google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
ราคาบิลเล็ต(Billet)เอเชียเพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใน7สัปดาห์

ราคาบิลเล็ต(Billet)เอเชียเพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใน7สัปดาห์

ราคาบิลเล็ต (Billet) เอเชีย เพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใน 7 สัปดาห์ จากข้อตกลงซื้อขายใหม่ๆของอินเดีย

ราคาบิลเล็ตเอเชีย (billet) เพิ่มขึ้นในวันศุกร์ จากข้อตกลงซื้อขายใหม่ของบิลเล็ตจากอินเดีย ที่ส่งไปตลาดจีน ท่ามกลางราคาในประเทศที่เข้มแข็ง และแตะจุดสูงสุดใน 7 สัปดาห์ ตั้งแต่ 27 มีนาคม ในขณะดียวกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความเคลื่อนไหวน้อย

Platts ประเมินราคาสปอตบิลเล็ต 5SP ขนาด 130 mm ที่ราคา $384-$388/ตัน CFR Southeast Asia มีราคากลางที่ $386/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น $3.5/ตัน เทียบจากวันก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น $6.5/ตัน เทียบจากช่วงเวลาเดียวกันในสัปดาห์ที่แล้ว

1

ในจีน การตกลงซื้อขายบิลเล็ตจากอินเดียมี 2 ข้อตกลง  ที่ข้อตกลงละ 30,000 ตัน มีรายงานว่าสรุปราคากันที่ $383/ตัน และ $384.5/ตัน CFR China เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (14 พฤษภาคม) สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 150 mm.

บิลเล็ตจากอินเดียสำหรับล็อตส่งมอบเดือนมิถุนายน ขายหมดแล้ว เทรดเดอร์จีนหลายรายกล่าว

ระดับราคาที่ซื้อขายได้อยู่ที่ประมาณ $383-$385/ตัน CFR China เทรดเดอร์จีนทางตะวันออกกล่าว ซึ่งเทียบเท่ากับ $385-$387/ตัน CFR Manila

การซื้อเหล่านี้ เป็นไปในทางเดียวกันกับตลาดบิลเล็ตในประเทศจีนที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งราคาปรับเพิ่มขึ้น 30 หยวน/ตัน ($4.20/ตัน) จากสัปดาห์ก่อน

ราคาบิลเล็ตในต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บิลเล็ตล็อตที่ส่งจากเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป จะน่าสนใจน้อยลงสำหรับผู้ซื้อชาวจีน เทรดเดอร์จีนทางตะวันออกกล่าว ช่องว่างสำหรับราคาที่จะขึ้นในจีนนั้นจำกัดแล้ว

ราคาเสนอขายบิลเล็ตอินโดนีเซีย ยังคงอยู่ที่ $385/ตัน CFR China สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 150 mm. แหล่งข่าวโรงงานเหล็กกล่าว ราคาเสนอซื้ออยู่ที่ $382/ตัน สำหรับปริมาณบิลเล็ต 20,000 ตัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 พฤษภาคม)

ในไทย ราคาเสนอขายใหม่สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 130 mm จากมาเลเซีย ล็อตส่งมอบเดือนมิถุนายน อยู่ที่ $383/ตัน CFR Thailand เมื่อวันศุกร์ (15 พฤษภาคม) เทรดเดอร์ในประเทศรายหนึ่งกล่าว แต่สัญญาณการซื้อนั้นอยู่ต่ำกว่าราคาเสนอขายที่ $370/ตัน CFR อยู่มาก เนื่องจากราคาเหล็กเส้นในประเทศยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

— Analyst Joy Zhuo, Analyst Chelsea Ye

แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน(CRC)ปรับตัวขึ้น ตามการฟื้นตัวขึ้นของตลาดภายในประเทศ

ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน(CRC)ปรับตัวขึ้น ตามการฟื้นตัวขึ้นของตลาดภายในประเทศ

ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน (CRC) ปรับตัวขึ้น ตามการฟื้นตัวขึ้นของตลาดภายในประเทศ

ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็น (cold-rolled coil) ของจีนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากการฟื้นตัวในประเทศ

เมื่อวันพุธ Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดเย็น SPCC ความหนา 1 mm.ราคาอยู่ที่ $441/ตัน FOB China ปรับเพิ่มขึ้น $3/ตัน จากสัปดาห์ก่อน

