Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
มาตรฐาน มอก. ของเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่ Archives - Page 2 of 16 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
บิลเล็ตจีนทะยานขึ้น บนความหวังว่าจะมีอุปทานที่ตึงตัว ขณะที่เหล็กเส้นในตลาดฟิวเจอร์สยังแข็งแกร่ง

บิลเล็ตจีนทะยานขึ้น บนความหวังว่าจะมีอุปทานที่ตึงตัว ขณะที่เหล็กเส้นในตลาดฟิวเจอร์สยังแข็งแกร่ง

ราคานำเข้าบิลเล็ต (billet) ของจีน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันที่ 9 ก.ย. ซึ่งสอดคล้องกับราคาเหล็กเส้นในตลาดฟิวร์เจอร์สที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากข้อตกลงซื้อขายใหม่ที่ข้อสรุปได้นั้นสูงขึ้น ท่ามกลางการพูดคุยในตลาดเกี่ยวกับการลดการผลิตในมณฑลเจียงซู (Jiangsu) เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการด้านพลังงานสีเขียว

ราคาบิลเล็ต พุ่งขึ้นจากความคาดหวังว่าอุปทานจะตึงตัว เนื่องจากโครงการพลังงานสีเขียวในมณฑลเจียงซู โดยพยายามลดหน่วยและปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด เทรดเดอร์ชาวจีนทางเหนือกล่าว “ผลผลิตของโรงหลอมอาร์คไฟฟ้า (electric arc furnace) ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ”

การลดลงอย่างรวดเร็วของสินค้าคงคลังของเหล็กเส้น ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในเชิงลบเช่นกัน เทรดเดอร์ชาวจีนอีกรายกล่าว

สัญญาเหล็กเส้นที่มีการซื้อขายมากที่สุดในตลาด Shanghai Futures Exchange เดือนมกราคมปิดที่ 5,682/ตัน ($880/ตัน) เพิ่มขึ้น 230 หยวน/ตัน หรือ 4.2%

บิลเล็ต Q235 ใน Tangshan ราคาประเมินอยู่ที่ 5,350 หยวน/ตัน เพิ่มขึ้น 145 หยวน/ตัน

Platts ประเมินราคาสปอตของบิลเล็ต 3SP ขนาด 150 มม. ที่นำเข้าจากจีน ที่ราคากึ่งกลาง อยู่ที่ $717/ตัน CFR ประเทศจีน ราคาเพิ่มขึ้น $18/ตัน จากวันก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่นับตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. และ Platts ประเมินราคาบิลเล็ต 5SP ขนาด 130 มม. ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ราคา $704/ตัน CFR มะนิลา ราคาเพิ่มขึ้น $12/ตัน จากวันก่อน

ในประเทศจีน มีการรายงานข้อตกลงซื้อขายหลายฉบับที่ได้ข้อสรุปสูงขึ้น จากแหล่งกำเนิดต่างๆ รวมถึง อินโดนีเซีย รัสเซีย

ข้อตกลงซื้อขายที่ราคา 710-$715/ ตัน CFR ประเทศจีน ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 9 กันยายน สำหรับบิลเล็ตจากอินโดนีเซียในช่วงเที่ยงวัน ราคาเพิ่มขึ้น $5-$10/ตัน จากวันก่อนหน้า โดยหลังจากนั้นโรงงานดังกล่าวได้ปรับขึ้นข้อเสนอขาย ไปอยู่ที่ $730/ตัน CFR ประเทศจีน เทรดเดอร์ชาวจีนทางตะวันออกกล่าว

ข้อตกลงซื้อขายของรัสเซียได้ข้อสรุปที่ราคา $705/ตัน CFR ประเทศจีน สำหรับปริมาณ 50,000 ตัน โดยราคาเพิ่มขึ้น $15/ตัน สำหรับปริมาณที่มากกว่า 30,000 ตัน

ราคาเสนอขายโดยทั่วไปจะอยู่ที่ $720-$725/ตัน CFR ประเทศจีน ในขณะที่ข้อบ่งชี้ในการซื้อหรือราคาเสนอซื้อจะอยู่ที่ $715/ตัน CFR ประเทศจีน

ในฟิลิปปินส์ สินค้าจากเตา  induction furnace ของเวียดนาม ราคาเสนอขายอยู่ที่ $705-$710/ตัน  CFR มะนิลา แหล่งข่าวจากโรงงานในเวียดนามกล่าว โดยราคาเพิ่มขึ้น $15/ตัน จากวันก่อน

