google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
การส่งออกเหล็กม้วนรีดเย็นลดลงเนื่องจากอัตราภาษีของสหรัฐ เป็นผลทำให้ราคาร่วงลง

การส่งออกเหล็กม้วนรีดเย็นลดลงเนื่องจากอัตราภาษีของสหรัฐ เป็นผลทำให้ราคาร่วงลง

ยอดส่งออกเหล็กม้วนรีดเย็นของตุรกีในช่วง 6 เดือนแรกลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 171,470 ตัน เนื่องจากการส่งออกไปสหรัฐฯลดลงอย่างมาก แม้จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมพ์ที่จะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรมาตรา 232 ให้แก่ตุรกี ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เริ่มส่งผลในทางลบต่อการส่งออกและการกำหนดราคาของตุรกีในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ประมาณของเหล็กม้วนรีดเย็น (Cold rolled coil: CRC) ในตุรกีที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกาลดลงโดยประมาณ 45% ซึ่งการส่งออกไปยังประเทศดังกล่าวยังคงเป็นสัดส่วน 57% ของการส่งออกเหล็กม้วนรีดเย็นทั้งหมดของตุรกี โดยที่ในเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 111,035 ตัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้มาจากการที่ สถาบันสถิติของตุรกี (TUIK) ส่งข้อมูลให้แก่Platts ในเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม ปริมาณการส่งออกเหล็กม้วนรีดเย็นจากตุรกีไปยังประเทศสเปนทั้งหมดอยู่ที่ 21,500 ตัน ในขณะที่ส่งออกไปยังประเทศอิตาลีทั้งหมดอยู่ที่14,900 ตัน การส่งออกของตุรกีไปยังประเทศในยุโรปตะวันตกอื่นๆยังคงต่ำในช่วงเวลาดังกล่าว โรมาเนียกลายเป็นผู้นำเข้าเหล็กม้วนรีดเย็นรายใหญ่อันดับที่สี่ของตุรกี โดยซื้อ 11,670 ล้านตัน ในช่วงเดือนกรกฎาคม ในขณะที่การส่งออกไปยังบัลแกเรียมีจำนวนทั้งสิ้น 7,700 ตัน

ราคาส่งออกเหล็กม้วนรีดเย็นของตุรกี ในช่วงไม่กี่วันนี้ลดลง ท่ามกลางความต้องการที่ชะลอตัวในช่วงที่ตลาดสหรัฐขาดหายไป และราคาของเหล็กม้วนรีดร้อน (HRC) ค่อยๆลดลง ในขณะที่ความต้องการในประเทศของตุรกีที่ชะลอตัว เนื่องจากภาวะที่ค่าเงิน
ลีร่า (lira) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ยังคงดึงราคาในประเทศและราคานำเข้าเหล็กม้วนรีดเย็นให้ลดลง   ผู้ผลิตของตุรกีเริ่มมีการเสนอราคาขายของเหล็กม้วนรีดเย็น ทั้งราคาในประเทศและราคาส่งออก โดยอยู่ที่ $665/ตัน ในช่วงสิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ลดลง $20/ตัน เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ในขณะที่ราคาเหล็กม้วนรีดเย็นของโรงเหล็กกลุ่มประเทศ CIS[1] ที่ได้เสนอราคาให้ตุรกีก็ได้ลดลงเหลือ$625-$635/ตัน CFR จากรายงานของPlatts

[1] กลุ่มประเทศ CIS เกิดจากการรวมตัวกันของบรรดาประเทศเกิดใหม่ที่แยกตัวมาจากอดีตสหภาพโซเวียตเมื่อปลายปี 2534 ปัจจุบันมีสมาชิกรวม 9 ประเทศ คือ อาร์มีเนีย  อาเซอร์ไบจาน เบลารุส  คาซัคสถาน  คีร์กีซสถาน มอลโดวา รัสเซีย ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน

— Cenk Can
แหล่งที่มา : SteelBB
Cr. iiu.isit.or.th

การผลิตเหล็กดิบของจีนในเดือนกรกฎาคมหดตัว

การผลิตเหล็กดิบของจีนในเดือนกรกฎาคมหดตัว

China’s crude steel production (million mt)
Source: NBS
  2016 2017 2018
April 69.42 72.8 76.7
May 70.5 72.26 81.83
June 69.5 73.23 80.19

อ้างอิงจากข้อมูลที่ออกโดยสำนักสถิติแห่งชาติเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม การผลิตเหล็กดิบของจีนในเดือนกรกฎาคมลดลงเป็นครั้งแรกในปี 2018 อยู่ที่ 2.621 million mt/วัน ซึ่งลดลง 2% จากตัวเลขในเดือนมิถุนายน ซึ่งอยู่ที่ 2.673million mt/วัน อย่างไรก็ตามตัวเลขในเดือนกรกฎาคม เป็นระดับสูงสุดอันดับสองในรอบ 7 เดือนแรกของปี 2018 โดยมีมูลค่า 957 million mt เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2017 ที่มีผลผลิตเหล็กดิบอยู่ที่ 832million mt.

