โดย saweang | ก.ค. 23, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเหล็กหรือบ้านปูนย่อมมีเสน่ห์ในตัวเอง แต่มีหลายคนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับการก่อสร้างว่าควรจะเลือกใช้โครงสร้างชนิดใดดีระหว่างโครงสร้างเหล็กที่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วหรือโครงสร้างคอนกรีตที่มีการก่อสร้างอยู่ทั่วไป ซึ่งการเลือกใช้เหล็กหรือคอนกรีตในการสร้างอาคารนั้น นอกจากเรื่องของความชอบส่วนตัวแล้ว ยังมีข้อพิจารณาอื่นๆ อีก เพื่อให้ชนิดของโครงสร้างที่ใช้เหมาะกับอาคารและฟังก์ชั่นภายในอาคารให้มากที่สุด
1. โครงสร้างช่วงพาดกว้าง (Long span)
หากคุณต้องการ Space ภายในอาคารที่สามารถสร้างความต่อเนื่องสำหรับกิจกรรมต่างๆ ได้ เช่น โถงสำหรับจัดนิทรรศการหรือบ้านที่มีแปลนแบบ open plan การเลือกใช้โครงสร้างเหล็กจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการเรื่องของการใช้พื้นที่ได้ดีกว่าโครงสร้างคอนกรีต เนื่องโครงสร้างเหล็กสามารถก่อสร้างให้มีช่วงพาดระหว่างเสาได้กว้างกว่าโครงสร้างคอนกรีตได้หลายเท่าโดยคานจะมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปและอาจจะไม่ต้องมีเสามาคั่นกลางเพื่อรับน้ำหนัก

2. โครงสร้างยื่นจากตัวอาคาร (Cantilever structure)
หนึ่งในเสน่ห์ของงานสถาปัตยกรรมคือรูปทรงของอาคาร บ่อยครั้งที่โครงสร้างอาคารจำเป็นต้องยื่นออกไปจากเสาที่รับน้ำหนักไปมากเพื่อให้ห้องเหมือนลอยอยู่ในอากาศ ทำให้โครงสร้างในส่วนนี้จำเป็นต้องใช้โครงสร้างยื่น (Cantilever structure) ที่ทำจากเหล็กเพราะด้วยคุณสมบัติที่เบาและแข็งแรงจึงทำให้เหมาะสำหรับทำโครงสร้างอาคารที่มีดีไซน์ได้ง่ายหรือสะดวกกว่าทำด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

3. ขนาดของโครงสร้าง
นอกจากข้อดีของโครงสร้างเหล็กในด้านการรับแรงสั่นสะเทือนแล้ว อาคารที่มีเสาเป็นโครงสร้างเหล็กโดยทั่วไปจะสามารถรับแรงได้มากกว่าโครงสร้างคอนกรีตในกรณีที่เสานั้นๆมีขนาดที่เท่ากัน ซึ่งในทางกลับกัน เสาที่จะใช้หากเป็นเสาเหล็กรูปพรรณรีดร้อนก็มีโอกาสจะได้เสาที่มีขนาดที่เล็กกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก เนื่องจากกำลังรับแรงของตัววัสดุนั่นเอง

4. ความรวดเร็วในการก่อสร้าง
โครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อนสามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กโดยประมาณ 2 – 3 เท่า เหมาะกับการก่อสร้างที่มีเรื่องเวลาเข้ามาเป็นปัจจัยหรืออาคารสาธารณะที่มีเรื่องขอระยะเวลาในการเช่าที่ดิน เนื่องจากโครงสร้างเหล็กสามารถติดตั้งและรื้อถอนง่าย ใช้แรงงานน้อยเพราะมีขั้นตอนในการใช้เครื่องจักรมาทำงานแทนแรงงานคน จึงใช้เวลาก่อสร้างเร็วขึ้น
5. จำนวนแรงงานช่าง
การก่อสร้างอาคารแต่ละหลังนั้น การเลือกใช้ชนิดของโครงสร้างมีผลโดยตรงต่อจำนวนแรงงานที่ใช้ เนื่องจากหากคุณเลือกสร้างอาคารด้วยโครงสร้างคอนกรีตอาจต้องเสียงบประมาณเรื่องค่าแรงงานมากกว่าการก่อสร้างด้วยโครงสร้างเหล็ก เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตมีขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่า ทำให้ต้องใช้จำนวนของช่างมากกว่านั่นเอง ดังนั้นการเลือกใช้โครงสร้างเหล็กจึงทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ยิ่งถ้าได้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญงานเหล็กก็จะทำให้งานดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพเรียบร้อย
