google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
ความแตกต่างระหว่าง โครงหลังคาเหล็ก กับ โครงหลังคาสำเร็จรูป

ความแตกต่างระหว่าง โครงหลังคาเหล็ก กับ โครงหลังคาสำเร็จรูป

โครงหลังคาเหล็ก หรือ โครงหลังคาสำเร็จรูป เป็นโครงหลังคาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถรองรับการมุงหลังคาวัสดุต่างๆ ได้ทุกประเภท แต่มีข้อแตกต่างบางประการ ไม่ว่าจะเป็น คุณสมบัติ ขั้นตอนการทำงานของช่างที่หน้างาน รวมถึงข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา

การก่อสร้างบ้านสักหนึ่งหลังให้มีความแข็งแรงนั้น สิ่งสำคัญคงหนีไม่พ้นโครงสร้างบ้านที่แข็งแรง ซึ่งนอกจากงานโครงสร้างใต้ดิน งานโครงสร้างบนดินแล้ว งานโครงสร้างหลังคาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นส่วนที่ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักวัสดุมุงหลังคา (กระเบื้องหลังคา) และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ทั้งหมด ให้สามารถปกป้องบ้านเราจากแดด ฝน ลมพัดแรงๆ ได้เป็นอย่างดี งานโครงสร้างหลังคาจึงต้องถูกออกแบบคำนวณมาอย่างเหมาะสม ติดตั้งอย่างถูกวิธี เชื่อมยึดอย่างแน่นหนา เพื่อให้มีความแข็งแรงและช่วยลดปัญหาหลังคารั่วซึม ปัจจุบันก็มีโครงสร้างหลังคาที่นิยมและมีความแข็งแรงคือ “โครงหลังคาเหล็ก” และ “โครงหลังคาสำเร็จรูป” ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะการใช้งาน ขั้นตอนการทำงานของช่างที่หน้างาน รวมถึงข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา

โครงหลังคาเหล็ก หาซื้อง่าย ตอบโจทย์รูปทรงหลังคาได้หลากหลาย

สำหรับโครงหลังคาเหล็ก ประกอบจากเหล็กรูปพรรณที่มีหน้าตัดต่างๆ ตามที่วิศวกรออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น เหล็กกล่อง และเหล็กรูปตัวซี เหล็กรูปพรรณสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าเหล็กรูปพรรณต่างๆ ขนาดความยาวเหล็กที่ขายตามร้านทั่วไปจะอยู่ที่ 6 เมตรเพื่อให้ขนส่งได้สะดวก หากต้องการความยาวมากกว่านี้ก็สามารถสั่งพิเศษได้ แต่มีข้อควรคำนึงคือเรื่องคุณภาพเหล็ก ควรเลือกเหล็กที่ได้มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า “เหล็กเต็ม” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรับแรงตามมาตรฐาน โดยสังเกตที่เครื่องหมายแสดงมาตรฐาน เช่น มอก., ASTM, BSI, JIS ฯลฯ ซึ่งจะระบุไว้ที่เหล็กแต่ละท่อน แต่หากเป็นเหล็กรีดซ้ำ หรือเหล็กที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาที่เรียกว่า “เหล็กเบา” ที่แม้จะมีราคาถูกกว่า แต่มีประสิทธิภาพในการรับแรงด้อยกว่าเหล็กเต็มพอสมควรเลย

*การสั่งเหล็กควรมีการคำนวณความยาวให้พอดีตามการใช้งานให้มากที่สุด เพื่อให้เหลือเศษน้อยที่สุด โดยเศษเหล็กที่เหลือสามารถนำไปขายเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป (ราคาจะถูกลงเกินครึ่ง)

โครงหลังคาเหล็ก

ควรเลือกใช้เหล็กโครงหลังคาที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม

การติดตั้งโครงหลังคาเหล็กจะเป็นลักษณะการติดตั้งที่หน้างานทั้งหมด จึงต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีประสบการณ์ โดยก่อนการติดตั้งต้องมีการทาสีกันสนิมให้ทั่วทุกด้านของผิวเหล็กก่อน (หากเป็นเหล็กกล่องต้องใช้วิธีการชุบสีกันสนิมเพื่อให้สีเคลือบผิวทั่วทั้งด้านในและด้านนอก) จากนั้นจึงติดตั้งและเชื่อมเหล็กตามวิธีมาตรฐาน (การเชื่อมเหล็ก ขั้นแรกจะเป็นลักษณะการเชื่อมแต้มเพื่อยึดเหล็กแต่ละท่อนไว้ก่อนเผื่อมีการแก้ไขหรือต้องขยับตำแหน่งบางจุด เมื่อติดตั้งได้ตรงตามแบบแล้ว จากนั้นจึงเชื่อมเต็มเพื่อความแน่นหนาและแข็งแรง) เมื่อติดตั้งและเชื่อมเหล็กทุกจุดเรียบร้อยแล้วก็ทาสีกันสนิมซ้ำอีกรอบ และเน้นบริเวณที่เป็นรอยเชื่อมเหล็กด้วย

โครงหลังคาเหล็ก

การเชื่อมเหล็ก แนะนำให้เชื่อมเต็มแบบที่ได้มาตรฐาน

โครงหลังคาเหล็ก สามารถตอบโจทย์รูปทรงหลังคาได้ค่อนข้างอิสระ จึงเหมาะกับบ้านทุกสไตล์ เพราะคุณสมบัติเรื่องความยืดหยุ่น ดัดโค้งได้ และระยะของโครงสร้างเหล็กที่ยื่นได้ไกลตามความสามารถของเหล็กที่คำนวณไว้ ทำให้สามารถรองรับหลังคาทรงเหลี่ยม ทรงโค้ง รวมถึงรูปแบบหลังคาที่หวือหวาท้าทายได้ตามต้องการ ที่สำคัญควรให้วิศวกรโครงสร้างที่มีใบประกอบวิชาชีพเป็นคนออกแบบคำนวณโครงหลังคาเหล็กให้เพื่อความมีมาตรฐานและความปลอดภัย

บ้านที่มีหลังคาทรงโค้ง; โครงหลังคาเหล็ก

บ้านที่มีหลังคาทรงโค้ง ชายคาที่ยื่นยาว รูปทรงโฉบเฉี่ยวจากโครงสร้างหลังคาเหล็ก

โครงหลังคาสำเร็จรูป ทนสนิม ติดตั้งง่าย ไม่มีเศษเหลือทิ้งที่หน้างาน

โครงหลังคาสำเร็จรูป หรือเรียกกันติดปากว่า “โครงหลังคากัลวาไนซ์” เป็นโครงที่ผลิตจากเหล็กที่มีกำลังดึงสูง และผ่านการเคลือบผิวป้องกันสนิมด้วยอะลูมิเนียมซิงค์ หรือแมกนีเซียมซิงค์ มีราคาสูงกว่าโครงหลังคาเหล็ก สามารถสั่งทำพิเศษให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ได้ เช่น สำหรับใช้ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเลหรือบริเวณที่มีกรดเกลือสูง เป็นต้น โครงหลังคาสำเร็จรูปจะถูกผลิตและตัดขนาดแต่ละท่อนจากโรงงานให้ตรงตามแบบพอดีที่จะก่อสร้างที่หน้างานจริง แล้วจึงนำมาประกอบที่หน้างานก่อสร้างโดยช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งติดตั้งโดยใช้ตะปูเกลียว (สกรู) ยึดแต่ละท่อนเข้าด้วยกันตามแบบ จะไม่มีการเชื่อมเหล็กหรือเก็บงานกันสนิม จึงติดตั้งได้รวดเร็วและแม่นยำ ถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่ช่วยลดปริมาณขยะจากงานก่อสร้างได้เป็นอย่างดี

