Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
โครงสร้างเหล็ก Archives - Page 8 of 18 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

สำหรับขั้นตอนการทำโครงหลังคาบ้าน จะต้องทำการติดตั้งเพลทหัวเสาเพื่อเป็นตัวเชื่อมยึดเข้ากับอเสเหล็ก ซึ่งเหล็กเพลทที่นำมาใช้ในการเชื่อมปิดหัวเสานี้ ควรจะมีขนาดของแผ่นเหล็กเพลทเล็กกว่าพื้นที่หน้าตัดเสา เนื่องจากการอุดหัวเสาใต้เพลทนั้นจะต้องเทกรอกปูนลงไปภายในช่องว่างที่เหลืออยู่ ถ้าหากแผ่นเหล็กเพลทมีขนาดเท่ากับพื้นที่หน้าตัดเสา จะส่งผลให้การกรอกปูนเพื่ออุดใต้เพลททำได้ยาก รวมทั้งอาจทำให้คอนกรีตหัวเสาที่อยู่บริเวณใต้แผ่นเหล็กเพลทเกิดเป็นโพรงได้

วิธีการติดตั้งเพลทหัวเสาสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่นำเหล็กเส้นมาดัดให้มีลักษณะเป็นรูปตัวเชื่อมเหล็กตัวยูทั้ง 2 ตัว ซึ่งเหล็กเส้นที่ใช้จะต้องมีขนาดเท่ากับรูของเหล็กเพลท เมื่อดัดเสร็จแล้วจึงจะนำเหล็กเส้นติดไว้บริเวณใต้แผ่นเพลทไว้ก่อนเพื่อรอเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม โดยในขั้นตอนการเชื่อมนั้น จะต้องทำการเชื่อมให้เต็มขนาดความกว้างของรูปตัวยูเพื่อให้เหล็กเพลทยึดติดได้แน่นและจะไม่สามารถหลุดได้ในภายหลัง

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม จะต้องทำการกำหนดระดับความสูงของเพลทรวมทั้งทำการจัดตำแหน่งเพลท โดยให้บริเวณจุดศูนย์กลางเพลทอยู่ตรงกับกับจุดศูนย์กลางของเสาหรือ Grid line เมื่อกำหนดความสูงและจัดตำแหน่งได้เรียบร้อยแล้วจึงทำการเชื่อมยึด โดยการประคองเพลทไว้กับเหล็กแกนเสา ซึ่งการป้องกันเพลทเอียงระหว่างการเชื่อมนั้น สามารถใช้ระดับน้ำเข้ามาช่วยในการเช็คระดับหลังเพลทให้ตรงได้

เหล็กเพลทหัวเสาจำเป็นต้องมีไหม?

เหล็กเพลทหัวเสาในงานก่อสร้างนั้นจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าหากมีก็จะสามารถดำเนินงานได้สะดวกมากกว่า เพราะนอกจากเหล็กเพลทจะเป็นตัวช่วยสำหรับการทำระดับโครงหลังคาและช่วยกระจายแรงได้แล้ว ยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้ช่างสามารถทำการเชื่อมเหล็กเส้นติดกับเหล็กกล่องได้ง่าย เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

บ้านในสมัยก่อนนั้น มักถูกออกแบบให้โครงสร้างเหล็กสามารถรับกับกระเบื้อง รวมทั้งทำการติดตั้งคานคอนกรีตรัดหัวเสาทุกต้นไว้เพื่อป้องกันการแยกออกจากกัน แต่ต่อมางานก่อสร้างบ้านได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยการนำเหล็ก double c เข้ามาทำหน้าที่เป็นคานแทนคานคอนกรีตรูปแบบเก่า ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่อาจมองดูแล้วไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงนั้นการใช้เหล็ก double c มาแทนคานคอนกรีต สามารถส่งผลให้ผนังที่ถูกก่อขึ้นจากอิฐเกิดการแตกที่บริเวณมุมต่อเสากับผนังได้ เนื่องจากการต่อเชื่อมกันระหว่างเหล็กกับเสาคอนกรีตไม่สามารถถูกเชื่อมให้เป็น rigid เมื่อจั่วรับน้ำหนักมากขึ้นจึงเกิดแรงกระทำทางด้านข้างจนส่งผลให้ปลายเสาแยกออกจากกัน

ในกรณีดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยหากเป็นคานเหล็กควรทำการเสียบเหล็กฉากไว้ในเสา 2-3 ท่อน ให้มีความลึกระดับหนึ่งขณะที่ทำการเทใหม่ แล้ววาง plate ลงสำหรับเชื่อมเข้ากับเหล็กฉาก สุดท้ายจึงจะวางคานหรือเหล็กจันทัน

วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

หลังจากเสร็จสิ้นการติดตั้งเพลท

หลังจากที่เพลทถูกติดตั้งเรียบร้อยแล้ว จะต้องทำการเข้าแบบและอุดเสาโครงสร้างบ้านด้วยวิธีการเทปูนลงให้เต็มบริเวณใต้เพลท ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะสามารถทำได้โดยการเทกรอกปูนลงให้เต็มบริเวณขอบแผ่นเพลทจากด้านบนที่มีช่องว่างด้วยปูนเกราท์ หรือ Non-Shrink Grout จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้ปูนแข็งตัวแล้วจึงจะสามารถแกะไม้แบบออกได้ โดยเมื่อไม้แบบถูกแกะออกมาแล้ว ปูนที่หล่อไว้จะต้องถูกอุดเต็มเพลทและไม่มีโพรงเกิดขึ้น

เหตุผลที่ปูน Non-Shrink ถูกเลือกมาใช้ เนื่องจากเป็นปูนชนิดผงสำเร็จรูปที่สามารถนำมาใช้งานได้ง่าย เพียงแค่ผสมปูนผงเข้ากับน้ำเปล่า และยังเป็นปูนที่ให้เนื้อที่มีความเหลวค่อนข้างมาก จึงสามารถใช้เทลงไปบริเวณใต้แผ่นเพลทได้อย่างทั่วถึง โดยไม่มีรูโพรงเกิดขึ้น มากกว่านั้นปูน Non-Shrink ยังมีคุณสมบัติที่สามารถรับแรงกดอัดได้มากกว่าคอนกรีตธรรมดาทั่วไป อีกทั้งเป็นปูนชนิดที่ไม่หดตัว ช่วยลดการแตกร้าวในการเทปูนได้อีกด้วย

ส่วนเหตุผลที่คอนกรีตแบบปกติไม่ถูกผสมมาใช้สำหรับงานอุดหัวเสา เนื่องจากคอนกรีตมีลักษณะเนื้อที่ไม่เหลว ทำให้เมื่อเทลงไปบริเวณใต้เพลทแล้ว คอนกรีตไม่สามารถไหลเข้าไปในช่องว่างที่มีพื้นที่คับแคบได้อย่างทั่วถึงจนอาจมีรูโพรงเกิดขึ้นได้ และถ้าหากผสมคอนกรีตให้มีลักษณะเนื้อที่เหลวมาก ก็จะเป็นการลดความสามารถและประสิทธิภาพในการรับแรงกดอัดของคอนกรีตให้ต่ำลง

วิธีการทั่วไปในการใช้แผ่นเพลทหรือเพลทหัวเสา

  1. สำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรง หรืองานที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกดค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มักนำ J-Bolt มาทำการฝังลงไปในเสา ตัวอย่างเช่น เสาในอาคารสูงหรืออาคารโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเสาที่ถูกนำมาติดตั้งโครงหลังคาต้องมีขนาดพื้นที่หน้าตัดกว้างมากพอที่จะติดตั้งเพลทได้ แล้วจึงทำการอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องใต้เพลท โดยแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เสาคอนกรีตเสริมเหล็กจะไม่ทำการรับแรงเหล่านั้นโดยตรง แต่จะรับต่อมาจากตัว J-Bolt ที่ถูกฝังเอาไว้อีกทีหนึ่ง
  2. การติดตั้งเพลท เริ่มจากการเจาะรูเพื่อให้เหล็กเส้นสามารถโผล่ออกมาได้ ก่อนที่จะกำหนดระดับของเพลทรวมทั้งหาระดับของเสาทุกต้น เชื่อมยึดเหล็กเส้นติดกับเพลท แล้วอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องว่างใต้เพลท จากนั้นนำเหล็กรูปตัวซีมาเชื่อมรวมติดกันให้พออยู่ตัวและนำเหล็กฉากสั้นๆมาวางทางด้านข้าง สุดท้ายจึงจะทำการเชื่อมยึดให้แน่นต่อไป