สำนักข่าว NBS กล่าวว่า ผลผลิตเหล็กดิบโดยรวมของจีนในเดือนกรกฎาคมแตะระดับ 81.24 million mt. เพิ่มขึ้น 7.2 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามได้ชะลอลงจากระดับ 7.5% และ 8.9% ในเดือนมิถุนายนและเดือนพฤษภาคม โดยภาพรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม ผลผลิตเหล็กดิบรวมของจีน อยู่ที่ 532.85 million mt. เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.3%

ผลผลิตที่ลดลงในเดือนกรกฎาคมเป็นผลมาจากมาตรการป้องกันสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นของจีน ซึ่งจะเป็นการยับยั้งการผลิตของผู้ผลิตเหล็ก โดยในวันที่ 20 กรกฎาคม เมืองถังซาน (Tangshan) มีผลผลิตลดลงภายในรอบ 43 วัน ส่งผลให้โรงงานลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง 20% -50% และในวันที่ 12 สิงหาคม เมือง Fengnan ของเมืองถังซาน (Tangshan) ได้ประกาศว่าจะลดกำลังการผลิตเตาหลอมจาก 20-37.1% เป็น 50% ซึ่งเป็นไปตามที่ Platts รายงาน

เทรดเดอร์เหล็กบางรายและนักสังเกตการณ์ตลาด กล่าวว่าผลผลิตเหล็กดิบของจีนในเดือนสิงหาคมอาจลดลงจากเดือนกรกฎาคม ขณะที่นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรายหนึ่งได้กล่าวว่า ยังคงเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ระดับผลผลิตในเดือนกันยายน เพราะเนื่องจากมาตรการป้องกันสิ่งแวดล้อมของจีนยังคงมีอยู่ต่อไปในช่วงที่เหลือของปี 2018

สำนักข่าว NBS รายงานว่าผลผลิต pig iron ในเดือนกรกฎาคมได้เพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มีปริมาณอยู่ที่ 67.52 million mt และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2018 ผลผลิต pig iron เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปริมาณอยู่ที่ 441.79 million mt

-Jing Zhang
แหล่งที่มา : SteelBB

ราคาเหล็กเส้นในเอเซียสูงขึ้นเนื่องจากราคาในจีนเพิ่มขึ้น

ราคาเหล็กเส้นในเอเซียสูงขึ้นเนื่องจากราคาในจีนเพิ่มขึ้น

ราคาเหล็กเส้นเพิ่มสูงขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ควบคู่กันกับราคาที่สูงขึ้นในประเทศจีนและในตลาดซื้อขายล่วงหน้า

Platts ประกาศราคาเหล็กเส้น BS500 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16-20 mm ราคาอยู่ที่ $557/mt FOB จีน โดยที่เพิ่มขึ้น $2/mt จากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตลาดค้าปลีกในกรุงปักกิ่งประกาศ เหล็กเส้น HRB400 ขนาด18-25 mm ราคาอยู่ที่4,290 หยวน/mt ($627/mt) ex-stock ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 16% โดยราคาภายในวันปรับเพิ่มสูงขึ้น20/mt

สัญญาซื้อขายเหล็กเส้นในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่จะมีผลในเดือนตุลาคมได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปิดราคาสูงขึ้น 13/mt (0.3%) จากวันจันทร์ที่ผ่านมาที่มีราคาอยู่ที่ 4,237/mt ($619/mt).