6. ความแข็งแรงต้านทานภัยธรรมชาติ
สถานการณ์แผ่นดินไหวเริ่มใกล้ตัวเรามากกว่าอดีตที่ผ่านมา โครงสร้างที่สามารถออกแบบให้เหมาะและง่ายต่อการก่อสร้างและสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ดีคือโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน เนื่องจากเหล็กรูปพรรณรีดร้อนมีความยืดหยุ่นและรับการบิดได้มากกว่าโครงสร้างคอนกรีต เช่นสะพานเหล็กและสะพานแขวนต่างๆ ที่เวลาถูกพายุหรือเกิดแผ่นดินไหว ถึงจะมีแกว่งตัวก็ยังคืนตัวและแข็งแรงดังเดิม

7. มลพิษที่เกิดจากการก่อสร้าง
งานก่อสร้างคอนกรีตถือเป็นการก่อสร้างแบบระบบเปียก หรือ Wet Process เนื่องจากในกระบวนการจะมีเรื่องของน้ำปูน ฝุ่นผงและเศษปูนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ บ่อยครั้งที่พบปัญหามลพิษที่กระทบพื้นที่รอบข้าง ส่วนงานเหล็กรูปพรรณรีดร้อนนั้นถือเป็นงานระบบแห้ง หรือ Dry Process ทำให้มีมลพิษที่เกิดจากการก่อสร้างน้อยจึงลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพและรบกวนบริเวณรอบพื้นที่ก่อสร้างได้ดีกว่า

8. การตรวจเช็คคุณภาพโครงสร้าง
งานเหล็กรูปพรรณรีดร้อนสามารถตรวจเช็คคุณภาพงานได้ง่ายกว่าเพราะปราศจากสิ่งที่ปกคลุม อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบคุณภาพของเหล็กได้ตั้งแต่โรงงานที่ผลิต โดยเฉพาะงานโครงสร้างเหล็กที่เป็นชิ้นส่วนประกอบมาจากโรงงานยิ่งสามารถไว้ใจและตรวจสอบคุณภาพได้ง่ายกว่างานโครงสร้างคอนกรีต ที่ต้องมีการตรวจสอบ สัดส่วนการผสมคอนกรีตในงานลักษณะต่างๆให้เหมาะสม และมีโอกาสไม่ได้มาตรฐานมากกว่างานเหล็ก
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com
โดย khwankaew | ก.ค. 22, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาสปอตของ HRC ในเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เนื่องจากผู้ซื้อในเวียดนามปรับขึ้นราคาเสนอซื้อ ท่ามกลางราคาเสนอขายของการนำเข้าที่สูงขึ้น แม้แต่ผู้ผลิต HRC ท้องถิ่นอย่าง Formosa Ha Tinh Steel (FHS) ก็ได้ปรับขึ้นราคาเสนอขายรายเดือนของตัวเอง
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. Platts ประเมินราคา HRC เกรด SAE1006 ราคาอยู่ที่ $467/ตัน FOB China ปรับเพิ่มขึ้น $9/ตัน จากวันก่อนหน้า ในขณะที่เหล็กเกรดเดียวกัน CFR Southeast Asia ราคาประเมินอยู่ที่ $456/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น $8/ตัน จากวันก่อนหน้า
ในเวียดนาม ราคาเสนอซื้อปรับขึ้นมาอยู่ที่ $455/ตัน ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้ยินราคาเสนอขายของสินค้านำเข้า โดยราคาเสนอขายสินค้าจากอินเดีย เกรด SAE1006 ได้ยินราคาอยู่ที่ $475/ตัน สำหรับจัดส่งในเดือนกันยายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก FHS เสนอราคาให้กับลูกค้าเป็นรายบุคคลในวันที่ 17 ก.ค. ซึ่งคล้ายกับการปฏิบัติมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ของปีนี้