— Steel Business Briefing
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

Cr. IRON&STEEL INTELLIGENCE UNIT

ครม.อนุมัติขยายเวลาบังคับใช้การแสดงรายละเอียดบนเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ออกไปอีก 180 วัน

ครม.อนุมัติขยายเวลาบังคับใช้การแสดงรายละเอียดบนเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ออกไปอีก 180 วัน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา มีการพิจารณาเรื่อง ร่างกฎกระทรวง กำหนดลักษณะ การทำ วิธีแสดง และการใช้เครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 2563 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ขยายระยะเวลาบังคับใช้ออกไปอีก 180 วัน

ทั้งนี้ ตามที่ได้มีกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ การทำ วิธีแสดง และการใช้เครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2563 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 และจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือวันที่ 21 มกราคม 2564

โดยมาตรา 5 วรรคท้าย แห่งกฎกระทรวงฯ บัญญัติให้การแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องหมายมาตรฐานรวมทั้งใบอนุญาตและข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (QR Code) ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้มีหนังสือถึง อก. เพื่อขอให้ อก.พิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาในการเตรียมความพร้อมได้มากยิ่งขึ้น

เนื่องจากการแสดงใบอนุญาตและข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (QR Code) ตามที่กำหนดในข้อ 5 วรรคท้ายของกฎกระทรวงดังกล่าว มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในหลายผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถดำเนินการตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดได้ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต และการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทาง อก.โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพิจารณาแล้วเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถเตรียมความพร้อมในการดำเนินการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับใบอนุญาตและข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (QR Code) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อก.จึงได้ดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ การทำ วิธีแสดง และการใช้เครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ การทำ วิธีแสดง และการใช้เครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2563 เฉพาะการแสดงรายละเอียดใบอนุญาตและข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อ 5 วรรคสุดท้าย ออกไปอีกหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนด ผู้รับใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ใบอนุญาตทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ใบอนุญาตนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร จะต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องหมายมาตรฐาน รวมทั้งใบอนุญาตและข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (QR Code) ให้เห็นได้ง่ายและชัดเจนบนผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสิ่งบรรจุ หีบห่อ สิ่งหุ้มห่อ หรือสิ่งผูกมัด

แหล่งที่มา : SMEs manager

เหล็กกล้า เหล็กกล้าเป็นอย่างไร มีส่วนผสมอะไรบ้าง

เหล็กกล้า เหล็กกล้าเป็นอย่างไร มีส่วนผสมอะไรบ้าง

เหล็กกล้า เป็นเหล็กที่มีความเหนียวแน่นมากกว่าเหล็กหล่อ ทั้งสามารถขึ้นรูปด้วยวิธีทางกลได้ จึงทำให้เหล็กชนิดนี้ นิยมถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและกว้างขวางมากขึ้น  ตัวอย่างเหล็กกล้าที่มักจะพบได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน คือ เหล็กแผ่น เหล็กโครงรถยนต์หรือเหล็กเส้น เป็นต้น นอกจากนี้คาร์บอนก็สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มย่อยๆ ดังนี้

เหล็กกล้าคาร์บอน จะมีส่วนผสมหลักเป็นคาร์บอนและมีส่วนผสมอื่นๆ ปนอยู่บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจะมีธาตุอะไรติดมาในขั้นตอนการถลุงบ้าง ดังนั้นเหล็กกล้าคาร์บอน จึงสามารถแบ่งเป็นย่อยๆ ได้อีก ตามปริมาณธาตุที่ผสมดังนี้

  1. เหล็กคาร์บอนต่ำ มีคาร์บอนต่ำกว่า 0.2% และมีความแข็งแรงต่ำมาก จึงนำมารีดเป็นแผ่นได้ง่าย เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น เป็นต้น
  2. เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง จะมีคาร์บอนอยู่ประมาณ 0.2-0.5% มีความแข็งแรงสูงขึ้นมาหน่อย สามารถนำมาใช้เป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลได้
  3. เหล็กกล้าคาร์บอนสูง มีคาร์บอนสูงกว่า 0.5% มีความแข็งแรงสูงมาก นิยมนำมาอบชุบความร้อนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้น และสามารถต้านทานต่อการสึกหรอได้ดี จึงนิยมนำมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่ต้องการผิวแข็ง