ผู้ที่ซื้อขายอยู่ภายในตลาดหลายราย กล่าวว่า คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นตลอดเดือนสิงหาคม เนื่องจากความต้องการที่มากขึ้นจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น

ผู้ค้าเหล็กเส้นของโรงงานเหล็กหลักๆในทางตะวันของของประเทศจีน ยังคงรักษาระดับราคาให้อยู่ที่ $555/mt FOB จีน ตามน้ำหนักที่ได้ประเมินไว้เพื่อสำหรับใช้ส่งมอบในเดือนกันยายน ซึ่งราคาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในวัน

ผู้ผลิตรายหนึ่งในสิงคโปร์ได้กล่าวถึงเหล็กเส้นตามน้ำหนักประเมิน (theoretical weight) จะมีราคาอยู่ที่ $545-$550/mt FOB จีน หรือ $565/mt CFR สิงคโปร์ ที่มาจากโรงงานเหล็กในจีน ซึ่งมีความใกล้เคียงกับราคาตามน้ำหนักจริง (actual weight) โดยราคาอยู่ที่ $562/mt FOB จีน

ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าวว่า ราคาเหล็กเส้นในตุรกีอยู่ที่ $550/mt CFR สิงคโปร์ และราคาเศษเหล็กอยู่ที่ $327/mt CFR ตุรกี ซึ่งราคาดังกล่าวจะใกล้เคียงกับราคา $557/mt FOB จีน โดยที่สมติให้ค่าขนส่งอยู่ที่ $20/mt. และ weight tolerance อยู่ที่ 3% หลังจากที่ได้มีการปรับปริมาณการขนส่งให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ Platts. และยังกล่าวต่อไปว่าเขาต้องการเหล็กเส้นของตุรกีมากกว่าเนื่องจากไม่เพิ่มต้นทุนของเหล็กเส้นที่มีความยาวไม่ได้ตามมาตรฐาน เมื่อเทียบกันเหล็กเส้นของกาตาร์

ผู้จัดจำหน่ายในประเทศเห็นด้วยกับราคาประเมินที่ยังอยู่ที่ $550-$555/mt CFR หรือผู้ซื้อบางรายอาจจะหาได้ในราคา $550/mt CFR

ผู้จัดจำหน่ายในประเทศฮ่องกง กล่าวถึงการประเมินราคาเหล็กเส้นขนาด 10-40 mm. ที่จะมีการส่งมอบในเดือนกันยายน โดยราคาอยู่ที่ $545-$550/mt CFR (actual weight) ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงราคาภายในวัน

และผู้จัดจัดหน่ายได้กล่าวเสริมอีกว่าไม่ต้องการที่จะเสนอราคาขายให้ต่ำกว่า $555/mt CFR เนื่องจากราคาจะเทียบเท่ากับราคาตามน้ำหนักจริงของจีนที่มีราคา $555-$560/mt FOB จีน โดยสมมติให้มีค่าขนส่ง อยู่ที่ $13/mt หลังจากที่ได้มีการปรับคุณภาพและปริมาณให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ Platts

— Joy Zhuo and Dai Yuelin
แหล่งที่มา : SteelBB

โลกจับตาธุรกิจเหล็กสงครามการค้าสะเทือนเป็นลูกโซ่

โลกจับตาธุรกิจเหล็กสงครามการค้าสะเทือนเป็นลูกโซ่

สงครามการค้า สะเทือนเป็นลูกโซ่  กำลังขยายผลในทางลบกับอุตสาหกรรมเหล็ก หลังจากถูกอเมริกาใช้มาตรา 232 กฎหมายการค้า Trade Expansion Act ปี 1962 ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากทั่วโลกรวมถึงไทยด้วยในอัตรา 25% และ 10% ตามลำดับ

นับเป็นการซํ้าเติมอุตสาหกรรมเหล็กของไทยเเละของโลกจากนโยบาย 2 ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ นายกรกฎ   ผดุงจิตต์  เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลที่ตามมาจากนโยบายของอเมริกาและยุทธวิธี การทำการค้าของจีนที่ทำให้ทั่วโลกต้องติดตามและเฝ้าระวังผลที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ รวมถึงความผิดเพี้ยนของโครงสร้างราคาเหล็กในตลาดโลกเวลานี้

เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กส.อ.ท.กล่าวว่า ผลจากที่อเมริกาเดินมาตรา 232 ต่ออุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก ทำให้อีกหลายประเทศยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กต้องออกมาประกาศใช้มาตรการปกป้อง เพื่อกันการทะลักของเหล็กที่ overflow ในตลาดโลก อย่างสหภาพยุโรป ตุรกี ประกาศไต่สวน Safeguard และประเทศต่างๆ ก็เร่งใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน

44.8ล.ตันทุ่มไทย-อาเซียน

ประเมินว่าเฉพาะมาตรา 232 ของอเมริกาและ Safeguard ของอียูและตุรกีจะทำให้มีเหล็ก overflow ในตลาดโลกมากถึงจำนวน 77.8 ล้านตัน โดยเหล็กจำนวน 44.8 ล้านตัน จากประเทศอินเดีย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม รัสเซีย ยูเครน เป็นความเสี่ยงที่ถูกทุ่มตลาดเข้ามาในประเทศไทยและประเทศในแถบอาเซียน

สำหรับประเทศไทยในช่วง 5 เดือนแรกเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เหล็กหลายรายการที่มีบทบาทในตลาดที่นำเข้าจาก 7 ประเทศมายังประเทศไทยอยู่ในระดับปริมาณการนำเข้าที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับ 5 เดือนแรกปีที่แล้ว อย่างเหล็กลวด เฉพาะการนำเข้าจากเวียดนามสูงขึ้นมาแล้วถึง 1,216.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนช่วงเดียวกัน ลวดเหล็กจากเวียดนามก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 98.2% เหล็กเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อน นำเข้าจากจีนสูงถึง 72.3% และท่อเหล็กจากเวียดนาม นำเข้าสูงขึ้นถึง 60.3% เป็นต้น สถิติเหล่านี้คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงผลที่ตามมา ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
ปฏิบัติการสวมสิทธิ์

นายกรกฎ กล่าวอีกว่าไม่เพียงเท่านั้น โลกยังต้องเผชิญกับยุทธวิธีในการทำการค้าของจีนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดกลยุทธ์เดินสายทุ่มตลาดเหล็กไปทั่วโลก รัฐบาลจีนให้การอุดหนุนการส่งออกก่อนหน้านี้ เพื่อระบายเหล็กจำนวนมากออกนอกประเทศ ตีตลาดโลกในราคาถูกกว่าผู้ผลิตในประเทศนั้นๆ

เช่นเดียวกับการใช้ฐานการผลิตนอกบ้านปฏิบัติการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า หลังจากพบว่าตัวเลขส่งออกจากไทยไปอเมริกาและตัวเลขอเมริกานำเข้าจากไทยมีความแตกต่าง ไม่เท่ากัน แสดงว่าเกิดการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ที่จีนนิยมทำ เช่น บริษัท ก. สัญชาติจีน เข้ามาตั้งโรงงานผลิตเหล็กในไทยในปริมาณเล็กน้อย จากนั้นก็ไปขอใบ C/O (Country of Origin) ใบรับรองว่าสินค้านี้ผลิตในประเทศไทย หรือใบแสดงแหล่งกำเนิดสินค้า ขณะเดียวกันบริษัทก. ก็มีการนำเข้าเหล็กบางส่วนเข้ามาจากจีนด้วย จากนั้นก็ทำการส่งออกไปพร้อมกันภายใต้แหล่งกำเนิดสินค้าไทย เช่น มีการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กในไทย 2,000 ตันแต่เวลาส่งออกไป กลับมีการขอ C/O ส่งออกไปสูงถึง 20,000 ตัน
โครงสร้างราคาเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตามสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กในช่วงที่ผ่านมา จีนจะเป็นผู้คุมตลาดเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้โครงสร้างราคาไม่เป็นปกติ อย่างเช่น ราคาถ่านหิน ซึ่งจีนเป็นผู้ซื้อและส่งออกถ่านหินรายใหญ่ ก็ทำให้ราคาถ่านหินสูงขึ้น เช่นเดียวกับแท่งกราไฟต์ อิเล็กโทรด ซึ่งใช้กับเตาหลอมเหล็กด้วยไฟฟ้า Electric Arc Furnace (EAF) สำหรับโรง งานผลิตเหล็กเส้น เหล็กแผ่น ทั้งหลายที่ใช้ตัวนี้เป็นวัตถุดิบในการหลอมเหล็ก ที่ก่อนหน้านั้นจีนดัมพ์ราคาลงมา จนโรงงานแท่ง กราไฟต์อิเล็กโทรดในโลกปิดกิจการ ในที่สุดจีนกลายเป็นฐานใหญ่ และมีอำนาจต่อรองสูงในการกำหนดราคา ทำให้ต้น ทุนผู้ประกอบการทั่วโลกที่ต้องใช้แท่ง กราไฟต์อิเล็กโทรด มาผลิตเตา EAF ในการหลอมเหล็กสูงขึ้นมาก