ส่วนต่างของราคาการส่งออก ระหว่างเหล็กแผ่นรีดเย็น (CRC) และเหล็กแผ่นรีดร้อนเกรดพาณิชย์ (commercial-grade HRC) อยู่ที่ $44/ตัน ขยับกว้างขึ้น $3/ตัน จากสัปดาห์ก่อน

โรงงานจีนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการให้ข้อเสนอราคาขายของบริษัทใหม่ในวันพุธ ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังจากวันหยุดราชการ 5 วัน ในประเทศจีน

One northeast China-based major export mill offered CRC at $470/mt FOB and cut sheet at $475/mt FOB for July shipment, unchanged on the week, according to a mill source.

โรงงานส่งออกสำคัญแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เสนอราคาขายเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน ราคาอยู่ที่ $470/ตัน FOB และชนิดที่ตัดแผ่น ราคาอยู่ที่ $475/ตัน FOB สำหรับการจัดส่งในเดือนกรกฎาคม ราคาไม่เปลี่ยนแปลงในสัปดาห์

ทราบมาว่าราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน ราคาอยู่ที่ประมาณ $460-$470/ตัน CFR Vietnam ที่จะส่งมอบกันในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน

โดยมีข้อมูลใหม่แสดงให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ในประเทศจีนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในเดือนเมษายน

“ตลาด CRC ที่อ่อนแอและจะยังอยู่ภายใต้แรงกดดันในเดือนนี้ เนื่องจากภาคการผลิตมีการส่งออกลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดของโรคโคโรนาไวรัส และไม่มีความชัดเจนว่าการส่งออกจะฟื้นตัวหรือไม่”

ในตลาดค้าปลีกของเซี่ยงไฮ้ ในวันพุธ Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นในเกรดเดียวกัน ราคาอยู่ที่ 3,670 หยวน/ตัน ($517/ตัน) ex-stock ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาปรับเพิ่มขึ้น 55 หยวน/ตัน จากสัปดาห์ก่อน

— Analyst Yuelin Dai

แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

จีนกลับเป็นผู้ซื้อเหล็กของโลก

จีนกลับเป็นผู้ซื้อเหล็กของโลก

จีนกลับเป็นผู้ซื้อเหล็กของโลก

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94

จีนพบว่าตนเองอยู่ในสถานะผู้ซื้อเหล็กในตลาดสปอตตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม เนื่องจากจีนพ้นจากจุดเลวร้ายที่สุดของการระบาดของไวรัสโคโรน่า เพราะผู้ซื้อเหล็กจากจีนรายหลักๆกำลังอยู่ในการต่อสู้กับการระบาดใหญ่

ในการกลับมาสู่ตลาดตามปกติอย่างระมัดระวัง การจัดซื้อเหล็กของจีน รวมทั้งล็อตสินค้าที่เปลี่ยนจากผู้ซื้อเดิมที่ไม่สามารถรับสินค้าได้นั้น อาจพยุงตลาดได้ในไตรมาสที่ 2 ได้ ซึ่งจะถ่วงเวลาให้กับประเทศในเอเชียส่วนที่เหลือที่ต้องคลี่คลายปัญหาโรคระบาด

จีนได้ซื้อบิลเล็ต และเหล็กรีดร้อนชนิดม้วน (สินค้ารับรู้กันว่าจีนส่งออก) จากตลาดสปอต เนื่องจากการก่อสร้างในประเทศกลับมาเริ่มทำงาน ในขณะที่ความต้องการจากที่อื่นในภูมิภาคยังคงลดลงอย่างมาก เนื่องจากการล็อคดาวน์และมาตรการอื่นๆที่จะหยุดยั้งการแพร่เชื้อ
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing

การอบชุบเหล็กกล้าคืออะไรและทำไมถึงต้องทำการอบชุบ

การอบชุบเหล็กกล้าคืออะไรและทำไมถึงต้องทำการอบชุบ

การอบชุบเหล็กกล้า คือ การปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กกล้าโดยเฉพาะคุณสมบัติเชิงกล โดยอาศัยกรรมวิธีทางความร้อน เพื่อให้เหล็กกล้านั้นมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปตามที่ต้องการ ซึ่งการอบชุบจะทำให้เหล็กที่ได้มีคุณสมบัติเฉพาะที่ดีกว่าเหล็กกล้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีปกติ เช่น อบชุบเพื่อให้เหล็กมีความแข็งมากขึ้น หรืออบชุบเพื่อให้เหล็กมีการทนการเสียดสีหรือสึกหรอได้ดีขึ้น