โครงหลังคาเหล็ก

ชิ้นส่วนโครงหลังคาสำเร็จรูปกัลวาไนซ์ตัดมาจากโรงงาน ติดตั้งโดยการยิงตะปูเกลียว

ด้วยความที่โครงหลังคาสำเร็จรูปมีลักษณะเป็นโครงถัก (โครง Truss) ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของเหล็กกัลวาไนซ์หลายๆ ท่อน ไม่สามารถทำระยะยื่นชายคาได้มากนัก ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา จึงเหมาะกับหลังคาที่มีรูปทรงที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป (ไม่เหมาะกับรูปทรงหลังคาที่หวือหวาหรือโฉบเฉี่ยว) เช่น หลังคาทรงจั่ว ทรงปั้นหยา ฯลฯ อีกทั้งงานออกแบบโครงหลังคาสำเร็จรูปจะต้องอาศัยวิศวกรที่มีความรู้เฉพาะและต้องใช้บริการจากผู้ผลิตเฉพาะรายเท่านั้น

โครงหลังคาเหล็ก

*โครงหลังคาสำเร็จรูปมีข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา จึงเหมาะกับรูปทรงหลังคาปั้นหยาและหน้าจั่วที่พบเห็นได้ทั่วไป *

สรุปแล้ว ถ้าเทียบโครงหลังคาเหล็กและโครงหลังคาสำเร็จรูป กับงานหลังคารูปทรงเดียวกันวัสดุเดียวกันแล้ว การเลือกใช้โครงหลังคาสำเร็จรูปจะมีราคาโดยรวม (ทั้งค่าของและค่าแรง) สูงกว่าโครงหลังคาเหล็กอยู่พอสมควร แต่สามารถมั่นใจได้ในเรื่องมาตรฐานและการรับประกันผลงานหลังการติดตั้ง ส่วนโครงหลังคาเหล็กนั้นจะสามารถตอบโจทย์งานออกแบบที่หลากหลายกว่า เมื่อมีการรื้อถอนโครงสร้างก็สามารถนำไปขายต่อได้ แต่ต้องควบคุมช่างให้ติดตั้งได้ตามมารตรฐาน ดังนั้น ในการเลือกใช้เราควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและตอบโจทย์แต่ละบ้านให้ได้มากที่สุด

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://scghome.com

เปิดร้านวัสดุก่อสร้างเริ่มยังไง?

เปิดร้านวัสดุก่อสร้างเริ่มยังไง?

ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีประชากรเพิ่มและยังมีการก่อสร้างต่อเติม ร้านวัสดุก่อสร้างก็ยังคงเป็นที่ต้องการเสมอ แต่ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนเปิดร้านวัสดุก่อสร้าง เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเราต้องใช้อะไรบ้าง และขั้นตอนที่เราควรทำมีอะไรบ้าง

ในบทความนี้เราดูกันว่าจะเปิดร้านวัสดุก่อสร้างควรเริ่มยังไง เราควรรู้เรื่องอะไรบ้าง และที่สำคัญ…เปิดร้านวัสดุก่อสร้างยังไงถึงจะกำไร

อยากเปิดร้านวัสดุก่อสร้างควรเริ่มยังไง? ขั้นตอนการเปิดร้านวัสดุก่อสร้าง

คู่มือเริ่มทำธุรกิจหลายที่ก็เขียนแบบคร่าวๆแค่ว่า เลือกทำเลดี ตั้งราคาให้เป็น ใส่ใจกับบริการ แต่ในบทความนี้ผมจะขอลงข้อมูลลึกให้ถูกใจคนที่อยากเริ่มทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างจริงๆ

#1 ตอบคำถามแรกว่า  ‘อยากขายที่ไหน’ หรือ ‘อยากขายใคร’

ผมเริ่มที่คำถามนี้เพราะผมเข้าใจว่าคนส่วนมากมี ‘ที่หรือทำเลในใจ’ อยู่แล้ว เช่นอยากจะขายวัสดุก่อสร้างในอำเภอนี้เป็นต้น เราอาจจะไม่มีโฉนดที่ดินหรือทำเลที่แน่นอน ณ ตอนนี้ แต่ ‘ทำเลคร่าวๆในใจ’ จะเป็นตัวบอกว่าคนที่คุณอยากขายจะเป็นใคร

ซึ่งก็จะทำให้เกิดคำถามต่อมาก็คือ…คนที่เราอยากขาย หรือ คนที่ผ่านทำเลนี้บ่อยๆ เป็นกลุ่มคนแบบไหน กลุ่มลูกค้าของร้านก่อสร้างมีหลายอย่าง ตั้งแต่ โครงการต่างๆ ผู้ใช้ทั่วไป ผู้รับเหมา ลูกค้าแต่ละชนิดจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน

ชนิดลูกค้า นิสัยการซิ้อ
เจ้าของโครงการ/ ผู้ใช้ทั่วไป มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุด มีความรู้สินค้าต่ำ ต้องการบริการจัดส่ง ต้องการความสะดวกสบายและความมั่นใจ
สถาปนิก มีอำนาจในการตัดสินใจปานกลาง มีความรู้สินค้ารองลงมา ต้องการบริการจัดส่ง ต้องการความน่าเชื่อถือ
ผู้รับเหมา / ซับคอนแทรค มีอำนาจในการตัดสินใจในระดับนึง มีความรู้สินค้ามาก ต้องการบริการจัดส่ง แต่ถ้ารีบใช้ของมากก็จะเข้ามารับเอง

ส่วนนี้มีความสำคัญเพราะเราจำเป็นต้องดูว่า สินค้าที่เราขาย ราคาที่เราขาย และบริการของเรามีอะไรบ้าง หากในตอนนี้คุณยังไม่มั่นใจมากก็ไม่เป็นไร สิ่งที่ควรทำก็คือการ ‘ลดความเสี่ยง’ ด้วยการอย่าลงทุนอะไรสูงๆที่ผูกมัดกับตัวเองมาก เช่นถ้าคุณไม่มั่นใจว่าทำเลตรงนี้เหมาะสมก็ให้ทำสัญญาเช่าระยะสั้นพอ หรือถ้าไม่มั่นใจว่ากลุ่มลูกค้าชอบอะไรก็ไม่ต้องสต็อกเยอะเกินไป

#2 การเลือกสินค้าก่อสร้างให้เหมาะสม – ร้านวัสดุก่อสร้างควรมีสินค้าอะไรบ้าง

เราควรมีไอเดียสินค้าที่อยากจะสต็อกไว้คร่าวๆก่อน โดยชนิดสินค้าที่เราเลือกซื้อก็จะขึ้นอยู่กับชนิดสินค้าและชนิดงานก่อสร้างในทำเลของเรา แน่นอนว่ายิ่งเรามีสินค้าเยอะ ยิ่งเรามีสินค้าหลายชนิด เราก็ยิ่งขายได้มากขึ้น…แต่ขายเท่าไรถึงจะคุ้มค่าสต็อกใช่ไหมครับ?

