Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
เหล็กเส้น Archives - Page 25 of 26 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
โลกจับตาธุรกิจเหล็กสงครามการค้าสะเทือนเป็นลูกโซ่

โลกจับตาธุรกิจเหล็กสงครามการค้าสะเทือนเป็นลูกโซ่

สงครามการค้า สะเทือนเป็นลูกโซ่  กำลังขยายผลในทางลบกับอุตสาหกรรมเหล็ก หลังจากถูกอเมริกาใช้มาตรา 232 กฎหมายการค้า Trade Expansion Act ปี 1962 ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากทั่วโลกรวมถึงไทยด้วยในอัตรา 25% และ 10% ตามลำดับ

นับเป็นการซํ้าเติมอุตสาหกรรมเหล็กของไทยเเละของโลกจากนโยบาย 2 ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ นายกรกฎ   ผดุงจิตต์  เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลที่ตามมาจากนโยบายของอเมริกาและยุทธวิธี การทำการค้าของจีนที่ทำให้ทั่วโลกต้องติดตามและเฝ้าระวังผลที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ รวมถึงความผิดเพี้ยนของโครงสร้างราคาเหล็กในตลาดโลกเวลานี้

เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กส.อ.ท.กล่าวว่า ผลจากที่อเมริกาเดินมาตรา 232 ต่ออุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก ทำให้อีกหลายประเทศยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กต้องออกมาประกาศใช้มาตรการปกป้อง เพื่อกันการทะลักของเหล็กที่ overflow ในตลาดโลก อย่างสหภาพยุโรป ตุรกี ประกาศไต่สวน Safeguard และประเทศต่างๆ ก็เร่งใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน

44.8ล.ตันทุ่มไทย-อาเซียน

ประเมินว่าเฉพาะมาตรา 232 ของอเมริกาและ Safeguard ของอียูและตุรกีจะทำให้มีเหล็ก overflow ในตลาดโลกมากถึงจำนวน 77.8 ล้านตัน โดยเหล็กจำนวน 44.8 ล้านตัน จากประเทศอินเดีย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม รัสเซีย ยูเครน เป็นความเสี่ยงที่ถูกทุ่มตลาดเข้ามาในประเทศไทยและประเทศในแถบอาเซียน

สำหรับประเทศไทยในช่วง 5 เดือนแรกเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เหล็กหลายรายการที่มีบทบาทในตลาดที่นำเข้าจาก 7 ประเทศมายังประเทศไทยอยู่ในระดับปริมาณการนำเข้าที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับ 5 เดือนแรกปีที่แล้ว อย่างเหล็กลวด เฉพาะการนำเข้าจากเวียดนามสูงขึ้นมาแล้วถึง 1,216.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนช่วงเดียวกัน ลวดเหล็กจากเวียดนามก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 98.2% เหล็กเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อน นำเข้าจากจีนสูงถึง 72.3% และท่อเหล็กจากเวียดนาม นำเข้าสูงขึ้นถึง 60.3% เป็นต้น สถิติเหล่านี้คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงผลที่ตามมา ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
ปฏิบัติการสวมสิทธิ์

นายกรกฎ กล่าวอีกว่าไม่เพียงเท่านั้น โลกยังต้องเผชิญกับยุทธวิธีในการทำการค้าของจีนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดกลยุทธ์เดินสายทุ่มตลาดเหล็กไปทั่วโลก รัฐบาลจีนให้การอุดหนุนการส่งออกก่อนหน้านี้ เพื่อระบายเหล็กจำนวนมากออกนอกประเทศ ตีตลาดโลกในราคาถูกกว่าผู้ผลิตในประเทศนั้นๆ

