Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
สร้างบ้าน Archives - Page 5 of 10 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไร

H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไร

หน้าตาคล้ายกัน แต่การใช้งานนั้นอาจแตกต่างกันในรายละเอียด มาดูกันว่า เหล็ก H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไรด้วย H-Beam

           นั้นมีขนาดหน้าตัดให้เลือกใช้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ขนาด H100x50 mm. จนถึงขนาดใหญ่สุด H900x300 mm.ทำให้ H-Beam

            นั้นถูกเลือกใช้ในงานที่หลากหลาย ทั้งโครงสร้างของอาคาร, โครงสร้างของโรงงาน หรืองานโครการขนาดใหญ่ เช่น โรงจอดเครื่องบิน (Hangar)แต่สำหรับเหล็ก I-Beam นั้นถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในงานที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า

          เช่น รางเลื่อนของเครนในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะความหนาของ Flange (ปีกที่ยื่นออกมา) ที่มากและมีลักษณะ Taper (เรียวที่ปลาย) ไม่เหมือนกับ H Beam ที่ความหนาของ Flange จะเท่ากันตลอด 

         ส่งผลให้โดยทั่วไป I-Beam จะสามารถรับแรงกระแทกได้ดี แต่ก็จะมีน้ำหนักที่มากกว่า H-Beam ในขนาดหน้าตัดที่เท่ากัน

  เช่น   H 300x150x6.5×9 mm. น้ำหนัก 36.7 kg/m   
          I 300x150x8x13 mm. น้ำหนัก 48.3 kg/m

   ซึ่ง I-Beam จะมีน้ำหนักมากกว่าถึง 32 %


เห็นอย่างนี้แล้ว ในครั้งต่อไปเราอาจจะต้องพิจารณาการเลือกใช้ระหว่าง H-Beam กับ I-Beam ให้ถูกกับประเภทการใช้งาน เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนในการก่อสร้างได้อีกทางหนึ่ง

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20180412200502110/

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

รู้กันว่า H-Beam เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่ใช้งานกันโดยทั่วไปมากที่สุด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น H-Beam ก็ไม่ได้มีตัวเลือกอยู่แบบเดียวในท้องตลาด เมื่อพูดถึงในแง่ของเกรดและคุณภาพจากการผลิต

ตามมาตรฐานมอก. เหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam นั้นถูกแบ่งเป็น 7 เกรด หรือ 7 ขั้นคุณภาพอันประกอบด้วยเกรดที่เรียกว่า SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM 520 และ SM570 ซึ่งการแบ่งเกรดตามที่มอก. กำหนด จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

1. คุณสมบัติทางกล หรือ Mechanical Properties

2. คุณภาพตามส่วนประกอบทางเคมี หรือ Chemical Composition

ทั้งนี้ คุณสมบัติทั้งหมด ก็จะส่งผลถึงคุณภาพของการรับแรง เช่น คุณสมบัติการรับแรงดึง (Yield Strength) ที่เหล็ก SS400 จะมีค่าอยู่ที่ 235-245 N / mm2  (~2,400 ksc) ในขณะที่เหล็ก SM520 มีค่ามากถึง 355-365 N / mm2  (~3,600 ksc) ซึ่งจะเห็นว่าต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามเหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam ตามมาตรฐาน มอก. ที่ใช้กันแพร่หลาย และสามารถหาสินค้าได้เป็นปกติ จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ SS400 กับ SM520 โดยความแตกต่างหนึ่งคือ ค่าการรับแรงดึงที่ต่างกันตามที่กล่าวไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบในหน้าตัดเท่ากัน เหล็ก SM520 ก็จะรับน้ำหนักได้ดีกว่า หรือพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า ในน้ำหนักที่เท่ากัน โครงสร้าง SM520 ก็จะมีขนาดของโครงสร้างที่เล็กกว่า ซึ่งโดยรวม ก็จะช่วยลดน้ำหนักโครงสร้าง ทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างลดลงอย่างมาก และยังส่งผลช่วยลดค่าแรง ค่าขนส่ง และลดภาระฐานรากลงได้อีกมากด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20200329140323953/