Plate โดยทั่วไปจะมีขนาดและความหนา ดังนี้

  • ขนาด 4 x 4 นิ้ว หนา 4.0 หรือ 6.0 มิลลิเมตร
  • ขนาด 6 x 6 นิ้ว หนา 4.0, 0 มม. หรือ 9.0 มิลลิเมตร
  • ขนาด 8 x 8 นิ้ว หนา 4.0, 0 , 9.0 มม. หรือ 12.0 มิลลิเมตร

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.chi.co.th/article/article-1150/

บ้านไม้โครงเหล็ก สไตล์บ้านตากอากาศ

บ้านไม้โครงเหล็ก สไตล์บ้านตากอากาศ

กลับมาพบกับ ในบ้าน กันอีกแล้วนะคะ ครั้งนี้เราก็มาพร้อมกับ บ้านน็อคดาวน์โครงเหล็ก ประกอบเข้ากับวัสดุไม้โทนสีทึบ ครบครันทุกฟังก์ชันใช้งาน มีมุมพักผ่อนริมระเบียงบ้าน ตลอดจนสนามหญ้าสีเขียวสดนอกบ้าน เป็นหนึ่งในผลงานจาก BB-Home บ้านน็อคดาวน์ เราลองไปชมกันเลยค่ะ

บ้านน็อคดาวน์หลังนี้ก่อสร้างขึ้นที่อำเภแแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะเป็นบ้านยกพื้นสูง โครงสร้างภายนอกเป็นเหล็กแต่งแต้มด้วยสีดำ ตัวฐานบ้านก่ออิฐฉาบปูน ผนังกรุไม้เทียมสีเข้ม หลังคาปกคลุมด้วยทรงเพิงหมาแหงน โดดเด่นท่ามกลางสวนนอกบ้านพร้อมต้นไม้สูงใหญ่ ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวบริเวณนอกบ้าน

 

ด้านบนมีเฉลียงแนวยาวเชื่อมต่อเข้าไปยังประตูทางเข้าหน้าบ้าน มาพร้อมหลังคาโครงเหล็กยื่นออกมาป้องกันแดดและฝน

 

อีกด้านหนึ่งเป็นระเบียงชมวิวปูพื้นไม้ขนาดพอเหมาะ จัดวางโต๊ะและเก้าอี้ไว้ เหมาะสำหรับเป็นพื้นที่พักผ่อนจิบกาแฟ สูดกลิ่นอายธรรมชาติในยามเช้า

 

ในส่วนของพื้นที่ด้านใน ผนังกรุไม้ลามิเนตสีเข้ม ตัดกับพื้นสีขาวดำลายโบราณ จัดวางเฟอร์นิเจอร์ไว้ตามมุมต่างๆ พร้อมกันนี้ก็ได้ติดตั้งหน้าต่างกระจกบานใสไว้โดยรอบ ซึ่งช่วยในเรื่องของการเพิ่มแสงสว่างภายในห้องได้เป็นอย่างดี

 

ห้องครัวตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย ผนังและเคาน์เตอร์ครัวปูกระเบื้องเงาลายอิฐโชว์แนวสีดำ ปิดทับด้วยท็อปสีดำเงา พื้นปูกระเบื้องตรีทัชลายวินเทจ ประดับด้วยโคมไฟแขวนดีไซน์คลาสสิค

 

นี่คือโซนซักล้าง แบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นส่วนซิงค์ โซนเปียก และด้านในเป็นโซนแห้ง สามารถจัดวางเครื่องซักผ้าหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดประเภทต่างๆ ได้

 

ห้อนอนปูพื้นไวนิลลายไม้ ผนังกรุลามิเนตสีเข้ม มาพร้อมหน้าต่างมองทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างถนัดตา