ผู้ค้าในตลาดพบข้อเสนอที่ “ยุติธรรม” และ “สมเหตุสมผล” เนื่องจากราคาข้อเสนอขายของการนำเข้าสูงกว่ามาก
ผู้ผลิตในเวียดนามกล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ตอนนี้และคุณภาพที่ดีเมื่อเทียบกับอินเดียและรัสเซีย เราคิดว่า ราคาของ FHS สมเหตุสมผล แต่ผู้ซื้อหลายๆรายยังคงถามถึงราคาที่ต่ำกว่า $450/ตัน CFR. คำถามคือ โรงเหล็กโรงใดที่ต้องการจะขาย ณ ระดับราคาดังกล่าว
ราคาเสนอขายของเกรด HRC เกรด SAE1006 ของโรงเหล็กท้องถิ่น ทราบมาว่าราคาอยู่ที่ $462-$469/ตัน สำหรับการส่งมอบในเดือนกันยายน ราคาได้ปรับเพิ่มขึ้น $12-$15/ตัน จากเดือนก่อน
มีข่าวลือในตลาดมาว่า FHS จะมีการจัดสรรเพื่อเพิ่มการส่งออกในเดือนนี้ เพื่อที่จะสรุปยอดการจองที่ส่งไปในจีน
“ข้อเสนอใหม่ของ FHS มีความระมัดระวังในขณะนี้ ได้ยินมาว่าโรงงานตั้งเป้าจะเก็บรวบรวมยอดสั่งซื้อให้ได้ 200,000 ตัน เทรดเดอร์ชาวเวียดนามกล่าว
ในขณะเดียวกัน Hyundai Steel ของเกาหลี ยังคงราคาเสนอขายในวันนี้ไว้ หลังจากสรุปการซื้อขาย 20,000 ตัน ในจีนไปเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า
Platts ประเมินราคา HRC เกรด SS400 หนา 3 mm. ราคาอยู่ที่ $460/ตัน FOB China (เมื่อวันที่ 17 ก.ค.) ปรับเพิ่มขึ้น $3/ตัน จากวันที่ 16 ก.ค. สำหรับสินค้าเกรดเดียวกัน CFR Southeast Asia ประเมินราคาอยู่ที่ $455/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น $1/ตัน
โรงเหล็กของจีนมีข้อเสนอที่มั่นคง ถึงแม้ว่าจะเห็นความสนใจในการซื้อที่ดีขึ้นจากผู้ซื้อจากปากีสถาน ที่ระดับราคาพื้นฐานที่ $490-$500 CFR ซึ่งบางข้อตกลงซื้อขายในปริมาณไม่มากได้ทำการสรุปไปแล้ว
ในตลาดมีการพูดคุยเรื่อง Posco ของเกาหลี ซึ่งได้มีการสรุปยอดขาย HRC ที่เบาบางไปยังประเทศจีนที่ราคา $472-$475/ตัน อย่างไรก็ยังไม่สามารถยืนยันได้
แหล่งข่าวจากโรงงานในจีนตะวันออกกล่าว “ว่าฉันไม่แน่ใจว่าการนำเข้า เป็นภัยคุกคามต่อยอดขายในประเทศจีนหรือไม่” “แต่ในช่วงฤดูฝนนี้เราอาจเห็นยอดขายภายในประเทศลดลง อาจฟื้นตัวหลังจากสิ้นเดือนสิงหาคม”
ที่เซี่ยงไฮ้ราคาสปอตของ HRC Q235 ขนาด 5.5 mm ราคาประเมินอยู่ที่ 3,890 หยวน/ตัน ($555.8/ตัน) ex-stock รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากวันที่ 16 ก.ค. ในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนล่วงหน้าของเซี่ยงไฮ้ สัญญาที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดของเดือนตุลาคม ปิดตลาดที่ราคา 3,752 หยวน/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น 0.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน
— Ashima Tyagi, Analyst Yuelin Dai