แนวโน้มเหล็กและแร่เหล็ก ปริมาณผลิตเหล็กจีนมากขึ้นได้การสนับสนุนจากแร่เหล็ก

แนวโน้มเหล็กและแร่เหล็ก ปริมาณผลิตเหล็กจีนมากขึ้นได้การสนับสนุนจากแร่เหล็ก

แนวโน้มเหล็กและแร่เหล็กในไตรมาสที่ 2: ปริมาณผลิตเหล็กจีนมากขึ้น ได้การสนับสนุนจากแร่เหล็ก
ราคาแร่เหล็กควรมีแรงสนับสนุนในไตรมาสที่ 2 ทั้งที่มีการฟื้นตัวที่ชะลอตัวในส่วนความต้องการเหล็กขั้นปลาย เนื่องจากคาดว่าโรงงานเหล็กจะเพิ่มปริมาณเหล็ก จากข้อมูลการสำรวจแนวโน้มของ S&P Global Platts

ประมาณร้อยละ 38 ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าราคาแร่เหล็กจะยังอยู่ในช่วงราคา $80-$90/ตัน CFR ในขณะที่ร้อยละ 28 คาดว่าราคาจะต่ำลงที่ $70-$80/ตัน

ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าความต้องการแร่เหล็กจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 ในขณะที่ร้อยละ 28 คิดว่าความต้องการจะเท่ากับในไตรมาสที่ 1 มีเพียงร้อยละ 13 มองความต้องการแร่เหล็กกำลังลดลง จากการสำรวจ

ทั้งที่เหล็กสำเร็จรูปคงคลังที่เพิ่มขึ้นมากในจีน ซึ่งประมาณร้อยละ 72 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าการผลิตเหล็กดิบจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 การค้นพบนี้ตรงข้ามกับการสำรวจก่อนหน้านี้ที่มากกว่าหนึ่งในสามของโรงงานเหล็กบอกว่ากำลังพิจารณาลดการผลิต

มีเพียงหนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดกว่าความต้องการจะเป็นปกติภายในสิ้นเดือนเมษายน. ประมาณร้อยละ 35 เชื่อว่าตลาดจะฟื้นตัวเต็มที่ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม และอีกร้อยละ 25 คิดว่าภายในสิ้นเดือนมิถุนายน

“เราคาดว่าตลาดจีนจะกลับมาเป็นปกติได้ในสิ้นเดือนเมษายน แต่มีความไม่แน่นอนเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนานอกประเทศ ไม่มีประเทศไหนที่จะกันตัวเองได้ เนื่องจากตลาดเหล็กเป็นตลาดโลก”

การสำรวจพบว่าร้อยละ 37 ของผู้ตอบ คาดว่าการเติบโตของความต้องการเหล็กจะมาจากสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นหลัก ในขณะที่ร้อยละ 19 คิดว่าการก่อสร้างจะยังเป็นภาคหลักที่มีการเติบโตของความต้องการเหล็ก

ผู้อยู่ในตลาดเหล็กคาดว่า รัฐบาลจีนจะใช้สาธารณูปโภคพื้นฐานส่วนใหญ่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหลังจากการระบาดสิ้นสุด

ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 44 คาดว่าอัตรากำไรของ เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) ในประเทศของจีนจะบางประมาณ 100-200 หยวน/ตัน ($14-$28/ตัน) ในไตรมาสที่ 2 และร้อยละ 20 คาดว่าอัตรากำไรจะอยู่ที่ 300-400 หยวน/ตัน

ตลาด เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) จะขึ้นอยู่กับความต้องการจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์เป็นหลัก เราไม่มั่นใจว่าจะฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งในไตรมาสที่ 2 ถึงแม้ว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้น จะมีในครึ่งหลังของปีก็ตาม โรงงานเหล็กกล่าว

แนวโน้มของอัตรากำไรเหล็กเส้นนั้นเงียบเหงามากๆ หนึ่งส่วนสี่ของผู้ตอบคาดว่าอัตรากำไรอยู่ที่ 100 หยวน/ตันหรือต่ำกว่า ความต้องการในภาคการก่อสร้างคาดว่าจะน้อยลงในปี 2563 เนื่องจากรัฐบาลจีนบอกว่าจะไม่ใช้อสังหาริมทรัพย์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Platts ได้ทำการสำรวจ 32 บริษัท สำหรับการสำรวจแนวโน้ม ในช่วง 23-25 มีนาคม ได้แก่ โรงงานเหล็ก เทรดเดอร์ในประเทศและต่างประเทศ และบริษัทเหมืองเหล็ก

แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปีด้วยตนเอง รู้ก่อนร้าว รั่วซึม และทรุดโทรม

วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปีด้วยตนเอง รู้ก่อนร้าว รั่วซึม และทรุดโทรม

บ้านคือวิมานของเรา ประโยคสั้น ๆ ที่สื่อความหมายได้ดีของคนรักบ้าน ผู้ที่มีบ้านส่วนใหญ่จึงย่อมต้องคอยตรวจตราดูตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างมั่นใจและมีความสุขภายใต้บ้านสวยที่ตั้งใจสร้างขึ้นมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปบ้านที่เคยสวยงามก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทำให้ส่วนต่าง ๆ ภายในบ้านเริ่มทรุดโทรม ลอกล่อน หรืออาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนใหม่เลยก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากของบ้าน ที่เมื่อทรุดโทรมไปแล้วก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัยเอาได้ง่าย ๆ จึงควรมีการตรวจสอบตัวบ้านเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ช่วงเวลาที่น่าสนใจในการตรวจเช็คบ้านคือทุก ๆ 1-2 ปี อย่าปล่อยให้ล่วงเลยไปเป็น 10 ปี เพราะอาจจะทำให้ปัญหาภายในบ้านลุกลามไปถึงขั้นต้องยกบ้านใหม่ไปทั้งหลัง จนต้องเสียเงินซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วงนี้ก็จะสิ้นปีแล้ว ทาง babbaan.in  จึงขอแนะแนวทางในการตรวจสอบบ้านประจำปี มาให้ผู้อ่านได้ลองนำเอาไปตรวจสอบบ้านของตัวเองก่อนเข้าสู่ปีใหม่กันค่ะ

วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปี
วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปี

 

1. ตรวจสอบโครงสร้างบ้านทั้งภายในและภายนอก ควรตรวจดูรอยร้าวรอบบ้าน การทรุดของพื้นที่โรงจอดรถ โซนซักล้างภายนอก ภายในก็ให้ดูบริเวณตามผนัง มุมเสา พื้นห้องน้ำ เป็นต้น เมื่อเจอแล้วควรถ่ายรูปพร้อมจดบันทึกเอาไว้ รอยร้าวเหล่านี้ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เพราะจะไปกระทบกับโครงสร้างใหญ่ภายในตัวบ้าน จนอาจเกิดอาการทรุดและกลายเป็นอันตรายไปในที่สุด
วิธีแก้ไข ถ้ามีรอยร้าวจำนวนไม่มากก็ควรตามช่างที่ไว้ใจได้มาทำการแก้ปัญหา แต่ถ้ามีรอยร้าวจำนวนมากก็จำเป็นที่จะต้องปรึกษาไปทางวิศวกรและทำการรีโนเวทโดยด่วน ไม่ควรปล่อยเอาไว้เด็ดขาด

2.สีบ้าน ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ควรตรวจดูทั้งหมด สีเป็นส่วนที่บ่งบอกถึงกาลเวลาได้ดีที่สุด โดยเฉพาะสีภายนอกที่จะต้องโดนทั้งแดดเผาและโดนฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งปี แต่ถ้าใช้สีมีคุณภาพดี ปัญหานี้ก็อาจจะพอเบาลง แต่ถ้าใช้สีคุณภาพกลาง ๆ ก็อาจจะมีสีพองตัว หลุด ลอกล่อนออกมากวนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้แต่ภายในตัวบ้านสีก็สามารถลอกล่อนได้จากระบบน้ำรั่วซึมภายใน หรือเกิดจากการโดนเสียดสีจากเฟอร์นิเจอร์ และเป็นรอยไม่สวยงาม
วิธีแก้ไข ทาทับสีเก่าด้วยสีใหม่เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับตัวบ้าน และยังทำให้บ้านดูใหม่ โดดเด่นน่ามองอีกด้วย แต่ถ้าใช้สีที่มีคุณภาพสูง ภายใน 1 ปี ก็ไม่น่ากังวลต่อปัญนี้เท่าไหร่นัก