 

ห้องเสื้อผ้าหรือ Walk-in Closet มีขนาดกะทัดรัด แต่ก็ช่วยให้พื้นที่ใช้งานในห้องดูเป็นระเบียบ ไม่เกะกะสายตา

 

ห้องน้ำกว้างขวาง ปูพื้นกระเบื้องลายไม้ ผนังตกแต่งด้วยลวดลายวินเทจสวยงาม นอกจากนี้ยังติดตั้งฉากกระจกเพื่อแยกระหว่างพื้นที่เปียกและแห้ง ซึ่งนอกจากจะง่ายต่อการทำความสะอาดแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี

 

บ้านน็อคดาวน์ขนาดกลาง ประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ รับแขก ห้องครัว ห้องซักล้าง และระเบียงพักผ่อนนอกบ้าน มีราคาต่อหลังอยู่ที่ 1,670,000 บาท (เฟอร์นิเจอร์ตามภาพ) หากเพื่อนๆ สนใจ สามารถเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากข้อมูลด้านล่างนี้เลยค่ะ

Line id : bbhome2014

Facebook : BB-Home บ้านน็อคดาวน์

Tel : 085-3005775, 081-8775996

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

Line id : bbhome2014

Facebook : BB-Home บ้านน็อคดาวน์

Tel : 085-3005775, 081-8775996

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.naibann.com/tsp41-knockdown-vacation-house-by-bb-home

บ้านโครงสร้างเหล็ก ทางเลือกใหม่ของการก่อสร้าง

บ้านโครงสร้างเหล็ก ทางเลือกใหม่ของการก่อสร้าง

บ้านโครงสร้างเหล็ก เหมาะสำหรับสร้างบ้านหรือไม่ ข้อดี-ข้อเสีย ลองมาอ่านข้อมูลกันครับ

เราอาจจะคุ้นเคยกับการสร้างบ้านด้วยโครงสร้างคอนกรีตมาตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการก่อสร้างที่ใช้เวลานานและใช้แรงงานจำนวนมาก ราวกับเป็นการก่อสร้างแบบผูกขาด ทั้งที่จริงโครงสร้างรูปแบบอื่นสามารถก่อสร้างบ้านได้เช่นกัน วันนี้คอนเทล โฮม จึงขอนำเสนอเรื่องราวของการสร้างบ้านอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือ บ้านโครงสร้างเหล็ก
บ้านโครงสร้างเหล็ก
บ้านโครงสร้างเหล็กเป็นหนึ่งในทางเลือกของการสร้างบ้าน ซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายในต่างประเทศ เพราะความแข็งแรงและความรวดเร็วในการก่อสร้าง ทำให้บ้านโครงสร้างเหล็กเป็นทางเลือกในการก่อสร้างที่คุ้มค่า อีกทั้งคุณสมบัติโครงสร้างเหล็กยังเหนือกว่าวัสดุอื่น จึงสรุปข้อดีของบ้านโครงสร้างเหล็กได้ดังนี้

– ให้กำลังสูง โครงสร้างเหล็กจึงมีน้ำหนักเบากว่าโครงสร้างที่ทำด้วยวัสดุอื่น ช่วยลดการใช้เสาเข็ม

– ใช้แรงงานจำนวนน้อย เพราะขั้นตอนการทำงานที่ลดลง

– ช่วยลดเวลาก่อสร้างได้เป็นอย่างดี ซึ่งค่าแรงก็จะลดตามมา

– เป็นโครงสร้างที่รองรับการออกแบบสไตล์โมเดิร์น แปลกใหม่ได้ดี

– โครงสร้างเหล็กมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการรับแรงจากแผ่นดินไหวหรือแรงกระแทก

– ทนทาน สามารถรับน้ำหนักได้มาก

– เหมาะสำหรับการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด เพราะสะดวกในการขนส่ง

