Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
เหล็กก่อสร้าง Archives - Page 13 of 24 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

สำหรับขั้นตอนการทำโครงหลังคาบ้าน จะต้องทำการติดตั้งเพลทหัวเสาเพื่อเป็นตัวเชื่อมยึดเข้ากับอเสเหล็ก ซึ่งเหล็กเพลทที่นำมาใช้ในการเชื่อมปิดหัวเสานี้ ควรจะมีขนาดของแผ่นเหล็กเพลทเล็กกว่าพื้นที่หน้าตัดเสา เนื่องจากการอุดหัวเสาใต้เพลทนั้นจะต้องเทกรอกปูนลงไปภายในช่องว่างที่เหลืออยู่ ถ้าหากแผ่นเหล็กเพลทมีขนาดเท่ากับพื้นที่หน้าตัดเสา จะส่งผลให้การกรอกปูนเพื่ออุดใต้เพลททำได้ยาก รวมทั้งอาจทำให้คอนกรีตหัวเสาที่อยู่บริเวณใต้แผ่นเหล็กเพลทเกิดเป็นโพรงได้

วิธีการติดตั้งเพลทหัวเสาสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่นำเหล็กเส้นมาดัดให้มีลักษณะเป็นรูปตัวเชื่อมเหล็กตัวยูทั้ง 2 ตัว ซึ่งเหล็กเส้นที่ใช้จะต้องมีขนาดเท่ากับรูของเหล็กเพลท เมื่อดัดเสร็จแล้วจึงจะนำเหล็กเส้นติดไว้บริเวณใต้แผ่นเพลทไว้ก่อนเพื่อรอเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม โดยในขั้นตอนการเชื่อมนั้น จะต้องทำการเชื่อมให้เต็มขนาดความกว้างของรูปตัวยูเพื่อให้เหล็กเพลทยึดติดได้แน่นและจะไม่สามารถหลุดได้ในภายหลัง

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม จะต้องทำการกำหนดระดับความสูงของเพลทรวมทั้งทำการจัดตำแหน่งเพลท โดยให้บริเวณจุดศูนย์กลางเพลทอยู่ตรงกับกับจุดศูนย์กลางของเสาหรือ Grid line เมื่อกำหนดความสูงและจัดตำแหน่งได้เรียบร้อยแล้วจึงทำการเชื่อมยึด โดยการประคองเพลทไว้กับเหล็กแกนเสา ซึ่งการป้องกันเพลทเอียงระหว่างการเชื่อมนั้น สามารถใช้ระดับน้ำเข้ามาช่วยในการเช็คระดับหลังเพลทให้ตรงได้

เหล็กเพลทหัวเสาจำเป็นต้องมีไหม?

เหล็กเพลทหัวเสาในงานก่อสร้างนั้นจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าหากมีก็จะสามารถดำเนินงานได้สะดวกมากกว่า เพราะนอกจากเหล็กเพลทจะเป็นตัวช่วยสำหรับการทำระดับโครงหลังคาและช่วยกระจายแรงได้แล้ว ยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้ช่างสามารถทำการเชื่อมเหล็กเส้นติดกับเหล็กกล่องได้ง่าย เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

บ้านในสมัยก่อนนั้น มักถูกออกแบบให้โครงสร้างเหล็กสามารถรับกับกระเบื้อง รวมทั้งทำการติดตั้งคานคอนกรีตรัดหัวเสาทุกต้นไว้เพื่อป้องกันการแยกออกจากกัน แต่ต่อมางานก่อสร้างบ้านได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยการนำเหล็ก double c เข้ามาทำหน้าที่เป็นคานแทนคานคอนกรีตรูปแบบเก่า ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่อาจมองดูแล้วไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงนั้นการใช้เหล็ก double c มาแทนคานคอนกรีต สามารถส่งผลให้ผนังที่ถูกก่อขึ้นจากอิฐเกิดการแตกที่บริเวณมุมต่อเสากับผนังได้ เนื่องจากการต่อเชื่อมกันระหว่างเหล็กกับเสาคอนกรีตไม่สามารถถูกเชื่อมให้เป็น rigid เมื่อจั่วรับน้ำหนักมากขึ้นจึงเกิดแรงกระทำทางด้านข้างจนส่งผลให้ปลายเสาแยกออกจากกัน

ในกรณีดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยหากเป็นคานเหล็กควรทำการเสียบเหล็กฉากไว้ในเสา 2-3 ท่อน ให้มีความลึกระดับหนึ่งขณะที่ทำการเทใหม่ แล้ววาง plate ลงสำหรับเชื่อมเข้ากับเหล็กฉาก สุดท้ายจึงจะวางคานหรือเหล็กจันทัน

วิธีติดตั้งเพลทหัวเสา สำหรับการทำโครงเหล็กหลังคาบ้าน

หลังจากเสร็จสิ้นการติดตั้งเพลท

หลังจากที่เพลทถูกติดตั้งเรียบร้อยแล้ว จะต้องทำการเข้าแบบและอุดเสาโครงสร้างบ้านด้วยวิธีการเทปูนลงให้เต็มบริเวณใต้เพลท ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะสามารถทำได้โดยการเทกรอกปูนลงให้เต็มบริเวณขอบแผ่นเพลทจากด้านบนที่มีช่องว่างด้วยปูนเกราท์ หรือ Non-Shrink Grout จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้ปูนแข็งตัวแล้วจึงจะสามารถแกะไม้แบบออกได้ โดยเมื่อไม้แบบถูกแกะออกมาแล้ว ปูนที่หล่อไว้จะต้องถูกอุดเต็มเพลทและไม่มีโพรงเกิดขึ้น

เหตุผลที่ปูน Non-Shrink ถูกเลือกมาใช้ เนื่องจากเป็นปูนชนิดผงสำเร็จรูปที่สามารถนำมาใช้งานได้ง่าย เพียงแค่ผสมปูนผงเข้ากับน้ำเปล่า และยังเป็นปูนที่ให้เนื้อที่มีความเหลวค่อนข้างมาก จึงสามารถใช้เทลงไปบริเวณใต้แผ่นเพลทได้อย่างทั่วถึง โดยไม่มีรูโพรงเกิดขึ้น มากกว่านั้นปูน Non-Shrink ยังมีคุณสมบัติที่สามารถรับแรงกดอัดได้มากกว่าคอนกรีตธรรมดาทั่วไป อีกทั้งเป็นปูนชนิดที่ไม่หดตัว ช่วยลดการแตกร้าวในการเทปูนได้อีกด้วย

ส่วนเหตุผลที่คอนกรีตแบบปกติไม่ถูกผสมมาใช้สำหรับงานอุดหัวเสา เนื่องจากคอนกรีตมีลักษณะเนื้อที่ไม่เหลว ทำให้เมื่อเทลงไปบริเวณใต้เพลทแล้ว คอนกรีตไม่สามารถไหลเข้าไปในช่องว่างที่มีพื้นที่คับแคบได้อย่างทั่วถึงจนอาจมีรูโพรงเกิดขึ้นได้ และถ้าหากผสมคอนกรีตให้มีลักษณะเนื้อที่เหลวมาก ก็จะเป็นการลดความสามารถและประสิทธิภาพในการรับแรงกดอัดของคอนกรีตให้ต่ำลง

