โดย saweang | ก.พ. 27, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ผมเชื่อว่าเจ้าของบ้าน หลายๆ ท่าน ทั้งคนที่ซื้อบ้านใหม่ หรือบ้าน ที่อยู่มานาน น่าจะเคยเห็นหรือสังเกตเห็นรอยร้าวบนผนังบ้าน มาบ้างแล้ว แน่นอนเห็นแล้วคงเป็นกังวลเพราะไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบกับโครงสร้าง ความมั่นคงแข็งแรงของตัวบ้าน หรือเป็นแค่รอยแตกลายงาของผนังที่ฉาบไม่ดี แต่จริงๆเราสามารถสังเกตได้ไม่ยากว่าร้าวแบบไหนถึงอันตรายหรือไม่อันตราย โดยเฉพาะกรณีรอยร้าวบนผังก่ออิฐฉาบปูน
รอยร้าวที่เป็นอันตรายและมีผลกระทบกับโครงสร้าง
ลักษณะของรอยร้าวจะมีรูปแบบที่ชัดเจน มีขนาดใหญ่ และมีการขยายตัวไปเรื่อยๆ เช่น
1.1 รอยร้าวในดิ่งบริเวณกลางผนัง รอยร้าวลักษณะนี้บอกให้รู้ว่าโครงสร้างคานที่อยู่เหนือผนังมีการแอ่นตัว อาจเนื่องมาจากการออกแบบ การก่อสร้างที่ไม่เหมาะสม หรือเกิดจากการใช้งาน ทำให้คานรับน้ำหนักบรรทุกมากเกิน เช่น วางของหนัก/วางแทงค์น้ำอยู่ข้างบน เป็นต้น โดยคานที่อยู่เหนือผนังจะแอ่นตัว และมากดทับบริเวณกลางผนัง ทำให้ผนังตรงกลางมีรอยร้าวในแนวดิ่งเกิดขึ้น หากโครงสร้างคานแอ่นตัวมาก คานก็จะมีรอยร้าวลักษณะเป็นรูปตัวยูด้วยเช่นกัน ดังแสดงในภาพด้านล่าง
1.2 รอยร้าวแนวเฉียงบริเวณกลางผนังถ้าพบรอยร้าวลักษณะนี้ บริเวณกลางผนัง โดยมีลักษณะเฉียงประมาณ 45 องศา และรอยร้าวมีขนาดมองเห็นชัดเจน และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สันนิษฐานได้ว่าฐานรากอาคารมีการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน
สำหรับกรณีผนังมีหน้าต่าง ลักษณะรอยร้าวก็จะคล้ายกัน โดยมีลักษณะเฉียง 45 องศา ไปในทิศทางเดียวกัน ยกเว้น กรณีมุมวงกบประตู หรือหน้าต่างที่มีรอยร้าวเฉียงสั้นๆ ทุกมุมหรือหลายมุม แต่รอยร้าวไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน ลักษณะนี้สาเหตุมาจากการยืดขยายตัวของวงกบประตู หรือต่างอันเนื่องมาจากอุณหภูมิ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้าง
หากพบรอยร้าวตามที่กล่าวมา หรือไม่แน่ใจ ควรรีบปรึกษาวิศวกรที่มีความชำนาญเข้าตรวจสอบ อย่าปล่อยไว้เพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ไว้คราวหน้าเรามาลองดูรอยร้าวบนผนังที่ไม่อันตรายกันบ้างนะครับ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.home.co.th
ที่มา : นิตยสาร Home Buyers Guide เดือนมกราคม 2559
โดย saweang | ก.พ. 14, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เทคโนโลยี ผนังสำเร็จรูป Precast เป็นวิธีการสร้างบ้านในยุคใหม่ ที่สามารถช่วยให้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว ทันใจลูกค้า โดยเปลี่ยนจากผนังบ้านที่สร้างขึ้นมาจากการก่ออิฐฉาบปูน มาเป็นผนังคอนกรีตสำเร็จรูป
ในปัจจุบันมีโครงการหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมมากมายที่ก่อสร้างด้วย Precast ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงสามารถควบคุมงานก่อสร้างได้มีคุณภาพมากขึ้น