– หน้าไซต์งานก่อสร้างสะอาด เรียบร้อย และยังช่วยลดวัสดุเหลือทิ้งอีกด้วย

– สามารถต่อเติมได้ในภายหลัง

บ้านโครงสร้างเหล็ก

ในส่วนข้อจำกัดของโครงสร้างเหล็กก็มีเช่นกัน ได้แก่

– มีราคาสูงกว่าโครงสร้างจากวัสดุอื่น ทำให้ราคาบ้านแพงกว่าบ้านทั่วไป

– ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง หากเกิดสนิม

– ขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างบ้านโครงสร้างเหล็ก ผู้รับสร้างบ้านส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการใช้โครงสร้างคอนกรีต

จะเห็นได้ว่าภาพรวมของบ้านโครงสร้างเหล็กนั้น หากมองในเรื่องราคาก็ยังสูงกว่าโครงสร้างวัสดุอื่นพอสมควร แต่ถ้ามองถึงอนาคตจะพบว่าบ้านโครงสร้างเหล็กสามารถลดปัญหาในการก่อสร้างได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และค่าแรงงานที่ปรับขึ้นทุกปี เมื่อถึงวันนั้นทุกคนจะหันมาให้ความสนใจกับบ้านโครงสร้างเหล็กมากขึ้น

ระบบก่อสร้างคอนเทล โฮม เป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่ใช้ระบบเสา-คานด้วยเหล็กที่ป้องกันการกัดกร่อนของสนิมได้ดี คอนเทล โฮม พร้อมจะเป็นผู้นำนวัตกรรมการก่อสร้าง ทำให้การก่อสร้างบ้านเป็นเรื่องง่ายและได้คุณภาพ
บ้านโครงสร้างเหล็ก

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.contelhome.com/

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

รู้กันว่า H-Beam เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่ใช้งานกันโดยทั่วไปมากที่สุด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น H-Beam ก็ไม่ได้มีตัวเลือกอยู่แบบเดียวในท้องตลาด เมื่อพูดถึงในแง่ของเกรดและคุณภาพจากการผลิต

ตามมาตรฐานมอก. เหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam นั้นถูกแบ่งเป็น 7 เกรด หรือ 7 ขั้นคุณภาพอันประกอบด้วยเกรดที่เรียกว่า SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM 520 และ SM570 ซึ่งการแบ่งเกรดตามที่มอก. กำหนด จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

1. คุณสมบัติทางกล หรือ Mechanical Properties

2. คุณภาพตามส่วนประกอบทางเคมี หรือ Chemical Composition

ทั้งนี้ คุณสมบัติทั้งหมด ก็จะส่งผลถึงคุณภาพของการรับแรง เช่น คุณสมบัติการรับแรงดึง (Yield Strength) ที่เหล็ก SS400 จะมีค่าอยู่ที่ 235-245 N / mm2  (~2,400 ksc) ในขณะที่เหล็ก SM520 มีค่ามากถึง 355-365 N / mm2  (~3,600 ksc) ซึ่งจะเห็นว่าต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามเหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam ตามมาตรฐาน มอก. ที่ใช้กันแพร่หลาย และสามารถหาสินค้าได้เป็นปกติ จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ SS400 กับ SM520 โดยความแตกต่างหนึ่งคือ ค่าการรับแรงดึงที่ต่างกันตามที่กล่าวไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบในหน้าตัดเท่ากัน เหล็ก SM520 ก็จะรับน้ำหนักได้ดีกว่า หรือพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า ในน้ำหนักที่เท่ากัน โครงสร้าง SM520 ก็จะมีขนาดของโครงสร้างที่เล็กกว่า ซึ่งโดยรวม ก็จะช่วยลดน้ำหนักโครงสร้าง ทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างลดลงอย่างมาก และยังส่งผลช่วยลดค่าแรง ค่าขนส่ง และลดภาระฐานรากลงได้อีกมากด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20200329140323953/