วิธีการทั่วไปในการใช้แผ่นเพลทหรือเพลทหัวเสา

  1. สำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรง หรืองานที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกดค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มักนำ J-Bolt มาทำการฝังลงไปในเสา ตัวอย่างเช่น เสาในอาคารสูงหรืออาคารโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเสาที่ถูกนำมาติดตั้งโครงหลังคาต้องมีขนาดพื้นที่หน้าตัดกว้างมากพอที่จะติดตั้งเพลทได้ แล้วจึงทำการอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องใต้เพลท โดยแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เสาคอนกรีตเสริมเหล็กจะไม่ทำการรับแรงเหล่านั้นโดยตรง แต่จะรับต่อมาจากตัว J-Bolt ที่ถูกฝังเอาไว้อีกทีหนึ่ง
  2. การติดตั้งเพลท เริ่มจากการเจาะรูเพื่อให้เหล็กเส้นสามารถโผล่ออกมาได้ ก่อนที่จะกำหนดระดับของเพลทรวมทั้งหาระดับของเสาทุกต้น เชื่อมยึดเหล็กเส้นติดกับเพลท แล้วอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องว่างใต้เพลท จากนั้นนำเหล็กรูปตัวซีมาเชื่อมรวมติดกันให้พออยู่ตัวและนำเหล็กฉากสั้นๆมาวางทางด้านข้าง สุดท้ายจึงจะทำการเชื่อมยึดให้แน่นต่อไป

Plate โดยทั่วไปจะมีขนาดและความหนา ดังนี้

  • ขนาด 4 x 4 นิ้ว หนา 4.0 หรือ 6.0 มิลลิเมตร
  • ขนาด 6 x 6 นิ้ว หนา 4.0, 0 มม. หรือ 9.0 มิลลิเมตร
  • ขนาด 8 x 8 นิ้ว หนา 4.0, 0 , 9.0 มม. หรือ 12.0 มิลลิเมตร

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.chi.co.th/article/article-1150/

H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไร

H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไร

หน้าตาคล้ายกัน แต่การใช้งานนั้นอาจแตกต่างกันในรายละเอียด มาดูกันว่า เหล็ก H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไรด้วย H-Beam

           นั้นมีขนาดหน้าตัดให้เลือกใช้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ขนาด H100x50 mm. จนถึงขนาดใหญ่สุด H900x300 mm.ทำให้ H-Beam

            นั้นถูกเลือกใช้ในงานที่หลากหลาย ทั้งโครงสร้างของอาคาร, โครงสร้างของโรงงาน หรืองานโครการขนาดใหญ่ เช่น โรงจอดเครื่องบิน (Hangar)แต่สำหรับเหล็ก I-Beam นั้นถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในงานที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า

          เช่น รางเลื่อนของเครนในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะความหนาของ Flange (ปีกที่ยื่นออกมา) ที่มากและมีลักษณะ Taper (เรียวที่ปลาย) ไม่เหมือนกับ H Beam ที่ความหนาของ Flange จะเท่ากันตลอด 

         ส่งผลให้โดยทั่วไป I-Beam จะสามารถรับแรงกระแทกได้ดี แต่ก็จะมีน้ำหนักที่มากกว่า H-Beam ในขนาดหน้าตัดที่เท่ากัน

  เช่น   H 300x150x6.5×9 mm. น้ำหนัก 36.7 kg/m   
          I 300x150x8x13 mm. น้ำหนัก 48.3 kg/m

   ซึ่ง I-Beam จะมีน้ำหนักมากกว่าถึง 32 %


เห็นอย่างนี้แล้ว ในครั้งต่อไปเราอาจจะต้องพิจารณาการเลือกใช้ระหว่าง H-Beam กับ I-Beam ให้ถูกกับประเภทการใช้งาน เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนในการก่อสร้างได้อีกทางหนึ่ง

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20180412200502110/

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

รู้กันว่า H-Beam เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่ใช้งานกันโดยทั่วไปมากที่สุด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น H-Beam ก็ไม่ได้มีตัวเลือกอยู่แบบเดียวในท้องตลาด เมื่อพูดถึงในแง่ของเกรดและคุณภาพจากการผลิต

ตามมาตรฐานมอก. เหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam นั้นถูกแบ่งเป็น 7 เกรด หรือ 7 ขั้นคุณภาพอันประกอบด้วยเกรดที่เรียกว่า SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM 520 และ SM570 ซึ่งการแบ่งเกรดตามที่มอก. กำหนด จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