     การคืนตัว (Tempering) เหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วย่อมจะเกิดความเครียด (strain) ขึ้นภายใน และมีความแข็งเพิ่มขึ้น แต่เหล็กจะขาดคุณสมบัติทางด้าน ความเหนียว (Ductility) ทำให้ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งาน เพราะถ้าเกิดมีการกระแทกชิ้นเหล็กอาจจะแตกร้าวได้ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงคุณสมบัติเสียใหม่โดยการอบคืนตัว ซึ่งมีวิธีการดังนี้
     นำเหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วเผาภายในเตาที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 200 ๐C – 400 ๐C ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมงแล้วเอาออกปล่อย
ให้เย็น ในอากาศธรรมดา เหล็กจะมีคุณสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) ดีขึ้น แต่ความแข็งจะลดลงเล็กน้อย ในขณะที่เผาที่อุณหภูมิต่ำ มาร์เทนไซต์จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยอะตอมคาร์บอนจะเคลื่อนไหวออกจากมาร์เทนไซต์มารวมกันเป็นเฟอร์ไรท์และซีเมนไซต์บางส่วน ที่เป็นเช๋นนี้เพราะมาร์เทนไซต์ไม่ใช่โครงสร้างของเหล็กที่สมดุลย์ที่อุณหภูมิบรรยากาศ เมื่อเหล็กได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อกลับไปเป็นโครงสร้างที่สมดุลย์คือเหล็กเฟอร์ไรท์ กับซีเมนต์ที่เราต้องเผาที่อุณหภูมิสูงไม่เกิน 400 ๐C ก็เพื่อไม่ต้องการให้มาร์เทนไซต์คืนตัวหมด เพราะเรายังต้องการความแข็งของเหล็กอยู่ ถ้าเราเผาให้อุณหภูมิสูงเกิน 400 ๐C ความแข็งจะถูกทำลายหมด
     โดยทั่ว ๆ ไปการชุบแข็ง และการคืนตัวจะต้องกระทำติดต่อกันเพื่อให้ได้เหล็กแข็งและทนแรงกระแทกได้ดีด้วย (รูปที่ STEEL-HT1 )

                                          

                                       

