Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
ปลูกบ้าน Archives - Page 2 of 2 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
ผนังสำเร็จรูป พรีแคส คืออะไร

ผนังสำเร็จรูป พรีแคส คืออะไร

เทคโนโลยี ผนังสำเร็จรูป Precast เป็นวิธีการสร้างบ้านในยุคใหม่ ที่สามารถช่วยให้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว ทันใจลูกค้า โดยเปลี่ยนจากผนังบ้านที่สร้างขึ้นมาจากการก่ออิฐฉาบปูน มาเป็นผนังคอนกรีตสำเร็จรูป

ในปัจจุบันมีโครงการหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมมากมายที่ก่อสร้างด้วย Precast ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงสามารถควบคุมงานก่อสร้างได้มีคุณภาพมากขึ้น

ผู้ที่ต้องการจะสร้างบ้านจึงควรรู้จักระบบ ผนังสำเร็จรูป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในตัดสินใจเลือกสร้างบ้านที่มีคุณภาพ     และตรงตามความต้องการที่สุด

การก่อสร้างในอดีตจะนิยมใช้ไม้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง จนพัฒนามาเป็นการใช้คอนกรีตซึ่งใช้อย่างแพร่หลายมากในปัจจุบัน เพราะมีความแข็งแรง รวมไปถึงมีการพัฒนามาใช้คอนกรีตอัดแรง ในงานอาคารสูงเพื่อลดค่าใช้จ่าย และในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบการก่อสร้างแบบ Precast หรือผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย

เหตุผลที่ก่อสร้างด้วยผนังสำเร็จรูป (Precast) เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะต้นทุนการก่อสร้างอาคารลดลงเมื่อเทียบกับระบบการก่อสร้างแบบปกติ ด้วยระยะเวลาในการก่อสร้างที่เร็วขึ้น ส่งผลให้ค่าแรงช่างถูกลง 

และคุณภาพงานก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานเนื่องจากผลิตมาจากโรงงาน สามารถเปิดโครงการได้รวดเร็วทันความต้องการของตลาด และยังนำระบบวิธีการไปใช้กับโครงการอื่น ๆ ต่อได้อีกด้วย

  • Time (ลดระยะเวลาการก่อสร้าง)
  • Cost (ลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง)
  • Quality (สามารถควมคุมคุณภาพการก่อสร้างได้ดีกว่า)

สารบัญ ( ยาวไปเลือกอ่านได้นะ )

 

1. ระยะเวลาการก่อสร้าง

การก่อสร้างด้วยระบบ Precast สามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการก่อสร้างในระบบแบบปกติ โดยในบ้าน 1 หลังหากก่อสร้างด้วยระบบเสา-คาน ที่มีการก่ออิฐฉาบปูนจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8-12 เดือน

แต่เมื่อเทียบกับระบบ Precast สามารถทำได้ภายใน 3-4 เดือน (เร็วกว่าประมาณ3เท่า) สาเหตุที่ระบบ Precast สร้างได้เร็วกว่าเนื่องจากผนังจะถูกหล่อมาเป็นชิ้นจากโรงงานไม่ต้องเสียเวลาก่ออิฐฉาบปูน

ผนังพรีแคส

 

2. ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง

แม้ว่าวัสดุแล้วชิ้นส่วน Precast จะมีราคาแพงกว่าอิฐ แต่ระบบ Precast จะใช้แรงงานน้อยกว่า และไม่ต้องเสียค่าไม้แบบ
นอกจากนี้การก่อสร้างที่เร็วยังลดค่าดำเนินการลงด้วย

เมื่อเทียบโดยรวมแล้วทำให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างด้วยระบบ Precast จึงมีราคาค่าก่อสร้างที่ถูกกว่า และค่าแรงในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น การก่อสร้างด้วย Precast จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ผนังprecast

3. คุณภาพการก่อสร้าง

เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกผลิตมาจากโรงงานเป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้การควบคุมคุณภาพทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะไม่ถูกรบกวนจากสภาพอากาศ เช่นแดดหรือฝน และไม่ขึ้นกับฝีมือแรงงานมากนัก