1. คุณสมบัติทางกล หรือ Mechanical Properties

2. คุณภาพตามส่วนประกอบทางเคมี หรือ Chemical Composition

ทั้งนี้ คุณสมบัติทั้งหมด ก็จะส่งผลถึงคุณภาพของการรับแรง เช่น คุณสมบัติการรับแรงดึง (Yield Strength) ที่เหล็ก SS400 จะมีค่าอยู่ที่ 235-245 N / mm2  (~2,400 ksc) ในขณะที่เหล็ก SM520 มีค่ามากถึง 355-365 N / mm2  (~3,600 ksc) ซึ่งจะเห็นว่าต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามเหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam ตามมาตรฐาน มอก. ที่ใช้กันแพร่หลาย และสามารถหาสินค้าได้เป็นปกติ จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ SS400 กับ SM520 โดยความแตกต่างหนึ่งคือ ค่าการรับแรงดึงที่ต่างกันตามที่กล่าวไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบในหน้าตัดเท่ากัน เหล็ก SM520 ก็จะรับน้ำหนักได้ดีกว่า หรือพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า ในน้ำหนักที่เท่ากัน โครงสร้าง SM520 ก็จะมีขนาดของโครงสร้างที่เล็กกว่า ซึ่งโดยรวม ก็จะช่วยลดน้ำหนักโครงสร้าง ทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างลดลงอย่างมาก และยังส่งผลช่วยลดค่าแรง ค่าขนส่ง และลดภาระฐานรากลงได้อีกมากด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20200329140323953/

ราคาบิลเล็ต(Billet)เอเชียเพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใน7สัปดาห์

ราคาบิลเล็ต(Billet)เอเชียเพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใน7สัปดาห์

ราคาบิลเล็ต (Billet) เอเชีย เพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใน 7 สัปดาห์ จากข้อตกลงซื้อขายใหม่ๆของอินเดีย

ราคาบิลเล็ตเอเชีย (billet) เพิ่มขึ้นในวันศุกร์ จากข้อตกลงซื้อขายใหม่ของบิลเล็ตจากอินเดีย ที่ส่งไปตลาดจีน ท่ามกลางราคาในประเทศที่เข้มแข็ง และแตะจุดสูงสุดใน 7 สัปดาห์ ตั้งแต่ 27 มีนาคม ในขณะดียวกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความเคลื่อนไหวน้อย

Platts ประเมินราคาสปอตบิลเล็ต 5SP ขนาด 130 mm ที่ราคา $384-$388/ตัน CFR Southeast Asia มีราคากลางที่ $386/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น $3.5/ตัน เทียบจากวันก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น $6.5/ตัน เทียบจากช่วงเวลาเดียวกันในสัปดาห์ที่แล้ว

1

ในจีน การตกลงซื้อขายบิลเล็ตจากอินเดียมี 2 ข้อตกลง  ที่ข้อตกลงละ 30,000 ตัน มีรายงานว่าสรุปราคากันที่ $383/ตัน และ $384.5/ตัน CFR China เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (14 พฤษภาคม) สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 150 mm.

บิลเล็ตจากอินเดียสำหรับล็อตส่งมอบเดือนมิถุนายน ขายหมดแล้ว เทรดเดอร์จีนหลายรายกล่าว

ระดับราคาที่ซื้อขายได้อยู่ที่ประมาณ $383-$385/ตัน CFR China เทรดเดอร์จีนทางตะวันออกกล่าว ซึ่งเทียบเท่ากับ $385-$387/ตัน CFR Manila

การซื้อเหล่านี้ เป็นไปในทางเดียวกันกับตลาดบิลเล็ตในประเทศจีนที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งราคาปรับเพิ่มขึ้น 30 หยวน/ตัน ($4.20/ตัน) จากสัปดาห์ก่อน

ราคาบิลเล็ตในต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บิลเล็ตล็อตที่ส่งจากเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป จะน่าสนใจน้อยลงสำหรับผู้ซื้อชาวจีน เทรดเดอร์จีนทางตะวันออกกล่าว ช่องว่างสำหรับราคาที่จะขึ้นในจีนนั้นจำกัดแล้ว

ราคาเสนอขายบิลเล็ตอินโดนีเซีย ยังคงอยู่ที่ $385/ตัน CFR China สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 150 mm. แหล่งข่าวโรงงานเหล็กกล่าว ราคาเสนอซื้ออยู่ที่ $382/ตัน สำหรับปริมาณบิลเล็ต 20,000 ตัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 พฤษภาคม)

ในไทย ราคาเสนอขายใหม่สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 130 mm จากมาเลเซีย ล็อตส่งมอบเดือนมิถุนายน อยู่ที่ $383/ตัน CFR Thailand เมื่อวันศุกร์ (15 พฤษภาคม) เทรดเดอร์ในประเทศรายหนึ่งกล่าว แต่สัญญาณการซื้อนั้นอยู่ต่ำกว่าราคาเสนอขายที่ $370/ตัน CFR อยู่มาก เนื่องจากราคาเหล็กเส้นในประเทศยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

— Analyst Joy Zhuo, Analyst Chelsea Ye

แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน(CRC)ปรับตัวขึ้น ตามการฟื้นตัวขึ้นของตลาดภายในประเทศ

ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน(CRC)ปรับตัวขึ้น ตามการฟื้นตัวขึ้นของตลาดภายในประเทศ

ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน (CRC) ปรับตัวขึ้น ตามการฟื้นตัวขึ้นของตลาดภายในประเทศ

ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็น (cold-rolled coil) ของจีนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากการฟื้นตัวในประเทศ

เมื่อวันพุธ Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดเย็น SPCC ความหนา 1 mm.ราคาอยู่ที่ $441/ตัน FOB China ปรับเพิ่มขึ้น $3/ตัน จากสัปดาห์ก่อน

ส่วนต่างของราคาการส่งออก ระหว่างเหล็กแผ่นรีดเย็น (CRC) และเหล็กแผ่นรีดร้อนเกรดพาณิชย์ (commercial-grade HRC) อยู่ที่ $44/ตัน ขยับกว้างขึ้น $3/ตัน จากสัปดาห์ก่อน

โรงงานจีนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการให้ข้อเสนอราคาขายของบริษัทใหม่ในวันพุธ ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังจากวันหยุดราชการ 5 วัน ในประเทศจีน

One northeast China-based major export mill offered CRC at $470/mt FOB and cut sheet at $475/mt FOB for July shipment, unchanged on the week, according to a mill source.

โรงงานส่งออกสำคัญแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เสนอราคาขายเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน ราคาอยู่ที่ $470/ตัน FOB และชนิดที่ตัดแผ่น ราคาอยู่ที่ $475/ตัน FOB สำหรับการจัดส่งในเดือนกรกฎาคม ราคาไม่เปลี่ยนแปลงในสัปดาห์

ทราบมาว่าราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน ราคาอยู่ที่ประมาณ $460-$470/ตัน CFR Vietnam ที่จะส่งมอบกันในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน

โดยมีข้อมูลใหม่แสดงให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ในประเทศจีนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในเดือนเมษายน

“ตลาด CRC ที่อ่อนแอและจะยังอยู่ภายใต้แรงกดดันในเดือนนี้ เนื่องจากภาคการผลิตมีการส่งออกลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดของโรคโคโรนาไวรัส และไม่มีความชัดเจนว่าการส่งออกจะฟื้นตัวหรือไม่”

ในตลาดค้าปลีกของเซี่ยงไฮ้ ในวันพุธ Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นในเกรดเดียวกัน ราคาอยู่ที่ 3,670 หยวน/ตัน ($517/ตัน) ex-stock ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาปรับเพิ่มขึ้น 55 หยวน/ตัน จากสัปดาห์ก่อน

— Analyst Yuelin Dai

แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า