เรื่องการปรับเพิ่มลดสต็อกให้กำไรเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำทีหลังได้ ในตอนแรกคุณแค่ต้องเลือกสินค้าช่วงแรกก่อนก็พอ

  • เหล็ก – ราคาแพง มีขนาดใหญ่ หนัก และอายุการใช้งานค่อนข้างต่ำเพราะสามารถขึ้นสนิม และเสื่อมสภาพได้
  • ซีเมนต์ – ควรเน้นการขายโครงการด้วยปริมาณมากๆ เหมาะสำหรับร้านที่สามารถวิ่งเข้าโครงการใหญ่หรือมีเส้นสายเข้างานรัฐได้
  • หลังคา – หลังคาและอุปกรณ์ก่อสร้างตกแต่งภายในเป็นสินค้าที่ขายได้ทีละเยอะๆ แต่ก็มีตัวเลือกเยอะ เช่นหลายสี หลายแบบ
  • ไม้ – ไม้เป็นอีกหนึ่งสินค้าก่อสร้างที่ต้องมีที่เก็บเยอะ นอกจากนั้นยังต้องระวังเรื่องการจัดเก็บโดยเฉพาะฝนและความชื้น
  • อิฐ หิน ทราย – หากอยากจะขายให้ได้จำนวณก็ต้องเน้นโครงการใหญ่เช่นกัน
  • อุปกรณ์ประปา/วัสดุงานไฟฟ้า – ท่อประปาร้อยสายไฟจะมีขนาดยาว สินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าประปาอื่นๆก็มีเยอะเช่นกัน ต้องเลือกสต็อกให้ถูก

วัสดุก่อสร้างมีอีกหลายอย่าง หากคุณเลือกไม่ถูกก็สามารถเริ่มจากรายการข้างบนได้ พอเราเริ่มขายมาซักพักเราก็จะได้ข้อมูลลูกค้ามาบ้างแล้วว่าลูกค้ามีรายการอะไรและขาดอะไรบ้าง อีกหนึ่งขั้นตอนที่เราควรทำก็คือสำรวจร้านค้าในบริเวณและโครงการในบริเวรว่า คู่แข่งขายอะไร คู่แข่งไม่ได้ขายอะไร และลูกค้าเลือกตัดสินใจสินค้าจากอะไรบ้าง (เช่น คุณภาพ แบรนด์ ราคา) ถ้าเราสามารถทำตัวแตกต่างแต่ยังตอบโจทย์ลูกค้าได้ตั้งแต่ตอนนี้ การขายก็จะง่ายขึ้น

ตัวเลือกส่วนมากมีอยู่ระหว่างสินค้ามีแบรนด์ที่ราคาแพงหน่อย กับสินค้าแบรนด์ไม่ดังที่ราคาถูก ส่วนนี้เราก็ต้องดูราคาเทียบกับความต้องการลูกค้า ถ้าเราคิดว่าเราขายไม่เก่ง ทำการตลาดไม่เก่ง เราก็อาจจะเริ่มด้วยสินค้าแบรนด์ดังที่สามารถขายด้วยตัวเองได้ (ข้อแม้ก็คือเราต้องไม่ขายซ้ำแข่งกับร้านใกล้ๆกัน)

ผมเลือกให้สินค้าเป็นข้อที่สองเพราะว่าชนิดของสินค้าและวิธีการขายของเรา (ที่ขึ้นอยู่กับลูกค้า) จะเป็นสิ่งที่บอกว่าการออกแบบร้านเราจะเป็นยังไง

#3 การออกแบบหน้าร้าน แบบศาสตร์และศิลป์

สินค้าแต่ละประเภทมีการจัดร้านไม่เหมือนกัน หากเราต้องเก็บเหล็กเก็บไม้ เราก็ต้องจัดร้านคนละอย่างกับการจัดอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นต้น หากเรามี ‘หน้าร้าน’ ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกซื้อของได้ (ส่วนมากจะเป็นการขายปลีกมากกว่าขายโครงการ) เราก็ต้องจัดร้านให้ลูกค้าเดินดูของง่ายๆ

ยิ่งหน้าร้านเราเดินง่าย ลูกค้าก็จะหาของเจอง่ายขึ้น โอกาสในการขายก็จะเยอะขึ้น หากคุณอยากศึกษาเรื่องการจัดหน้าร้านขายปลีก ให้ดูเซเว่นหรือซูปเปอร์ในห้างเป็นตัวอย่างก็ได้ ทุกครั้งที่คุณเดินเข้าไปซื้อของที่อยากได้ คุณได้หยิบซื้อของที่ ‘ตอนแรกนึกไม่ถึง’ มากแค่ไหน หรือจะออกแบบอิงจากร้านเจ้าใหญ่อย่างไทวัสดุ หรือ โฮมโปรก็ได้

  • ขายสินค้าน้อยชนิดแต่เน้นจำนวน – ถ้าร้านคุณขายแค่ปูนอย่างเดียว หรือขายแค่เหล็กอย่างเดียว คุณอาจจะขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ไม่เยอะในช่วยแรก แต่คุณจะสามารถสร้างแบรนด์และจุดต่างให้กับตัวเองได้ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจถ้าคู่แข่งคุณเยอะ
  • ขายสินค้าหลายชนิดเน้นให้ครบ – ถ้าเรามีสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าที่มีหลายรูปแบบ (เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้า กระเบื้อง ไม้ต่างๆ) เราก็ต้องมีวิธีนำเสนอให้ลูกค้าเห็นว่าเรามีตัวเลือกเยอะนะ อาจจะด้วยการทำแคตตาล็อกง่ายๆ (ขอผู้ผลิตมาง่ายสุด แต่จะทำเองแบบร้านผ้าก็ได้)

ร้านขายวัสดุก่อสร้างต่างจากร้านขายของอย่างอื่นตรงที่เราต้องดูเรื่องรถวิ่งเข้าวิ่งออกด้วย ไม่ว่าคุณจะมีบริการส่งของให้หรือจะให้ลูกค้าวิ่งเข้ามาเอาของเอง คุณก็ต้องมีที่ให้ลูกค้านำรถกระบะเข้ามา ของชิ้นใหญ่ไว้ข้างหน้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาขนของ ของชิ้นเล็กไว้ด้านหลังจะได้หยิบเข้าหยิบออกได้ง่าย