                            รูปที่ STEEL-HT1แสดงช่วงของอุณหภูมิในการทำอบชุบแข็งและการอบคืนตัว.
     การอบคลาย (Annealing) มีความมุ่งหมายเพื่อต้องการให้เหล็กอ่อนตัวลง (softening) หรือเพื่อ ทำให้เหล็กเหนียวขึ้น (Toughening) ส่วนใหญ่เหล็ก ที่ผ่าน
     การขึ้นรูปเย็น (cold working) หรือการหล่อมามักจะมีความแข็งเพิ่มขึ้นและไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการกลึงหรือไสยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำลายความแข็งของเหล็กเพื่อจะได้กลึงหรือไสได้สะดวกหลักการทำ Annealing แบ่งออกเป็นสองวิธีคือ Full annealing กับ Process annealing โดยมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
Full annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำให้เหล็กแข็งอ่อนลงเพื่อสะดวกต่อการกลึงหรือไส วิธีนี้ต้องเผาเหล็กให้มีอุณหภูมิสูงจน
เหล็กกลายเป็น Austenite ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C ภายในเตาที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ ภายในเตา ถ้าเป็นเตาไฟฟ้าก็เพียงแต่ตัดกระแสไฟเสีย แล้วปล่อยให้เหล็กเย็นอยู่ภายในเตาที่ปิดฝาสนิท เมื่อเหล็กถูกปล่อยให้เย็นช้า ๆ การเปลี่ยนโครงสร้างภายในก็จะปรับสู่สภาพใกล้เคียงสมดุลย์ โครงสร้างที่เป็นอยู่เดิม เช่นมาร์เทนไซต์หรือเบนไนท์ ฯลฯ ก็จะกลับมาเป็นเฟอร์ไรท์ และซีเมนไซต์ ทำให้ความแข็งลดลงกลายเป็นเหล็กอ่อนนิ่ม
Process annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำลายความเครียดภายในให้หมดไป เช่น เหล็กที่ถูกรีดหรือตีขึ้นรูปมา ถ้าจะนำไปทำ ต่อ
     ในขั้นต่อไป เหล็กจะต้องผ่าน Annealing เพื่อให้มีความต้านทานแรงกระทำน้อยลง วิธีนี้เผาเหล็กให้ร้อนถึงอุณหภูมิต่ำกว่ายูเต็คตอยด์ คือต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย ทิ้ไว้นานพอสมควรเพื่อให้เหล็กร้อนทั่วถึงกัน หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ วิธีนี้ความแข็งของเหล็กจะลดลงเล็กน้อย เพราะโครงสร้างของเหล็กแต่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ความเครียดที่มีอยู่จะถูกทำลายหมดไป
การทำ Normalizing มีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงความเหนียว โดยขนาดลดขนาดของเม็ดเกรนของเหล็ก (grain size) เพื่อทำให้คุณสมบัติของ เหล็กสม่ำเสมอ และในขณะเดียวกันก็ช่วยในการลดความเครียดภายในด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือการรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือมักรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย จากนั้นจึงเอาเหล็กออกมาจากเตาทิ้งให้เย็นอากาศธรรมดา การปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศนั้นอัตราการเย็นตัวของเหล็กจะเร็วกว่าการทำ Annealing ดังนั้นเม็ดเกรนของเหล็กจะมีขนาดเล็กกว่า ทำให้เหล็กมีความเหนียวดีและคุณสมบัติสม่ำเสมอ

                                          

รูปที่ STEEL-HT2 Heat-treatment Temperatures of Carbon Steelsin Relation to the Equilibrium Diagram

     การทำ spheroidizing เป็นการชุบเหล็กประเภทหนึ่งที่กระทำกับเหล็กที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 0.8% ขึ้นไปเพราะเหล็กเหล่านี้จะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยเพิรไลท์เป็นส่วนใหญ่ คือโครงสร้างที่ประกอบด้วยแถบของเฟอร์ไรท์กับซีเมนไซต์สลับกัน ดังนั้นในการกลึงหรือไสจึงไม่เรียบเพราะมีดกลึงจะต้องตัดผ่านของแข็งและอ่อนสลับกัน การทำ spheroidizing เป็นการทำเพื่อเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างจากลักษณะที่เป็นแถบยาวของซีเมนไซต์ให้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปในขณะทำการกลึง ตัวมีดจะได้ไม่ต้องตัดผ่านซีเมนไซต์ในขณะที่ตัวมีดเคลื่อนที่ผ่านของซีเมนไซต์ก็จะหลุด หรือเบนหนีการตัดผ่านไปได้ทำให้ตัวมีดตัดผ่านแต่เฉพาะเฟอร์ไรท์อย่างเดียว
วิธีการทำ spheroidizing กระทำได้สองแบบ วิธีแรก เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ประมาณ 10 – 15 ชั่วโมง เพื่อให้ซีเมนไซต์เปลี่ยนรูปเป็นเม็ดกลม หลังจากนั้นเอาเหล็กออกปล่อยให้เย็นในอากาศ
วิธีที่สอง เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิเหนือเส้น A1 เล็กน้อย แล้วปล่อยให้เย็นลงมาจนต่ำกว่าเส้น A1 แล้วกลับเผาให้อุณหภูมิเหนือเส้น A1
อีก กระทำสลับกันไปประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศ

                                               
            รูปที่ STEEL-HT3 แสดงลักษณะโครงสร้างของเหล็กกล้าที่ผ่าน Annealing กับ Normalizing ที่อุณหภูมิต่างกัน.