เพราะถ้าเป็นการก่อสร้างด้วยระบบเสา-คานที่มีการก่ออิฐฉาบปูนจะต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญมากในการก่ออิฐและฉาบผนังเพื่อให้ออกมาดีและสวยงาม แต่หากเป็นชิ้นส่วน Precast จะสามารถควบคุมการผลิตชิ้นงานให้มีคุณภาพสม่ำเสมอและง่ายต่อการตรวจสอบ

บ้านพรีแคส

สรุป

นอกจากนี้ระบบ Precast ยังมีข้อได้เปรียบระบบเสา-คาน อีกหลายด้าน เช่น ความสามารถในการป้องกันเสียงรบกวน ความแข็งแรงของผนัง ความทนทานต่อความร้อนและช่วยลดความร้อน

แม้ว่าการก่อสร้างด้วยระบบ Precast จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีผู้บริโภคบางส่วน ไม่มั่นใจในระบบนี้ ทั้งในเรื่องการรั่วซึม และปัญหารอยร้าว โดยปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะมาจากการก่อสร้างด้วยระบบ Precast ของประเทศไทยในช่วงแรกๆที่ยังขาดความชำนาญและความรู้ในการก่อสร้าง เพราะแม้ระบบนี้จะใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมานานแล้วก็ตาม

แต่ในประเทศไทยนั้นถือเป็นระบบใหม่ จึงอยู่ในช่วงเรียนรู้ เช่น นำวิธีการ Joint จากต่างประเทศมาใช้ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีฝนตกชุกมากกว่าทำให้วิธีการป้องกันน้ำแบบเดิมจึงใช้ไม่ได้ผล หรือบ้านที่เกิดรอยร้าวขึ้น

เพราะผู้ออกแบบและผู้รับเหมาในช่วงแรกๆ ยังไม่มีความชำนาญที่เพียงพอ ซึ่งในปัจจุบันวิธีการก่อสร้างด้วยระบบ Precast ได้มีการพัฒนาปรับปรุงจนสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้แล้ว

ข้อมูลอ้างอิง at home with precast concrete

การตั้งเสาเอก ใช้อะไรบ้าง มีลำดับพิธีอย่างไร เรื่องน่ารู้ก่อนเริ่มปลูกบ้าน

การตั้งเสาเอก ใช้อะไรบ้าง มีลำดับพิธีอย่างไร เรื่องน่ารู้ก่อนเริ่มปลูกบ้าน

         กว่าจะ ปลูกบ้าน สร้างบ้านเป็นของตัวเองได้สักหลัง นอกจากจะต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้ง แบบบ้าน แปลนบ้าน และสไตล์ การตกแต่งบ้าน แล้ว สำหรับใครที่อยากจะเสริมสิริมงคลก่อนปลูกบ้าน มาดูพิธีการปลูกบ้านและตั้งเสาเอก ใช้อะไรบ้าง มีลำดับพิธีอย่างไร มาดูกันค่ะ

 


 

1. เริ่มต้นด้วยการหาวันดี วันมงคล

               ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะนิยมปลูกบ้านกันในเดือนอ้าย (เดือนแรกของปี) เดือนยี่ (เดือนที่สองของปี) เดือนสี่ เดือนหก เดือนเก้า และเดือนสิบสอง ตามการนับเดือนแบบไทยหรือแบบจันทรคติ ส่วนวันที่ก็ให้เลือกจากวันอธิบดีหรือวันธงชัยของแต่ละเดือน ซึ่งปกติแล้วจะนิยมตั้งเสาเอกในวันจันทร์ และไม่นิยมตั้งเสาเอกในวันอาทิตย์ ส่วนทิศหรือตำแหน่งยอดนิยมเป็นทิศตะวันตกเฉียงใต้ แต่ถ้าหากใครไม่แน่ใจอาจจะขอให้พระหรือหมอดูช่วยเลือกให้ก็ได้ โดยทั่วไปแล้วจะใช้เพียงวัน เดือน ปีเกิดของเจ้าของบ้านในการหาวัน เวลา และตำแหน่งของเสาเอกที่เหมาะสม ซึ่งบางครั้งหากเจ้าของบ้านไม่มีดวง ก็อาจจะต่อรอไปอีกสักปีสองปี นอกเหนือจากนี้ฤกษ์งามยามดีในแต่ละวันก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญเหมือนกัน โดยเชื่อกันว่าฤกษ์มงคลในการตั้งเสาเอกของแต่ละวัน มีดังนี้
 