แนวโน้มเหล็กและแร่เหล็ก ปริมาณผลิตเหล็กจีนมากขึ้นได้การสนับสนุนจากแร่เหล็ก

แนวโน้มเหล็กและแร่เหล็ก ปริมาณผลิตเหล็กจีนมากขึ้นได้การสนับสนุนจากแร่เหล็ก

แนวโน้มเหล็กและแร่เหล็กในไตรมาสที่ 2: ปริมาณผลิตเหล็กจีนมากขึ้น ได้การสนับสนุนจากแร่เหล็ก
ราคาแร่เหล็กควรมีแรงสนับสนุนในไตรมาสที่ 2 ทั้งที่มีการฟื้นตัวที่ชะลอตัวในส่วนความต้องการเหล็กขั้นปลาย เนื่องจากคาดว่าโรงงานเหล็กจะเพิ่มปริมาณเหล็ก จากข้อมูลการสำรวจแนวโน้มของ S&P Global Platts

ประมาณร้อยละ 38 ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าราคาแร่เหล็กจะยังอยู่ในช่วงราคา $80-$90/ตัน CFR ในขณะที่ร้อยละ 28 คาดว่าราคาจะต่ำลงที่ $70-$80/ตัน

ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าความต้องการแร่เหล็กจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 ในขณะที่ร้อยละ 28 คิดว่าความต้องการจะเท่ากับในไตรมาสที่ 1 มีเพียงร้อยละ 13 มองความต้องการแร่เหล็กกำลังลดลง จากการสำรวจ

ทั้งที่เหล็กสำเร็จรูปคงคลังที่เพิ่มขึ้นมากในจีน ซึ่งประมาณร้อยละ 72 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าการผลิตเหล็กดิบจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 การค้นพบนี้ตรงข้ามกับการสำรวจก่อนหน้านี้ที่มากกว่าหนึ่งในสามของโรงงานเหล็กบอกว่ากำลังพิจารณาลดการผลิต

มีเพียงหนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดกว่าความต้องการจะเป็นปกติภายในสิ้นเดือนเมษายน. ประมาณร้อยละ 35 เชื่อว่าตลาดจะฟื้นตัวเต็มที่ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม และอีกร้อยละ 25 คิดว่าภายในสิ้นเดือนมิถุนายน

“เราคาดว่าตลาดจีนจะกลับมาเป็นปกติได้ในสิ้นเดือนเมษายน แต่มีความไม่แน่นอนเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนานอกประเทศ ไม่มีประเทศไหนที่จะกันตัวเองได้ เนื่องจากตลาดเหล็กเป็นตลาดโลก”

การสำรวจพบว่าร้อยละ 37 ของผู้ตอบ คาดว่าการเติบโตของความต้องการเหล็กจะมาจากสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นหลัก ในขณะที่ร้อยละ 19 คิดว่าการก่อสร้างจะยังเป็นภาคหลักที่มีการเติบโตของความต้องการเหล็ก

ผู้อยู่ในตลาดเหล็กคาดว่า รัฐบาลจีนจะใช้สาธารณูปโภคพื้นฐานส่วนใหญ่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหลังจากการระบาดสิ้นสุด

ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 44 คาดว่าอัตรากำไรของ เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) ในประเทศของจีนจะบางประมาณ 100-200 หยวน/ตัน ($14-$28/ตัน) ในไตรมาสที่ 2 และร้อยละ 20 คาดว่าอัตรากำไรจะอยู่ที่ 300-400 หยวน/ตัน

ตลาด เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) จะขึ้นอยู่กับความต้องการจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์เป็นหลัก เราไม่มั่นใจว่าจะฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งในไตรมาสที่ 2 ถึงแม้ว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้น จะมีในครึ่งหลังของปีก็ตาม โรงงานเหล็กกล่าว

แนวโน้มของอัตรากำไรเหล็กเส้นนั้นเงียบเหงามากๆ หนึ่งส่วนสี่ของผู้ตอบคาดว่าอัตรากำไรอยู่ที่ 100 หยวน/ตันหรือต่ำกว่า ความต้องการในภาคการก่อสร้างคาดว่าจะน้อยลงในปี 2563 เนื่องจากรัฐบาลจีนบอกว่าจะไม่ใช้อสังหาริมทรัพย์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Platts ได้ทำการสำรวจ 32 บริษัท สำหรับการสำรวจแนวโน้ม ในช่วง 23-25 มีนาคม ได้แก่ โรงงานเหล็ก เทรดเดอร์ในประเทศและต่างประเทศ และบริษัทเหมืองเหล็ก

แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า