เหล็กกล้าผสม เป็นเหล็ก ที่มีการผสมธาตุอื่นๆ เข้าไปโดยเจาะจง เพื่อให้คุณสมบัติของเหล็ก เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเหล็กประเภทนี้มักจะมีความสามารถในการต้านทานต่อการกัดกร่อนและสามารถนำไฟฟ้าได้ รวมถึงมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กอีกด้วย ซึ่งก็จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เหล็กกล้าผสมต่ำและเหล็กกล้าผสมสูง นั่นเอง โดยเหล็กกล้าผสมต่ำ จะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่นๆ น้อยกว่า 10% และเหล็กกล้าผสมสูง จะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่นๆ มากกว่า 10%

เหล็ก เป็นแร่ธาตุที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการนำมาใช้งานในหลายๆ ด้าน แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือมีน้ำหนักมาก ทำให้เคลื่อนย้ายได้ไม่ค่อยสะดวกมากนัก อย่างไรก็ตาม เหล็ก ก็ยังคงเป็นที่นิยมและมีการนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมหรือการผลิตเครื่องจักรกลต่างๆ รวมทั้งใช้ในการสร้างบ้านด้วย เพราะเป็นโลหะที่มีความแข็งแรงและทนทานมาก

การเก็บกองเหล็กที่หน่วยงานก่อสร้างควรเป็นอย่างไร

การเก็บกองเหล็กที่หน่วยงานก่อสร้างควรเป็นอย่างไร

             ในหน่วยงานก่อสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีวัสดุวางตามจุดต่างๆ เพื่อเตรียมการก่อสร้างซึ่งมีทั้งวัสดุที่กำลังรอนำไปใช้และวัสดุที่เหลือเพื่อรอนำไปทิ้ง ทำให้การจัดการพื้นที่เก็บวัสดุมีสำคัญ โดยเฉพาะเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีความสำคัญกับโครงสร้างของอาคาร จึงควรมีการบริหารการจัดเก็บที่ดีพอสมควร แต่ก็ไม่ได้เป็นวิธีที่ยุ่งยากเกินไปทั้งนี้เพื่อให้เหล็กดังกล่าวอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน

1.การเตรียมพื้นที่จัดเก็บ

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่เลือกใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนในโครงการนั้นๆ และมีปริมาณที่มาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมพื้นที่จัดเก็บทั้งก่อนใช้งานและเหล็กที่เหลือจากการใช้งาน โดยสามารทำโรงเก็บแบบชั่วคราวไว้ในพื้นที่โครงการ โดยทำการเทพื้นคอนกรีตชั่วคราวหนาประมาณ 15 – 20 ซม. และควรมีวัสดุเช่นไม้หมอน หรือ เศษเหล็กที่เหลือจากการใช้งาน มาทำการรองไว้ด้านล่างของกองเหล็กดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงให้เหล็กสัมผัสความชื้นจากพื้นดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสนิม

2.ทาสีกันสนิม

มีหลายกรณีที่ผู้รับเหมาเลือกที่จะนำเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนมาทาสีที่หน่วยงานก่อสร้างเอง ซึ่งวิธีนี้หากงานก่อสร้างที่กินเวลายาวนานหรือก่อสร้างในช่วงฤดูฝนจะทำให้เหล็กนั้นๆ มีโอกาสที่จะเกิดสนิมขึ้นแทบจะ 100% ดังนั้นควรทาหรือพ่นสีกันสนิมตั้งแต่เหล็กดังกล่าวมาถึงหน่วยงานก่อสร้าง หรือเลือกวิธีสั่งเหล็กที่มีการทาหรือพ่นกันสนิมมาจากโรงงานของผู้ผลิต ซึ่งจะช่วยรักษาสภาพของเหล็กให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน ทั้งยังเพิ่มความมั่นใจให้เจ้าของโครงการมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

3.การจัดเก็บให้ถูกประเภท

          ในบางโครงการนั้น ผู้ออกแบบวิศวกรมีการเลือกใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนทั้ง 2 เกรด คือ SS400 และ SM520 ซึ่งในด้านต้นทุนค่าก่อสร้างนั้น ในบางโครงการสามารถช่วยให้ประหยัดต้นทุนงานโครงสร้างได้ถึง 20% แต่การจัดเก็บเหล็กทั้ง 2 เกรด ควรแยกให้ชัดเจนไม่นำมาวางกองรวมกัน หากวางใกล้กันควรมีป้ายหรือสัญลักษณ์บอกอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเลือกไปใช้งานตามแบบที่กำหนดมา