3.ตรวจสอบฝ้าเพดาน หลังคา และวัสดุหลังคา ตรวจสอบดูว่าหลังคายังคงใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีการโก่งหรือบิดเบี้ยวของตัววัสดุหลังคา ซึ่งการตรวจสอบจุดนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อยามที่ฝนตก เพราะฉะนั้นถ้าวันไหนมีฝนตกหนักก็ควรตามดูส่วนต่าง ๆ ของบ้านว่ามีอาการรั่วซึมตรงจุดไหนบ้าง หรือดูว่ามีรอยคราบน้ำที่ฝ้าเพดานหรือไม่ และให้ดูที่รอยร้าวภายในตัวบ้านนั้นมีรอยตะไคร่น้ำเกาะอยู่หรือไม่ ถ้ามีทั้ง 2 รอยนี้ก็แสดงว่าหลังคารั่วซึมเป็นที่เรียบร้อย
วิธีแก้ไข ควรเรียกช่างหลังคาเข้ามาซ่อมแซมและตรวจสอบวัสดุบนหลังคาเพิ่มเติมไปด้วย เพื่อที่จะสามารถมั่นใจได้ว่าการซ่อมหรือเปลี่ยนรอบนี้จะช่วยทำให้หลังคาสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4.ระบบต่าง ๆ ภายในบ้าน ที่ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และระบบระบายน้ำภายใน ภายนอกบ้าน ต้องตรวจสอบให้ดี โดยไล่ตรวจสอบดังนี้

  • ตรวจสอบปลั๊กไฟว่ามีอุปกรณ์อยู่ครบ ไม่มีจุดไหนที่สายขาด หรือปลั๊กชำรุด ตัวเบรกเกอร์ยังใช้งานได้ดี ตัวตัดไฟก็ยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบน้ำภายในและนอกบ้านตรวจดูว่าการไหลของน้ำแรงเท่ากันหรือไม่ ถ้าไม่เท่ากันแสดงว่าต้องมีจุดใด จุดหนึ่งที่มีการตัน หรือมีการแตกร้าว รั่วซึมจากท่อน้ำภายในบ้าน ให้ตรวจดูทางเดินของท่อว่ามีจุดใดที่มีคราบน้ำซึม มีสนิม และมีกลิ่นเหม็นออกมาหรือไม่ ถ้ามีก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจุดนั้นท่อมีอาการรั่วแล้วนั่นเอง
  • ระบบระบายน้ำก็ให้ดูที่ตัวสุขภัณฑ์ จุดระบายน้ำลงของห้องน้ำ อ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน ควรตรวจสอบให้ดีว่าอาการตันเกิดจากท่อตรงส่วนไหน แล้วให้แก้ตรงจุดนั้น ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องรื้อกันทั้งระบบเลยทีเดียว

วิธีแก้ไข 

  • ระบบไฟฟ้าควรตรวจสอบด้วยการไล่เปิด-ปิดไฟทุกดวงในบ้าน เพื่อดูว่ายังคงใช้งานได้ดี ดูว่าสายไฟและปลั๊กต่าง ๆ อยู่ในจุดที่จะโดนกัดจากสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์อื่น ๆ ได้หรือไม่ แล้วทำการย้ายจุดและทำการซ่อมแซมอย่างระมัดระวัง
  • ระบบน้ำและระบบระบายก็ตรวจสอบจากก๊อกน้ำ อ่างล้างจาน และสุขภัณฑ์ภายในบ้าน ถ้ามีปัญหาก็ให้ลองถอดอุปกรณ์ดูว่าเกิดจากการตันของตะกรันน้ำหรือเศษขยะหรือไม่ ถ้าใช่ก๋็ควรล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แต่ถ้าไม่ใช่นั่นก็หมายความว่าระบบภายในมีปัญหา ต้องเรียกช่างมาดูเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ลุกลามมากกว่าเดิม

5.วัสดุต่าง ๆ ที่ใช้งานภายในบ้าน ที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นบ้าน ทางเดินนอกบ้าน ผนังภายในบ้าน ฝ้าเพดา ประตูและหน้าต่าง โดยไล่ตรวจสอบดังนี้

