกว่า สามารถเกิดการแตกร้าวได้ง่ายกว่า

 

 

อุณหภูมิภายในบ้าน

คุณสมบัติในข้อนี้ต้องยกให้ อิฐมวลเบา เพราะเนื้ออิฐมีลักษณะเป็นฟองอากาศ มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี แตกต่างจาก อิฐมอญ ที่เนื้ออิฐมีคุณสมบัติสะสมความร้อนได้ดี เมื่อโดนแสงแดดช่วงกลางวันจะแผ่ความร้อนเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งถ้าห้องไหนก่อด้วยอิฐมอญ ควรมีการถ่ายเทอากาศออกสู่ภายนอกได้ ไม่เช่นนั้นต้องเปิดแอร์สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอย่างมาก

การตกแต่ง ต่อเติม

อิฐมอญ นิยมนำมาตกแต่งในหลายสไตล์ สามารถใช่ก่ออิฐโชว์แนว สไตล์ลอฟท์ หรือวินเทจ ในขณะที่อิฐมวลเบาจะถูกนำมาใช้ก่อผนัง และฉาบปูนทับทั่วไป เรื่องการต่อเติมทั้ง 2 แบบ สามารถทำได้เหมือนๆ กัน ขึ้นอยู่กับใช้งาน เช่น ถ้าจะต่อเติม เจาะแขวนสิ่งของที่รับน้ำหนักมาก ผนังส่วนนั้นควรใช้อิฐมอญจะดีกว่า

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.baanlaesuan.com/61950/maintenance/pantip-brick บ้านและสวน

เมทัลชีท ข้อดีและข้อเสีย เมื่อนำแผ่นเมทัลชีทมามุงหลังคา

เมทัลชีท ข้อดีและข้อเสีย เมื่อนำแผ่นเมทัลชีทมามุงหลังคา

เมทัลชีท ข้อดีและข้อเสีย เมื่อนำแผ่นเมทัลชีทมามุงหลังคา

 

ในปัจุบันนี้ได้มีการออกแบบแบบบ้านทรงโมเดิล มากขึ้นส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหลังคามากขึ้นด้วย จริงๆแล้วนอกจากทรงหลังคาแบบโมเดิลแล้ว หลังคาทรงจั่วหรือปั่นหยาก็สามารถ มุงด้วยแผ่นเมทัลชีทได้นะครับ

 
 
เมทัลชีทhome_bg1
 
 
เมทัลชีทDSC00874-300x225

แล้วหลังคาเมทัลชีทมันคืออะไร

 
เอาตรงๆง่ายๆหลังคาเมทัลชีทก็คือ แผ่นเหล็กที่เอามารีดและทำเป็นลอน ดังรูป  ซึ่งจริงๆแล้วแผ่นเมทัลชีท ทำได้หลายอย่างนะครับ ทำรั้ว ทำผนัง ทำหลังคา ได้หมด
 

เมทัลชีทPhoto 27-9-14 11 42 05

 
 

หลังคาเมทัลชีทมีอะไรดี

 
 การที่นำเมทัฃชีทมาทำเป็นหลังคานั้น มีข้อดีที่สำคัญมากๆๆเลยนะครับคือ
 

1. ป้องกันปัญหาการรั่วซึมของหลังคา

 
เพราะอะไรนั่นหรือ ก็คือเมทัลชีทสามารถผลิตได้แผ่นที่ยาวแบบไม่มีรอยต่อ เมื่อไม่มีรอยต่อก็จะไม่มีการรั่วซึมเช่นกัน
 

 2. ความรวดเร็วในการทำงาน

 
เนื่องจากเมทัลชีทมาเป็นแผ่นยาวและทำการติดตั้งลักษณะเดียวกับ หลังคากระเบื้องลอนคู่ จึงมีความรวดเร็วมากในการทำงาน
 

3. เกิดความเสียหายกับตัววัสดุน้อยมาก

 
เพราะ เมทัลชีทที่นำมามุงหลังคานั้น ไม่แตกง่ายเหมือนกระเบื้องหลังคาทั่วไป
 

4. ความแข็งแรงทนทาน

 
ถ้าตามความเข้าใจของผู้เขียน แผ่นเมทัลชีท เป็นแผ่นโลหะที่เคลือบอลูซิงค์  ซึ่งจะแบ่งเกรดความแข็งแรงเป็นความหนาของแผ่นเมทัลชีทและความหนาของชั้นที่เคลือบอลูซิงค์  จากประสบการ์ของผู้เขียน แผ่นเมทัลชีท จะเสียหายก็ต่อเมื่อโดนสะเก็ด ลูกไฟ จากการ เชื่อมเหล็กจะทำให้แผ่นเมทัลชีทเสียหายได้
 

5. ฝนตกจะเสียงดังไหม ??