ส่วนอื่นเช่นการทำระบบการขายอะไรพวกนี้ ไว้ให้มีลูกค้าเข้าร้านก่อนแล้วค่อยคิดทีหลัง

#4 การขายและการตลาด

ผมนำเรื่องการขายและการตลาดรวมกันเพราะเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านควรทำควบคู่กันไป ร้านวัสดุก่อสร้างสมัยนี้มีการแข่งขันเยอะ หากเราขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็อาจจะขายได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะร้านที่อยู่ในทำเลไม่ดี คนมองเห็นหรือเข้ายาก

  • เว็บไซท์ และ GoogleMyBusiness – จ้างทำเว็บไซท์แบบถูกเพื่อให้เรามีตัวตนอยู่ออนไลน์ ธุรกิจที่มีหน้าร้านควรทำบัญชี GoogleMyBusiness (หรือที่คนเรียกว่า ปักหมุดร้านบน Google) เพื่อให้ลูกค้าหาข้อมูลและหาแผนที่ร้านเราเจอ
  • Line – ลูกค้าประจำ ลูกค้ารับเหมา หรือลูกค้าที่มีรายการสั่งซื้อเยอะๆ ให้พยายามแนะนำให้แอดไลน์เข้ามาให้หมดครับ อุปกรณ์ก่อสร้างรายการเยอะจริงๆ ถ้าจะให้พูดซื้อขายกันปากเปล่าใช้แค่โทรศัพท์อย่างเดียวคงไม่ทันใจ แต่ไลน์กันเสร็จแล้วก็อย่าลืมโทรไปเชคเรื่องการโอนเงินการรับส่งของ
  • เข้าใจลูกค้า – กลับไปดูตารางข้างบนเรื่องความแตกต่างของผู้ใช้สินค้า ถ้ากลุ่มลูกค้าของคุณไม่มีความรู้เรื่องวัสดุก่อสร้างเลย คุณก็จำเป็นต้องฝึกวิธีพูดให้มีศัพท์เทคนิคน้อยที่สุด ยิ่งถ้าคุณแนะนำการใช้งานให้ลูกค้าได้ก็ยิ่งดี
  • ถ้าคุณไม่มีรถส่งของ – ผนแนะนำให้หารถกระบะรับจ้างแถวนั้นดูว่ามีใครอยากรับงานเสริม ช่วยเราส่งของได้ไหม บริการเล็กๆน้อยๆพวกนี้สำคัญสำหรับลูกค้าครับ แต่ถ้าเราไม่ยังไม่อยากลงเงินซื้อรถเองเราก็หา ‘คู่ค้า’ แทนดีกว่า
  • เครื่องรูดบัตร – อุปกรณ์ก่อสร้างราคาแพงครับ ขอธนาคารมาติดไว้ซักเครื่องก็ดี เราจะเก็บลูกค้าเพิ่ม 3% หรือเลือกเจ็บตัวก็แล้วแต่กำไรและความอยากบริการของเราเลย

สิ่งที่เจ้าของร้านหลายคนลืมคิดก็คือ เราสามารถเริ่มขายได้ก่อนที่จะเปิดร้าน…ด้วยการวิ่งหาลูกค้า ถ้าเราไม่ขี้เกียจซะก่อน การวิ่งหาลูกค้าระหว่างที่เรารอร้านสร้างเสร็จก็เป็นตัวเลือกที่ดี เวลาเราเปิดร้านแล้วจะได้รู้สึกคึกคักเพราะมีลูกค้าที่เราสร้างสัมพันธ์ไว้แล้ว

ความแตกต่างของร้านวัสดุก่อสร้างและร้านฮาร์ดแวร์

ในส่วนนี้หลายคนอาจจะรู้กันแล้ว แต่บางคนก็ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร ร้านวัสดุก่อสร้างคือร้านขายของเพื่อการก่อสร้างโดยเฉพาะ แต่ร้านฮาร์ดแวร์คือร้านขายเครื่องมือฮาร์ดแวร์ต่างๆ สินค้าที่สองร้านนี้ขายอาจจะมีความคล้ายกันอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้ว ร้านฮาร์ดแวร์จะเน้นการขายสินค้าจำนวนน้อยและเน้นการให้ลูกค้าเดินผ่านเข้ามาซื้อมากกว่า และไม่มีบริการส่งของ

ร้านวัสดุก่อสร้างในสมัยก่อนก็อาจจะเน้นการซื้อป้ายใหญ่ๆโฆษณา เวลาเจ้าของโครงการ หรือผู้รับเหมารีบอยากใช้ของก็จะขับรถวนแถวพื้นที่จนกว่าจะเจอร้านเรา สมัยนี้ถ้าเป็นลูกค้าที่เก่งเทคโนโลยีหน่อยก็อาจจะเข้าเฟสบุ๊คเข้ากูเกิลเป็นต้น ร้านวัสดุก่อสร้างที่อยู่ได้นานส่วนมากจะเป็นเพราะมีลูกค้าประจำเยอะและมีชื่อเสียงดี

แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดความธุรกิจของเราด้วยความหมายด้านบนก็ได้ กฎหลักของการทำธุรกิจก็คือ ‘อะไรที่กำไรก็ทำไปเถอะ’ เพราะฉะนั้นถ้าคุณขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หรือขายวัสดุก่อสร้างหรือขายสองอย่าง แล้วลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำๆ ผมก็คิดว่าคุณมาถูกจุดแล้ว (คุณจะได้โบนัสพิเศษถ้าลูกค้าที่มาซื้อสองอย่างนี้เป็นคนเดียวกัน)

ร้านวัสดุก่อสร้างใช้ทุนเท่าไร

ร้านวัสดุก่อสร้างใช้ทุนตั้งแต่หลักแสนถึงหลักหลายล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีที่หรือเปล่า ต้องการสต็อกสินค้ามากแค่ไหน และต้องการมีบริการเสริมให้ลูกค้า เช่นรถส่งของหรือเปล่า

ข้อนี้เป็นข้อที่ตอบยากนิดนึงเพราะ ทำเล ค่าตกแต่งร้าน กับ สต็อกสินค้า เป็นปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง

  • สินค้า – ค่าสินค้าสามารถเริ่มได้ตั้งแต่หลักแสน (อุปกรณ์ประปาแบบร้านขนาดเล็ก) ไปถึง 4-5 ล้าน (วัสดุก่อสร้างหลายอย่างครบวงจร) จนถึงหลักสิบล้าน (ขายเหล็กขายปูนสำหรับโครงการขนาดใหญ่)
  • ทำเล และ การตกแต่าง – ค่าใช้จ่ายต่อมาก็คือค่าที่ดิน ที่อาจจะตัวเลข 7 หลักเช่นกัน และถ้าสินค้าของคุณเยอะ หน้าร้านและโกดังของคุณก็ต้องมีการตกแต่งต่อเติมเป็นหลักหลายแสนบาท
  • รถ – ต่อมาก็คือรถขนส่ง หากคุณจะออกกระบะ 1 คันก็คงเป็นหลักแสนหลักล้านเช่นกัน
  • พนักงาน – อย่างน้อยคุณก็ควรจะมีพนักงานคุมสต๊อกและคนขับรถ และถ้าหน้าร้านคุณเริ่มยุ่งคุณก็ควรหาพนักงานมาช่วยขายหน้าร้านใ นระหว่างที่คุณกำลังทำอย่างอื่นเพื่อขยายกิจการเพิ่ม

และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมไว้ก็คือ ‘เงินหมุน’ หลักการทำธุรกิจที่ดีก็คือควรมีงานเตรียมหมุนไว้อย่างน้อยครึ่งปี (ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน เงินปล่อยเครดิตลูกค้า) แต่ถ้าทำธุรกิจของคุณต้องลงทุนเยอะ เช่นขายเหล็กขายปูน เงินหมุนที่ต้องเตรียมไว้ก็ต้องเยอะมากกว่านี้

ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเจ้าสัวหลายคนถึงเลือกที่จะเปิดร้านวัสดุก่อสร้างให้ลูกตัวเองทำ เพราะการเปิดร้านแบบนี้ใช้ทุนเยอะมาก และตามหลักธุรกิจ ยิ่งทุนคุณหนา โอกาสที่คุณจะล้มก็มีน้อย และโอกาสที่คุณจะเอาชนะคู่แข่งก็มีมากขึ้น

อนาคตร้านวัสดุก่อสร้างดีแค่ไหน?

และคำถามมูลค่าร้อยล้านวันนี้ก็คือ อนาคตร้านวัสดุก่อสร้างดีแค่ไหน?

ถึงแม้ประเทศไทยจะมีการก่อสร้างการต่อเติมอยู่เรื่อย ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าร้านวัสดุก่อสร้างเจ้าใหญ่นั้นโตเอาๆ ขยายสาขาเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเผลอไปเข้าพันทิปเราก็จะให้ได้ว่าร้านวัสดุก่อสร้างเล็กๆ ‘เริ่มถอดใจ’ กันไปหลายรายแล้ว

อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างมีการแข่งขันสูง ใช้ความรู้เฉพาะทางเยอะ และเนื่องจากว่ารัฐบาลมีข้อกำหนดมาตรฐานการใช้งานไว้หลายอย่าง (ยกตัวอย่าง มอก. สินค้า เป็นต้น) ทำให้สินค้าหลายชนิดไม่สามารถ ‘สร้างความแตกต่างได้’ อย่างชัดเจน เรียกว่าถ้าเราไม่ได้แข่งขันกันที่รูปแบบสินค้า (เช่น กระเบื้องหลายสีหลายลาย) เราก็ต้องแข่งกันที แบรนด์สินค้า ราคา และการบริการแทน

ปัญหาก็คือธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีมายาวนานอย่างวัสดุก่อสร้างนั้น…ปรับตัวยากพอสมควร ร้านวัสดุก่อสร้างที่เปิดมาหลายสิบปีแล้วก็อาศัยรายได้และกำไรจากลูกค้าประจำส่วนมาก จนกระทั่งถึงวันที่ลูกค้าประจำปิดตัวหรือว่าถูแย่งไปเพราะโดนคู่แข่งตัดราคา ในมุมมองของผม ‘อนาคตของร้านวัสดุก่อสร้าง’ อยู่ที่ความสามารถในการหาลูกค้าใหม่…หรือก็คืออยู่ที่การขายและการตลาดนั้นเหล่ะครับ

ถ้าร้านคุณมีทำเลดี คุณเลือกสินค้าเก่ง ร้านวัสดุก่อสร้างของคุณก็อาจจะทำกำไรได้ แต่ถ้าคุณสามารถมีเซลวิ่งเข้าโครงการใหม่ๆ ทำการตลาดหาผู้รับเหมาใหม่เรื่อยๆ จุดยืนของร้านวัสดุก่อสร้างของคุณก็จะแข็งแรงมากขึ้น

ในความคิดผม ถ้าคุณพร้อมที่ลงเงินทำธุรกิจหลายล้าน และ มีความรู้เส้นสายในวงการที่ต้องใช้วัสดุก่อสร้าง การเปิดร้านวัสดุก่อสร้างก็เป็นทางเลือกที่ดี

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://thaiwinner.com/selling-building-materials/

มารู้ความหมายของ “เกรดเหล็ก” กันเถอะ

มารู้ความหมายของ “เกรดเหล็ก” กันเถอะ

ในวงการเหล็ก มีเรื่องที่น่าปวดหัวอยู่เรื่องหนึ่ง   คือ ชื่อของเหล็กแต่ละชนิด มักจะระบุกันด้วย “เกรดเหล็ก”     แล้วประเด็นก็คือ เกรดเหล็กมีอยู่เยอะแยะหลากหลายมากๆ
ผลที่ตามมา คือ สร้างความสับสนปนสงสัยให้กับคนอ่านมิใช่น้อย

วันนี้ เพจ isteelthai จะมาเล่าให้ฟังว่า  เกรดเหล็กแต่ละชื่อ มีความแตกต่างกันอย่างไร
มาดูกันเถอะ
.
.
SS400 คุณสมบัติ : เหล็กแผ่นรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วๆ ไป

SKD11 คุณสมบัติ : ทำลูกรีดเกลียว ลูกรีดแป๊ป ใบมีดตัดเหล็กแม่พิมพ์ปั้มขึ้นรูป แม่พิมพ์กรรไกร แม่พิมพ์กระดาษ ทนแรงตึงสูง

SKS3 คุณสมบัติ : เหล็กทำแม่พิมพ์งานเย็น พิมพ์ตัด โลหะแผ่นบางและกระดาษ มีความสามารถในการชุบแข็งสูง ทนแรงเสียดสีได้ดี

SKD61 คุณสมบัติ : เหล็กสำหรับทำแม่พิมพ์งานร้อน มีความแข็งแรงที่อุณหภูมิปกติและอุณหภูมิสูงๆทนการสึกหรอดีมาก ทนแรงกระแทกสูง รักษาความแข็งแรงที่สูงได้ดี ใช้ทำแม่พิมพ์อัดขึ้นรูปโลหะได้ดี

P20 คุณสมบัติ : เหล็กแม่พิมพ์พลาสติกคุณภาพสูง ขัดผิวขึ้นเงาได้ดีมาก ทำงานง่าย ทนแรงดัน

S45C คุณสมบัติ : เหล็กคาร์บอนปานกลางเหมาะสำหรับงานพื้นฐานทั่วไป โครงสร้างแม่พิมพ์ และแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก ชุบแข็งได้ง่าย ทนการเสียดสีได้ดี มีความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับทำชิ้นส่วนพื้นฐาน หรือโครงสร้างของแม่พิมพ์และงานทั่วๆ ไป

