google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
การผลิตเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กกล้า

จากเหล็กถลุงสามารถนำไปผลิตเป็นเหล็กชนิดอื่นๆ ได้ เช่น เหล็กกล้า เหล็กกล้าผสม เหล็กหล่อเทา (gray cast iron) เหล็กพืด (wrought iron) เหล็กตีให้แผ่ได้ (malleable iron) เหล็กนอดุลาร์ (nodular) ประมาณร้อยละ ๘๕-๙๐ ของเหล็กถลุงที่ผลิตได้จะนำไปเปลี่ยนสภาพเป็นเหล็กกล้า ปัจจุบันนี้การแปรรูปเหล็กถลุงเป็นเหล็กชนิดอื่นร้อยละ ๙๐ จะกระทำต่อเนื่องหลังจากที่ได้เหล็กถลุงจากเตา โดยนำเหล็กถลุงที่ยังหลอมละลายใส่รถเบ้า (ladle car) ไปเทใส่เตาที่จะแปรรูป ขณะที่ยังเป็นของเหลวส่วนที่ส่งไปแปรรูปไม่ทัน จะหลอมรวมตัวเป็นแท่งเอาไปใช้งานต่ออีกครั้งหนึ่ง ความแตกต่างของเหล็กแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอน และรูปของคาร์บอนที่อยู่ในเหล็ก เช่น อยู่ในรูปของแกรไฟต์ในเหล็กหล่อเทา หรืออยู่ในรูปของสารประกอบเหล็กและคาร์บอน เป็นต้น

เหล็กกล้าเป็นเหล็กที่ใช้มากที่สุด เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอน ระหว่างร้อยละ ๐.๑-๑.๔ มักจะเรียกเหล็กกล้าว่า เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel) เหล็กกล้ามีคุณสมบัติเด่นคือสามารถชุบเพิ่มความแข็ง หรือเปลี่ยนคุณสมบัติทางกายภาพอื่นๆ ได้ เหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำจะเพิ่ม หรือลดความแข็งได้ไม่ดีเท่าเหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนสูง เหล็กกล้าแบ่งออกตามปริมาณคาร์บอนในเนื้อเหล็ก ๓ ชนิด คือ เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กไม่เกินร้อยละ ๐.๓๐ เหล็กกล้า คาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กร้อยละ ๐.๓๐-๐.๗๐ และเหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) มีคาร์บอนร้อยละ ๐.๗๐-๑.๔๐

การผลิตเหล็กกล้าจากเหล็กถลุงส่วนใหญ่เป็นการลดสารเจือปน และคาร์บอนในเหล็กถลุงให้ได้ปริมาณตามต้องการ ด้วยการเพิ่มออกซิเจนให้กับคาร์บอน และสารเจือปนโดยอาศัยปฏิกิริยาจากความร้อนและออกซิเจน ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ใช้เตาออกซิเจน (basic oxygen furnace หรือ BOF) เตาไฟฟ้า (electric furnace) เตาโอเพนฮาร์ท (open-hearth) และวิธีเบสเซเมอร์ (Bessemer converter) ปัจจุบันนี้ เลิกใช้วิธีเบสเซเมอร์แล้ว เตาส่วนใหญ่ที่ใช้ผลิตเหล็กกล้าเป็นเตาสามชนิดแรกและมีอัตรากำลังผลิตร้อยละ ๖๐, ๒๕ และ ๑๕ ตามลำดับ

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน

ดัดแปลงจากหลักการของเซอร์เฮนรี เบสเซเมอร์ ผู้ค้นพบวิธีทำเหล็กกล้า ด้วยการพ่นอากาศเข้าไปในเตาที่มีเหล็กถลุงหลอมละลายอยู่โดยพ่นจากด้านล่างของเตาเบสเซเมอร์ และพยายามที่จะใช้ก๊าซออกซิเจนแทนอากาศแต่ไม่ประสบผลสำเร็จในขณะนั้น เนื่องจากเทคโนโลยีของการผลิตออกซิเจนไม่อำนวย เตาออกซิเจนที่ใช้ปัจจุบันได้ดัดแปลงการพ่นออกซิเจนเข้าทางด้านบนของเตาแทน การทำงานของเตาเริ่มด้วยการเติมเศษเหล็กลงเตา แล้วเติมเหล็กถลุงเหลวที่ได้จากเตาถลุงแบบพ่นลม (อัตราส่วนเหล็กกับเหล็กถลุง ๓๕/๖๕) เมื่อตั้งเตาตรงแล้วหย่อนท่อออกซิเจนที่มีน้ำหล่อเย็นลงในเตา เริ่มพ่นออกซิเจนอุณหภูมิในเตาจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดเดือดของเหล็กประมาณ ๑,๖๕๐ เซลเซียส คาร์บอน แมงกานีส และซิลิกา จะได้รับการเติมออกซิเจนกลายเป็นออกไซด์ เมื่อเติมหินปูนและแร่ฟันม้า (feldspar) ลงในเตา เพื่อให้แยกเอาสิ่งเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส และกำมะถันออกในรูปของตะกรัน (slag) แล้ว จะเอียงเตาเพื่อนำเหล็กมาทดสอบหาคุณสมบัติเมื่อได้คุณสมบัติตามต้องการจะเทเหล็กออกจากเตา การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ ๔๕ นาที ผลิตเหล็กกล้าได้ครั้งละ ๑๘๐-๒๕๐ ตันต่อเตา เหล็ก ๑ ตัน ใช้ออกซิเจนประมาณ ๕๐ ลูกบาศก์เมตร