ผู้ที่ต้องการจะสร้างบ้านจึงควรรู้จักระบบ ผนังสำเร็จรูป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในตัดสินใจเลือกสร้างบ้านที่มีคุณภาพ และตรงตามความต้องการที่สุด
การก่อสร้างในอดีตจะนิยมใช้ไม้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง จนพัฒนามาเป็นการใช้คอนกรีตซึ่งใช้อย่างแพร่หลายมากในปัจจุบัน เพราะมีความแข็งแรง รวมไปถึงมีการพัฒนามาใช้คอนกรีตอัดแรง ในงานอาคารสูงเพื่อลดค่าใช้จ่าย และในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบการก่อสร้างแบบ Precast หรือผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย
VIDEO
เหตุผลที่ก่อสร้างด้วยผนังสำเร็จรูป (Precast) เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะต้นทุนการก่อสร้างอาคารลดลงเมื่อเทียบกับระบบการก่อสร้างแบบปกติ ด้วยระยะเวลาในการก่อสร้างที่เร็วขึ้น ส่งผลให้ค่าแรงช่างถูกลง
และคุณภาพงานก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานเนื่องจากผลิตมาจากโรงงาน สามารถเปิดโครงการได้รวดเร็วทันความต้องการของตลาด และยังนำระบบวิธีการไปใช้กับโครงการอื่น ๆ ต่อได้อีกด้วย
Time (ลดระยะเวลาการก่อสร้าง)
Cost (ลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง)
Quality (สามารถควมคุมคุณภาพการก่อสร้างได้ดีกว่า)
สารบัญ ( ยาวไปเลือกอ่านได้นะ )
1. ระยะเวลาการก่อสร้าง
การก่อสร้างด้วยระบบ Precast สามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการก่อสร้างในระบบแบบปกติ โดยในบ้าน 1 หลังหากก่อสร้างด้วยระบบเสา-คาน ที่มีการก่ออิฐฉาบปูนจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8-12 เดือน
แต่เมื่อเทียบกับระบบ Precast สามารถทำได้ภายใน 3-4 เดือน (เร็วกว่าประมาณ3เท่า) สาเหตุที่ระบบ Precast สร้างได้เร็วกว่าเนื่องจากผนังจะถูกหล่อมาเป็นชิ้นจากโรงงานไม่ต้องเสียเวลาก่ออิฐฉาบปูน
2. ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง
แม้ว่าวัสดุแล้วชิ้นส่วน Precast จะมีราคาแพงกว่าอิฐ แต่ระบบ Precast จะใช้แรงงานน้อยกว่า และไม่ต้องเสียค่าไม้แบบ
นอกจากนี้การก่อสร้างที่เร็วยังลดค่าดำเนินการลงด้วย
เมื่อเทียบโดยรวมแล้วทำให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างด้วยระบบ Precast จึงมีราคาค่าก่อสร้างที่ถูกกว่า และค่าแรงในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น การก่อสร้างด้วย Precast จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
3. คุณภาพการก่อสร้าง
เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกผลิตมาจากโรงงานเป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้การควบคุมคุณภาพทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะไม่ถูกรบกวนจากสภาพอากาศ เช่นแดดหรือฝน และไม่ขึ้นกับฝีมือแรงงานมากนัก