S50C คุณสมบัติ : เหล็กคาร์บอนปานกลางเหมาะสำหรับงานพื้นฐานทั่วไป โครงสร้างแม่พิมพ์ และแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก ชุบแข็งได้ง่าย ทนการเสียดสีได้ดี มีความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับทำชิ้นส่วนพื้นฐาน หรือโครงสร้างของแม่พิมพ์และงานทั่วๆ ไป

SCM440 คุณสมบัติ : เหล็กเครื่องมือมีคาร์บอนปานกลาง มีความเหนียว ทนแรงตึงสูง เหมาะสำหรับทำเครื่องมือ น๊อต สกรู เพลา ก้านสูบและชิ้นส่วนรถยนต์

SCM415 คุณสมบัติ : ทนแรงดึงสูง มีความเหนียว เหล็กเครื่องมือ เหมาะที่จะเฟืองรอบจัด และงานที่ต้องการผิวที่แข็งเฉพาะผิว

SCM439,SNCM439 คุณสมบัติ : เหล็กเครื่องมือทนแรงดึงสูง เหมาะสำหรับทำเพลาข้อเหวี่ยง เฟืองแกนพวงมาลัย เพลากลางรถยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องจักรที่มีความเครียดสูง

SK5 คุณสมบัติ : เหล็กคาร์บอนสูง ชุบแข็งได้ง่าย ทนทานการเสียดสีได้ดี มีความแข็งแรงสูง มีคุณสมบัติเป็นสปริงสูง

SUP9 คุณสมบัติ : ใช้สำหรับสปริงขึ้นรูปงานร้อน (Hot Format Spring) เช่นเหล็กแผ่นสปริง (Laminated Springs) เหล็กคอยล์ปริง และเหล็กแหนบสปริงที่ใช้ในรถยนต์
.
.
คุณสมบัติเพิ่มเติม :-
SNCM439 SNCM439 4340 1.6582
เป็นเหล็กคาร์บอนปานกลาง มีส่วนผสม Cr, Mo, Ni ชุบแข็งได้หลายวิธี ทนแรงดึงได้สูงกว่า 100 kgf/mm2 ใช้ทำชิ้นส่วนคุณภาพสูง เช่น เพลาขับกำลังสูง เฟือง สกรู ฯลฯ

S45C S45C 1045 CK45
เหล็กคาร์บอนปานกลาง ชุบแข็งได้ง่าย ทนทาน การเสียดสีได้ดี มีความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับ ทำชิ้นส่วนพื้นฐาน หรือโครงสร้างของแม่พิมพ์ และงานทั่วไป

S50C S50C 1050 CK50
เหล็กคาร์บอนปานกลาง ชุบแข็งได้ง่าย ทนทาน การเสียดสีได้ดี มีความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับ ทำชิ้นส่วนพื้นฐาน หรือโครงสร้างของแม่พิมพ์ และงานทั่วไป

เหล็กแผ่นสปริง SK5 SK5 1.1625
เหล็กคาร์บอนสูง ชุบแข็งได้ง่าย ทนทานการ เสียดสีได้ดี มีความแข็งแรงสูง มีคุณสมบัติเป็น สปริงสูง ใช้ทำชิ้นส่วนที่เป็นสปริงในเครื่องจักกล

เหล็กแผ่นรีดร้อน(เหล็กเหนียว) SS400 SS400
เหล็กแผ่นรีดร้อนใช้สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป มีคุณสมบัติในการเชื่อมที่ดี สามารถเชื่อมต่อ ได้ง่าย เป็นโครงสร้างต่าง ๆ ใช้ในการก่อสร้าง ตึก ก่อสร้างสะพาน สร้างเรือ หรือใช้ใน อุตสาหกรรมยานยนต์
https://www.isteelthai.com มีเหล็กขายทุกความต้องการ บริการทันใจ ไร้ปัญหา รับประกันคุณภาพและความพึงพอใจ    สนใจกรุณาคลิกเบาๆ ==> https://www.isteelthai.com

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/iSteelThai/

ค่า Tensile สำคัญกับเหล็กอย่างไร

ค่า Tensile สำคัญกับเหล็กอย่างไร

หล็กทุกชนิดที่ถูกนำมาใช้งานด้านต่างๆ บนโลกใบนี้    ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก GA, เหล็ก GL, เหล็ก GI, เหล็ก EG      ล้วนมีสมบัติทางเคมีต่างๆ ไม่เหมือนกัน
ทำให้เกิดเป็นคุณสมบัติของเหล็กที่แตกต่างกัน      หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญในการดูสเปคเหล็ก คือ ค่า Tensile
.
.
Tensile อ่านเป็นไทยว่า เทน-ซาย (จริงๆ อ่านว่า เทน-เซิล)   คือ ค่าทนแรงดึงของเหล็ก

แปลง่ายๆ ก็คือ เป็นค่าที่บอกว่า เหล็กสามารถรับแรงดึงได้มากที่สุดเท่าไหร่ ต่อจากนั้นความแข็งแรงของวัสดุจะเริ่มลดลง

ปกติจะมาคู่กับค่า Yield Strength หรือ ค่าเค้นคราก หมายถึง จุดที่เหล็กเริ่มเกิดการ  เปลี่ยนรูปอย่างถาวร กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว
.
.

เหล็กที่มีค่า Tensile มาก ก็ทนแรงดึงได้มาก และส่วนใหญ่ จะเป็นเหล็กเหนียวหรือเหล็กบาง เพราะจะมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับการทำเหล็กขึ้นรูป เหล็กยืด หรือเหล็กดัดตามแบบ

เหล็กที่มีค่า Tensile น้อย จะทนแรงดึงได้น้อย และส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กขนาดใหญ่หรือเหล็กหนา จะได้คุณสมบัติอย่างอื่นกลับมา เช่น ความทนแรงกด ทำให้เป็นเหล็กที่แข็งแรง เหมาะแก่การขึ้นโครงสร้างที่รับน้ำหนักจำนวนมากๆ
.
.

วิธีการอ่านค่า Tensile ในสเปคเหล็ก
ค่า Tensile ของเหล็ก จะบอกอยู่ภายในเกรดเหล็ก
         เช่น เหล็ก Coil rolled เกรด SPCC
ตัว C ตัวสุดท้าย คือ ค่า Tensile โดยมีค่าเท่ากับ 270 (ค่ามาตรฐาน)
270 คือ ค่าของแรงที่กระทำต่อพื้นที่ มีหน่วยเป็น N/mm2
ถ้าเป็นตัว D ค่า Tensile เท่ากับ 240
ถ้าเป็นตัว E ค่า Tensile เท่ากับ 200

ถ้าค่า Tensile มีค่ามากหรือน้อยกว่านี้ จะระบุเป็นตัวเลขโดยตรง ส่วนมากจะเป็นเหล็กสเปคพิเศษ เช่น SPC340, SCGA370, SCGA440, SKD11 เป็นต้น
.
.
การจะซื้อเหล็กมาเพื่อใช้งาน ควรทราบว่า ในงานที่เราทำงาน ต้องใช้เหล็กที่มีค่า Tensile เท่าใด