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย saweang | ก.ค. 16, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วัสดุสำหรับมุงหลังคาโรงรถมีหลากหลายประเภทให้เลือกใช้ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีความสวยงามและมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป เราจึงควรรู้ถึงจุดเด่นและจุดด้อยของวัสดุแต่ละประเภท เพื่อจะได้เลือกใช้ให้ตรงตามความต้องการได้มากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ ส่วนที่มักจะถูกติดตั้งเพิ่มหรือต่อเติมออกมาโดยขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ “หลังคาโรงรถ” เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับบ้าน และกันแดดกันฝนให้กับรถที่เรารัก วัสดุสำหรับทำหลังคาโรงรถนั้นมีหลากหลายให้เลือกใช้ ซึ่งวัสดุแต่ละประเภทก็มีความสวยงามและมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
วัสดุแบบทึบแสง
1. หลังคาเหล็กรีดลอน (Metal Sheet) ข้อดีคือ ติดตั้งง่าย ราคาถูก มีความทนทานสูง เคลือบสารทนการกัดกร่อนและสนิม อีกทั้งยังดัดโค้งได้ง่าย สามารถทำหลังคากว้างๆ ได้โดยที่มีรอยต่อน้อย จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการรั่วซึม แต่จะร้อนในช่วงเวลากลางวัน และหากฝนตกจะมีเสียงดัง
ภาพ: มุมมองด้านบนและด้านล่างของหลังคาเหล็กรีดลอนหรือหลังคาเมทัลชีท
ภาพ: หลังคาโรงจอดรถเมทัลชีทแบบโชว์ท้องวัสดุ ดูดิบเท่เข้ากันดีกับงานโครงสร้างเหล็ก
ขอบคุณภาพ: www.q-chang.com
2. หลังคาไวนิล ข้อดีคือ ติดตั้งง่ายเพราะมีลิ้นเข้าล็อกกันระหว่างแผ่น กันรังสี UV และความร้อนได้ดี ช่วยซับเสียง หากฝนตกเสียงจะไม่ดังเท่าเมทัลชีท มีอายุการใช้งานยาวนาน แต่มีสีให้เลือกน้อย และสีอาจจะหมองลงตามอายุการใช้งาน
ภาพ: หลังคาโรงจอดรถไวนิล ดูเรียบร้อย สวยงาม
ภาพ: มุมมองจากด้านบนของหลังคาโรงจอดรถไวนิล
ขอบคุณภาพ: www.q-chang.com
3. uPVC / APVC / SPVC มีลักษณะเป็นแผ่นลอน (รูปลอนใกล้เคียงกับลอนเมทัลชีท) เนื้อวัสดุแข็งแรง เหนียว ดัดโค้งได้ และมีน้ำหนักเบา อีกทั้งยังมีความหนา สี และรูปลอนให้เลือกใช้หลากหลาย เมื่อฝนตกเสียงไม่ดังรบกวนมากนัก แต่เมื่อใช้ไปนานๆ สีของวัสดุอาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ และตัวแผ่นอาจแอ่นตัวตกท้องช้างได้เนื่องจากความร้อน (ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความหนาของแต่ละยี่ห้อ)
ภาพ: มุมมองด้านบนของหลังคา uPVC สีเขียว
วัสดุแบบโปร่งแสง
1. อะคริลิก (Acrylic) คุณสมบัติเด่นคือมีความใสเทียบเท่ากระจกแต่น้ำหนักเบากว่ามาก เนื้อเหนียว ดัดโค้งได้ ไม่กรอบหรือแตกลายงา ไม่เป็นฝ้า มีทั้งรุ่นธรรมดาที่กรองแสงแดดได้ระดับหนึ่ง และรุ่นที่กรองรังสี UV และรังสีอินฟาเรดได้มากขึ้น แผ่นโปร่งแสงอะคริลิกราคาจะค่อนข้างสูง และมีข้อควรระวังคือ ต้องติดตั้งตามมาตรฐานตามระยะโครงสร้างที่บริษัทกำหนดเท่านั้น และควรระวังรอยขีดข่วนจากของมีคมช่วงการติดตั้งด้วย
ภาพ: ต่อเติมหลังคาที่จอดรถด้วยหลังคาโปร่งแสงอะคริลิก Shinkolite ช่วยกันแดดกันฝนให้กับรถ และด้วยดีไซน์ที่สวยงาม จึงช่วยเพิ่มลุคที่ทันสมัยให้กับบ้านอีกด้วย
ภาพ: หลังคาโปร่งแสงอะคริลิก Shinkolite ช่วยลดความร้อน กันแดดกันฝน และยังคงให้ความรู้สึกที่โล่ง โปร่ง สบาย
ขอบคุณภาพ: www.q-chang.com
2. ไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) มีน้ำหนักเบาและมีความยืดหยุ่น สามารถดัดโค้งได้ มีทั้งแผ่นแบบลอนลูกฟูกและแบบเรียบ มีสีสันหลากหลายทั้งสีใสและสีขุ่น แสงส่องผ่านพอสบายตา บางรุ่นมีการเคลือบด้วยฟิล์มป้องกันรังสี UV เพื่อให้ใช้งานได้ยาวนาน และยังมีรุ่นที่ช่วยป้องกันความร้อนเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อาจมีเสียงฝนตกกระทบรบกวนอยู่บ้าง และสีอาจซีดจางได้ตามกาลเวลา
ภาพ: เพิ่มร่มเงาให้กับบริเวณที่จอดรถ ด้วยแผ่นโปร่งแสง เอสซีจี ลอนกันสาด ที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV และช่วยลดปริมาณแสงที่ส่องผ่านได้ดี แต่ไม่ทำให้พื้นที่นั้นมืดทึบจนเกินไป
ภาพ: แผ่นโปร่งแสง เอสซีจี ลอนกันสาด สีขาว ตัดกับโครงสีดำ ด้วยรูปแบบที่เรียบง่าย จึงเข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์
ขอบคุณภาพ: www.q-chang.com
3. กระจกลามิเนต กระจกลามิเนตจะประกอบด้วยกระจก 2 แผ่นประกบกันแบบแซนวิสโดยมีฟิล์มกัน UV อยู่ตรงกลาง หากเกิดการกระแทกจนกระจกแตก กระจกจะเกาะกับชั้นฟิล์ม ไม่ร่วงหล่นลงมาทำอันตราย ข้อดีคือ เวลาฝนตกจะไม่ค่อยมีเสียงรบกวนมากนัก มีหลายสีให้เลือกใช้ เนื้อกระจกใสมองเห็นบรรยากาศภายนอกชัดเจน แต่ก็ควรหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ เพราะจะสกปรกได้ง่าย สิ่งสำคัญคือ ต้องติดตั้งให้ถูกวิธีโดยช่างผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ มีโครงสร้างรองรับที่แข็งแรง ใช้ยาแนวซิลิโคนให้ถูกประเภทและมีคุณภาพ
ภาพ: ตัวอย่างหลังคากระจกลามิเนต
4. โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) จะมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น สามารถขึ้นรูปดัดโค้งได้ตามทรงที่ต้องการ หากนำมามุงหลังคาควรเลือกรุ่นที่ผ่านการเคลือบผิวกันแสง UV ด้วย ปัจจุบันมีหลายเกรด หลายราคา ตามคุณภาพและความแข็งแรง สำหรับแผ่นโพลีคาร์บอเนตแบบลอนลูกฟูกซึ่งมีช่องว่าง และแบบลอนซึ่งมีช่วงที่แต่ละแผ่นซ้อนทับกัน จึงเป็นจุดที่น้ำหรือความชื้นสะสมจนทำให้เกิดตะไคร่และคราบสกปรกได้ง่าย เมื่อใช้งานไปนานๆ พื้นผิวแผ่นจะขุ่นมัว และสีอาจซีดจางไปตามอายุการใช้งาน และด้วยความบางและแข็งของแผ่นจึงมีเสียงดังพอสมควรเมื่อฝนตก
ภาพ: มุมมองจากด้านล่างของหลังคาโพลีคาร์บอเนต
ภาพ: โพลีคาร์บอเนตมีหลายสีสันให้เลือกใช้ และดัดโค้งได้ตามทรงที่ต้องการ
5. uPVC (Unplasticized Polyvinyl Chloride) จะมีคุณสมบัติหมือน uPVC แบบทึบแสงที่กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่สำหรับแบบโปร่งแสงจะมีสีขาวขุ่นเพียงสีเดียว และแสงสามารถผ่านได้
ภาพ: ตัวอย่างหลังคาโปร่งแสงวัสดุ uPVC
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://scghome.com/
โดย saweang | ก.ค. 16, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
โครงหลังคาเหล็ก หรือ โครงหลังคาสำเร็จรูป เป็นโครงหลังคาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถรองรับการมุงหลังคาวัสดุต่างๆ ได้ทุกประเภท แต่มีข้อแตกต่างบางประการ ไม่ว่าจะเป็น คุณสมบัติ ขั้นตอนการทำงานของช่างที่หน้างาน รวมถึงข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา
การก่อสร้างบ้านสักหนึ่งหลังให้มีความแข็งแรงนั้น สิ่งสำคัญคงหนีไม่พ้นโครงสร้างบ้านที่แข็งแรง ซึ่งนอกจากงานโครงสร้างใต้ดิน งานโครงสร้างบนดินแล้ว งานโครงสร้างหลังคาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นส่วนที่ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักวัสดุมุงหลังคา (กระเบื้องหลังคา) และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ทั้งหมด ให้สามารถปกป้องบ้านเราจากแดด ฝน ลมพัดแรงๆ ได้เป็นอย่างดี งานโครงสร้างหลังคาจึงต้องถูกออกแบบคำนวณมาอย่างเหมาะสม ติดตั้งอย่างถูกวิธี เชื่อมยึดอย่างแน่นหนา เพื่อให้มีความแข็งแรงและช่วยลดปัญหาหลังคารั่วซึม ปัจจุบันก็มีโครงสร้างหลังคาที่นิยมและมีความแข็งแรงคือ “โครงหลังคาเหล็ก” และ “โครงหลังคาสำเร็จรูป” ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะการใช้งาน ขั้นตอนการทำงานของช่างที่หน้างาน รวมถึงข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา
โครงหลังคาเหล็ก หาซื้อง่าย ตอบโจทย์รูปทรงหลังคาได้หลากหลาย
สำหรับโครงหลังคาเหล็ก ประกอบจากเหล็กรูปพรรณที่มีหน้าตัดต่างๆ ตามที่วิศวกรออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น เหล็กกล่อง และเหล็กรูปตัวซี เหล็กรูปพรรณสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าเหล็กรูปพรรณต่างๆ ขนาดความยาวเหล็กที่ขายตามร้านทั่วไปจะอยู่ที่ 6 เมตรเพื่อให้ขนส่งได้สะดวก หากต้องการความยาวมากกว่านี้ก็สามารถสั่งพิเศษได้ แต่มีข้อควรคำนึงคือเรื่องคุณภาพเหล็ก ควรเลือกเหล็กที่ได้มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า “เหล็กเต็ม” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรับแรงตามมาตรฐาน โดยสังเกตที่เครื่องหมายแสดงมาตรฐาน เช่น มอก., ASTM, BSI, JIS ฯลฯ ซึ่งจะระบุไว้ที่เหล็กแต่ละท่อน แต่หากเป็นเหล็กรีดซ้ำ หรือเหล็กที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาที่เรียกว่า “เหล็กเบา” ที่แม้จะมีราคาถูกกว่า แต่มีประสิทธิภาพในการรับแรงด้อยกว่าเหล็กเต็มพอสมควรเลย
*การสั่งเหล็กควรมีการคำนวณความยาวให้พอดีตามการใช้งานให้มากที่สุด เพื่อให้เหลือเศษน้อยที่สุด โดยเศษเหล็กที่เหลือสามารถนำไปขายเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป (ราคาจะถูกลงเกินครึ่ง)

ควรเลือกใช้เหล็กโครงหลังคาที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม
การติดตั้งโครงหลังคาเหล็กจะเป็นลักษณะการติดตั้งที่หน้างานทั้งหมด จึงต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีประสบการณ์ โดยก่อนการติดตั้งต้องมีการทาสีกันสนิมให้ทั่วทุกด้านของผิวเหล็กก่อน (หากเป็นเหล็กกล่องต้องใช้วิธีการชุบสีกันสนิมเพื่อให้สีเคลือบผิวทั่วทั้งด้านในและด้านนอก) จากนั้นจึงติดตั้งและเชื่อมเหล็กตามวิธีมาตรฐาน (การเชื่อมเหล็ก ขั้นแรกจะเป็นลักษณะการเชื่อมแต้มเพื่อยึดเหล็กแต่ละท่อนไว้ก่อนเผื่อมีการแก้ไขหรือต้องขยับตำแหน่งบางจุด เมื่อติดตั้งได้ตรงตามแบบแล้ว จากนั้นจึงเชื่อมเต็มเพื่อความแน่นหนาและแข็งแรง) เมื่อติดตั้งและเชื่อมเหล็กทุกจุดเรียบร้อยแล้วก็ทาสีกันสนิมซ้ำอีกรอบ และเน้นบริเวณที่เป็นรอยเชื่อมเหล็กด้วย