เพราะถ้าเป็นการก่อสร้างด้วยระบบเสา-คานที่มีการก่ออิฐฉาบปูนจะต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญมากในการก่ออิฐและฉาบผนังเพื่อให้ออกมาดีและสวยงาม แต่หากเป็นชิ้นส่วน Precast จะสามารถควบคุมการผลิตชิ้นงานให้มีคุณภาพสม่ำเสมอและง่ายต่อการตรวจสอบ
สรุป
นอกจากนี้ระบบ Precast ยังมีข้อได้เปรียบระบบเสา-คาน อีกหลายด้าน เช่น ความสามารถในการป้องกันเสียงรบกวน ความแข็งแรงของผนัง ความทนทานต่อความร้อนและช่วยลดความร้อน
แม้ว่าการก่อสร้างด้วยระบบ Precast จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีผู้บริโภคบางส่วน ไม่มั่นใจในระบบนี้ ทั้งในเรื่องการรั่วซึม และปัญหารอยร้าว โดยปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะมาจากการก่อสร้างด้วยระบบ Precast ของประเทศไทยในช่วงแรกๆที่ยังขาดความชำนาญและความรู้ในการก่อสร้าง เพราะแม้ระบบนี้จะใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมานานแล้วก็ตาม
แต่ในประเทศไทยนั้นถือเป็นระบบใหม่ จึงอยู่ในช่วงเรียนรู้ เช่น นำวิธีการ Joint จากต่างประเทศมาใช้ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีฝนตกชุกมากกว่าทำให้วิธีการป้องกันน้ำแบบเดิมจึงใช้ไม่ได้ผล หรือบ้านที่เกิดรอยร้าวขึ้น
เพราะผู้ออกแบบและผู้รับเหมาในช่วงแรกๆ ยังไม่มีความชำนาญที่เพียงพอ ซึ่งในปัจจุบันวิธีการก่อสร้างด้วยระบบ Precast ได้มีการพัฒนาปรับปรุงจนสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้แล้ว
ข้อมูลอ้างอิง at home with precast concrete
โดย saweang | ก.พ. 14, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ถ้าย้อนกลับไปการสร้างบ้านในอดีดมักจะสร้างด้วยวัสดุที่ได้จากธรรมชาติเป็นหลักเช่น ไม้ และเมื่อเวลาผ่านไปวัสดุที่ใช้นำมาสร้างบ้านก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งวัสดุชนิดที่บริษัทสร้างบ้าน หรือผู้รับเหมานิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ อิฐมอญ กับ อิฐมวลเบา ซึ่งอิฐทั้ง2อย่างนีแบบไหนดีกว่ากันล่ะ? วันนี้เลยขอนำข้อมูลที่ได้รวบรวมมาช่วยในการตัดสินใจเลือกกันอย่างเหมาะสมกันค่ะ
บริษัทสร้างบ้าน
รู้จักกับอิฐมอญ
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอิฐแดง ทำจากดินเหนียวผสมแกลบหรือวัสดุอื่นผสมน้ำ เผาด้วยเตาจนสุก ผลิตได้เองภายในประเทศกระจายตามท้องตลาดทั่วภูมิภาค เป็นที่คุ้นเคยกับช่างก่ออิฐทั่วไป นอกจากนี้อิฐมอญยังมีคุณสมบัติทนต่อความชื้น มีความหนาแน่นสูง และราคาถูกกว่าอิฐมวลเบา
รู้จักกับอิฐมวลเบา
ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “คอนกรีตมวลเบา” มีส่วนผสมหลักคือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ คุณสมบัติเด่น ให้น้ำหนักที่เบากว่าอิฐมอญ ขนาดของอิฐได้มาตรฐาน ลดการสูญเสียได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับผนังบ้านที่ต้องการลดน้ำหนักของโครงสร้าง เพราะอิฐมวลเบามีน้ำหนักน้อยกว่าอิฐมอญ ประมาณ 1 ใน 3 ของอิฐมอญเท่านั้น
