โดย saweang | มิ.ย. 1, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กคือ ทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปเพื่อการใช้งาน และถือได้ว่าเป็นวัสดุที่ใช้ได้ทั้งงานก่อสร้าง งานที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับวัตถุและสิ่งของต่างๆ มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างที่กล่าวมาขั้นต้นนั้น การนำแร่ธาตุจากธรรมชาติมาแปรรูปเพื่อใช้งาน จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เป็นรูปแบบเหมือนกันในการแปรรูปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภค
คุณสมบัติของเหล็ก
คุณสมบัติของเหล็กที่ผ่านการแปรรูปแล้วที่สามารถนำไปใช้ในงานได้หลักๆ คือความทนทานทั้งต่อการใช้งานและสภาพแวดล้อม พร้อมทั้งต้องมีความยืดหยุ่นที่ดี สามารถนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ หลังจากนั้นในกระบวนการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับงานนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของวิศวกรผู้ควบคุมงาน ที่ต้องคิดและคำนวณดูปัจจัยในเรื่องต่างๆ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากที่สุด ซึ่งคุณสมบัติของเหล็กก็มีดังนี้
1. สภาพยืดหยุ่น (Elasticity)
เป็นคุณสมบัติที่ของแข็งหรือเหล็กสามารถเปลี่ยนรูปร่างรูปทรงได้ เมื่อมีแรงกระทำที่พอดี สามารถแบ่งออกได้อีก 2 ประเภท
- สภาพยืดหยุ่น (elasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุหรือของแข็งเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอและสามารถคืนกลับสู่สภาพปกติได้เมื่อไม่มีแรงมากระทำ
- สภาพพลาสติก (plasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปอย่างถาวรเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอ โดยที่พื้นผิวภายนอกไม่แตกหักหรือฉีกขาด
2. ความเค้น (Stress)
เป็นคุณสมบัติทางฟิสิกส์ สามารถอธิบายได้ว่า เป็นความเข้มข้นของแรงกระทำระหว่างอนุภาคภายในของวัตถุหรือของแข็งชิ้นนั้นๆ ต่อแรงภายนอกที่กระทำเพิ่มเข้าไป โดยในกระบวนการทดสอบมาตรฐานของเหล็กนั้น จะใช้การวัดความเข้มข้นของแรงกระทำภายในเฉลี่ยต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวภายใน
3. ความเครียด (Strain)
เป็นคุณสมบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัตถุเมื่อได้รับแรงภายนอกมากระทำ หรือกล่าวง่ายๆ คือ อัตราส่วนของรูปร่างที่เปลี่ยนไปต่อรูปร่างเดิม การวัดและคำนวณหาความเครียดสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ แบบเส้นตรง (แรงที่มีกระทำมีละกษณะเป็นแรงกด แรงดึง) และแบบเฉือน (แรงที่มีกระทำเป็นแรงแบบเฉือน)
4. การดึงเป็นเส้น (Ductile)
เป็นคุณสมบัติของวัตถุหรือเหล็กที่สามารถทำให้เพิ่มความยาว ขึ้นรูป หรือดึงออกมาเป็นเส้นได้โดยง่าย ถึงแม้ว่าจะได้รับแรงกระทำเข้าไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งเหล็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะมีคุณสมบัติความยืดหยุ่นแบบพลาสติก ที่เป็นการแปรรูปอย่างถาวรสามารถคืนสภาพเดิมได้ยาก ตัวอย่างของเหล็กและโลหะแปรรูปที่มีคุณสมบัตินี้คือ ตะกั่ว และทองแดง เป็นต้น