เพราะการเลือกเหล็กที่มีค่า Tensile ไม่ถูกต้องกับงาน อาจจะทำให้เกิดอันตรายแก่โครงสร้างได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก www.isteelthai.com

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.facebook.com/iSteelThai/posts/598754150707145?__tn__=K-R

รู้จักเหล็กให้ลึก ก่อนนึกสร้างบ้านโครงสร้างเหล็ก H-Beam Steel

รู้จักเหล็กให้ลึก ก่อนนึกสร้างบ้านโครงสร้างเหล็ก H-Beam Steel

วันก่อนมีโอกาสไปฟังเสวนา “ปลูกบ้านด้วยโครงสร้างปูน หรือโครงสร้างเหล็ก เรื่องไม่เล็กที่ต้องเรียนรู้และตัดสินใจ” ที่ SCG Experience จัด วิทยากร 2 ท่านที่มาให้ความรู้ คุณศักดา ประสานไทย จากฝั่งของบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และคุณสุทธิสร สุทธิไชยากุล จากบริษัท Siam Yamato  steel ตัวแทนจากฝั่งบ้านโครงสร้างเหล็ก มาถกกันในหัวข้อที่ว่าความแตกต่างระหว่างบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กกับบ้านโครงสร้างเหล็ก

วิทยากรทั้งสองท่านก็สรุปประเด็นออกมาคล้ายคลึงกับเรื่องที่ AKANEK เคยนำเสนอไปแล้ว  โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก กับโครงสร้างเหล็ก อะไรเหมาะกับบ้านคุณ   แต่ก็จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวกับฝั่งของของบ้านโครงสร้างเหล็กที่น่าสนใจ ก็เลยเก็บมาฝากกันเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่กำลังเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบ้านโครงสร้างเหล็กกันอยู่

 เหล็กเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกัน  
ไม่ว่าคุณจะเลือกสร้างบ้านด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหรือบ้านโครงสร้างเหล็ก ก็ต้องใช้เหล็กเหมือนกัน คุณศักดา วิทยากรจากฝั่งบ้านโครงสร้างคอนกรีตอธิบายให้ฟังว่า จริงๆ แล้วตัวคอนกรีตแข็งแรงอยู่แล้ว รับแรงอัด แรงกดได้ดี แต่ขาดความยืดหยุ่นตัว บ้านที่สร้างด้วยคอนกรีตอย่างเดียว ถ้าเจอแผ่นดินไหวหนักๆ ลมพายุแรงๆ บ้านก็อาจจะถล่มลงมาได้เพราะรับแรงสั่นไหวไม่ได้  จำเป็นต้องเอาเหล็กที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่นตัวสูงเข้ามาเสริม เพื่อให้ตัวคอนกรีตมีการยืดหยุ่นตัวได้ดีขึ้น (เคยเห็นคุณสมบัติความยืดหยุ่นตัวสูงของเหล็กจากสารคดีที่เกี่ยวกับวิศวกรรมการออกแบบสะพานเหล็กหลายๆ แห่ง เวลาที่มีลมแรงๆ พัดมาสะพานจะมีการบิดตัวหรือแกว่งไปมาจนน่ากลัว  แต่สุดท้ายสะพานก็ไม่ได้หักหรือพังถล่มลงมา)

เหล็กที่เราจะเห็นบ่อยๆ ตามงานคอนกรีตทั่วไป คือเหล็กที่ใช้สำหรับการเทพื้นปูน ซึ่งจะเป็นเหล็กเส้น หรือเหล็กข้ออ้อย เห็นกันบ่อยในงานเทพื้นที่คนงานจะนั่งผูกเหล็กตะแกรง วางบนลูกปูนแล้วเทคอนกรีตลงไป

ส่วนเหล็กที่ใช้ในงานโครงสร้างที่เป็นคอนกรีตก็จะใช้เหล็กข้ออ้อยเช่นเดียวกัน โดยจะใช้ในงานหล่อเสาที่จะใส่เหล็กข้ออ้อยลงในแบบหล่อเสาก่อนที่จะเทคอนกรีตตามไป

สำหรับงานโครงสร้างที่เป็นโครงสร้างเหล็กทั้งหมดโดยไม่ใช้คอนกรีตเลย จะใช้เหล็กรูปพรรณ ที่นอกจากจะมีความยืดหยุ่นแล้วยังมีความแข็งแรงสามารถรับน้ำหนักได้มากมีขนาดใหญ่ สิ่งก่อสร้างที่ใช้เหล็กเป็นตัวโครงสร้างรับน้ำหนักก็มีตั้งแต่อาคารสูงอย่างตึก world trade center  ของอเมริกา (ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว) สะพาน Golden Gate Bridge  สะพานพุทธฯ  จนกระทั่งถึงบ้านอยู่อาศัย  เหล็กรูปพรรณในงานโครงสร้างพวกนี้ก็มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ตั้งแต่ H Beam, I Beam, cut beam, channel, angle, เป็นต้น

แต่ถ้าตัดให้เหลือเฉพาะงานบ้านแล้ว ก็จะเหลือเหล็กที่ใช้อยู่ 2 ประเภท คือ  เหล็ก H beam กับเหล็ก I beam ที่ใช้กับงานเสา-คาน (วิทยากรบอกว่า คนจะสับสนกับการเลือกใช้เหล็ก 2 ประเภทนี้กันมากที่สุด แต่เดี๋ยวค่อยมาดูกันว่า เหล็ก 2 ประเภทนี้ มันใช้งานต่างกันอย่างไร) ในงานวันนั้น นอกจากเหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้างบ้านแล้ว วิทยากรที่มาให้ความรู้ยังแนะนำให้รู้จักกับเหล็กชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เห็นว่ารู้เอาไว้ไม่เสียหาย ก็เลยถ่ายภาพเก็บมาให้ดูเป็นตัวอย่าง

H beam   เหล็กที่มองจากหน้าตัดแล้วจะเป็นรูปตัว เอช ตั้งตะแคง  จะใช้ทำเสา คานในงานบ้านพักอาศัย หรืองานก่อสร้างขนาดเล็ก  (ปีกเหล็กจะยาวและเป็นเส้นตรง)

เหล็ก H beam, เหล็กโครงสร้าง

I beam  มองจากหน้าตัด เหล็กจะเป็นรูปตัว ไอ นอกจากแข็งแรงทนทานแล้ว ยังรับแรงกระแทกได้ดี จึงนิยมนำไปทำเป็นรางวิ่งเครนยกของตามโรงงานอุตสาหกรรม

เหล็ก I beam, เหล็กโครงสร้าง

Cut beam  ใช้ในงานโครงหลังคาอาคารขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การประชุม หรืองานก่อสร้างขนาดใหญ่

เหล็ก cut beam, เหล็กโครงสร้าง

Channel  หน้าตัดเป็นรูปตัวซี  ส่วนใหญ่จะใช้กับงานแม่บันได

เหล็ก channel, เหล็กโครงสร้าง

Angle  หน้าตัดจะเป็นรูปตัว แอล  ใช้กับงานเสาสัญญาณสูง เช่น เสาสัญญาณโทรศัพท์ เสาวิทยุสื่อสารขนาดใหญ่

เหล็ก angle, เหล็กโครงสร้าง

Sheet pile  เอาไว้ใช้งานกันดินไหล ตามโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั่วไป เขาจะใช้มือตักรถแบคโฮลกดเหล็ก sheet pileปักลงไปในดิน เพื่อเป็นการกันดินรอบๆ โครงการไม่ให้สไลด์ออก หรือเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่แล้วเขาก็เอาเหล็กประเภทนี้ไปปักกันดินริมตลิ่งแม่น้ำกันน้ำกัดเซาะ

เหล็ก sheet pile, เหล็กโครงสร้าง

 

 H beam หรือ I beam ? 