 
เคยมีการพูดถึงแผ่นเมทัลชีทว่ามันก็เป็นแผ่นสังกะสีนั่นเอง เวลาฝนตกเนี้ยเสียงจะดังมากจนอยู่ไม่ได้ แต่ … แผ่นเมทัลชีทจะมีการฉีดโฟมมาด้วยหรือจะมีแผ่นโฟมติดมาด้วยเพื่อลดเสียงและป้องกันความร้อนอีกชั้นหนึ่ง
 
เมทัลชีท0003f5
 

ราคา !!!    สำหรับราคาของแผ่น เมทัลชีท จะมีหลายแบบนะครับ ขึ้นอยู่กับความยาวการผลิต สีของแผ่น ความหนาของแผ่น ความหนาของชั้นเคลือบอลูซิ้ง ซึ่งเฉลี่ยตรามเมตรละ 450-750 บาท

สรุป

สำหรับผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า แผ่นเมทัลชีทกำลังได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ในหลายๆที่โดยเฉพาะต่างจังหวัด หากกำลังลังเลอยู่ แผ่นเมทัลชีทก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรือบ้านของท่านเหมือนกัน

ขอบคุณข้อมูลhttp://www.nucifer.com/2015/02/07/matelsheet/

บริษัท JSW Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ซ่อมบำรุงยาว

บริษัท JSW Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ซ่อมบำรุงยาว

บริษัท JSW Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของอินเดียซึ่งมีกำลังการผลิต 18 ล้านตัน/ปี ได้รับยืนยันว่าอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงในระยะยาว ในสายการผลิตที่โรงงานรีดเย็น 1  (Cold-rolled Mill Complex 1) ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงงาน Vijayanagar ในรัฐ Karnataka

โรงงาน CRM1 complex มีกำลังการผลิต 1.8 ล้านตัน/ปี ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 2008 และมีความต้องการในการซ่อมแซม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้บางส่วน ในช่วงระหว่างมกราคม 2020 ถึง พฤษภาคม 2020 เพื่อจะผลิต electrical steel จากเหล็กแผ่นรีดเย็น

แหล่งข่าวจากโรงงานยืนยันว่า “การส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นจะคงลดลงในระยะต่อไป และอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการขายเหล็กแผ่นรีดร้อนส่วนที่เกินมาที่ตลาดภายในประเทศ แต่พวกเราไม่ประสงค์ที่จะลดการผลิต electrical steel.

แหล่งข่าวในตลาดกล่าวว่า แหล่งข่าวในตลาดกล่าวว่า ปริมาณเหล็กรีดเย็นทั้งภายในประเทศและที่ส่งออก มีปริมาณ 2.3 ล้านตัน/ปี ที่มาจากโรงงาน CRM2 complex ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การบำรุงรักษาช่วงนี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียที่ชะลอตัวและมีกำลังการผลิตส่วนเกินของ CRC ในตลาดภายในประเทศ

“การส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของเราจะไม่เกิน 40,000 ตัน/เดือน ในปี 4-5 เดือนข้างหน้า” และการส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนจะปรับลดลง โดยอยู่ที่ 70,000 ตัน/เดือน และจะไม่มีปริมาณมากถึง 150,000 ตัน อย่างที่เราทำได้ก่อนหน้านี้”

การผลิตของ บริษัท JSW ในช่วง เมษายน ถึง ตุลาคม มีปริมาณอยู่ที่ 9.33 ล้านตัน ลดลง 4.3% จาก 9.75 ล้านตัน ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2018 เนื่องมาจากมีการปิดเตาหลอมหลายๆแห่งในช่วงเดือนตุลาคม
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

ปลัดก.อุตฯให้นโยบาย7 สมาคมเหล็ก ฝ่าวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทยเร่งเดินหน้าหาตลาดเพื่อนบ้านเพิ่มปริมาณการส่งออกให้มากขึ้น

ปลัดก.อุตฯให้นโยบาย7 สมาคมเหล็ก ฝ่าวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทยเร่งเดินหน้าหาตลาดเพื่อนบ้านเพิ่มปริมาณการส่งออกให้มากขึ้น

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ มอบนโยบายให้ 7 สมาคมเหล็ก ผู้แทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกว่า 470 ราย เดินหน้าสู้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ เร่งเดินหน้าหาตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน หวังพึ่งพาการส่งออก

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้ 7 สมาคมเหล็ก ซึ่งเป็นผู้แทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกว่า 470 ราย ในการประชุมหารือระหว่างสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น รับรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในประเทศที่มีปริมาณการใช้เหล็กเพียง 19.3 ล้านตัน เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ 7.3 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตเพียง 33% ถูกสินค้านำเข้าแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศซบเซาลงเป็นอย่างมาก กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ไปให้ได้ โดยได้มอบหมายให้ สมอ. เป็นหน่วยงานหลักในการประสานดำเนินการอย่างใกล้ชิดร่วมกับ 7 สมาคมเหล็ก เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กของไทยให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กโดยเพิ่มปริมาณการส่งออก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้มีการใช้เหล็กภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ เพื่อลดอัตราการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามแนะนำให้ผู้ประกอบการมองหาลู่ทางการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ซึ่งมีกำลังซื้อเป็นอย่างมาก กระทรวงอุตสาหกรรมยินดีให้การสนับสนุนและมีโครงการที่จะโรดโชว์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้วเพื่อหาตลาดใหม่ๆ ให้ภาคอุตสาหกรรมของไทย

นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. ได้ดำเนินงานภายใต้นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม และได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายรัฐบาล และภายใต้กฎระเบียบขององค์การการค้าโลก รวมทั้ง ควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเป็นพิเศษ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้มีการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกันสนับสนุนและผลักดันให้มีการใช้สินค้าภายในประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมเหล็กของไทยด้วยเพื่อให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น สำหรับการดำเนินงานของ สมอ. ขณะนี้ได้เร่งรัดแก้ไขมาตรฐานและกำหนดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรฐานที่อยู่ในขั้นตอนการประกาศบังคับใช้ อีกจำนวน 7 มาตรฐาน ได้แก่
1. มอก. 50-2561 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นแถบ
แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก
2. มอก. 528-25xx เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป
3. มอก. 1228-25xx เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
4. มอก. 1390-2560 เข็มพืดเหล็กกล้ารีดร้อน
5. มอก. 1999-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างรถยนต์
6. มอก. 2060-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานถังก๊าซ
7. มอก. 2140-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานรถยนต์
และคาดว่าจะมีการประกาศมาตรฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กเพิ่มในปี 2563 อีก 12 มาตรฐาน  ได้แก่
1. มอก. 349 เหล็กลวดคาร์บอนสูง
2. มอก. 801 นั่งร้านท่อเหล็กกล้าแบบโครงสำเร็จรูป
3. มอก. 427 ท่อเหล็กกล้าสำหรับส่งน้ำ
4. มอก. 276 ท่อเหล็กกล้าคาร์บอนชนิดทนความดัน
5. มอก. 16 เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก
6. มอก. 1279 เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียมปลอดดีบุก
7. มอก. 2183 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเดี่ยว สำหรับเคลือบดีบุก เคลือบโครเมียม/โครเมียมออกไซด์
8. มอก. 2184 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นซ้ำ สำหรับเคลือบดีบุก เคลือบโครเมียม/โครเมียมออกไซด์
9. มอก. 2817 เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นเคลือบโลหะ สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
10. มอก. 2985 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น เคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนสำหรับงานรถยนต์
11. มอก. 2981 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น เคลือบสังกะสี ผสมอะลูมิเนียม 59% ถึง13% และแมกนีเซียม 2% ถึง 4% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน
12. มอก. 2984 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน ที่ต้านการกัดกร่อนในบรรยากาศ สำหรับงานโครงสร้างเชื่อมประกอบ

เพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ สามารถยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน และเพื่อป้องกันการนำเข้าเหล็กที่ด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ เลขาธิการ สมอ. กล่าว

อ่านต่อได้ที่ : https://gnews.apps.go.th/news?news=51634
แหล่งที่มา : สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

คาดภาคการก่อสร้างอาเซียนกำลังเติบโตอย่างมาก

คาดภาคการก่อสร้างอาเซียนกำลังเติบโตอย่างมาก

SEAISI กล่าวว่า กำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวในภูมิภาคอาเซียนนั้นมีมากกว่าการบริโภค ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนนั้นมาจากการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างสำหรับกำลังการผลิตใหม่ๆ

ภาคการก่อสร้างในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ถูกคาดว่าจะสามารถสนับสนุนความต้องการส่วนใหญ่ ทั้งในผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวและทรงแบนในปี 2019 และหลังจากนั้น

SEAISI คาดว่าภาคการก่อสร้างของเวียดนามจะเติบโตประมาณ 8-9% ต่อปีในช่วง 2019 – 2023 ในขณะที่มองว่าภาคการก่อสร้างของไทยจะขยายตัว 3.5%-5% ในปี 2019 และประมาณ 5.7% ในปี 2020

ถึงแม้ว่าการเติบโตของภาคการก่อสร้างของอินโดนีเซียจะถูกคาดว่า ในปี 2020 จะลดลงไปอยู่ที่ 5.72% จากการคาดการเติบโตในปี 2019 อยู่ที่ 6.82%  โดยในปี 2020 ก็เป็นการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการขยายเศรษฐกิจและการเติบโตภายในของอินโดนีเซีย

ในปี 2019 ภาคการก่อสร้างของฟิลิปปินส์ถูกคาดว่า จะโต 10% และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศฟิลิปปินส์ ได้คาดการณ์ความต้องการเหล็กในปี 2019 และ 2020 ว่าจะเติบโต 6% ในแต่ละปี

นอกจากจะสนับสนุนความต้องการเหล็กในภูมิภาคอาเซียแล้ว โรงงานเหล็กใหม่ๆของจีน จะเพิ่มความต้องการวัตถุดิบ เนื่องจากโรงงานเหล็กจะเป็นเตาแบบ blast/basic oxygen furnace โดยกำลังการผลิตใหม่ๆจะสร้างศักยภาพในการส่งออกเหล็กอีกด้วย
ขอบคุณ แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า