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า

เหล็กที่ใช้ทำเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า มักจะเป็นเศษเหล็กกล้าปนกับเหล็กถลุง บางครั้งอาจใช้เหล็กถลุงที่หลอมละลายจากเตาถลุงแบบพ่นลม เดิมเตาไฟฟ้าเป็นแบบอินไดเรกต์อาร์ก (indirect arc furnace) ความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายได้จากอาร์กที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วไฟฟ้าที่ทำด้วยถ่าน (graphite electrode) ขั้วทั้งสองวางอยู่ในแนวราบ เตาชนิดนี้มีประสิทธิภาพต่ำ จึงมีการพัฒนาเตาไฟฟ้าหลอมเหล็กขึ้นใหม่ โดยใช้ขั้วที่ทำด้วยถ่านแกรไฟต์วางอยู่ในแนวดิ่ง และให้เหล็กที่อยู่ในเตาทำหน้าที่เป็นอีกขั้วหนึ่งในขณะที่ทำงานจะต้องให้ขั้วที่เป็นแท่งถ่านอยู่ห่างจากเศษเหล็กหรือผิวของเหล็กที่หลอมละลายพอควร เพื่อที่จะให้เกิดอาร์กพอเหมาะ เตาชนิดหลังนี้เรียกว่า เตาไดเรกต์อาร์ก (direct arc furnace) เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าชนิดแรก ภายในบุด้วยอิฐทนไฟ เตามีความจุ ๑๐๐-๒๗๐ ตัน เจาะเอาเหล็กที่ละลายออกทุก ๆ ๒-๓ ชั่วโมง สำหรับเตาที่เจาะเหล็กซึ่งหลอมละลายออกครั้งละ ๑๑๐ ตัน ต้องใช้พลังไฟฟ้า ๕๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ชั่วโมง

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาโอเพนฮาร์ท

เตาโอเพนฮาร์ทมีลักษณะคล้ายกระทะ หรืออ่างเก็บน้ำ ใช้เปลวไฟที่ได้จากการเผาน้ำมันเตา หรือก๊าซบางชนิดพ่นบนผิวหน้าของเหล็กถลุงเหลวที่อยู่ในเตาโดยพ่นเปลวไฟจนเหล็กใกล้จุดเดือด (ใช้เวลา ๖-๗ ชั่วโมง) หลังจากนั้นเติมฟลักซ์ (fluxing agents) แล้วพ่นเปลวไฟต่อไปอีก ๓-๔ ชั่วโมง จึงเทน้ำเหล็กออก รวมเวลาที่ใช้ในการทำเหล็กกล้าประมาณ ๑๐ ชั่วโมง เตาชนิดนี้มีขนาดความจุของเตา ๕๐-๕๐๐ ตัน

ในประเทศไทยยังไม่มีการถลุงเหล็กจากแร่เหล็กเพียงแต่มีโครงการผลิตเหล็กจากแร่เหล็ก โดยวิธีลดออกซิเจนโดยตรง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหาเงินมาลงทุน การผลิตเหล็กกล้าในประเทศเป็นการนำเศษเหล็กมาหลอมในเตาไฟฟ้า นำเหล็กที่ได้มาทำเหล็กก่อสร้าง เช่น เหล็กที่ใช้เสริมคอนกรีตเป็นเหล็กเส้นกลม หรือเหล็กฉาก

การเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่ควรรู้

การเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่ควรรู้

งานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ย่อมมาพร้อมกับวิธีการก่อสร้างที่จะขาดไปไม่ได้คือ “การเชื่อม” ในแง่หนึ่ง การเชื่อมเป็นเทคนิคด้านงานก่อสร้างที่ทำกันอยู่ทั่วไป เหมือนเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องติดตัวช่างก่อสร้าง การเชื่อมก็เป็นทักษะที่มีระดับความชำนาญหลายระดับ และต้องได้รับการฝึกฝนในระยะเวลาหนึ่ง เพราะในงานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กใดๆ เรามักจะพบปัญหาจากการเชื่อมอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย

โดยหลักการทั่วไป คุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ดี จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน คือการควบคุมความสมดุลระหว่างกำลังไฟ และความเร็วในการลากผ่านการเชื่อม โดยทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงความหนาของเหล็กที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่อไป

เมื่อเป็นฝีมือคน จึงเป็นเรื่องท้าทายในการควบคุมปัจจัยทั้งสองให้สอดคล้องกันเพื่อให้ได้งานเชื่อมที่มีคุณภาพในตอนท้าย เพราะหากไม่แล้ว งานเชื่อมที่ด้อยคุณภาพก็อาจนำมาซึ่งความไม่สม่ำเสมอของรอยต่อ มีส่วนเว้าแหว่งที่เชื่อมไม่ติด ความเปราะของรอยเชื่อม อันจะทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของงานโครงสร้าง ไม่ตรงตามที่วิศวกรคำนวณ และอาจนำมาซึ่งการพังทลายของโครงสร้างได้

รอยเชื่อมที่มีคุณภาพนั้น จะเป็นที่เข้าใจกันว่าตะเข็บต้องมีลักษณะสม่ำเสมอ ลากยาว และเป็นเนื้อเดียว (ภาษาช่างเรียกเหมือนเป็นเกล็ดปลา) แต่นอกจากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน และหน้าที่การรับน้ำหนักของแต่ละจุด ที่จะต้องผ่านการออกแบบการเชื่อม ที่สัมพันธ์กับการคำนวณจากวิศวกร

โดยจะมีจุดบกพร่องและปัญหาที่จะเกิดอยู่บ้างในระหว่างการเชื่อม ที่จะก่อให้เกิดงานที่ไม่ได้คุณภาพ ยกตัวอย่างเช่นอย่างแรกคือฟองอากาศ (Porosity)ที่อาจเกิดจากการเชื่อมที่ไม่ชำนาญ และความไม่สมดุลของกำลังไฟและกระบวนการเชื่อม ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความเปราะฟองอากาศเพียงเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างมาก แต่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของฟองอากาศในแต่ละชิ้นงาน โดยป้องกันได้ด้วยหลายเทคนิควิธี คืออาจรักษาระยะอาร์คให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อป้องกันเปลวดับ และรักษาโลหะไม่ให้เย็นตัว รวมถึงเป็นการรักษาอัตราความเร็วของแก๊สให้สม่ำเสมอที่สุด

ข้อบกพร่องที่อาจเป็นปัญหาต่อมาคือ Slag หรือโลหะแปลกปลอมที่ฝังในรอยเชื่อม ซึ่งอาจเกิดจากทั้งความสกปรกของชิ้นงาน ความไม่เรียบร้อย รวมไปถึงสนิมในบริเวณรอยต่อที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการทาสีกันสนิม หาก Slag เปราะและหลุดจากรอยต่อนั้นๆ

วิธีการป้องกันปัญหาหรือข้อบกพร่องที่จะเกิดจากการเชื่อม รวมถึงการเพิ่มคุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด หนีไม่พ้นการทำความสะอาดชิ้นงานให้ปราศจากน้ำมัน และเศษสิ่งสกปรกก่อนทำงานเชื่อม ก็จะทำให้ได้คุณภาพงานเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/

บริษัท JSW Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ซ่อมบำรุงยาว

บริษัท JSW Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ซ่อมบำรุงยาว

บริษัท JSW Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของอินเดียซึ่งมีกำลังการผลิต 18 ล้านตัน/ปี ได้รับยืนยันว่าอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงในระยะยาว ในสายการผลิตที่โรงงานรีดเย็น 1  (Cold-rolled Mill Complex 1) ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงงาน Vijayanagar ในรัฐ Karnataka

โรงงาน CRM1 complex มีกำลังการผลิต 1.8 ล้านตัน/ปี ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 2008 และมีความต้องการในการซ่อมแซม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้บางส่วน ในช่วงระหว่างมกราคม 2020 ถึง พฤษภาคม 2020 เพื่อจะผลิต electrical steel จากเหล็กแผ่นรีดเย็น

แหล่งข่าวจากโรงงานยืนยันว่า “การส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นจะคงลดลงในระยะต่อไป และอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการขายเหล็กแผ่นรีดร้อนส่วนที่เกินมาที่ตลาดภายในประเทศ แต่พวกเราไม่ประสงค์ที่จะลดการผลิต electrical steel.