5. ความเปราะ (Brittle)
เป็นคุณสมบัติของวัตถุทุกชนิดที่จะมีขีดกำจัดของความยืดหยุ่นเป็นของตนเอง เมื่อวัตถุชิ้นนั้นๆ ได้รับแรงกระทำที่มากเกิดขีดจำกัดก็จะทำให้เกิดการเปราะแตกได้ ซึ่งวัตถุที่มีความเปราะสูงไม่ได้หมายความว่าเป็นวัตถุที่ไม่ทนทาน ยกตัวอย่างเช่น แก้วหรือเซรามิกที่มีความเปราะสูงแต่สามารถทนแรงดึงได้มากกว่าโลหะบางชนิด ดังนั้นคุณสมบัติข้อนี้นั้นใช้เป็นตัวเลือกที่ใช้ในการพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน

การเลือกใช้เหล็กให้ตรงกับการใช้งานควรเลือกอย่างไร
ในการเลือกใช้งานของเหล็กแปรรูปนั้น เนื่องจากประเภทของเหล็กมีความหลายหลายมาก อาจทำให้เกิดความสับสนและการเลือกใช้งานที่ผิดรูปแบบ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความแข็งแรง ความทนทานและความปลอดภัยของผู้บริโภค ทำให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีการกำหนดมาตรฐาน มอก.เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วประเทศไทย ซึ่งได้มีการทำป้ายระบุรายละเอียดต่างๆ ไว้ ได้แก่ บริษัทผู้ผลิต, ประเภทของเหล็ก, ขนาดทั้งเรื่องของความยาว ความกว้างหน้าตัด, วัน เดือน ปีที่ผลิต และที่สำคัญคือ มีการระบุเครื่องหมายมอก.ที่แสดงให้เห็นว่าวัสดุชนิดนี้ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว
เหล็กกับภัยพิบัติจากธรรมชาติครั้งใหญ่
ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวหรือวาตภัย โครงสร้างของอาคารบ้านเรือนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาคารเหล่านั้นต้องได้รับแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินที่รุนแรงหรือต้องทนทานต่อการสั่นไหวจากลม ซึ่งจะอาศัยคุณสมบัติความแข็งแรงอย่างเดียวไปเพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการเสริมคุณสมบัติความเหนียวและความทนทานเข้าไปด้วย ดังนั้นในโครงสร้างอาคารและบ้านเรืองจึงจำเป็นต้องมีการเสริมเหล็ก เพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติที่คอนกรีตอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ อีกทั้งการเสริมเหล็กยังเอื้อต่อการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้มีความหลายหลากมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การสร้างโครงสร้างให้ยื่นออกไปเพื่อเป็นการรองรับแรงสั่นสะเทือน หรือการโค้งการดัดต่างๆ เพื่อให้เกิดสะพานเกิดรูปร่างที่สวยงามแตกต่างและการรับน้ำหนักที่มากขึ้น
เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ หรือการเสริมเหล็ก
เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐาน ในการออกแบบก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีความทนทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะโครงสร้างที่มีการเสริมเหล็กเข้าไปจะช่วยเพิ่มคุณสมบัติของคอนกรีตที่มีเพียงความทนทานให้เพิ่มความเหนียวและความยืดหยุ่นเข้ามา
คอนกรีตเสริมเหล็ก
