โดย saweang | ต.ค. 28, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
อีกหนึ่งวัสดุที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาคือ บ้านโครงสร้างเหล็ก ยุคสมัยผ่านไปสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยก็เปลี่ยนไปตามบริบทต่างๆ โครงสร้างอาคารบ้านเรือนก็เช่นกัน จากโครงสร้างไม้ สู่โครงสร้างคอนกรีต จนมาถึงบ้านโครงสร้างเหล็ก
ปัจจุบันวัสดุที่นิยมเลือกปลูกสร้างโครงสร้างบ้านก็จะเป็น บ้านโครงสร้างเหล็ก และคอนกรีต ส่วนโครงสร้างไม้ไม่เป็นนิยมด้วยปัจจัยในเรื่องความแข็งแรงและการเสื่อมสภาพ ซึ่งวัสดุทั้งสองชนิดก็มีข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกัน
•เลือกโครงสร้างเหล็ก ให้เหมาะกับบ้าน
•เหตุผลดีๆ ที่คุณต้องใช้โครงสร้างเหล็ก
ครั้งนี้เราจึงอยากจะพาไปรู้จักเกี่ยวกับบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กและบ้านโครงสร้างเหล็ก ให้มากขึ้น สำหรับใครที่กำลังเก็บเงินจะปลูกบ้านแต่ชั่งใจว่าจะเลือกสร้างบ้านแบบไหนดี เป็นตัวตัดสินใจให้ผู้อ่านกัน
บ้านโครงสร้างเหล็ก

นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่เบื่อบ้านปูนและบ้านไม้กันแล้ว ปัจจุบันมีทางเลือกที่สามารถใช้เหล็กรูปพรรณสร้างบ้านได้เกือบทั้งหลัง โดยนำมาเชื่อมต่อกันเป็นเสา คาน โครงรับพื้น โครงหลังคา และโครงผนัง ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปร่างหน้าตัด เช่น สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า เหล็กรูปตัวซี เหล็กตัวซีรางน้ำ เหล็กฉาก เป็นต้น ซึ่งจุดเด่นของเหล็กคือ เป็นวัสดุสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงานมาอยู่แล้ว จึงได้มาตราฐานดีกว่าปูนหรือไม้ อีกทั้งยังประหยัดเวลาการก่อสร้างได้ดีกว่างานคอนกรีตเสริมเหล็กเท่าตัวเลยทีเดียว

บ้านโครงสร้างเหล็ก
ข้อดี
- ประหยัดเวลาในการก่อสร้าง เพราะแต่ละโครงสร้างถูกผลิตมาจากโรงงานแล้ว พอถึงหน้างานจึงเสมือนแค่ประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เท่านั้น
- มีความแข็งแรงไม่ต่างกับโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเท่าไหร่
- สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ปลูกสร้างได้ยากมีข้อจำกัดสูงได้ดีกว่าการสร้างบ้านคอนกรีต
- เสาคานเหล็กมีขนาดเล็กทำให้ภายในบ้านโล่งกว้างไม่มีส่วนของเสาหรือคานโผล่ซึ่งทำให้จัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย
- การเดินระบบอย่าง เดินท่อประปา เดินท่อร้อยสายไฟ สามารถทำได้ง่าย
- ผู้ที่ชื่นชอบความดิบเปลือย การโชว์เนื้อวัสดุ หรือการตกแต่งบ้านสไตล์ Loft, Industrial บ้านโครงสร้างเหล็กเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
ข้อเสีย
- งบประมาณค่อนข้างสูง เนื่องด้วยวัสดุมีราคาสูง ทำให้ต้นทุนวัสดุมีราคาแพงกว่าบ้านที่ก่อด้วยวัสดุอื่นประมาณ 30%
- บริษัทที่รับสร้างมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อีกทั้งช่างผู้เชี่ยวชาญยังหาได้ค่อนข้างยาก
- ความยากของการสร้างบ้านโครงสร้างเหล็กคือ การเชื่อม จำเป็นต้องให้ช่างที่มีความชำนาญสูงในการดูแลงาน
- มีค่าบำรุงรักษาระยะยาว ค่าทาสี ป้องกันสนิม ฯลฯ
บ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

เรียกย่อๆได้ว่า “โครงสร้าง ค.ส.ล.” ซึ่งถือเป็นที่นิยมมานานเพราะวัสดุที่หาได้ง่ายและมีราคาถูกกว่าการโครงสร้างแบบอื่นๆ มีส่วนประกอบหลักคือ ปูนซีเมนต์ หิน กรวดหรือทราย และน้ำ และเสริมด้วยเหล็กเข้าไป เพราะคอนกรีตมีคุณสมบัติในการรับแรงอัดได้ดี แต่รับแรงดึงได้ค่อนข้างต่ำมาก จึงจำเป็นต้องเสริมเหล็กเข้าไปเพื่อเพิ่มคุณสมบัติแรงดึง ทำให้รับแรงของวัสดุโดยรวมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรับน้ำหนักได้ประมาณ 200 – 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร สำหรับบ้านพักอาศัยและอาคารทั่วไป
ปัจจุบันโครงสร้างคอนกรีตผสมเหล็กถูกพัฒนามาต่อเนื่องด้วยคุณภาพที่ได้มาตราฐานดีกว่าเมื่อก่อน สามารถหล่อขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีส่วนที่ต้องใช้ความชำนาญและความละเอียดรอบคอบของช่าง ทั้งในขั้นตอนเทคอนกรีต การบ่มคอนกรีต จนไปถึงการผูกเหล็กและทาบเหล็ก เพื่อให้คอนกรีตแข็งแรงเต็มประสิทธิภาพ

ข้อดี
- มีความแข็งแรง ทนทานมากกว่าบ้านโครงสร้างเหล็ก
- ทั้งปูนซีเมนต์ หิน กรวด ทราย เป็นวัสดุที่มีราถูกกว่าโครงสร้างเหล็ก จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างดี
- เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีในเมืองไทยมานานแล้ว ปัจจุบันจึงมีผู้รับเหมาและช่างที่ชำนาญอยู่มากพอสมควร จึงไม่เป็นเรื่องยุ่งยากในการติดต่อหาช่างมารับงาน
- การดูแลรักษาง่ายกว่าและถูกกว่าโครงเหล็ก ทั้งยังมีวิธีแก้ไขที่ไม่ยุ่งยาก รวดเร็วกว่า
ข้อเสีย
- ถึงแม้ปัจจุบันจะคอนกรีตสำเร็จรูปที่ช่วยประหยัดเวลาการก่อสร้าง แต่ถ้าเทียบกับโครงสร้างเหล็กแล้วก็ยังใช้ระยะเวลาการก่อสร้างมากกว่าอยู่ดี
- ค่าใช้จ่ายในส่วนวัสดุก็จริง แต่ค่าแรงช่างอาจแพง เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการก่อสร้าง ค่าแรงช่างจึงแพงตามระยะเวลาการก่อสร้าง
- ด้านสิ่งแวดล้อมงานคอนกรีตมักทิ้งร่องรอยความสกปรกไว้บริเวณก่อสร้างมาก อีกทั้งมลพิษทางเสียงยังมากกว่างานโครงสร้างเหล็ก
- เมื่อมีงานต่อเติมจะค่อนข้างยุ่งยากกว่างานโครงสร้างเหล็ก
- เมื่อมีน้ำหนักมาก จึงจำเป็นต้องใช้เสาเข็มจำนวนมากในการรับน้ำหนัก ค่าวัสดุก็เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหรือโครงสร้างเหล็ก อยากให้เจ้าของบ้านลองตั้งเป็นข้อๆ แล้วตอบตัวเองว่าต้องการแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ การดูแลรักษาหลังจากสร้างเสร็จ ด้านการออกแบบ แล้วลองตัดสินใจกันดูครับ เพราะแต่ละแบบก็มีข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกันไป แต่สำคัญที่สุดคือ ความมั่นคงแข็งแรง ดังนั้นควรให้วิศวกรตรวจสอบความแข็งแรงทั้งระหว่างงานก่อสร้างและหลังจากก่อสร้างเสร็จอย่างละเอียดจะดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ baanlaesuan.com
โดย saweang | ก.พ. 7, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
“อุตตม” ประสานเอกชนเร่งทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมเหล็กไทย หนุนผลิตเหล็กเกรดพิเศษรองรับอุตสาหกรรมชั้นสูง เล็งพื้นที่ “โคราช-ขอนแก่น” ส่งเสริมลงทุนสร้างผลิตรถไฟ รองรับการขยายตัวระบบราง
ด้าน“โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล” ลงทุน 6.7 พันล้านบาท ผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษรายแรกของไทย ชี้อีอีซีหนุนความต้องการใช้เหล็กสูงขึ้น ตั้งเป้าปีหน้ากำลังการผลิต 3.5 แสนตันต่อปี
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงงาน บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมชั้นสูง ว่า อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ เป็นวัตถุดิบสำคัญทั้งในอุตสาหรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมยานยนต์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่รัฐบาลส่งเสริมไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นสูง จึงจำเป็นต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตวัสดุชั้นสูงควบคู่กันไปด้วย
“การยกระดับอุตสากรรมภายในประเทศ จะต้องเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนวัตถุดิบชั้นสูงไปจนถึงผู้ผลิตปลายน้ำที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะต้องยกระดับห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดไปสู่ระบบดิจิทัล ให้เติบโตขึ้นไปได้ โดยรัฐบาล และภาคเอกชนจะเร่งเดินหน้าดึงนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ดึง ส.อ.ท. วางแผนระยะยาว
ส่วนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กนั้น ได้มอบหมายให้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดทำร่างแผนแม่บทอุตสาหกรรมเหล็กของไทย เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะต้องมองทั้งระยะสั้น กลาง และยาว 5-10 ปี และจะต้องลงลึกในรายละเอียดว่าในแต่ละปีจะทำอะไร รวมทั้งจะต้องมุ่งสู่การวิจัยใช้เทคโนโลยีภายในประเทศมากขึ้น คาดว่าจะภายใน 2 สัปดาห์จะเห็นแนวทางของแผนแม่บทนี้
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟ เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบขนส่งทางรางในประเทศไทย โดยกำหนดพื้นที่ให้การส่งเสริมจะอยู่ในบริเวณจ.นครราชสีมา ไปจนถึงขอนแก่น ซึ่งจะเร่งแผนแม่บทการผลิตหัวจักรรถไฟ รถไฟฟ้า และโบกี้ ให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้
“โคเบลโก้” ชี้อีอีซีหนุนใช้เหล็ก
นายมาซาทาคะ ชิโมซึซะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด หรือ KMS กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันในธุรกิจเหล็กลวดเกรดพิเศษ เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศไทย จึงไม่มีปัญหาด้านการแข่งขันราคาภายในประเทศ มีความได้เปรียบ และสามารถแข่งขันการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศในประเภทเดียวกัน เนื่องจากบริษัทสามารถผลิตและจำหน่ายได้ในราคาที่ต่ำกว่าการนำเข้า รวมทั้งบริษัทยังได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ด้วย ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิต และตลาดได้อย่างเต็มที่
ประกอบกับการที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันอีอีซี เพื่อดึงดูดการลงทุน สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ทำให้บริษัทได้รับประโยชน์จากทางผู้ผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ ขยายการลงทุนมาลงในพื้นที่ อีอีซีมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิต 160,000 ตันต่อปี ส่วนใหญ่กว่า 70% เป็นการผลิตเหล็กเหล็กลวดเกรดธรรมดา และราว 20-30% เป็นการผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษ โดยปีหน้าตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเป็น 350,000 ตันต่อปี พร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษกว่า 30% หรือประมาณ 10,000 ตันต่อเดือน และคาดว่าจะขยายกำลังการผลิตเป็น 400,000 ตันต่อปีได้ภายในปี 2563
เน้นผลิตเหล็กเกรดพิเศษ
นอกจากนี้ KMS เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทมิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) และบริษัท โกเบ สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กลวดเกรดพิเศษรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย จากในอดีตนำเข้าจากต่างประเทศ 100% โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ อาทิ ยางรถยนต์ เครื่องยนต์ สปริง น็อต สกรู โชคอัพ suspension เป็นต้น
“ปีนี้การผลิตของบริษัทยังเป็นเหล็กลวดเกรดธรรมดา สำหรับเหล็กลวดเกรดพิเศษได้ผลิตและส่งให้ลูกค้าทดลองสินค้าแล้วเฉลี่ย 3,000 ตันต่อเดือน ซึ่งนับว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี บริษัทฯจึงได้มีแผนที่ขยายสัดส่วนการผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เป็นต้น รวมถึงประเทศจีนที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาตลาดและความเป็นไปได้”
วางแผนส่งออกเหล็กปีหน้า
นายธีรยุทธ เลิศศิรรังสรรค์ ประธานกรรมการบริหารร่วม บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด กล่าวว่า จากการเร่งขยายกำลังการผลิตทั้งเหล็กลวด และเหล็กลวดเกรดพิศษ ทำให้คาดว่ารายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2561 คาดว่าจะมีรายได้ 3,000 ล้านบาท ปี 2562 คาดว่าจะอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท และในปี 2563 จะเพิ่มไปที่ 8,000 ล้านบาท
โดย KMS มีเป้าหมายที่จะให้ไทยลดการนำเข้าเหล็กลวดเกรดพิเศษให้ได้ 100% และเป็นฐานการผลิตส่งไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน คาดว่าจะเริ่มส่งออกได้ในช่วงกลางปีหน้า โดยจะเริ่มส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซียก่อน จากนั้นจะขยายไปยังเวียดนาม และมาเลเซีย เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นลูกค้าของบริษัท โกเบ สตีล จำกัด มานาน จึงขยายตลาดไปสู่ประเทศเหล่านี้ได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ การที่โครงการ อีอีซี เกิดขึ้น ทำให้ยอดขายเหล็กของ KMS เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 10% โดยก่อนหน้าที่โครงการ อีอีซี จะเกิด คาดว่าจะมียอดขายเดือนละ 1.5-1.8 หมื่นตันต่อเดือน แต่จากการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมในอีอีซี ทำให้ปรับประมาณการณ์ใหม่เป็น 2 หมื่นตันต่อเดือน ซึ่งปริมาณที่เพิ่มขึ้นจะเกิดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
สำหรับ บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ชำนาญในการผลิตเหล็กและเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีผลิตเหล็กที่คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และคุณภาพเหล็กที่ได้มาตรฐาน และ บริษัท โกเบ สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น มีความชำนาญในการผลิตเหล็กเกรดพิเศษ เพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทยานยนต์ชั้นนำ ทุนจดทะเบียน 2.83 พันล้านบาท เงินลงทุน 6.79 พันล้านบาท เริ่มดำเนินการผลิตเหล็กลวดเกรดธรรมดาตั้งแต่ปี 2559 และเริ่มผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษในปี 2561
แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
โดย khwankaew | ธ.ค. 21, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ของจีนเปิดเผยรายชื่อบริษัทผู้ผลิตเหล็กกล้าที่ผ่านคุณสมบัติตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของจีนว่า มีจำนวนลดลงจาก 304 แห่ง เหลือ 256 แห่ง
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เพื่อเป็นการยกระดับการจัดการมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กกล้าในประเทศ ทางกระทรวงฯได้ประกาศใช้ข้อบังคับเมื่อปี 2558 เพื่อเริ่มจัดการรายชื่อบริษัทเหล็กกล้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างมีพลวัต
บริษัทเหล็กกล้าที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจะต้องผ่านคุณสมบัติ 5 ประการ ซึ่งรวมถึง คุณภาพสินค้า กระบวนการการผลิตและอุปกรณ์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างครอบคลุม การผลิตที่มีความปลอดภัย และสุขภาพของพนักงานและความรับผิดชอบต่อสังคม
กระทรวงฯระบุว่า บริษัทเหล็กกล้า 12 แห่ง จะได้รับการบรรจุชื่อเข้าไปในบัญชีรายชื่อบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ได้ยกเลิกการผลิตที่ล้าหลังหรือได้ผนวกรวมเข้ากับบริษัทเหล็กกล้าอื่นๆที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแล้ว
กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเปิดเผยว่า บริษัทเหล็กกล้าทั้งหมด 17 แห่งได้รับคำสั่งให้ดำเนินการตามข้อกำหนด เนื่องจากไม่ผ่านข้อกำหนดด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือการยกเลิกการผลิตที่ล้าหลัง
–อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย จิตวัฒน์ วิจิตรถาวร/สุนิตา โทร.02-2535000 ต่อ 315 อีเมล์: sunita@infoquest.co.th–
โดย khwankaew | ธ.ค. 4, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
อ้างอิงจากสหพันธ์เหล็กเยอรมันนี (German steel federation : WV Stahl) การผลิตเหล็กดิบของเยอรมันนีในเดือนตุลาคมคงที่ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 3.57 ล้านตัน ถึงแม้ว่าจะมีการปรับจำนวนของวันทำงานลง 3%
การผลิตในเดือนตุลาคมได้เพิ่มขึ้น 3.49 ล้านตันจากเดือนกันยายน โดยที่ตลอดทั้งปีตั้งแต่เดือนมกราคม- ตุลาคม การผลิตได้ลดลง 2.5% อยู่ที่ 35.52 ล้านตัน
สำหรับการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนในเดือนตุลาคมลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่ 3.01 ล้านตัน โดยช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคมการผลิตลดลง 2.1%. และในเดือนกันยายนเหล็กแผ่นรีดร้อนมียอดการผลิตอยู่ที่ 3.15 ล้านตัน
โดยสหพันธ์เหล็กเยอรมันนี (German steel federation : WV Stahl) กล่าวว่าการผลิตมีทิศทางลดลงต่อเนื่องจากช่วงเดือนก่อนหน้า โดยมีข้อสังเกตุว่าเป็นการลดลงจากระดับสูงในปีที่ผ่านมา โดยที่ยอดการผลิตเหล็กดิบอยู่ในจุดสูงสุดในปี 2011 อยู่ที่ 43.3 ล้านตัน
โรงงานเหล็กในเยอรมันนีที่ตั้งอยู่ในแถบแม่น้ำ Rhine กำลังได้รับผลกระทบจากการจัดหาวัตถุดิบเนื่องมาจากระดับน้ำที่ลดต่ำลง ตั้งแต่เดือนสิงหาคมซึ่งทำให้เกิดวิกฤตขึ้นในเดือนตุลาคม ส่งผลให้ Thyssenkrupp และArcelorMittal Ruhrort ได้ออกมาแถลงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเหตุสุดวิสัย
ซีอีโอของ Thyssenkrupp นาย Guido Kerkhoff กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ผลกระทบที่คั่งค้างอยู่นี้คาดการณ์ว่าจะยังคงมีต่อไปจนถึงต้นปีหน้า
— Laura Varriale
แหล่งที่มา : Steel BB
โดย admin_sale | มิ.ย. 13, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
MEPS คาดยอดผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมของโลกปี 2017 ทำสถิติสูงสุดใหม่
บริษัท MEPS ซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายข้อมูลด้านการตลาดเหล็กรายใหญ่ชั้นนำของโลก เปิดเผย คาดการณ์การผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมหรือเหล็กสแตนเลสของโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2017 เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 47.5 ล้านตัน หรือ ขยายตัว 3.75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 45.8 ล้านตัน
โดย MEPS คาดว่ายอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมในทุกภูมิภาคทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมดในปี 2017 หลังจากที่หดตัวตลอดระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะยอดการผลิตของจีนและประเทศกำลังพัฒนา
โดย MEPS คาดการณ์ว่ายอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมของจีนในปีนี้น่าจะ เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ราวๆ 25 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55% ของยอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมทั่วโลก ด้านการส่งออกเหล็กกล้าไร้สนิมของจีนในปี 2017 MEPS คาดว่ายอดการส่งออกน่าจะหดตัวเนื่องจากมีการประกาศใช้มาตรการกีดกันทางการค้าสำหรับสินค้าเหล็กจากจีนเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา
ยอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมของสหรัฐฯ ในปี 2016 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.5 ล้านตัน ถือว่าขยายตัวได้พอประมาณ 6% หลังจากหดตัวเล็กน้อยในปี 2015 สำหรับในปี 2017 MEPS คาดว่ายอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมของสหรัฐฯ น่าจะขยายตัว 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ยอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมของประเทศไต้หวันฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2016 ที่ผ่านมา โดยยอดการผลิตอยู่ในระดับที่มากกว่า 1.25 ล้านตันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 หรือ ขยายตัว 14% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวในระดับปานกลางในปีนี้
ยอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมของยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ในปี 2016 ที่ผ่านมาถือว่าขยายตัวเล็กน้อยประมาณ 1-2% อย่างไรก็ตาม MEPS คาดว่ายอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมในประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในปี 2017
แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย
Cr : Steelhome