 

2. การปลูกบ้านเรือนไทยจะต้องทำพิธีกรุงพาลี

               เป็นพิธีขอขมา-ขออนุญาตเจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าแม่ธรณี เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านและผู้อยู่อาศัย เครื่องเซ่นไหว้ประกอบพิธี ได้แก่ ข้าวสุก กล้วยน้ำว้าสุก ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน และหมากพลู ซึ่งหลังจากที่ทำพิธีเสร็จก็อย่าลืมนำถั่วเขียว ข้าวตอก และงาดิบมาโปรยทับลงบนดินด้วย

3. ตีผังบ้านและปรับระดับดิน

               ตีผังบ้าน และปรับระดับดินให้พร้อมเพื่อเตรียมทำพิธี จากนั้นขุดหลุมเสาเอกก่อนเป็นหลุมแรกเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย
 

4. จัดเตรียมหาของมงคล

          สำหรับประกอบพิธีตั้งเสาเอก (เท่าที่พอหาได้ แต่ถ้าครบก็จะดี) ได้แก่

  • จัดโต๊ะหมู่บูชา 1 ชุด พร้อมเครื่องสักการะ (ถ้าประสงค์)
  • จตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ 1 ชุด (กรณีนิมนต์พระมาประพรมน้ำมนต์ที่หลุมและเจริญชัยมงคลคาถา)
  • เครื่องบูชาฤกษ์หรือสังเวยเทวดา (จัดย่อส่วนก็ได้ ดูพิธีวางศิลาฤกษ์)
  • สายสิญจน์ 1 ม้วนเล็ก
  • ผ้าสามสี ผ้าแพรสีแดง ผ้าห่มเสา ผ้าหัวเสา หรือผ้าขาวม้า 1 ผืน ขนาด 4×6 นิ้ว
  • แผ่นทอง นาก เงิน อย่างละ 1 แผ่น
  • เหรียญทอง เงิน อย่างละ 9 เหรียญ
  • ทองคำเปลว 3 แผ่น
  • หน่อกล้วย อ้อย อย่างละ 1 หน่อ
  • ข้าวตอกดอกไม้ 1 ขัน
  • น้ำมนต์ 1 ขัน (พร้อมกำหญ้าคา 1 กำ)ฃ
  • ทรายเสก 1 ขัน
  • แป้งหอม
  • ไม้มงคล 9 ชนิด (ไม้ราชพฤกษ์, ไม้ขนุน, ไม้ชัยพฤกษ์, ไม้ทองหลาง, ไม้ไผ่สีสุก, ไม้ทรงบาดาล, ไม้สัก, ไม้พะยูง, ไม้กันเกรา)

 


 

5. ลำดับพิธีตั้งเสาเอก

               สำหรับการทำพิธีตั้งเสาเอกนั้น ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกขั้นตอน ประกอบด้วยลำดับพิธีต่าง ๆ ดังนี้ 

               5.1 นำหน่อกล้วย อ้อย และผ้าสามสีผูกติดกับเสาเหล็กที่จะใช้ในพิธีตั้งเสาเอก (ควรผูกให้เรียบร้อยก่อนถึงวันตั้งเสาเอก)

               5.2 สำหรับบ้านไหนที่ไม่เชิญพราหมณ์หรือพระมาช่วยทำพิธี ก็สามารถให้ญาติผู้ใหญ่หรือเจ้าของบ้านเป็นคนทำพิธีเองได้ (ผู้อยู่อาศัยทุกคนควรมาร่วมพิธีให้ครบ) โดยเริ่มแรกให้วางสายสิญจน์ตั้งแต่โต๊ะหมู่บูชาไปจนถึงเสาเอก

               5.3 เจ้าภาพจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา อธิษฐาน และกราบพระ