เช่นเดียวกับการใช้ฐานการผลิตนอกบ้านปฏิบัติการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า หลังจากพบว่าตัวเลขส่งออกจากไทยไปอเมริกาและตัวเลขอเมริกานำเข้าจากไทยมีความแตกต่าง ไม่เท่ากัน แสดงว่าเกิดการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ที่จีนนิยมทำ เช่น บริษัท ก. สัญชาติจีน เข้ามาตั้งโรงงานผลิตเหล็กในไทยในปริมาณเล็กน้อย จากนั้นก็ไปขอใบ C/O (Country of Origin) ใบรับรองว่าสินค้านี้ผลิตในประเทศไทย หรือใบแสดงแหล่งกำเนิดสินค้า ขณะเดียวกันบริษัทก. ก็มีการนำเข้าเหล็กบางส่วนเข้ามาจากจีนด้วย จากนั้นก็ทำการส่งออกไปพร้อมกันภายใต้แหล่งกำเนิดสินค้าไทย เช่น มีการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กในไทย 2,000 ตันแต่เวลาส่งออกไป กลับมีการขอ C/O ส่งออกไปสูงถึง 20,000 ตัน
โครงสร้างราคาเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตามสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กในช่วงที่ผ่านมา จีนจะเป็นผู้คุมตลาดเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้โครงสร้างราคาไม่เป็นปกติ อย่างเช่น ราคาถ่านหิน ซึ่งจีนเป็นผู้ซื้อและส่งออกถ่านหินรายใหญ่ ก็ทำให้ราคาถ่านหินสูงขึ้น เช่นเดียวกับแท่งกราไฟต์ อิเล็กโทรด ซึ่งใช้กับเตาหลอมเหล็กด้วยไฟฟ้า Electric Arc Furnace (EAF) สำหรับโรง งานผลิตเหล็กเส้น เหล็กแผ่น ทั้งหลายที่ใช้ตัวนี้เป็นวัตถุดิบในการหลอมเหล็ก ที่ก่อนหน้านั้นจีนดัมพ์ราคาลงมา จนโรงงานแท่ง กราไฟต์อิเล็กโทรดในโลกปิดกิจการ ในที่สุดจีนกลายเป็นฐานใหญ่ และมีอำนาจต่อรองสูงในการกำหนดราคา ทำให้ต้น ทุนผู้ประกอบการทั่วโลกที่ต้องใช้แท่ง กราไฟต์อิเล็กโทรด มาผลิตเตา EAF ในการหลอมเหล็กสูงขึ้นมาก

“เวลานี้ดูเหมือนว่าจีนกำลังจะทำในแบบเดียวกันนี้กับอุตสาหกรรมเหล็กทั้งหมด ทำโดยวิธีการขึ้นราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ราคาขยับไปที่กว่า 600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน แต่พอนำเหล็กแผ่นรีดร้อนไปผลิตเป็นสินค้าต่อเนื่อง เช่น ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น แต่ขายได้ในราคา 680 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ซึ่งความจริงราคาต้องขึ้นไปที่กว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ตรงนี้จะเห็นว่าจีนได้กำไรไปแล้วกับการขายเหล็กแผ่นรีดร้อน แต่กลับส่งผลิตภัณฑ์เหล็กปลายนํ้าไปในตลาดโลกในราคาที่ตํ่ามากเพื่อตัดราคาผู้ผลิตในประเทศอื่น

อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ทำให้ราคาเหล็กรีดร้อนสูงขึ้น ในขณะนี้มาจากที่จีนปั่นตลาดโดยวิธีปั่นตลาดจะมี 2 วิธี คือ ปั่นโดยกดราคาเหล็กปลายนํ้าให้ตํ่า เพื่อให้คนอื่นอยู่ไม่ได้ เเละดันราคาเหล็กต้นทางให้สูง โดยที่จีนขายวัตถุดิบ เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อนในราคาที่ได้กำไร แต่ไปขายสินค้าสำเร็จรูปราคาถูก จนทำให้ผู้ผลิตเหล็กปลายนํ้าทั่วโลกขาดทุน และจีนก็ขายปลายนํ้าได้มากขึ้น

เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กส.อ.ท.กล่าวอีกว่า โครงสร้างราคาเปลี่ยนไปจาก เดิมมาก เมื่อก่อนวัตถุดิบราคาสูงขึ้น ราคาผลิตภัณฑ์เหล็ก ชนิดต่างๆ ก็สูงขึ้นตามกันเป็นทอดๆ ต่างจากปัจจุบันที่จีนพยายามเข้ามาแทรกแซงโครงสร้างราคาเหล็กทุกชนิดในตลาดโลก เพราะจีนเคยทำสำเร็จมาแล้วกรณีถ่านหินกับแท่งกราไฟต์ อิเล็กโทรด พอทุกคนตายหมด โรงงานปิด จีนก็กลับมาขายสินค้าได้ในราคาที่สูง เพราะไม่มีคู่แข่ง นั่นคือเป้าหมายที่จีนต้องการ เข้ามาคุมราคาในตลาดโลก โดยที่ไม่มีคู่แข่ง
แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