  • พื้นไม้หรือกระเบื้องต้องดูว่ามีการชำรุด แตก หัก หรือเปิดขึ้นมาจนอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้านหรือไม่
  • ทางเดินนอกบ้าน สำหรับคนที่มีสวนแล้วมีทางเดินหินธรรมชาติเพื่อความสวยงาม เมื่อใช้งานนานวันเข้าก็จะเกิดชำรุด ตะไคร่น้ำขึ้น หรือมีการแตกหักจนไม่น่ามองและอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย
  • ผนังภายในบ้านที่ไม่ว่าจะผนังวอลเปเปอร์มีรอยหรือคราบสกปรกหรือไม่ ผนังกระเบื้องห้องน้ำมีการกระเทาะออกมาหรือไม่
  • ฝ้าเพดานที่โดนคราบน้ำจากการรั่วซึมของหลังคาเป็นคราบดูไม่สวยงาม และอาจจะทำให้กลายเป็นรังของแมลงสาบหรือหนูบ้านได้อีกด้วย เพราะมีความอับชื้นสูง
  • ประตูและหน้าต่างชำรุดหรือไม่ มีร่องรอยแตกหัก หรือคราบสกปรกหรือไม่ มีปลวกหรือรอยผุจนอาจจะหลุดออกมาทั้งบานหรือไม่ และกระจกหน้าต่างหรือประตูมีรอยร้าวหรือไม่

วิธีแก้ไข

  • พื้นไม้หรือกระเบื้องที่แตกและเปิดออกมา ควรเปลี่ยนใหม่แล้วทำการปิดผิววัสดุด้วยปูนหรือวัสดุที่เหมาะสมกับพื้นแบบนั้น ๆ ให้กลับไปเรียบเนียนและดูเข้ากัน
  • เปลี่ยนหินธรรมชาติตรงจุดที่มีปัญหาใหม่ทั้งหมด ส่วนที่เป็นคราบตะไคร่น้ำก็ให้ลองขัดดูก่อนว่าออกหรือไม่ ถ้าไม่ออกและมีรอยร้าวก็ควรเปลี่ยนทันที แต่ถ้ามีอาการร้าวและทรุดก็ควรเลาะออกทั้งหมดแล้วเทพื้นใหม่ พร้อมเปลี่ยนหินปูยกเซ็ตเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
  • ผนังภายในบ้านที่เป็นวอลเปเปอร์ก็เพียงแค่ซื้อลายใหม่มาแล้วลอกเอาวอลเปเปอร์เก่าออก พร้อมติดตั้งใหม่เพื่อให้เกิดความสวยงามและห้องดูใหม่ขึ้น ส่วนกระเบื้อห้องน้ำให้ลองใช้นิ้วเคาะดู ถ้ามีเสียงคล้ายด้านในกลวง ก็ให้เลาะออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทันที หรืออัดปูนให้แน่นขึ้น เพื่อป้องกันหล่นลงมาแตก และอาจทำให้เกิดอันตรายได้
  • เปลี่ยนฝ้าเพดานใหม่ ซึ่งควรต้องทำการซ่อมหลังคาให้เรียบร้อยก่อน หรือถ้าเป็นเพดานชั้นล่างก็ซ่อมระบบท่อน้ำให้หยุดรั่วซึม แล้วทำการเปลี่ยนฝ้าเพดานใหม่ได้เลย
  • ประตูและหน้าต่างให้เลือกดูว่าบานไหนที่ชำรุดน้อยก็เพียงแค่ทำความสะอาดและซ่อมแซม แต่ถ้าบานไหนเสียหายหนัก ผุพัง โดนปลวกกัดกิน กระจกร้าว ก็ให้เปลี่ยนใหม่ได้เลยทันที

การตรวจดูความเป็นไปของตัวบ้านในแต่ละปี จะช่วยทำให้คุณไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทบ้านครั้งใหญ่ หรือการซ่อมแซมที่ต้องยกใหม่ไปทั้งชุด และช่วยให้คุณได้เรียนรู้บ้านของตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้ามีจุดใดหรือส่วนไหนของบ้านที่เกิดปัญหา ก็จะได้รู้เท่าทัน และนำมาซึงการซ่อมแซมหรือแก้ไขจุดที่มีปัญหาได้อย่างทันเวลา