                     เจ้าภาพจุดธูปที่โต๊ะสังเวยบูชาเทวดา ให้ช่วยคุ้มครอง

               5.4 ตอกไม้มงคล 9 ชนิดลงไปในหลุมเสาเอก

               5.5 วางแผ่นทอง แผ่นนาก แผ่นเงิน และเหรียญเงินลงไปในหลุม

               5.6 นิมนต์พระสงฆ์มาพรมน้ำมนต์และโปรยทรายเสกลงที่หลุมเสาเอก พร้อมเจิมและปิดทองที่เสาเอกที่ผูกผ้าสามสี หน่อกล้วย และอ้อยเอาไว้

               5.7 เจ้าภาพและผู้ร่วมพิธีถือสายสิญจน์และยกเสาเอกให้เรียบร้อย

               5.8 เจ้าภาพโปรยข้าวตอกดอกหรือแป้งหอมลงที่หลุมเสาเอก

***ในกรณีที่เชิญพราหมณ์หรือพระมาช่วยทำพิธีอาจจะมีขั้นตอนที่แตกต่างออกไปบ้าง แต่ต้องจัดเตรียมตั้งโต๊ะและจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ 1 ชุด รวมถึงอาหารสำหรับฉันท์เพลด้วย***
 


 

ปีที่ปลูกเรือน (ตั้งเสาเอก) เสริมสิริมงคล

          – ปลูกเรือนปีชวด

          นำไม้ราชพฤกษ์ปักเสามุมแรก ก่อนยกเสาเอกเพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย จากนั้นก็โปรยดอกไม้ 3 สีที่เป็นสิริมงคล (ดอกกุหลาบ ดอกรัก และดอกพุทธ) แล้วบวงสรวงด้วยกล้วยที่เป็นมิ่งขวัญปีเกิด จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุขและทำมาหากินเจริญขึ้น

           – ปลูกเรือนปีฉลู

          นำเอากล้วยและผ้าขาวพันที่เสาเอก เอากิ่งมะตูม 3 กิ่งปักที่เสาเอก แล้วบวงสรวงด้วยลูกตาล ขนมฝอยทอง จะทำให้มีความสุขความเจริญและมีแต่สิ่งดี ๆ เข้าบ้าน

          – ปลูกเรือนปีขาล

          นำเอาข้าวสุก 3 กระทงและน้ำ 3 ขัน (ขันเงิน ขันทอง ขันนาก) รดที่ต้นเสาเอก จากนั้นโปรยดอกไม้ 3 ชนิด (ดอกดาวเรือง ดอกรัก และดอกบานไม่รู้โรย) เพื่อเป็นเคล็ดให้ร่ำรวยและอยู่เย็นเป็นสุข

          – ปลูกเรือนปีเถาะ

          นำเอาใบตะเคียน ใบเฉียง ใบพร้าหอม และต้นกล้วย 1 ต้น ห่อที่ปลายเสาเอก แล้วบวงสรวงด้วยหมูย่าง ปลายำ จะทำให้มีความรุ่งเรือง

          – ปลูกเรือนปีมะโรง

          นำเอาใบมะกรูดและกำยานพันปลายเสาเอก แล้วยกเสาขึ้น พร้อมโปรยดอกไม้มงคล 7 ชนิด ได้แก่ ดอกรัก ให้รักใคร่กัน ดอกดาวเรือง ให้เจริญรุ่งเรือง ดอกบัว ให้มีคนนับถือ ดอกกุหลาบ ให้สุขสดชื่น ดอกบานไม่รู้โรย ให้มั่งมีอย่างไม่รู้โรย ดอกพุด ให้พระคุ้มครอง และดอกมะลิ ให้อยู่เย็นเป็นสุข จะทำให้ร่ำรวย มั่งมี และเป็นสุขตลอดไป  

          – ปลูกเรือนปีมะเส็ง

          นำเอาใบสิงห์ 2 กิ่งผูกที่ปลายเสาเอก วางข้าว 3 กระทง จุดธูปเทียนบูชา พร้อมทั้งบูชาดอกกุหลาบ พวงมาลัย มะลิสด ดอกรัก และน้ำเย็น 6 ขัน แล้วพูดว่า มั่ง มี ศรี สุข จากนั้นยกเสาเอกขึ้น จะทำให้รุ่งเรือง