เรื่องการนำไปใช้ ทำความเข้าใจก่อนว่า เหล็ก H beam  กับ I beam นั้นเขาผลิตขึ้นมาเพื่อการใช้งานที่ต่างกัน  H beam  จะใช้กับงานเสา งานคานสำหรับโครงสร้างขนาดย่อมๆ เช่น งานบ้าน หรืออาคารขนาดเล็ก เพราะว่าให้ในเรื่องความแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี แต่อาจจะรับแรงกระแทกได้ไม่มากนัก ต่างกับเหล็ก I beam  ที่เขาผลิตขึ้นมาเพื่อให้รับแรงกระแทกหนักๆ โหดๆ อย่างรางเลื่อนตัวเครนยกของหนักๆ ตามโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างขนาดใหญ่

แล้วถ้าเจ้าของบ้านจะเลือกเหล็ก I beam มาสร้างบ้านจะได้มั้ย?  อันนี้ก็ต้องลองถามตัวเองดูว่า จำเป็นมั้ย ที่เราต้องใช้เหล็กที่รับแรงกระแทกหนักๆ โหดๆ มาสร้างบ้าน?  มุมของคุณสุทธิสร วิศวกรโยธาที่จับงานเหล็กมานาน เห็นว่า เหล็ก H beam ก็แข็งแรงเพียงพอแล้วสำหรับการสร้างบ้าน เพราะว่าบ้านของเราคงไม่เจอแรงกระแทกหนักๆ อะไรมากมาย แต่ถ้าเจ้าของจะรู้สึกว่าอยากมั่นใจอีกสักนิดว่า บ้านโครงสร้างเหล็กที่สร้างไว้จะคงทน แข็งแรง เกิดแผ่นดินไหว เกิดพายุพัดมาไม่ถล่มลงมาแน่ๆ จะขอเลือกใช้เหล็ก I beam เพื่อความอุ่นใจขึ้นมาอีกนิดก็สามารถทำได้

ด้วยความที่ I beam รับแรงกระแทกหนักๆ ได้ดีกว่า ราคาก็จะแพงกว่าตามไปด้วย  ถ้าเจ้าของบ้านที่จะสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กแล้วรู้สึกว่าทำไมราคาเหล็กที่ผู้รับเหมาประเมินมาสูงกว่าที่ตั้งเอาไว้  อาจจะลองสอบถามดูว่า เหล็กที่ใช้เป็นเหล็ก I beam หรือ H beam. เพราะว่าผู้รับเหมาที่ไม่ชำนาญงานโครงสร้างเหล็กอาจจะประเมินราคาด้วยเหล็ก I beam ก็เป็นได้

แพงวัสดุ แต่ลดค่าใช้จ่ายอื่น 
คุณศักดาให้ตัวเลขค่าก่อสร้างบ้านกรณีบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (หลังปรับค่าแรง 300บาท)ว่า ตอนนี้ ราคาต่อสร้างบ้าน ตอนนี้จะอยู่ราวๆ 17,000-30,000บ./ตร.ม. แบ่งเป็น 30%  (งานโครงสร้างใต้ดิน+งานโครงสร้างบนดิน)  กับอีก 70% (งานตกแต่ง ความสวยงาม)

ส่วนบ้านโครงสร้างเหล็ก ค่าวัสดุในส่วนของงานโครงสร้างใต้ดิน+งานโครงสร้างบนดิน เฉลี่ยแล้วจะสูงขึ้นกว่าวัสดุคอนกรีตประมาณ 30% เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบที่มีราคา  แต่เจ้าของบ้านก็จะไปประยัดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ เพราะเหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างที่ติดตั้งง่าย พึ่งพาแรงงานน้อยลงเพราะเอาเครื่องจักรมาทำงานแทน  ใช้เสาเข็มน้อยลงเพราะเหล็กมีน้ำหนักเบา  ใช้เวลาก่อสร้างเร็วขึ้นเพราะเป็นการประกอบติดตั้ง  เพราะฉะนั้นค่าวัสดุที่เพิ่มขึ้นนี้  ก็อาจจะทำให้ค่าก่อสร้างของบ้านทั้งหลังสูงขึ้นไม่เกิน 10% ก็เป็นไปได้

ตรงนี้เจ้าของบ้านก็ต้องลองเอาไปพิจารณากันเอง คิดเล่นๆ ว่าในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า ถ้าค่าแรงปรับจาก 300 เป็น 500 หรือ 1,000บ. การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กก็อาจจะคุ้มกว่าบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กก็ได้  (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านโครงสร้างเหล็กได้ที่นี่  บ้านโครงสร้างเหล็ก ทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับยุคค่าแรงแพง)

หลายคนคุ้นเคยกับการอยู่บ้านโครงสร้างที่เป็นปูน เป็นคอนกรีตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อราคาบ้านสูงขึั้น จะด้วยช่างหายาก วัสดุแพงขึ้น ค่าแรงแพงขึ้นหรือปัจจัยอื่นๆ   แต่ละคนก็ต้องมองหาทางออกที่เหมาะกับตัวเองกัน บ้านโครงสร้างเหล็กก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจจะเก็บไปพิจารณา หรือบ้านไทยนาโน ของอาจารย์ชาติชาย ที่เปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้าง วิธีก่อสร้าง แนวคิดการก่อสร้างใหม่เพื่อให้ได้บ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เจ้าของบ้านจ่ายไหว หรือบ้านknock-down ของบ้านและสวน  แต่ไม่ว่าจะเลือกทางเลือกไหน  ถ้าเราได้ผู้ออกแบบที่ดี (สถาปนิกและวิศวกร) ได้แบบบ้านที่ดี แข็งแรง ปลอดภัย ได้ผู้รับเหมาที่ชำนาญในงานก่อสร้าง ก่อสร้างได้ถูกต้องตามแบบ และเทคนิคก่อสร้างที่วิศวกรออกแบบมา และสุดท้าย ได้ผู้ตรวจสอบที่ดีเข้ามาช่วยเราตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้างอีกครั้ง  เราก็จะได้บ้านที่ให้ทั้งความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย สวยงาม คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://community.akanek.com/th/content/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า