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.babbaan.in/

ประหยัดเงินสร้างบ้าน  วิธีปูพื้นบ้านด้วยตัวเอง

ประหยัดเงินสร้างบ้าน วิธีปูพื้นบ้านด้วยตัวเอง

            บ้าน ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ส่วนใหญ่ มักจะต้องการที่จะมีสนามหญ้าสวย ๆ รอบบ้าน ปลูกต้นไม้ พองามไว้ชมยามเช้า หรือ วันหยุด เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์  แต่พอทำเข้าจริง ปัญหาที่เราลืมคิดไปก็เกิดขึ้น ด้วยที่หญ้าโตไว ไม่ทันสังเกต ทำให้รก บดบังทัศนียภาพต่างๆ ดูรอบไม่สวยงามเหมือนบ้านไม่มีชีวิตชีวา สวนที่เคยสวยงามเมื่อปลูกครั้งแรก ก็ถูบดบังด้วยต้นหญ้าสูง  เวลาผ่านไปไม่นาน กลับการเป็นดงหญ้าที่ยากต่อการดูแล  เราต้องจ้างช่างมาตัดตกแต่งให้เหมือนเดิม ต้นไม้ที่ปลูกริมรั่ว ริมสนามหญ้าสวยๆ ก็ ขาดการดูแล ต้องจ้างคนดูแลเช่นกัน งบประมาณต้องเปลืองขึ้นทุก เดือน แถมยังไม่ค่อยมีเวลาออกมานั่งเล่นนอกบ้าน เพราะงานรัดตัวเราควรจะเทพื้นไปเลยดีไหม แล้วจะเทอย่างไร  ให้เหมาะกับบ้าน และ สวนเราดี ปัจจุบันหลายบ้านจึงนิยมที่จะเทพื้นบ้านเป็นพื้นเรียบด้วยปูน เพื่อเป็นการประหยัดและ ลดค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้าดูแลสวน  ลดพื้นที่สวนลงให้อยู่ในกระถาง ง่ายต่อการดูแล 
 แล้ววิธีการในการเทพื้น นั้นต้องทำอย่างไร ใช้งบเท่าไหร่ เราลองมาดูวิธีและคำนวณกัน  ขั้นตอนการเทพื้น เริ่มด้วย

เทพื้น
เทพื้น

1.    ปรับพื้นที่ ที่จะทำการเท
        การปรับพื้นที่ให้ เสมอกัน ถ้าเป็นพื้นที่ในบริเวณบ้าน ที่จอดรถ ที่ไม่มีหลังคา หรือ กลัวว่าน้ำจะขังเวลาล้างรถหรือฝนตก ให้เตรียมการทำการลาดเอียงไว้ในมุมที่ต้องการมองทางน้ำ ทางที่จะไหลออกให้สะดวก คำนวณทางไปของน้ำให้ดี ถ้าผิดพลาดการแก้ปัญหาจะยาก

2.    ถมที่ตามระดับที่ต้องการ
          การปรับพื้น ถ้าก่อนนั้นเคยปลูกหญ้าอยู่ก็ให้ถางหญ้าออก ดูความสูงต่ำของพื้นที่เราต้องการ ถ้าพอเหมาะอยู่แล้ว ก็ รดน้ำ อัดน้ำลงไปเพื่อให้พื้นแน่น ขึ้น แต่ถ้ามีการนำดินถม ทรายถมมาลงใหม่ ควรมีการอัดน้ำ รดน้ำทิ้งไว้หลาย ๆ วัน หมั่นตรวจดูด้วยการเดินในพื้นที่ ที่จะเทปูนว่าแน่ดีแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่แน่นพอ แล้วทำการเทพื้นลงไปอาจจะทำให้ พื้นทรุดตัวในวันหน้าได้

3.    คำนวณการใช้วัสดุ
          ถ้าเราจะเทพื้นเองก็ คำนวณ หิน ปูน ทราย ให้เหมาะสม ดูความต้องการว่า จะนำรถขึ้นมาเหยียบตรงที่เทด้วยหรือไม่ ความหนาของพื้นควรจะเท่าไหร่  อย่างน้อย ต้องมากกว่า 10 เซนติเมตร ถึงจะเหมาะสม นำรถเข้ามาเหยียบบริเวณนี้ได้

4.    วางโครงสร้าง วัดระดับ
           วางโครงสร้างที่จะเทให้พอดี วัดระดับให้สวยงามทำตำแหน่งตรงมุมต่าง ๆ ว่าจะให้สูงเท่าไหร่ ลาดเอียงไปทางไหน

5.    วางตะแกรงเหล็ก
           ปรับระดับพร้อมเทปูน นำตะแกรงเหล็กที่ปูพื้น มาวาง ตะแกรงเหล็กปูพื้น มีคุณสมบัติ ช่วยในการยืดเกาะปูนไม่ให้แตกร้าว  เมื่อมีการขยับ หรือทรุดตัวของดินไม่มากนัก ตะแกรงเหล็กจะทำหน้าที่ยืดเกาะไม่ให้พื้นปูนที่เราเททรุดตัวลง

6.    ผสมปูน
           ผสมปูนส่วนที่ต้องการ (ในกรณีผสมเอง ไม่ได้ใช้บริการแบบสำเร็จรูป) ตรงนี้ต้องขอบอกว่าเป็นงานที่หนัก และ ปวดหลังพอสมควร แนะนำให้ หาผู้ช่วยมาช่วยหลาย ๆ ท่าน  อัตราการผสม ส่วนใหญ่ จะมีบอกไว้ที่ข้างถุงปูนแต่ละชนิด ปูนแต่ละชนิดการผสมจะแตกต่างตามการใช้งาน  ก็จะมีส่วนผสม หลักคือ ปูน หิน  ทราย การผสมตรงนี้ ควรจะผสมระหว่าง ปูนกับทรายก่อนโดยยังไม่ต้องใส่น้ำ (กรณีนี้ผสมด้วยมือไม่ได้ใช้เครื่องผสม) ผสมให้เข้าเนื้อเดียวกัน แล้ว ทำวงกลมตรงกลาง ใส่น้ำลงไป ค่อยใส่หินที่หลังตามอัตราส่วน เพราะถ้าใส่หินลงไปก่อน จะทำให้การผสมนั้น หนัก และ เหนื่อยมาก

7.    เทปูน
           นำปูนที่ผสมแล้วไปเท เริ่มเทจากมุมที่สูงก่อนค่อย ๆ ไล่ไปตามทางที่ต่ำลาดเอียงลงไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นการดูทางไหลของน้ำด้วย

8.    ใช้ปูนแห้งเร็ว
           การเทปูนลักษณะ นี้ นิยมใช้ปูนแห้งเร็ว เพราะจะทำให้ง่ายต่อการเท สะดวกเวลาแต่งผิวหน้าตอนท้าย ๆ  แถมปัจจุบัน ยังมีปูนบางชนิดที่ สามารถเทตอนเช้า แล้ว ตอนเย็น ๆ รถสามารถจะขึ้นวิ่งได้ทันที ตรงนี้แล้วแต่เงินในกระเป๋าของท่านจะอำนวยความสะดวก

9.    ขัดผิวหน้าให้เรียบ
           พอเทเสร็จ รอผิวหน้าของพื้นแห้งหมาด ๆ ก็ทำการขัดหน้าพื้นผิว ให้ไม่มีเม็ดทรายโพล่ขึ้นมา หลาย ๆ ท่าน นิยมที่จะนำปูนเปล่า มาผสมทรายละเอียดเล็กน้อย ไว้เก็บงาน ด้านหน้าของพื้นผิว ทำให้ ด้านหน้าพื้นผิว สวย งาม ไม่มีเม็ดทรายหลุดออกมาเวลา เราเดิน หรือ รถขึ้นเหยียบ ขึ้นจอด

10.    ถ้าจะปูกระเบื้องต้องทำพื้นผิวรอ
           การแต่งผิวหน้าของพื้นนั้น ต้องดูต่อไปว่า เราจะทำการปูกระเบื้องต่อหรือไม่ ถ้าจะปูกระเบื้องต่อ ก็ควรจะทำผิวหน้าหยาบ ๆ ไว้ก่อน เพื่อให้ การปูกระเบื้องสามารถติดพื้นผิวได้ง่าย  แต่ถ้าไม่ต้องการปูแล้วก็ จัดตกแต่งตามแต่ความต้องการให้เหมาะสมได้ ทันที

          เพียงเราเทพื้นปูนเสร็จ พื้นที่ใช้สอย ก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องหญ้าที่ต้องดูแลกันต่อไป  หมดปัญหาการต้องจ้างคนสวนมาดูแล บ่อย แล้วจัดต้นไม้ที่ชอบ ให้สวยงามลงกระถาง เท่านี้ก็สามารถจัดสวนสวย ใหม่ ให้พอเหมาะที่จะดูแลได้

การจัดตกแต่งบ้านในรูปแบบต่าง ๆ ก็มีหลายหลายวิธี วิธีการแก้ปัญหา เรื่องบ้านก็มีหลากหลาย ตามสไตล์ที่ต้องการ เพียงคำนวณ การ จัดการให้ดี งบประมาณก็ไม่บานปลายแน่นอน

 

ขอบคุณข้อมูลhttps://www.babbaan.in

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า