          – ปลูกเรือนปีมะเมีย

          นำเอาใบขี้เหล็กกวาดตั้งแต่ปลายเสาลงมาถึงโคนเสา 3 ครั้ง จากนั้นเอาน้ำรดปลายเสาเอก โดยให้อดใจรอจนถึงเวลาไก่ขัน แล้วบวงสรวงด้วยกล้วย มะพร้าว ส้ม จึงจะร่มเย็นเป็นสุข

          – ปลูกเรือนปีมะแม

          นำเอาใบเงิน 3 ใบ หมากผู้ 3 ใบ หมากเมีย 3 ใบ พร้อมทั้งใบกล้วย ใบอ้อยใส่ลงไปในหลุม แล้วจึงยกเสาเอก จากนั้นก็บวงสรวงด้วยกล้วย อ้อย มะพร้าว และขอพร จะเสริมสิริมงคลให้มีโชคลาภตลอดไป

          – ปลูกเรือนปีวอก

          นำเอาเทียน 3 เล่มแปะทอง ผูกข้างเสาด้านหัวนอน และนำใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใส่ลงในฐานหลุม แล้วจึงยกเสาเอก จะทำให้มั่งมีศรีสุขตลอดกาล

          – ปลูกเรือนปีระกา

          นำเอาข้าวตอกกับใบบัวบกใส่รองเอาไว้ในหลุมของเสาเอกและเสารอง หรือใส่ให้ครบทั้ง 4 ทิศ จะเสริมมงคลให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข แล้วจึงบวงสรวงด้วยข้าว แกง แอปเปิล ดอกบัวหลวงขอพร จะทำให้มั่งมีศรีสุข

          – ปลูกเรือนปีจอ

          นำเอาข้าวตอกกับใบบัวบกมาใส่รองเอาไว้ในหลุมเสาเอก หรือใส่ให้ครบทั้ง 4 ทิศ แล้วบูชาด้วยดอกบัวหลวง จะทำให้มีคนอุปถัมภ์ดี

          – ปลูกเรือนปีกุน

          นำเอาดอกชบาและดอกบัวอย่างละ 1 ดอก ใส่ลงในหลุมเสาเอก แล้วลงเสาเอก ฤกษ์ 09.09 น. จะทำให้มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป
 

               พิธีตั้งเสาเอกเปรียบเสมือนการเสริมสิริมงคลให้กับบ้าน อีกทั้งยังเป็นการขอขมาต่อเจ้าที่ เจ้าทางตามความเชื่อของคนโบราณด้วย ฉะนั้นถ้าหากใครมีแผนจะปลูกบ้าน สร้างบ้าน ก็อย่าลืมนำลำดับพิธีตั้งเสาเอกแบบง่าย ๆ ที่เรารวมรวบมาฝากไปปรับใช้ให้เหมาสมกันนะคะ

ข้อกฎหมายควรรู้ก่อนสร้างบ้านใหม่บนที่ดินของตัวเอง

ข้อกฎหมายควรรู้ก่อนสร้างบ้านใหม่บนที่ดินของตัวเอง

การปลูกสร้างบ้านด้วยตนเองยังมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง หากใครที่กำลังจะปลูกบ้านสักหลังลองมาดูกันก่อนว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่เป็นอย่างไร สามารถปลูกสร้างบ้านแบบไหน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอะไรบ้างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง

 HIGHLIGHTS

  • การถมดินที่มีพื้นที่เกินสองพันตารางเมตร หรือ มีพื้นที่เกินกว่าที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ต้องแจ้งการถมดินนั้นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด

  • กฎหมายจะบังคับให้ที่ดินในการปลูกสร้างบ้าน มีที่ว่างโดยรอบบ้านตั้งแต่ตัวอาคารจรดรั้วผนังด้านนอกตั้งแต่ 2 ม. ขึ้นไป และต้องมีที่ว่างรอบบ้านทั้งหมดรวมไม่ต่ำกว่า 30% ของที่ดินที่ปลูกสร้างบ้าน

 

ปัจจุบันมีโครงการบ้านเกิดขึ้นเยอะมาก จากการพัฒนาผังเมืองและเส้นทางคมนาคมต่างๆ ส่งผลให้มีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนบนทำเลแห่งอนาคตที่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้น หลายคนตัดสินใจควักกระเป่าให้กับบ้านจัดสรร เนื่องจากมีความสะดวกสบาย ไม่ต้องใช้ระยะเวลาหรือศึกษาข้อกำหนดต่าง ๆ ในการสร้างบ้าน