ขอบคุณข้อมูจากhttp://www.ebuild.co.th

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/44921/2

 

เจ้าของบ้านต้องรู้ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง ป้องกันผู้รับเหมาโกง

เจ้าของบ้านต้องรู้ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง ป้องกันผู้รับเหมาโกง

เครื่องมือหรืออุปกรณ์คิดค้นคำนวณวัสดุก่อสร้าง ก็เพื่อช่วยให้ช่างก่อสร้างสามารถประเมินจำนวนวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ หากตัวคุณเองอยากจะเป็นช่างก่อมือใหม่ ก็ต้องประเมินหาเสียก่อนว่าต้องใช้ก้อนอิฐปริมาณเท่าไหร่ในการก่อกำแพง เป็นการประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และเซฟพลังงานในการก่อไปได้มาก นอกจากนี้การคำนวณวัสดุก่อสร้างยังถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่เจ้าของบ้านมักจะหลงลืมที่จะคำนวณหรือประเมินเปรียบเทียบเสียก่อนกลายเป็นช่องทางให้ผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายฉวยโอกาสนี้ในการโกงวัสดุก่อสร้างได้โดยสะดวก  Decor.MThai  จึงนำ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง มาฝากกัน

วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง

วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง

ถ้าคุณต้องการก่อกำแพงหนา 5 นิ้ว ขนาด 30 ฟุต x 40 ฟุต  = กำแพงมีปริมาตร  1,200 ตารางฟุต จากนั้นให้หาปริมาตรของอิฐ ยกตัวอย่างเช่น อิฐ 1 ก้อน มีขนาดสูง 3 นิ้ว และยาว 8 นิ้ว ให้คำนวณโดยแปลงเป็นหน่วยวัดเดียวกันกับกำแพงที่เราต้องการก่อ โดยแปลงหน่วยนิ้วให้เป็นฟุตเสียก่อนดังนี้ 3/12 x 8/12 = อิฐ 1 ก้อน จะ,มีปริมาตร 0.16666  ตร.ฟุต

 

วิธีคำนวณหาจำนวนก้อนอิฐที่ต้องสำหรับก่อกำแพงคือ

หารปริมาตรของกำแพงด้วยปริมาตรของอิฐ   1200/0.1666 =  เราต้องใช้อิฐ 7202.881  ก้อน หรือปัดขึ้นเป็น 7203  ก้อนนั่นเอง

จากนั้นสิ่งที่ต้องนำมาคำนวณด้วยคือ ความหนาแน่นของปูนที่เราใช้สำหรับเชื่อมอิฐแต่ละก้อน
หากปูนหนาแน่น 1/2 นิ้ว = 5%
หากปูนหนาแน่น 1 นิ้ว = 10%

ถ้าคุณใช้ปูน 1/2 นิ้วในการก่อ คุณก็สามารถหัก 1% ออกจากจำนวนอิฐทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องใช้ได้
สูตรง่ายๆ ก็คือ

1- คำนวณหาพื้นที่กำแพงที่ต้องการก่อ สูตรคือ ความสูงของกำแพง  x ความกว้างของกำแพง  x ความหนาของกำแพง

2- จากนั้นให้นำ ความยาว ความกว้างและความหนาของก้อนอิฐ มาคูณกัน สูตรคือ  ความยาวก้อนอิฐ x ความกว้างก้อนอิฐ x ความหนาของก้อนอิฐ

3- สุดท้ายคุณต้องรู้ความหนาแน่นของปูนที่จะใช้ในการก่อ

จากนั้นมาหักจำนวนอิฐที่เราไม่ต้องการใช้ จากเดิมที่เราต้องใช้อิฐทั้งหมดจำนวน 7203 ก้อนนั้น ให้คำนวณโดย 7203 x 10/100 = 720.3 ตีกลมๆ คือ  มีอิฐจำนวน 720 ก้อนที่เราไม่จำเป็นต้องใช้จากอิฐทั้งหมด 7203 ก้อน ก็ให้นำไปลบ  ตามสูตร 7203 – 720 =  เราจำเป็นต้องใช้อิฐทั้งหมดเป็นจำนวน  6483 ก้อน เพื่อก่อกำแพงขนาด  30 ฟุต x 40 ฟุต ด้วยความหนา 5 นิ้ว

วิธีนี้ใช้เพื่อคำนวณหาอิฐสำหรับการก่ออิฐชั้นเดียวเท่านั้น หากจะก่อ 2 ชั้น ก็ให้คูณ 2 เข้าไป จะได้ 6483 x 2= 12,966 ก้อนนั่นเองค่ะ

ที่มาจาก engineeringdiscoveries.com    ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-idea

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า