4.พื้นที่จัดเก็บสำหรับโครงการขนาดเล็ก

                สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มักทำโรงเก็บแบบชั่วคราวอยู่แล้ว ส่วนในกรณีโครงการขนาดเหล็ก การสร้างโรงเก็บแบบชั่วคราวอาจทำให้งบประมาณบานปลายเกินความจำเป็น สามารแก้ปัญหาได้ด้วยการแบ่งพื้นที่ขนาดเล็กเอาไว้แล้วปูด้วยผ้าใบหรือพลาสติกบนพื้น แทนการเทพื้นคอนกรีตเพื่อกันความชื้นจากดิน จากนั้นจึงนำไม้หมอน หรือเศษเหล็กที่เหลือจากการใช้งาน มาทำการรองไว้ด้านล่างของกองเหล็กดังกล่าวและปิดคลุมด้วยพลาสติกอีกทีนึง เผื่อกรณีฝนตกและกันน้ำค้างในตอนเช้า เพียงเท่านี้โครงการขนาดเล็กก็สามารถมีที่เก็บเหล็กและป้องกันเหล็กจากสนิมได้โดยไม่ยุ่งยากแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลhttps://www.hbeamconnect.com/

 

หากต้องการใช้เหล็กเป็นโครงก่อสร้างบ้านด้วยเหล็ก H Beam เหล็กก่อสร้างรูปพรรณทุกชนิด สามารถโทรมาสอบถามข้อสงสัยการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างเฮชบีม สามารถติดต่อที่ 02 749 1007-14  ได้ในเวลาทำการครับ

qr-code-thanasarn

ทำความรู้จักเหล็กกล้ากำลังสูง เอชบีม SM520

ทำความรู้จักเหล็กกล้ากำลังสูง เอชบีม SM520

ปัจจุบันวงการอุตสาหกรรมการก่อสร้างของไทย มีแนวโน้มการเลือกใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการก่อสร้างอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เหล็กเอชบีม SM520 ในรูปแบบของ เหล็กกล้ากำลังสูง (High Strength Steel) มีคุณสมบัติการรับแรงดึงที่สูงขึ้น(High Yield Strength) สามารถลดปริมาณการใช้เหล็กลงได้ ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างลงจึงได้ถือกำเนิดขึ้นและกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้

SM520 เหล็กกล้ากำลังสูง (High Strength Steel) คือเหล็กกล้าคุณภาพสูงที่วงการอุตสาหกรรมก่อสร้างค้นคว้าวิจัยและพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องจนได้เหล็กคุณภาพสูงในขั้นตอนการผลิตเหล็ก SM520 นั้นต้องควบคุมส่วนผสมทางเคมีอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้เหล็กโครงสร้างที่มีกำลังรับแรงดึงที่สูงขึ้น (High Yield Strength) มีความสามารถในการเชื่อมได้ดี (Good Weldability) ทั้งยังคงคุณสมบัติความเหนียวในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำ (Toughness at low temperature) ได้อีกด้วย

เหล็ก SM520 ที่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือ TIS ต้องมีคุณสมบัติเหล็กดังต่อไปนี้

1. ส่วนประกอบทางเคมีของเหล็ก SM520 (คิดเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก)

  • คาร์บอนสูงสุด 0.20%
  • ซิลิคอนสูงสุด 0.55%
  • แมงกานีสสูงสุด 1.60%
  • ฟอสฟอรัสสูงสุด 0.035%
  • กำมะถันสูงสุด 0.035%

2. คุณสมบัติของเหล็กเส้นตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

  • เหล็กเอชบีม SM520 มาตรฐาน มอก.1227-2539
  • เหล็กเอชบีม SM520 มีความต้านทานแรงดึงที่จุดครากอยู่ ( Yield Strength ) ที่ 3600 ksc.
  • เหล็กเอชบีม SM520 สามารถ ความต้านแรงดึง 520-640 MPa
  • เหล็กเอชบีม SM520 สามารถ ความต้านการกระแทกต่ำสุด 27 จูล
  • เหล็กเอชบีม SM520 สามารถด้านแรงดึงที่จุดครากต่ำสุด 355-365 MPa

การตรวจสอบคุณภาพเหล็ก SM520

 