จะสังจะสังเกต มอก.ใหม่ ได้อย่างไร

จะสังจะสังเกต มอก.ใหม่ ได้อย่างไร

มาตรฐาน มอก. ของเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่

มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (ทั้งเหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย) มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ดังนี้

– เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2543 เปลี่ยนเป็น มอก. 20-2559

– เหล็กข้ออ้อย มอก. 24-2548 เปลี่ยนเป็น มอก. 24-2559

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 20 ธันวาคม 2559

สิ่งที่เพิ่มเข้ามา

-มีการคัดแยก คุณภาพเศษเหล็ก โดยควบคุม P, S อย่างเข้มงวด

-มีการตรวจสอบค่าเคมีของน้ำเหล็กทุกขั้นตอนการผลิต ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน

-มีการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์อย่างเหมาะสม (ลด P, S และสารฝังใน)

เตาหลอมเหล็กต้องมีขนาด 5 ตันขึ้นไป

-มีมาตรฐานการจัดการระบบสิ่งแวดล้อมที่ดี

-ในเนื้อเหล็กต้องแสดงกรรมวิธีการทำเหล็กแท่ง ที่นำมาทำสินค้า

  • OH กรรมวิธีแบบ Open Hearth · BO กรรมวิธีแบบ Basic Oxygen
  • EF กรรมวิธีแบบ EAF · IF กรรมวิธีแบบ Induction Furnace

-ต้องเป็นเหล็กกล้าไม่เจือ

-ในเนื้อเหล็กต้องเพิ่มชื่อผู้ได้รับอนุญาต (ยกเว้นเป็นชื่อเดียวกับผู้ผลิต)

พาณิชย์ ถกหน่วยงานเกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า

พาณิชย์ ถกหน่วยงานเกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดประชุมเรื่องแนวทางการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Circumvention) โดยเป็นการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับกรณีมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ กำหนด ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) มาตรการภาษีสินค้าตามมาตรา 301 และมาตรการทางภาษีสินค้าเหล็กและอลูมิเนียมตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ หลบเลี่ยงผ่านประเทศไทย พร้อมขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ไทยไม่ได้รับยกเว้นจากมาตรการ 232 ของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจถูกสหรัฐฯ เปิดไต่สวนการหลบเลี่ยงฯ (Anti-Circumvention) ในสินค้าเดียวกันจากไทยด้วย
“เพื่อป้องกันไม่ให้หนังสือรับรองฯ Form C/O ทั่วไปของไทยกลายเป็นเครื่องมือในการแอบอ้างถิ่นกำเนิด กรมฯ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโดยการตรวจสอบการนำเข้าจากประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการฯ ที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ ในพิกัดศุลกากรเดียวกันและมีการขอ Form C/O ทั่วไป จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบย้อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกมาขอ Form C/O ทั่วไปได้อีกต่อไปในกรณีที่พบการกระทำผิด” นายอดุลย์ กล่าว

หลังจากที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันแล้ว แนวทางที่จะดำเนินการในเบื้องต้นนั้น กรมการค้าต่างประเทศจะประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการส่งออกสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า และจะเชื่อมโยงข้อมูลการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากับกรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งจะพัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจติดตามรายการสินค้าดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ส่งออกเตรียมความพร้อมด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับ Form C/O ทั่วไปเพื่อรองรับการตรวจสอบในภายหลังจากหน่วยงานของประเทศผู้นำเข้าหรือกรมการค้าต่างประเทศ