แหล่งข่าวในตลาดกล่าวว่า แหล่งข่าวในตลาดกล่าวว่า ปริมาณเหล็กรีดเย็นทั้งภายในประเทศและที่ส่งออก มีปริมาณ 2.3 ล้านตัน/ปี ที่มาจากโรงงาน CRM2 complex ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การบำรุงรักษาช่วงนี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียที่ชะลอตัวและมีกำลังการผลิตส่วนเกินของ CRC ในตลาดภายในประเทศ

“การส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของเราจะไม่เกิน 40,000 ตัน/เดือน ในปี 4-5 เดือนข้างหน้า” และการส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนจะปรับลดลง โดยอยู่ที่ 70,000 ตัน/เดือน และจะไม่มีปริมาณมากถึง 150,000 ตัน อย่างที่เราทำได้ก่อนหน้านี้”

การผลิตของ บริษัท JSW ในช่วง เมษายน ถึง ตุลาคม มีปริมาณอยู่ที่ 9.33 ล้านตัน ลดลง 4.3% จาก 9.75 ล้านตัน ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2018 เนื่องมาจากมีการปิดเตาหลอมหลายๆแห่งในช่วงเดือนตุลาคม
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

ไขข้อข้องใจและข้อดีของ บ้านโครงสร้างเหล็ก

ไขข้อข้องใจและข้อดีของ บ้านโครงสร้างเหล็ก

             เทรนด์การสร้างบ้านสมัยใหม่ ที่เกิดขึ้นเพื่อการแก้ไขข้อจำกัดบางประการของการก่อสร้างบ้านในปัจจุบันโดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงาน ปัญหาค่าแรง รวมทั้งกระบวนการก่อสร้างที่ต้องแข่งขันกับเวลา ต้องการความรวดเร็วที่มากยิ่งขึ้น ก็คือ บ้านโครงสร้างเหล็ก ในอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้เห็นบ้านโครงสร้างเหล็กเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่จะเพิ่มสูงจนกระทั่งมาทดแทนบ้านปูน (โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก) หรือไม่นั้น จำเป็นต้องดูสถานการณ์อื่น ๆ รอบด้านกันต่อไป

 

161101_nhc_gift_011_%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%82

.

เมื่อนึกถึงงานเหล็กเรามักนึกถึงปัญหาของสนิม ซึ่งเป็นอีกปัญหาหลักที่จะมาพร้อมกับเหล็ก สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือสภาพของเหล็กที่จะนำมาสร้าง ต้องเป็นเหล็กที่สะอาด ไม่เป็นสนิม หากมีสนิมผิวติดเล็กน้อยให้ทำความสะอาดโดยใช้แปลงหรือกระดาษทรายขัดก่อนทาสีกันสนิม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะคอยป้องกันให้เหล็กปลอดภัยจากสนิม ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบงานออกแบบลักษณะโครงสร้างเหล็ก ซึ่งจะให้ความแตกต่างของงานดีไซน์อย่างชัดเจน เหมาะกับผู้ที่ชอบงานสัจจะวัสดุ เปลือยโครงสร้าง ให้ความรู้สึกในสไตล์ Loft, Tropical, Industrial แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าสไตล์อื่น ๆ

ใช้งานเหล็กไม่ได้นะครับ ใช้ได้เช่นกัน โดยทำการออกแบบให้มีวัสดุอื่น ๆ มาปิดผิวอีกชั้นแต่ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หรือผู้ที่มีงบประมาณในการก่อสร้างค่อนข้างสูงและความรวดเร็วในการก่อสร้าง โครงสร้างเหล็กมีระบบ ขั้นตอนการทำงานที่สะดวก เสมือนเป็นการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของบ้านเข้าด้วยกัน แตกต่างจากงานปูน ที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าเนื่องด้วยปัจจุบันภาพรวมของบ้านโครงสร้างเหล็กยังมีราคาที่สูงกว่าบ้านปูน ราคาเหล็กที่เคยสูงมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันยังมีตัวเลขที่สูงมากขึ้นในไทย อนาคตภาพรวมอาจจะถูกลง ส่วนตลาดโลกเหล็กมีราคาถูกลง รวมถึงผู้ที่ต้องการบ้านดีไซน์แปลกใหม่ บางกรณีบ้านปูน หรือโครงสร้างอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้ อาทิ งานที่ต้องการคานยื่นยาว รูปทรงไม่ตั้งฉาก งานที่ต้องการลดเสา หากเป็นบ้านปูนจะมีข้อจำกัดในการออกแบบที่มากกว่า

 

ข้อดีบ้านโครงสร้างเหล็ก

  1. ระยะเวลาก่อสร้างรวดเร็วและเมื่อระยะเวลาก่อสร้างลดลง ค่าแรงจึงลดลง
  2. เหล็กมีความยืดหยุ่นตัวสูง ช่วยให้บ้านรองรับแผ่นดินไหวรวมทั้งมีความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้มาก
  3. โครงสร้างเหล็กน้ำหนักเบากว่าคอนกรีต ช่วยลดการใช้เสาเข็ม
  4. งานต่อเติมทำได้สะดวกเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน (ลดขนาดเสา และคาน)
  5. ออกแบบรูปทรงแปลกใหม่ เช่น ลักษณะคานยื่นยาว รูปทรงเอียง

 

ขอคุณข้อมุลจากhttp://www.nhconcept.com

งานก่อสร้าง ใช้เหล็กอะไร

งานก่อสร้าง ใช้เหล็กอะไร

เหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้างมีหลายประเภทได้แก่

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เหล็กเส้นกลม

1. เหล็กเส้นกลม

          จะมีเส้นผ่านศุนย์กลางตั้งแต่ 6 ถึง 28 มิลลิเมตร และขนาดความยาว 10 หรือ 12 เมตรเหมาะสำหรับงานขนาดเล็ก และขนาดกลาง มีคาร์บอน 0.28% ฟอสฟอรัส 0.058% และกำมะถัน 0.058%

 

เหล็กก่อสร้าง, เหล็กเส้น, เหล็กข้ออ้อย, เหล็กรูปพรรณ

2. เหล็กเส้นข้ออ้อย

         ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 10 ถึง 33 มิลลิเมตร มีความยาวโดยทั่วไป 10 และ 12เมตรเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นเหล็ก ที่มีแรงยึดเกาะที่ผิวสูง เหมาะสำหรับงานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ต้องการความแข็งแรงสูง โดยไม่จำเป็นต้องออกแบบให้โครงสร้างใหญ่โต มีคาร์บอน 0.28% ฟอสฟอรัส 0.058% และกำมะถัน 0.058%

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เสาเข็ม

3. เหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรง

             เป็นเหล็กเสริมคอนกรีตในการผลิตเสาเข็ม เสาไฟฟ้า คานพื้นสำเร็จรูป ท่อระบายน้ำ คอนกรีตอัดแรง ฯลฯ มีลักษณะเป็นเหล็กแบบกลมมีรอยย้ำ ต้องมีรอยย้ำ 2 แถวอยู่ตรงข้ามกันและรอยย้ำของแถวหนึ่งต้องเหลื่อมกับอีกแถวหนึ่งถ้าเป็นเหล็กแบบ กลม เกลี้ยง ต้องมีผิวทั้งหมดเรียบเกลี้ยง ไม่มีรอยปริหรือแตกร้าว หรือเป็นปีกต้องเป็นเส้นเดียวกัน

          ไม่มีการต่อหรือเชื่อมหากมีขึ้นในระหว่าง กระบวนการ ผลิตต้องตัดทิ้งให้หมด ผิวเหล็กต้องปราศจากคราบน้ำมันหรือสารอื่นใดที่จะมีผลทำให้แรงยึดระหว่างคอนกรีตกับเหล็กเสียไปเหล็กต้อง

          ไม่เป็นสนิมขุม เว้นแต่สนิมผิวซึ่งยอมให้มีได้การตัดเหล็กให้ใช้หินเจียระไนหรือกรรไกรตัดเหล็ก ห้ามใช้ก๊าซดัดเพราะว่าความร้อนจากก๊าซตัดจะทำให้ คุณสมบัติของเหล็กต่ำลง

         เหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรงมีคาร์บอน 0.60 ถึง 0.90% ซิลิคอน 0.10 ถึง 0.35% แมงกานีส 0.40 ถึง 0.90%ฟอสฟอรัส ไม่เกิน 0.50% กำมะถันไม่เกิน 0.05% เหล็กมี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดเส้นเดียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4,5,7,9 มิลลิเมตรและชนิดตีเกลียวมีเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 3/8 นิ้ว และ 0.05 นิ้ว

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ก่อสร้างเหล็กลวดผูก

4. เหล็กลวดผูกเหล็ก

      มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.5 ถึง 8 มิลลิเมตร เหล็กลวดนี้ใช้สำหรับทำตะปู ลวดอาบสังกะสี ตาข่าย 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า