ชั้นคุณภาพ ความต้านทานแรงดึงที่จุดคราก ( Yield Strength ) ต่ำสุด ความต้านทานแรงดึงที่จุดสูงสุด ( Ultimate Strength ) ความยืดต่ำสุด ความต้านทานการกระแทก
ความหนาไม่เกิน 16 มม. ความหนาเกิน 16 มม. ความหนาไม่เกิน 5มม. ความหนาเกิน 5- 16 มม. ความหนาเกิน 16 มม.
SM520 365 MPa 355 MPa 520 – 640 MPa 19% 15% 19% 27 J

 

เหล็กเอชบีม SM520 นั้นคือเหล็กชั้นคุณภาพตัวใหม่ของวงการก่อสร้าง แน่นอนว่ามีคุณสมบัติที่ดีกว่าเหล็กเอชบีมที่มีมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะ เหล็กเอชบีม SS400 ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่เหล็กเอชบีม SM520 มีความโดดเด่นกว่า คุณสมบัติโดดเด่นที่เห็นได้ชัดก็คือน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดต้นทุนได้มากกว่า และยังช่วยย่นระยะเวลาการก่อสร้างได้ด้วย ดังนี้

1. เหล็กเอชบีม SM520 มีน้ำหนักเบา ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าเหล็กเอชบีม SS400

เหล็กเอชบีม SM520 นั้นมีหน้าตัดที่เล็กกว่าเมื่อรับน้ำหนักโครงสร้างที่เท่ากับเหล็กเอชบีม SS400 จึงทำให้ปริมาณการใช้เหล็กของโครงการรวมเบากว่าซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เองทำให้ประหยัดค่าขนส่ง, ค่าติดตั้ง, ค่าแรง, ค่าแปรรูป รวมไปถึงต้นทุนที่ใช้ในระบบป้องกันอัคคีภัย (Fire Protection) ซึ่งต้นทุนเหล่านี้รวมกันได้สูงสุด 20%

2. เหล็กเอชบีม SM520 ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มากกว่าเหล็กเอชบีม SS400

เนื่องจากโครงสร้างเหล็กเอชบีม SM520 มีขนาดทั้งความกว้าง ความยาว ความหนาลดลง ทำให้พื้นที่ต่างๆ ที่มีโครงสร้างเหล็ก SM520 ดูโล่งโปร่งตามากขึ้น เช่น ช่วยให้คานเล็กลง ทำให้ระยะห่างระหว่างคานและเพดานสูงขึ้น เสาต้นเล็กลง ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น หรือโครงสร้างหลังคาที่ทำจากเหล็ก SM520 ก็เล็กลงจึงช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของด้านบนได้มากขึ้น

3. ประหยัดเวลาในการก่อสร้างได้มากกว่าเหล็กเอชบีม SS400

โครงสร้างเหล็กเอชบีม SM520 มีขนาดทั้งความกว้าง ความยาว ความหนาลดลงช่วยให้ระยะเวลาในการเชื่อมเหล็ก ขึ้นรูปเหล็ก (Fabrication), ขัดผิวเหล็ก ทา สีกันสนิม สีกันไฟ นั้นลดลงตามไปด้วย เช่นเดียวกับขั้นตอนการติดตั้ง (Erection) การยกเหล็กขึ้นลงโดยใช้เครน ก็ลดลงไปด้วย

4. สร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายกว่าเหล็กเอชบีม SS400

งานโครงสร้างที่ต้องการออกแบบ Long Span หรือ Cantilever ที่โครงสร้างต้องรับน้ำหนักตัวเองอย่างมาก (Self-Weight) เหล็ก SM520 ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าจะช่วยให้สถาปนิกออกแบบโครงสร้างอาคารได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

 

จะเห็นได้ว่าเหล็กเอชบีม SM520 เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อม เหมาะที่จะใช้ในงานก่อสร้างต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณทั้งต้นทุนการก่อสร้าง ค่าแรง ค่าขนส่ง และยังช่วยให้โครงสร้างอาคารโล่งโปร่งมากขึ้นอีกด้วย เหล็กเอชบีม SM520 เป็นเหล็กที่ได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มอก.1227-2539 รับรองได้ว่าคุณจะได้เหล็กชั้นคุณภาพในราคาประหยัด แต่ช่วยให้งานก่อสร้างเสร็จอย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุนลงถึง 41%

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.hbeamconnect.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า