แหล่งที่มา : RYT9

วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี

วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี

วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาวัสดุก่อสร้างในประเทศเพิ่มขึ้นสูงมาก จากความต้องการใช้ทีมากขึ้น เพื่อเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ รวมถึงราคาวัตถุดิบ และราคานำเข้าที่สูงขึ้น โดยล่าสุด ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มิ.ย.61 เท่ากับ 108.1 เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.60 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และเพิ่มสูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากเดือน มิ.ย.55 ที่เพิ่มขึ้น 4.5% ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.61 เพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ดัชนีเฉลี่ย 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 61 เพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีเดือน มิ.ย.61 สูงขึ้นถึง 4.4% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.60 เป็นเพราะหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์ (เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ-ผิวข้ออ้อย, เหล็กรูปตัวซี,เหล็กฉาก,เหล็กรูปตัวไอ,เหล็กรูปตัวเอช,เหล็กรางน้ำ,ลวดเหล็กเสริมคอนกรีต ฯลฯ) สูงขึ้นถึง 15.5% จากราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ทั้งแร่เหล็ก บิลเล็ต(เหล็กแท่ง) และเศษเหล็ก,หมวดซีเมนต์(ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม ปูนซีเมนต์ขาว) เพิ่มขึ้น 3.6% จากการปรับราคาสู่ภาวะปกติ เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ผลิตให้ส่วนลดสูงเพื่อเพิ่มยอดจำหน่าย ประกอบกับต้นทุนสูงขึ้นตามราคาถ่านหิน
นอกจากนี้ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต (เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง พื้น-คานคอนกรีต สำเร็จรูปอัดแรง ถังซีเมนต์สำเร็จรูป ชีทไพล์คอนกรีต) สูงขึ้น 1.8% ตามราคาปูนซีเมนต์ และลวดเหล็กอัดแรง ขณะที่หมวดวัสดุก่อสร้างอื่นๆ (ทรายถมที่ ดินถมที่ ดินลูกรัง หินคลุก ทรายหยาบ ทรายละเอียด หินย่อย อิฐมอญ) เพิ่มขึ้น 2.3% เพราะความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างถนนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน หมวดกระเบื้องสูงขึ้น 0.5% เพราะความต้องการฟื้นตัวจากการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และหมวดไม้และผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 0.3% จากไม้นำเข้าที่ปรับราคาขึ้น แต่หมวดวัสดุฉาบผิวและหมวดสุขภัณฑ์ลดลง 0.4% และ 0.6% ตามลำดับ
ขณะที่หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปาราคาไม่เปลี่ยนแปลง “แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากโครงการก่อสร้างภาครัฐที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดประมูลอย่างต่อเนื่อง”.

แหล่งที่มา : iiu.isit.or.th
เหล็กเส้นโอดขอขึ้นโลละ 1 บาท โรงงานเตาหลอมขาดเศษเหล็กเชื้อเพลิงพุ่ง

เหล็กเส้นโอดขอขึ้นโลละ 1 บาท โรงงานเตาหลอมขาดเศษเหล็กเชื้อเพลิงพุ่ง

ราคาเหล็กเส้นขยับ กก.ละ 1 บาท ส.ผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า โอดต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง 7 เท่า วัตถุดิบเศษเหล็กขาดตลาด กำลังซื้อครึ่งปีแรกซบ หวังโครงการลงทุนภาครัฐ-อีอีซี กระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลังดันยอดโต 5%

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร กรรมการสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ต้องมีการปรับราคาขายปลีกเหล็กเส้นขึ้นเฉลี่ย กก.ละ 1 บาท เนื่องจากขณะนี้เกิดปัญหาเศษเหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กเส้น ที่ไทยต้องนำเข้าจากตลาดโลกขาดแคลน ภายหลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรา 232 ปรับขึ้นภาษีสินค้าเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมภายในหันไปใช้เศษเหล็กที่ผลิตได้ในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกเศษเหล็ก (สเคป) ออกมายังตลาดโลกลดลง เกิดภาวะซัพพลายเศษเหล็กตึงตัว ทำให้ราคาเศษเหล็กขยับขึ้น กก.ละ 19.40-19.50 บาท จากเดิม กก.ละ 18 บาท ผู้ผลิตหลายรายเริ่มจะนำเข้าไม่ไหวเพราะราคาสูง ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยใช้วัตถุดิบเศษเหล็กนำเข้าสัดส่วน 20-25%

ประกอบกับต้นทุนแท่งถ่านที่ใช้ในการหลอมเหล็ก (กราไฟต์อิเล็กโทรด) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต ปรับราคาสูงขึ้น 7-8 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยต้องนำเข้ากราไฟต์

อิเล็กโทรดจากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายเดียวของโลก แต่ปัจจุบันรัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อประเด็นการผลิตสินค้าจากโรงงานที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมีการปิดโรงงานกราไฟต์อิเล็กโทรด ทำให้ปริมาณสินค้าในตลาดลดลง ส่งผลให้ราคากราไฟต์อิเล็กโทรดขณะนี้ปรับขึ้นไปอยู่ที่ตันละ 16,000-17,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิมราคาเพียง 2,500 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยระดับราคานี้ปรับลดลงจากช่วงที่เคยขึ้นไปสูงสุดตันละ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเหล็กเตาอาร์ก