แต่ทั้งนี้เอง ก็ยังมีกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่มีที่ดินครอบครองไว้ และคิดที่จะสร้างบ้าน สร้างที่อยู่อาศํยบนที่ดินของตัวเอง แต่ทีนี้ก็จับไม่ได้ไปไม่ถูก ว่าจะเริ่มต้นสร้างบ้านบนที่ดินตัวเองได้อย่างไร เพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน

ดังนั้นหากคุณมีที่ดินบนทำเลที่ดี ก็เหมาะที่จะสร้างบ้านของตัวเอง ซึ่งต้นทุนอาจจะต่ำกว่าซื้อบ้านจัดสรรบนทำเลเดียวกันก็ได้ และหากคุณพร้อมไปด้วยปัจจัยภายใน ทั้งเรื่องงบประมาณ ทำเล ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยแล้ว

ก่อนจะทำการสร้างบ้าน ยังมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงขนาดที่ดิน ประเภทที่ดินที่ครอบครองอยู่ ก่อนสร้างบ้านจึงต้องมาดูข้อกฎหมายที่ดินกันและการปลูกสร้างกันก่อนว่า ที่ดินแบบนี้ สามารถปลูกสร้างบ้านได้แบบไหน ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายที่ดินอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง

หากใครที่กำลังจะปลูกบ้านสักหลังลองมาดูกันก่อนว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่เป็นอย่างไร สามารถปลูกสร้างบ้านแบบไหน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอะไรบ้างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา

ในแง่ของผู้ที่กำลังคิดจะซื้อที่ดินเปล่า หรือมีที่ดินในกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ควรตรวจเช็คสภาพของที่ดินเป็นอันดับแรก หลายพื้นที่มักพบปัญหาที่ดินต่ำกว่าระดับถนนหรือไม่พบทางระบายน้ำ จำเป็นต้องมีการถมที่ดิน หรือ ขุดดินทำทางน้ำไหล โดยจำเป็นต้องทำตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ตรงกับมาตรา 71 ว่าด้วยเรื่อง

“การก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารพักอาศัยประเภทบ้านเดี่ยวซึ่งมีพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร ตึกแถว ห้องแถว บ้านแถวหรือบ้านแฝด และอาคารชั่วคราว ให้แสดงแบบระบบบำบัดน้ำเสียของแต่ละหน่วย”

ซึ่งจำเป็นต้องทำ และการดำเนินการปรับปรุงที่ดินนั้นต้องกระทำภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ. 2543 ประกอบด้วยมาตราที่เกี่ยวข้องหลักๆ ด้วยกัน 3 มาตรา คือ

digggg

  • มาตราที่ 17 ผู้ใดประสงค์จะทำการขุดดิน โดยมีความลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร หรือมีพื้นที่ปากบ่อดินเกิน 10,000 ตารางเมตร หรือมีความลึกหรือพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด
  • มาตรา 24 การขุดดินโดยมีความลึกจากระดับพื้นดินไม่เกิน 3 เมตร เมื่อจะขุดดินใกล้แนวเขตที่ดินของผู้อื่นในระยะน้อยกว่าสองเท่าของความลึกของบ่อดินที่จะขุดดิน ต้องจัดการป้องกันการพังทลายของดินตามวิสัยที่ควรกระทำ
  • มาตรา 26 ผู้ใดประสงค์จะทำการถมดินโดยมีความสูงของเนินดินเกินกว่าระดับที่ดินต่างเจ้าของที่อยู่ใกล้เคียง และมีพื้นที่ของเนินดินไม่เกินสองพันตารางเมตร หรือ มีพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ต้องจัดให้มีการระบายน้ำเพียงพอที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เจ้าของที่ดินที่อยู่ข้างเคียงหรือบุคคลอื่น พื้นที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกินสองพันตารางเมตร

การถมดินที่มีพื้นที่เกินสองพันตารางเมตร หรือ มีพื้นที่เกินกว่าที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง นอกจากจะต้องจัดให้มีการระบายน้ำตามวรรคหนึ่ง ต้องแจ้งการถมดินนั้นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด

 

เมื่อทำการปรับปรุงที่ดินที่จะขึ้นบ้านใหม่เสร็จ สิ่งที่เจ้าของบ้านจะต้องดูต่อไปในเรื่องการขออนุญาตเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตก่อนจากเจ้าพนักงานก่อน หากเจ้าของที่ดินมีการว่าจ้างบริษัทสร้างบ้าน ส่วนใหญ่บริษัทสร้างบ้านจะเป็นคนดำเนินการในส่วนนี้ให้

หลังจากได้รับการอนุญาตในการสร้างบ้านแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรคำนึงถึงก็คือพระราชบัญญัติการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 ซึ่งส่วนใหญ่การสร้างบ้านขึ้นเอง จะต้องดูข้อกฎหมายหลักๆ ด้วยกัน  4 มาตรา ดังนี้

 

  • มาตรา 36 “ที่ว่าง” หมายความว่า พื้นที่อันปราศจากหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอาจจะจัดให้เป็นบ่อน้ำ สระว่ายน้ำ บ่อพักน้ำเสีย ที่พักรวมมูลฝอยหรือที่จอดรถ ที่อยู่ภายนอกอาคารก็ได้ และให้ความหมายรวมถึงพื้นที่ของสิ่งก่อสร้างหรืออาคารที่สูงจากระดับพื้นดินไม่เกิน 1.20 เมตร และไม่มีหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุมเหนือระดับนั้น ซึ่งกฎหมายจะบังคับให้มีที่ว่างโดยรอบบ้านตั้งแต่ตัวอาคารจรดรั้วผนังด้านนอกตั้งแต่ 2 ม. เป็นต้นไป
  • มาตรา 50 อาคารที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ถนนสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร มิให้มีส่วนของอาคารล้ำเข้ามาในแนวร่นดังกล่าว ยกเว้นรั้วหรือกำแพงกั้นแนวเขตที่สูงไม่เกิน 2 เมตร
  • มาตรา 51 ที่ดินที่อยู่มุมถนนสาธารณะที่กว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไปแต่ไม่เกิน 8 เมตร และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา รั้วหรือกำแพงกั้นเขตต้องปาดมุมมีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่าๆ กันห้ามมิให้รั้ว กำแพง หรือส่วนของอาคารยื่นล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนที่ปาดมุม
  • มาตรา 54 อาคารด้านชิดที่ดินเอกชน ช่องเปิด ประตู หน้าต่าง ช่องระบายอากาศ หรือริมระเบียงสำหรับชั้น 2 ลงมาหรือสูงไม่เกิน 9 เมตร ต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร และสำหรับชั้น 3 ขึ้นไปหรือสูงเกิน 9 เมตร ต้องห่างไม่น้อยกว่า 3 เมตร
  • มาตรา 55 อาคารที่มีความสูงไม่เกิน 15 เมตร (บ้านเดี่ยวประมาณ 2 ชั้น) ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 1 เมตร ยกเว้นบ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร อาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร
  • มาตรา 56 บ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร ให้ผนังด้านที่ไม่มีช่องเปิดสามารถสร้างห่างเขตที่ดินได้น้อยกว่า 1 เมตร ถ้าห่างเขตที่ดินน้อยกว่า 50 เซนติเมตร ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินด้านนั้นด้วย

 

Build house law

 

หากศึกษาข้อกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อย ก็สามารถปลูกบ้านได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องห่วงปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง

ทั้งนี้ก่อนขึ้นบ้านใหม่อาจจะเลือกแบบแปลนจากบริษัทรับสร้างบ้านที่ถูกออกแบบมาให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ได้ แต่หากใครไม่มั่นใจหรือต้องการจะใช้ประโยชน์ที่ดินไปในรูปแบบอื่นๆ และตัดสินใจที่จะซื้อบ้านใหม่ก็สามารถเข้าไปชม รีวิวโครงการบ้านเดี่ยวใหม่ได้ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก DDproperty.com

เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย  กิตติคม พจนี Content Writer ประจำ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kittikom@ddproperty.com

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า