ข้อแตกต่างระหว่าง อิฐมวลเบา VS อิฐมอญ
ความทนทาน อายุการใช้งาน
อิฐมอญ จะได้เปรียบมากกว่าเพราะส่วนผสมที่ทำมาจาก ดินเหนียวปนทราย ผสม แกลบ และขี้เถ้า นำเข้าเตาอบ การยึดเกาะของเนื้อผิวจึงมีมากกว่า สามารถทุบ สกัด เจาะ ฝังอุปกรณ์ต่างๆ ที่รับน้ำหนักมากๆ
อิฐมวลเบา ที่มีส่วนผสมทำมาจาก ทราย ซีเมนต์ ปูนขาว ยิปซั่ม และผงอลูมิเนียม มีรูพรุนอยู่ข้างในมากกว่า สามารถเกิดการแตกร้าวได้ง่ายกว่า
อุณหภูมิภายในบ้าน
อิฐมอญ ที่เนื้ออิฐมีคุณสมบัติสะสมความร้อนได้ดี เมื่อโดนแสงแดดช่วงกลางวันจะแผ่ความร้อนเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งถ้าห้องไหนก่อด้วยอิฐมอญ ควรมีการถ่ายเทอากาศออกสู่ภายนอกได้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้เปลืองค่าไฟในการเปิดแอร์มากค่ะ
อิฐมวลเบา เพราะเนื้ออิฐมีลักษณะเป็นฟองอากาศ มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี
การตกแต่ง
อิฐมอญ นิยมนำมาตกแต่งในหลายสไตล์ สามารถใช่ก่ออิฐโชว์แนว สไตล์ลอฟท์ หรือวินเทจ ซึ่งนอยมมากในปัจจุบัน
อิฐมวลเบา จะถูกนำมาใช้ก่อผนัง และฉาบปูนทับทั่วไป เรื่องการต่อเติมทั้ง 2 แบบ สามารถทำได้เหมือนๆ กัน ขึ้นอยู่กับใช้งานค่ะ
ความแข็งแรง การใช้งานทั่วไปไม่ต่างกัน แต่ผนังอิฐมอญจะเหมาะสำหรับการใช้วัสดุกรุผนังที่มีน้ำหนักมาก เช่น หินแกรนิต หรือหินอ่อน
น้ำหนัก อิฐมวลเบาเบากว่าอิฐมอญ 2-3 เท่า และมากกว่าคอนกรีต 4-5 เท่า ทำให้สะดวกในการติดตั้ง
ปัจจุบันบริษัทสร้างบ้าน สร้างบ้านจัดสรรหรืออาคารห้องเช่า จึงใช้อิฐมวลเบาแทนเกือบทั้งหมดยกเว้นในกรณีก่อผนังห้องน้ำที่ยังต้องใช้อิฐมอญ เนื่องจากคุณสมบัติของอิฐมวลเบาไม่สามารถรับการเจาะและแขวนวัสดุที่มีน้ำหนักมากได้กว่า สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกใช้อิฐในการสร้างบ้านไม่มากก็น้อยนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก baanlaesuan.com
โดย saweang | ก.พ. 12, 2020 | ข่าวสาร , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สวัสดีค่ะ วันนี้เรากลับมาพบกันอีกครั้ง โดยวันนี้เราจะขอหยิบยกเรื่องใกล้ๆตัวของคนที่กำลังจะสร้างบ้าน คงมีคำถามที่ว่าระหว่าง ผนังบ้าน แบบสำเร็จรูป กับ สร้างบ้านแบบอิฐฉาบปูนแบบเก่าที่เคยสร้างกันมาอย่างไหนดีกว่ากัน โดยวันนี้เราจะสรุปให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน เพื่อที่จะได้นำไปปรับใช้ในการสร้างบ้านในแบบของเราค่ะ เพื่อไม่เสียเวลาเราไปชมกันเลยค่ะ
โดยปกติแล้วการก่อสร้างบ้านทั้งสองระบบมีทั้งข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป โดยปกติคนสมัยก่อนถ้าจะสร้างบ้านและในขั้นตอนการทำผนังคนส่วนใหญ่จะเลือกใช้ อิฐ เพราะ อิฐ เป็นที่นิยมและสร้างบ้านแล้วมีความคงทน มีข้อเสียเลยคือต้องใช้ระยะเวลาและจำนวนคนที่มากตามไปด้วย