การเชื่อมเหล็ก แนะนำให้เชื่อมเต็มแบบที่ได้มาตรฐาน
โครงหลังคาเหล็ก สามารถตอบโจทย์รูปทรงหลังคาได้ค่อนข้างอิสระ จึงเหมาะกับบ้านทุกสไตล์ เพราะคุณสมบัติเรื่องความยืดหยุ่น ดัดโค้งได้ และระยะของโครงสร้างเหล็กที่ยื่นได้ไกลตามความสามารถของเหล็กที่คำนวณไว้ ทำให้สามารถรองรับหลังคาทรงเหลี่ยม ทรงโค้ง รวมถึงรูปแบบหลังคาที่หวือหวาท้าทายได้ตามต้องการ ที่สำคัญควรให้วิศวกรโครงสร้างที่มีใบประกอบวิชาชีพเป็นคนออกแบบคำนวณโครงหลังคาเหล็กให้เพื่อความมีมาตรฐานและความปลอดภัย

บ้านที่มีหลังคาทรงโค้ง ชายคาที่ยื่นยาว รูปทรงโฉบเฉี่ยวจากโครงสร้างหลังคาเหล็ก
โครงหลังคาสำเร็จรูป ทนสนิม ติดตั้งง่าย ไม่มีเศษเหลือทิ้งที่หน้างาน
โครงหลังคาสำเร็จรูป หรือเรียกกันติดปากว่า “โครงหลังคากัลวาไนซ์” เป็นโครงที่ผลิตจากเหล็กที่มีกำลังดึงสูง และผ่านการเคลือบผิวป้องกันสนิมด้วยอะลูมิเนียมซิงค์ หรือแมกนีเซียมซิงค์ มีราคาสูงกว่าโครงหลังคาเหล็ก สามารถสั่งทำพิเศษให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ได้ เช่น สำหรับใช้ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเลหรือบริเวณที่มีกรดเกลือสูง เป็นต้น โครงหลังคาสำเร็จรูปจะถูกผลิตและตัดขนาดแต่ละท่อนจากโรงงานให้ตรงตามแบบพอดีที่จะก่อสร้างที่หน้างานจริง แล้วจึงนำมาประกอบที่หน้างานก่อสร้างโดยช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งติดตั้งโดยใช้ตะปูเกลียว (สกรู) ยึดแต่ละท่อนเข้าด้วยกันตามแบบ จะไม่มีการเชื่อมเหล็กหรือเก็บงานกันสนิม จึงติดตั้งได้รวดเร็วและแม่นยำ ถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่ช่วยลดปริมาณขยะจากงานก่อสร้างได้เป็นอย่างดี

ชิ้นส่วนโครงหลังคาสำเร็จรูปกัลวาไนซ์ตัดมาจากโรงงาน ติดตั้งโดยการยิงตะปูเกลียว
ด้วยความที่โครงหลังคาสำเร็จรูปมีลักษณะเป็นโครงถัก (โครง Truss) ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของเหล็กกัลวาไนซ์หลายๆ ท่อน ไม่สามารถทำระยะยื่นชายคาได้มากนัก ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา จึงเหมาะกับหลังคาที่มีรูปทรงที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป (ไม่เหมาะกับรูปทรงหลังคาที่หวือหวาหรือโฉบเฉี่ยว) เช่น หลังคาทรงจั่ว ทรงปั้นหยา ฯลฯ อีกทั้งงานออกแบบโครงหลังคาสำเร็จรูปจะต้องอาศัยวิศวกรที่มีความรู้เฉพาะและต้องใช้บริการจากผู้ผลิตเฉพาะรายเท่านั้น

*โครงหลังคาสำเร็จรูปมีข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา จึงเหมาะกับรูปทรงหลังคาปั้นหยาและหน้าจั่วที่พบเห็นได้ทั่วไป *
สรุปแล้ว ถ้าเทียบโครงหลังคาเหล็กและโครงหลังคาสำเร็จรูป กับงานหลังคารูปทรงเดียวกันวัสดุเดียวกันแล้ว การเลือกใช้โครงหลังคาสำเร็จรูปจะมีราคาโดยรวม (ทั้งค่าของและค่าแรง) สูงกว่าโครงหลังคาเหล็กอยู่พอสมควร แต่สามารถมั่นใจได้ในเรื่องมาตรฐานและการรับประกันผลงานหลังการติดตั้ง ส่วนโครงหลังคาเหล็กนั้นจะสามารถตอบโจทย์งานออกแบบที่หลากหลายกว่า เมื่อมีการรื้อถอนโครงสร้างก็สามารถนำไปขายต่อได้ แต่ต้องควบคุมช่างให้ติดตั้งได้ตามมารตรฐาน ดังนั้น ในการเลือกใช้เราควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและตอบโจทย์แต่ละบ้านให้ได้มากที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://scghome.com