“เวลานี้ดูเหมือนว่าจีนกำลังจะทำในแบบเดียวกันนี้กับอุตสาหกรรมเหล็กทั้งหมด ทำโดยวิธีการขึ้นราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ราคาขยับไปที่กว่า 600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน แต่พอนำเหล็กแผ่นรีดร้อนไปผลิตเป็นสินค้าต่อเนื่อง เช่น ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น แต่ขายได้ในราคา 680 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ซึ่งความจริงราคาต้องขึ้นไปที่กว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ตรงนี้จะเห็นว่าจีนได้กำไรไปแล้วกับการขายเหล็กแผ่นรีดร้อน แต่กลับส่งผลิตภัณฑ์เหล็กปลายนํ้าไปในตลาดโลกในราคาที่ตํ่ามากเพื่อตัดราคาผู้ผลิตในประเทศอื่น

อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ทำให้ราคาเหล็กรีดร้อนสูงขึ้น ในขณะนี้มาจากที่จีนปั่นตลาดโดยวิธีปั่นตลาดจะมี 2 วิธี คือ ปั่นโดยกดราคาเหล็กปลายนํ้าให้ตํ่า เพื่อให้คนอื่นอยู่ไม่ได้ เเละดันราคาเหล็กต้นทางให้สูง โดยที่จีนขายวัตถุดิบ เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อนในราคาที่ได้กำไร แต่ไปขายสินค้าสำเร็จรูปราคาถูก จนทำให้ผู้ผลิตเหล็กปลายนํ้าทั่วโลกขาดทุน และจีนก็ขายปลายนํ้าได้มากขึ้น

เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กส.อ.ท.กล่าวอีกว่า โครงสร้างราคาเปลี่ยนไปจาก เดิมมาก เมื่อก่อนวัตถุดิบราคาสูงขึ้น ราคาผลิตภัณฑ์เหล็ก ชนิดต่างๆ ก็สูงขึ้นตามกันเป็นทอดๆ ต่างจากปัจจุบันที่จีนพยายามเข้ามาแทรกแซงโครงสร้างราคาเหล็กทุกชนิดในตลาดโลก เพราะจีนเคยทำสำเร็จมาแล้วกรณีถ่านหินกับแท่งกราไฟต์ อิเล็กโทรด พอทุกคนตายหมด โรงงานปิด จีนก็กลับมาขายสินค้าได้ในราคาที่สูง เพราะไม่มีคู่แข่ง นั่นคือเป้าหมายที่จีนต้องการ เข้ามาคุมราคาในตลาดโลก โดยที่ไม่มีคู่แข่ง
แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

พาณิชย์ ถกหน่วยงานเกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า

พาณิชย์ ถกหน่วยงานเกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดประชุมเรื่องแนวทางการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Circumvention) โดยเป็นการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับกรณีมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ กำหนด ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) มาตรการภาษีสินค้าตามมาตรา 301 และมาตรการทางภาษีสินค้าเหล็กและอลูมิเนียมตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ หลบเลี่ยงผ่านประเทศไทย พร้อมขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ไทยไม่ได้รับยกเว้นจากมาตรการ 232 ของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจถูกสหรัฐฯ เปิดไต่สวนการหลบเลี่ยงฯ (Anti-Circumvention) ในสินค้าเดียวกันจากไทยด้วย
“เพื่อป้องกันไม่ให้หนังสือรับรองฯ Form C/O ทั่วไปของไทยกลายเป็นเครื่องมือในการแอบอ้างถิ่นกำเนิด กรมฯ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโดยการตรวจสอบการนำเข้าจากประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการฯ ที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ ในพิกัดศุลกากรเดียวกันและมีการขอ Form C/O ทั่วไป จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบย้อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกมาขอ Form C/O ทั่วไปได้อีกต่อไปในกรณีที่พบการกระทำผิด” นายอดุลย์ กล่าว

หลังจากที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันแล้ว แนวทางที่จะดำเนินการในเบื้องต้นนั้น กรมการค้าต่างประเทศจะประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการส่งออกสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า และจะเชื่อมโยงข้อมูลการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากับกรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งจะพัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจติดตามรายการสินค้าดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ส่งออกเตรียมความพร้อมด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับ Form C/O ทั่วไปเพื่อรองรับการตรวจสอบในภายหลังจากหน่วยงานของประเทศผู้นำเข้าหรือกรมการค้าต่างประเทศ

แหล่งที่มา : RYT9

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า