ขณะที่ภาวะตลาดและความต้องการใช้เหล็กในประเทศช่วงครึ่งปีแรกชะลอตัว การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร ทำให้ปริมาณความต้องการใช้เหล็กไม่มาก ผู้ผลิตเหล็กจึงสามารถใช้กำลังการผลิตเพียง 30-35% ของกำลังการผลิตรวม ซึ่งปกติควรจะใช้กำลังการผลิตให้ได้อีก 70-75% ของกำลังการผลิตภาพรวม 4 ล้านตันจึงจะถึงจุดสมดุล

“ปกติเหล็กเส้นก่อสร้างมีกำลังการผลิตที่ล้นความต้องการอยู่ ส่วนใหญ่ผลิตใช้ภายในมีการนำเข้ามาน้อย ปัญหาเหล็กเบาจึงเกิดขึ้นจากผู้ผลิตบางกลุ่มที่อาศัยช่องว่างในการตรวจสอบ เหล็กเส้นผลิต 1.7 แสนตัน แต่กำลังการผลิต 3-4 ล้านตัน ใช้กำลังการผลิตอยู่ประมาณ 30-35% เท่านั้น แม้ว่าจะส่งออกบ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศ ซึ่งกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีแรกชะลอตัว”

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากกลางปีไปแล้วคาดว่าการก่อสร้างโครงการใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวได้ 4-5% ทั้งนี้ หากมีการสนับสนุนให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศจะยิ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้เหล็กเพิ่มขึ้น

นายชัยเฉลิมยืนยันว่า มาตรฐานเหล็กที่ผลิตในประเทศขณะนี้สูงพอที่จะใช้ในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยต่างประเทศได้ เช่น ก่อนหน้านี้ทางสมาคมได้ร่วมเรียกร้องให้ใช้เหล็กไทยในการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน และได้รับการยอมรับให้ใช้มาตรฐานเหล็กที่ผลิตในไทย แต่โครงการนี้ในเฟสแรกมีก่อสร้างเพียง 3.5 กม. ซึ่งจะยังมีการใช้เหล็กเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ส่วนกรณีที่รัฐบาลพยายามจะส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะมีการประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ คาดว่าจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้เหล็กในปี 2562

นายชัยเฉลิมกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาไทยพบปัญหาการนำเข้าเหล็กเบาที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากผู้บริโภคนำไปใช้งานก็อาจจะมีความเสี่ยงในด้านความปลอดภัย สาเหตุสำคัญมาจากปัจจุบันผู้บริโภคไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เหล็กในการก่อสร้างว่าจะใช้เหล็กแบบไหน เพราะการซื้อเหล็กในการสร้างบ้านผ่านจากทางผู้รับเหมา แต่ผู้บริโภคมักจะไปให้ความสำคัญกับส่วนประกอบอื่นของบ้าน เช่น สุขภัณฑ์ หรือกระเบื้อง ซึ่งไม่ได้มีผลเชื่อมโยงต่อความปลอดภัยเท่ากับเหล็ก ฉะนั้น เราอยากให้ผู้บริโภคพยายามให้ความใส่ใจในการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างในการสร้างบ้าน จึงได้รณรงค์ “เรื่องเหล็กไม่ใช่เรื่องเล็ก” อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้นทุนในการใช้เหล็กมีสัดส่วน 2% ของต้นทุนการสร้างบ้าน เช่น บ้านราคา 2 ล้านบาท จะใช้เหล็กประมาณ 40,000 บาท

สำหรับการปรับมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นกลม 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย 24-2559 เพื่อใช้แทน มอก.ฉบับเก่าที่ใช้มานานเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยเพิ่มเงื่อนไขให้เพิ่มชื่อประเภทเตาหลอม และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบค่าเคมีจาก 5 รายการ เป็น 19 รายการ และพิมพ์ตัวนูนชื่อผู้นำเข้าเหล็กนั้น นายชัยเฉลิมมองว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต เพราะได้มีการเตรียมพร้อมมาตั้งแต่ปี 2560 แล้ว แต่ก็มีส่วนที่จะทำให้ต้นทุนของการผลิตเหล็กจากเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) สูงกว่าเหล็กที่ผลิตจากเตาชนิดอื่น

สอดคล้องกับมุมมองของนายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มองว่า การปรับมาตรฐานครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้เหล็ก หากเพิ่มการดึงสิ่งเจือปนออกจะทำให้ได้เหล็กคุณภาพดี
แหล่งที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า