โดย khwankaew | ก.ค. 9, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็น (CRC) ของจีน ในวันที่ 7 ก.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่งและข้อเสนอที่มั่นคงจากโรงงาน ในขณะที่ผู้ซื้อจากต่างประเทศยังคงนิ่งเงียบ
เมื่อวันที่ 7ก.ค. Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นเกรด SPCC ความหนา 1 mm. ราคาอยู่ที่ $491/ตัน FOB China ราคาปรับขึ้น $2/ตัน เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
ส่วนต่างระหว่างราคาส่งออกของเหล็กแผ่นรีดเย็น (CRC) และเหล็กแผ่นรีดร้อนเกรดพาณิชย์ (HRC commercial-grade) อยู่ที่ $50/ตัน เพิ่มขึ้น $2/ตัน จากสัปดาห์ก่อน

โรงงานเหล็กแห่งหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เสนอราคาขายสำหรับที่เป็นม้วนอยู่ที่ $510/ตัน FOB และเสนอราคาขายสำหรับที่เป็นแผ่น อยู่ที่ $515/ตัน FOB ที่จะจัดส่งในเดือนกันยายน ราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน โรงงานเหล็กทางตะวันออกของจีนรายหนึ่งปรับขึ้นราคาเสนอขายสำหรับเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน (CRC) $5/ตัน โดยราคาอยู่ที่ $515/ตัน FOB ที่จะส่งมอบในเดือนกันยายน
เทรดเดอร์ในเซี่งไฮ้กล่าวว่า “ในตอนนี้มันค่อนข้างเงียบมากๆ เนื่องจากคนซื้อไม่ยอมรับราคาที่ปรับสูงขึ้น โดยตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดกำลังลดลงเร็วๆนี้ แต่ในจีนกำลังเพิ่มขึ้น”
ลูกค้าบางส่วนในยุโรปก็ซื้อจากตลาดท้องถิ่น ตอนนี้ราคาอยู่ที่ประมาณ $510/ตัน เขากล่าว
แต่แนวโน้มของตลาดในประเทศจีนยังคงเป็นบวกในระยะสั้น โดยได้รับการสนับสนุนจากความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนเพิ่มขึ้น และสภาพคล่องที่เพียงพอ
จากข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของจีน (China Association of Automobile Manufacturers) แสดงให้เห็นว่ายอดขายรถยนต์ของจีนในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 2.28 ล้านหน่วย
ส่งผลให้ยอดขายในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน อยู่ที่ 10.24 ล้านหน่วย ลดลง 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดแคบลงที่ได้เห็นจากในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมที่ลดลง 24%
ในวันที่ 7 ก.ค. ตลาดค้าปลีกในเซี่ยงไฮ้ Platts ประเมินราคาของเหล็กแผ่นรีดเย็นเกรดเดียวกันราคาอยู่ที่ 4,140 หยวน/ตัน ($589/ตัน) ex-stock ซึ่งเป็นราคาที่ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ปรับขึ้น 20 หยวน/ตัน เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน เป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน
— Analyst Yuelin Dai
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing