โดย khwankaew | ต.ค. 4, 2021 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาบิลเล็ต (Billet) เอเชียขยับขึ้นตามตลาดขาขึ้นในอินเดียและข้อเสนอขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาเหล็กเส้น (Rebar) ในวันที่ 1 ต.ค. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอุปสงค์ในภูมิภาคยังคงอ่อนแอในช่วงวันแรกของวันหยุดยาวของจีน (China’s Golden Week holiday)
ในตลาดบิลเล็ต ข้อเสนอขายมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยผู้ขายชาวอินเดียเสนอราคาขายที่ $730/ตัน CFR มะนิลา หลังจากที่เห็นราคาตลาดภายในประเทศของอินเดียที่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ $18/ตัน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. แหล่งข่าวกล่าว
ในขณะเดียวกัน ราคาเสนอขายบิลเล็ตจากเตา induction furnace ของเวียดนาม ราคาอยู่ที่ $705/ตัน และบิลเล็ตจากเตา electric arc furnace ราคาอยู่ที่ $710/ตัน CFR ที่มะนิลา นอกจากนี้ ข้อเสนอขายของรัสเซียทราบมาว่าอยู่ที่ $730/ตัน CFR มะนิลา ซึ่งข้อเสนอขายทั้งหมดเป็นการจัดส่งในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ยินถึงข้อตกลงซื้อขายใดๆ เนื่องจากความต้องการที่อ่อนแอในฟิลิปปินส์
ราคาสปอตของบิลเล็ต 5SP ขนาด 130 มม. ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาประเมินอยู่ที่ $700/ตัน CFR มะนิลา ราคาเพิ่มขึ้น $15/ตัน จากวันก่อน
Platts ประเมินเหล็กเส้น BS4449 เกรด 500 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16-32 มม. ราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า ราคาอยู่ที่ $716/ตัน CFR เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอ้างอิงจากที่สิงคโปร์
“ตลาดได้เงียบไปเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากสถานการณ์ COVID ที่แย่ลงในสิงคโปร์ เราไม่ได้รับข้อเสนอขายใดๆ” แหล่งข่าวในสิงคโปร์กล่าว “เราไม่ได้เห็นข้อเสนอขายของตุรกีมาระยะหนึ่งแล้ว และเราก็ไม่ได้อยู่ในตลาดเหล็กเส้นเช่นกัน” แหล่งข่าวอีกรายในสิงคโปร์กล่าว
ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่รายวันของสิงคโปร์เพิ่มเป็น 2,478 ราย ในวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19
การระบาดใหญ่ได้แสดงถึงความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศ เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้นเรื่อย ๆ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ค่าวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น และค่าธรรมเนียมการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ล้วนส่งผลต่ออัตรากำไรของผู้รับเหมาและผู้รับเหมาช่วง ซึ่งบังคับให้บางส่วนต้องหยุดชะงักและหยุดโครงการ
ดังนั้นความต้องการจึงลดลง เมื่อผู้ซื้อขายในตลาดตลาดเลือกที่จะรอดูสถานการณ์อยู่เฉยๆ
— Steel Business Briefing
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
Cr. iiu.isit.or.th
โดย khwankaew | ก.ย. 10, 2021 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
การนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปของจีนในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 1.063 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน แต่ยังคงลดลง 53% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การนำเข้าในช่วง เดือนมกราคม-สิงหาคม ต่ำกว่าระดับของปีที่แล้ว 22% ที่ 9.46 ล้านตัน เนื่องจากฐานสูงในปี 2020
ส่งผลให้การส่งออกเหล็กสำเร็จรูปสุทธิอยู่ที่ 3.99 ล้านตัน ในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 177% เมื่อเทียบกับปีก่อน การส่งออกสุทธิในช่วง เดือนมกราคม-สิงหาคม เพิ่มขึ้น 59% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 38.644 ล้านตัน
ผู้ค้าบางรายคาดว่า การนำเข้าเหล็กแท่ง (billet) อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนต่อๆ ไป แต่การนำเข้าเหล็กโดยรวมไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่คาดว่าจะยังคงอ่อนแอ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี 2021
— Steel Business Briefing
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย khwankaew | ธ.ค. 17, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. เหล็กแผ่นรีดร้อน (hot-rolled) ในเอเชียมีแนวโน้มที่หลากหลาย เนื่องจากราคาเสนอขายและราคาในประเทศของจีนยังคงมั่นคง ท่ามกลางราคาซื้อขายในตลาดล่วงหน้าที่แข็งแกร่ง ขณะที่กิจกรรมการซื้อขายในเวียดนามหยุดชะงักอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตท้องถิ่นอย่าง Formosa Ha Tinh Steel.
Platts ประเมินราคา HRC เกรด SS400 หนา 3 มม. ราคาอยู่ที่ $638/ตัน FOB จีน เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ราคาปรับขึ้น $2/ตัน จากวันก่อนหน้า และสำหรับการจัดส่ง CFR ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของเหล็กเกรดเดียวกัน ราคาประเมินอยู่ที่ $638/ตัน ปรับขึ้น $3/ตัน ในช่วงเวลาเดียวกัน.
โรงงานเหล็กทางตะวันออกของจีนได้ปรับขึ้นราคาเสนอขาย $10/ตัน ราคาอยู่ที่ $650/ตัน FOB เพื่อไล่ตามราคาในประเทศที่สูงขึ้นและราคาบ่งชี้ในการซื้อที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดในประเทศจีนทำให้ผู้ซื้อบางรายระงับการซื้อขาย โดยผู้ในบางภูมิภาค อย่างเช่น ในอเมริกาใต้ยังคงไล่ตามราคา
Platts ประเมินราคา HRC เกรด SAE1006 อยู่ที่ $660/ตัน FOB จีน ราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อน และสำหรับการจัดส่ง CFR เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของสินค้าเกรดเดียวกัน ราคาประเมินอยู่ที่ $662/ตัน ลดลง $2/ตัน จากช่วงเวลาเดียวกัน
ในเวียดนาม ผู้ซื้อได้หันกลับไปที่ผู้ผลิตท้องถิ่น อย่าง FHS เนื่องจากราคาเสนอขายใหม่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับราคาของจีน โดยราคาเสนอขายของ FHS ที่ได้รายงานจากแหล่งข่าวท้องถิ่น มีราคาอยู่ที่ระหว่าง $652-$665/ตัน ดังนั้นสัญญาณบ่งชี้การซื้อสินค้านำเข้าของผู้ซื้อในท้องถิ่นจึงลดลง เนื่องจากพวกเขาไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินให้สูงกว่าราคาของ FHS
ในเซี่ยงไฮ้ ราคาสปอตของ HRC (Q235) ขนาด 5.5 มม. ราคาประเมินอยู่ที่ 4,510 หยวน/ตัน ($691/ตัน) ex-stock โดยได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาปรับขึ้น 10 หยวน/ตัน จากวันก่อน
ในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ สัญญาที่มีความเคลื่อนไหวสูงสุดในเดือนพฤษภาคม ปิดราคาที่ 4,418 หยวน/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น 44 หยวน/ตัน หรือ 1% ในช่วงเวลาเดียวกัน และแตะระดับสูงสุดใหม่ นับตั้งแต่ตลาดฟิวเจอร์สของ HRC เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2014
ในอีกด้านหนึ่ง Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นหนา (plate) เกรด Q235/SS400 ความหนา 12-25 มม. อยู่ที่ $605/ตัน CFR เอเชียตะวันออก ราคาปรับขึ้น $35/ตัน จากสัปดาห์ก่อน
โรงงานเหล็กในจีน เสนอราคาขายอยู่ $610-$620/ตัน FOB สำหรับการจัดส่งเดือนมีนาคม โดยข้อตกลงซื้อขายล่าสุดสรุปราคากันที่ $615/ตัน FOB ราคาตลาดภายในประเทศของเกาหลีใต้ ราคาได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ $620-$630/ตัน ตามข้อเสนอขายที่สูงขึ้นจากโรงงานในประเทศ
ในตลาดภายในประเทศที่เซี่ยงไฮ้ มีการซื้อขายสินค้าเกรดเดียวกันที่ราคา 4,350 หยวน/ตัน ex-stock ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาเพิ่มขึ้น 230 หยวน/ตัน จากสัปดาห์ก่อน
— Analyst Yuelin Dai, Ashima Tyagi
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย khwankaew | พ.ย. 9, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนพฤศจิกายน ปี 2563
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก จากโครงการก่อสร้างของภาครัฐ รวมถึงราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กในตลาดโลก ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการเร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนเป็นสำคัญ ขณะที่การก่อสร้างของภาคเอกชนยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง และราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก แม้จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับปริมาณผลผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ยังคงมีมากกว่าความต้องการ

สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งความกังวลต่อการแพร่ระบาดระลอกสองของไวรัสโควิด-19 ความขัดแย้งทางการเมือง และมาตรการของสถาบันการเงินที่เข้มงวด เป็นปัจจัยกดดันให้ธุรกิจการก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวจากผู้บริโภคในตลาดบน ที่ยังคงมีกำลังซื้อ และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่ราคาปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก แม้จะยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศ ประกอบกับแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ และมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ น่าจะเป็นปัจจัยที่สามารถส่งเสริมความต้องการก่อสร้างภายในประเทศให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์
โดย khwankaew | ก.ย. 4, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
อุตสาหกรรมเหล็กเฮ รัฐบาลขานรับจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใช้เหล็กในประเทศ Made in Thailand กลุ่มอุตฯเหล็ก ส.อ.ท. ชี้รัฐมาถูกทาง หลังเสนอเรื่องและรอมาหลายปี
นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าตามที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ ได้เสนอเรื่องตั้งแต่ปี 2558 ให้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณาส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศไทย และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กได้ติดตามเรื่องอย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ จนกระทั่งในปี 2563 นี้ กระทรวงคมนาคม ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ ภายใต้นโยบาย“Thai First ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นการนำร่องและได้ข้อมูลสนับสนุนการผลักดันให้เป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล อีกทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำโดยประธานสภาฯ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ได้ผลักดันเสนอให้รัฐบาลใช้นโยบาย Made in Thailand เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย
ล่าสุดรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เห็นความสำคัญและจำเป็นของ Made in Thailand โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ได้มีมติอนุมัติหลักการให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของพัสดุที่จะใช้สำหรับงานก่อสร้างกำหนดให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศก่อน โดยต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าหรือปริมาณเหล็กหรือเหล็กกล้าที่ใช้ในงานก่อสร้างทั้งหมดในครั้งนั้นเช่น เหล็กเส้น เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กแผ่น
ร่างกฎกระทรวงการคลัง เรื่อง “กำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ภาครัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน” เป็นช่วงเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสมยิ่ง เพราะหลายปีนี้จากนี้ไป จะเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการลงทุนด้านโครงสร้างและระบบสาธารณูปโภคมากสุด การส่งเสริมให้ใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศจะช่วยสร้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศไทยได้มหาศาล และจะเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด
นายนาวา มั่นใจว่าการขับเคลื่อนส่งเสริมสินค้า Made in Thailand ของรัฐบาล หากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จะช่วยให้อุตสาหกรรมภายในประเทศในภาพรวม สามารถฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากผลกระทบโควิด และใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่ได้มากขึ้น แม้ว่าต้นทุนของการใช้พัสดุที่ผลิตภายในประเทศ อาจจะสูงกว่าสินค้าทุ่มตลาดจากต่างประเทศบ้าง แต่ถ้าพิจารณาในภาพรวมของการจ้างงานและการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศไทย ย่อมให้ผลเชิงบวกต่อเนื่องมากกว่าแน่นอน
โดยเฉพาะมีงานวิจัยโดยศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ศึกษาผลเชิงบวกจากการใช้สินค้าในประเทศโดยการใช้เครื่องมือตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต หรือ Input-Output Table (I-O Table) ซึ่งเป็นตารางที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตและ การใช้ผลผลิต ทั้งที่ใช้ไปในขั้นสุดท้าย และที่ใช้ไปเพื่อการอุปโภคขั้นกลาง สำหรับข้อมูลโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม 44 โครงการ โดยได้มีการประเมินจากผู้ผลิตสินค้าเหล็กในประเทศว่าสามารถใช้สินค้าเหล็กในประเทศได้เป็นมูลค่าถึงประมาณ 110,000 ล้านบาท และจากมูลค่าดังกล่าวเมื่อนำไปวิเคราะห์โดย I-O table พบว่าจะช่วยให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรง และทางอ้อมกว่า 139,000 คน และช่วยให้ GDP ของประเทศปรับตัวดีขึ้นขึ้นอย่างแน่นอน มิฉะนั้น หากปล่อยให้สินค้าต่างชาติทุ่มตลาดมายังประเทศไทย มากเกินไปจนอุตสาหกรรมพื้นฐานภายในประเทศไม่สามารถอยู่รอดได้ ประเทศไทยต้องพึ่งพิงสินค้านั้นจากต่างชาติเป็นหลัก ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและความมั่นคงแห่งชาติ
“ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน แต่เผชิญวิกฤติเหล็กทุ่มตลาดจากต่างชาติปริมาณมากในระยะหลังจนการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทย ลดต่ำเหลือเพียง 30% ซึ่งถือว่าเป็นภาวะวิกฤติแล้ว แม้ความต้องการใช้เหล็กของประเทศไทย ในปี 2563 นี้ จะมีปริมาณราว 16 ล้านตัน ลดลง 9% จากปี 2562 การขับเคลื่อนตามนโยบาย Made in Thailand จะช่วยให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทยปรับตัวสูงขึ้น อุตสาหกรรมเหล็กเป็นเป็นอุตสาหกรรมหนักที่มีมูลค่าการลงทุนสูง และเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศไทย แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยพึ่งพิงการนำเข้าสินค้าเหล็กมากถึงสองในสามของการบริโภคเหล็กของประเทศอยู่แล้ว หากประเทศไทยยิ่งต้องพึ่งพาเหล็กนำเข้ามากขึ้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนและความมั่นคงแห่งชาติ ในนามกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอแสดงความชื่นชมต่อรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่ได้ขับเคลื่อนการส่งเสริมพัสดุ Made in Thailand นี้ โดยอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศจะเดินหน้าทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และควบคุมต้นทุนโดยเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง” นายนาวา กล่าวทิ้งท้าย
แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