จนตอนนี้ได้ทำการเปลื่ยนแปลงไปเริ่มใช้แผ่นผนังสำเร็จรูปหรือสมาร์ทบอร์ดแทนด้วยวัสดุทำจาก ไฟเบอร์ซีเมนต์ ติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว มีความแข็งแรงใกล้เคียงหรือเทียบเท่าผนังก่ออิฐอีกด้วยค่ะ อีกทั้งยังสามารถ กันเสียง กันความร้อน และที่โดดเด่นกว่าอิฐคือน้ำหนักที่เบามากอีกด้วย ในด้านความแข็งแรงนั้นอิฐอาจจะสามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าผนังสมาร์ทบอร์ด และยังสามารถที่จะตอก เจาะ แขวนภาพ หรือติดแอร์ ก็สามารถที่จะง่ายในการบำรุงรักษา
แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ!!! รู้หรือไม่ว่าผนังสำเร็จก็สามารถทำแบบอิฐได้เช่นกันค่ะ แต่อาจจะต้องใช้ผนังสำเร็จรูปที่หนาประมาณ 8 มม. ขึ้นไป โดยใช้พุกพลาสติกผีเสื้อ PT-13 ที่ใช้งานคู่กับตะปูเกลียวแล้วละก็ จะสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัมต่อจุดเลยทีเดียว (หากตอกตะปูเพื่อแขวนของทั่วไป เช่น กรอบรูป นาฬิกาแขวน ฯลฯ จะรับน้ำหนักได้ประมาณ 3-4 กิโลกรัม)
รูปจาก scgbuildingmaterials.com
ด้านความร้อน จุดนี้บอกได้เลยค่ะว่าผนังสำเร็จจะทำได้ดีกว่า เพราะว่าผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้านจะทำให้ภายในบ้านมีอุณหภูมิสูงมากกว่าการใช้ระบบผนังสมาร์ทบอร์ด เพราะโดยปกติอิฐมอญเป็นวัสดุที่มีการสะสมความร้อนอยู่ในตัวเองมากๆค่ะ แต่ถ้าท่านไหนไม่ต้องการให้บ้านไม่ร้อนมากนัก สามารถทำได้โดยการก่อผนังอิฐสองชั้นแล้วเว้นช่องอากาศไว้ตรงกลาง ความร้อนจะมาสะสมอยู่ที่ช่องนี้และจะระบายความร้อนไปโดยไม่เข้าสู่ในบ้านได้ค่ะ
ด้านเสียง ผนังแบบความร้อนโดยตรงสู่ภายในบ้านจะกันเสียงได้ดีกว่าแบบผนังสำเร็จ แต่บอกเลยค่ะว่าต่างกันไม่มาก โดย บ้านแบบผนังสำเร็จจะมีค่า STC 39 และแบบอิฐฉาบปูน จะมีค่าอยู่ที่ STC 38 จะเห็นว่าต่างกันแค่ 1 เท่านั้นเองค่ะ ซึ่งปกติแล้ว บ้านทั่วไป ควรมีค่าในการกันเสียงรบกวนประมาณ STC 38-40 โดยประมาณค่ะ
ด้านกันความชื้น ผนังสำเร็จดีกว่าเพราะว่ามีคุณสมบัติการทนน้ำไม่เปื่อย ไม่บวม จึงทำให้น้ำไม่ซึมผ่านไปอีกด้านได้ค่ะ ส่วนอิฐนั้นป็นวัสดุมีการดูดซึมน้ำ โดยปกติจึงนิยมฉาบปูนทับหน้าผนังด้านที่ต้องสัมผัสกับภายนอก เพื่อกันไม่ให้น้ำซึมผ่านเข้ามาภายในบ้านค่ะ
ด้านการทนไฟ ผนังก่ออิฐทนไฟได้ดีกว่าแบบผนังสำเร็จ เพราะโดยปกติผนังก่ออิฐฉาบปูนทั้งสองด้านจะสามารถทนไฟได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่แผ่นผนังสำเร็จจะทนไฟได้น้อยกว่า แต่ถ้าอยากให้ทนไฟได้พอๆกับแบบอิฐก็สามารถทำได้แต่อาจจะต้องเสียงเงินเยอะขึ้น เพราะว่าเราต้องเพิ่มฉนวนกันร้อนทนอุณหภูมิสูง และแผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด12 มิลลิเมตรขึ้นไปค่ะ
สรุปแล้วทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วทั้ง 2 แบบ ก็อยู่ได้เป็นสิบยี่สิบปี โดยถ้าเรามีโครงสร้างหลัก เช่น ฐานราก เสา คาน พื้น เป็นไปตามการออกแบบตามหลักเกณฑ์ของวิศกรนั้น ก็คงไม่น่ามีปัญหาแล้วค่ะ และพบกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.dotproperty.co.th