คอนกรีตเสริมเหล็กถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เช่น ใช้เป็นพื้นหรือฐานของอาคาร ใช้เป็นบันได และคานรับน้ำหนัก เป็นต้น ที่มีคุณสมบัติทางกลในเรื่องของการรับน้ำหนัก ซึ่งทำหน้าที่หลักในการรับแรงดึงและแรงอัดเท่านั้น
ประเภทของเหล็กแปรรูปที่ใช้เป็นเหล็กเสริมในคอนกรีตนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ เหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย ที่เป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมของคาร์บอนต่ำทำให้เหล็กเหล็กหนาแน่นละเอียดมากกว่าเหล็กประเภทอื่นๆ และเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานก่อนนำเหล็กเหล่านี้ออกมาใช้ ทางผู้ผลิตจะต้องทำการทดสอบคุณสมบัติของเหล็กกล้าทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ และคุณสมบัติทางกลของเหล็กก่อนเสมอ
จึงสามารถสรุปได้แล้วว่าเหล็กนั้นถือว่าเป็นวัสดุแปรรูปจากธรรมชาติที่มีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบัน ทั้งช่วยในเรื่องเพิ่มความแข็งแรง ป้องกันอันตรายจากภัยพิบัติและสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ส่วนในเรื่องของการเลือกใช้งานให้เหมาะสมนั้นควรอยู่ในดุลพินิจของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ใช้งาน
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.chi.co.th/article/article-2010/
โดย saweang | มิ.ย. 1, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับขั้นตอนการทำโครงหลังคาบ้าน จะต้องทำการติดตั้งเพลทหัวเสาเพื่อเป็นตัวเชื่อมยึดเข้ากับอเสเหล็ก ซึ่งเหล็กเพลทที่นำมาใช้ในการเชื่อมปิดหัวเสานี้ ควรจะมีขนาดของแผ่นเหล็กเพลทเล็กกว่าพื้นที่หน้าตัดเสา เนื่องจากการอุดหัวเสาใต้เพลทนั้นจะต้องเทกรอกปูนลงไปภายในช่องว่างที่เหลืออยู่ ถ้าหากแผ่นเหล็กเพลทมีขนาดเท่ากับพื้นที่หน้าตัดเสา จะส่งผลให้การกรอกปูนเพื่ออุดใต้เพลททำได้ยาก รวมทั้งอาจทำให้คอนกรีตหัวเสาที่อยู่บริเวณใต้แผ่นเหล็กเพลทเกิดเป็นโพรงได้
วิธีการติดตั้งเพลทหัวเสาสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่นำเหล็กเส้นมาดัดให้มีลักษณะเป็นรูปตัวเชื่อมเหล็กตัวยูทั้ง 2 ตัว ซึ่งเหล็กเส้นที่ใช้จะต้องมีขนาดเท่ากับรูของเหล็กเพลท เมื่อดัดเสร็จแล้วจึงจะนำเหล็กเส้นติดไว้บริเวณใต้แผ่นเพลทไว้ก่อนเพื่อรอเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม โดยในขั้นตอนการเชื่อมนั้น จะต้องทำการเชื่อมให้เต็มขนาดความกว้างของรูปตัวยูเพื่อให้เหล็กเพลทยึดติดได้แน่นและจะไม่สามารถหลุดได้ในภายหลัง
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม จะต้องทำการกำหนดระดับความสูงของเพลทรวมทั้งทำการจัดตำแหน่งเพลท โดยให้บริเวณจุดศูนย์กลางเพลทอยู่ตรงกับกับจุดศูนย์กลางของเสาหรือ Grid line เมื่อกำหนดความสูงและจัดตำแหน่งได้เรียบร้อยแล้วจึงทำการเชื่อมยึด โดยการประคองเพลทไว้กับเหล็กแกนเสา ซึ่งการป้องกันเพลทเอียงระหว่างการเชื่อมนั้น สามารถใช้ระดับน้ำเข้ามาช่วยในการเช็คระดับหลังเพลทให้ตรงได้
เหล็กเพลทหัวเสาจำเป็นต้องมีไหม?
เหล็กเพลทหัวเสาในงานก่อสร้างนั้นจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าหากมีก็จะสามารถดำเนินงานได้สะดวกมากกว่า เพราะนอกจากเหล็กเพลทจะเป็นตัวช่วยสำหรับการทำระดับโครงหลังคาและช่วยกระจายแรงได้แล้ว ยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้ช่างสามารถทำการเชื่อมเหล็กเส้นติดกับเหล็กกล่องได้ง่าย เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
บ้านในสมัยก่อนนั้น มักถูกออกแบบให้โครงสร้างเหล็กสามารถรับกับกระเบื้อง รวมทั้งทำการติดตั้งคานคอนกรีตรัดหัวเสาทุกต้นไว้เพื่อป้องกันการแยกออกจากกัน แต่ต่อมางานก่อสร้างบ้านได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยการนำเหล็ก double c เข้ามาทำหน้าที่เป็นคานแทนคานคอนกรีตรูปแบบเก่า ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่อาจมองดูแล้วไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงนั้นการใช้เหล็ก double c มาแทนคานคอนกรีต สามารถส่งผลให้ผนังที่ถูกก่อขึ้นจากอิฐเกิดการแตกที่บริเวณมุมต่อเสากับผนังได้ เนื่องจากการต่อเชื่อมกันระหว่างเหล็กกับเสาคอนกรีตไม่สามารถถูกเชื่อมให้เป็น rigid เมื่อจั่วรับน้ำหนักมากขึ้นจึงเกิดแรงกระทำทางด้านข้างจนส่งผลให้ปลายเสาแยกออกจากกัน
ในกรณีดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยหากเป็นคานเหล็กควรทำการเสียบเหล็กฉากไว้ในเสา 2-3 ท่อน ให้มีความลึกระดับหนึ่งขณะที่ทำการเทใหม่ แล้ววาง plate ลงสำหรับเชื่อมเข้ากับเหล็กฉาก สุดท้ายจึงจะวางคานหรือเหล็กจันทัน

หลังจากเสร็จสิ้นการติดตั้งเพลท
หลังจากที่เพลทถูกติดตั้งเรียบร้อยแล้ว จะต้องทำการเข้าแบบและอุดเสาโครงสร้างบ้านด้วยวิธีการเทปูนลงให้เต็มบริเวณใต้เพลท ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะสามารถทำได้โดยการเทกรอกปูนลงให้เต็มบริเวณขอบแผ่นเพลทจากด้านบนที่มีช่องว่างด้วยปูนเกราท์ หรือ Non-Shrink Grout จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้ปูนแข็งตัวแล้วจึงจะสามารถแกะไม้แบบออกได้ โดยเมื่อไม้แบบถูกแกะออกมาแล้ว ปูนที่หล่อไว้จะต้องถูกอุดเต็มเพลทและไม่มีโพรงเกิดขึ้น
เหตุผลที่ปูน Non-Shrink ถูกเลือกมาใช้ เนื่องจากเป็นปูนชนิดผงสำเร็จรูปที่สามารถนำมาใช้งานได้ง่าย เพียงแค่ผสมปูนผงเข้ากับน้ำเปล่า และยังเป็นปูนที่ให้เนื้อที่มีความเหลวค่อนข้างมาก จึงสามารถใช้เทลงไปบริเวณใต้แผ่นเพลทได้อย่างทั่วถึง โดยไม่มีรูโพรงเกิดขึ้น มากกว่านั้นปูน Non-Shrink ยังมีคุณสมบัติที่สามารถรับแรงกดอัดได้มากกว่าคอนกรีตธรรมดาทั่วไป อีกทั้งเป็นปูนชนิดที่ไม่หดตัว ช่วยลดการแตกร้าวในการเทปูนได้อีกด้วย
ส่วนเหตุผลที่คอนกรีตแบบปกติไม่ถูกผสมมาใช้สำหรับงานอุดหัวเสา เนื่องจากคอนกรีตมีลักษณะเนื้อที่ไม่เหลว ทำให้เมื่อเทลงไปบริเวณใต้เพลทแล้ว คอนกรีตไม่สามารถไหลเข้าไปในช่องว่างที่มีพื้นที่คับแคบได้อย่างทั่วถึงจนอาจมีรูโพรงเกิดขึ้นได้ และถ้าหากผสมคอนกรีตให้มีลักษณะเนื้อที่เหลวมาก ก็จะเป็นการลดความสามารถและประสิทธิภาพในการรับแรงกดอัดของคอนกรีตให้ต่ำลง
วิธีการทั่วไปในการใช้แผ่นเพลทหรือเพลทหัวเสา
- สำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรง หรืองานที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกดค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มักนำ J-Bolt มาทำการฝังลงไปในเสา ตัวอย่างเช่น เสาในอาคารสูงหรืออาคารโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเสาที่ถูกนำมาติดตั้งโครงหลังคาต้องมีขนาดพื้นที่หน้าตัดกว้างมากพอที่จะติดตั้งเพลทได้ แล้วจึงทำการอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องใต้เพลท โดยแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เสาคอนกรีตเสริมเหล็กจะไม่ทำการรับแรงเหล่านั้นโดยตรง แต่จะรับต่อมาจากตัว J-Bolt ที่ถูกฝังเอาไว้อีกทีหนึ่ง
- การติดตั้งเพลท เริ่มจากการเจาะรูเพื่อให้เหล็กเส้นสามารถโผล่ออกมาได้ ก่อนที่จะกำหนดระดับของเพลทรวมทั้งหาระดับของเสาทุกต้น เชื่อมยึดเหล็กเส้นติดกับเพลท แล้วอัดปูนเกร๊าท์ลงไปบริเวณช่องว่างใต้เพลท จากนั้นนำเหล็กรูปตัวซีมาเชื่อมรวมติดกันให้พออยู่ตัวและนำเหล็กฉากสั้นๆมาวางทางด้านข้าง สุดท้ายจึงจะทำการเชื่อมยึดให้แน่นต่อไป
Plate โดยทั่วไปจะมีขนาดและความหนา ดังนี้
- ขนาด 4 x 4 นิ้ว หนา 4.0 หรือ 6.0 มิลลิเมตร
- ขนาด 6 x 6 นิ้ว หนา 4.0, 0 มม. หรือ 9.0 มิลลิเมตร
- ขนาด 8 x 8 นิ้ว หนา 4.0, 0 , 9.0 มม. หรือ 12.0 มิลลิเมตร
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.chi.co.th/article/article-1150/
โดย khwankaew | พ.ค. 28, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ผลผลิตของเหล็กเสริมคอนกรีต (Reinforcing Bars) ในเดือนเมษายน 2020 ปรับเพิ่มขึ้น 1.1% YoY
ตามที่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Bureau of Statistics) รายงานผลผลิตเหล็กเสริมคอนกรีต (reinforcing bars) ในเดือนเมษายน 2020 อยู่ที่ 21.116 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในช่วงระหว่าง มกราคม-เมษายน 2020 มีผลผลิตเหล็กเสริมคอนกรีต ทั้งสิ้น 74.170 ล้านตัน ลดลง 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในเดือนเมษายน ผลผลิตเหล็กลวดอยู่ที่ 12.937 ล้านตัน ลดลง 3.1% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดสะสม 4 เดือนแรกของปี อยู่ที่ 46.416 ล้านตัน ลดลง 3.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ใน 4 เดือนแรกของปี 2020 ผลผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้น 1.3% เทียบจากปีก่อน และผลิตผลิตเหล็กพิก (pig iron) เพิ่มขึ้น 1.3% จากปีก่อนหน้า แต่ผลผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กที่ชะลอตัวลงเนื่องจาก COVID-19 และสินค้าคงคลังสูง
ในเดือนเมษายน ยอดการผลิตรายวันของเหล็กดิบและเหล็กพิก เพิ่มขึ้น 11.3% และ 11.1% เทียบจากเดือนมีนาคม ตามลำดับ และผลผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยในกลุ่มของผลผลิตเหล็กเสริมคอนกรีตเฉลี่ยต่อวัน อยู่ที่ 703,900 ตัน เพิ่มขึ้น 90,500 ตัน หรือ 14.75% จากเดือนมีนาคม 2020 การผลิตเฉลี่ยรายวันของเหล็กลวด อยู่ที่ 431,200 ตัน เพิ่มขึ้น 59,600 ตัน หรือ 16.0% จากเดือนมีนาคม 2020 บ่งบอกถึงความต้องการเหล็กก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการกลับมาผลิตอีกครั้ง
สินค้าเหล็กคงคลังในประเทศลดลอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสิ้นสุดสัปดาห์ (ในวันที่ 15 พฤษภาคม) สินค้าคงคลังเหล็กห้ารายการมีจำนวนทั้งสิ้น 17.9576 ล้าน ลดลง 6.47% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งลดลงเป็นสัปดาห์ที่สิบติดต่อกัน ในขณะที่สินค้าคงเหลือที่อยู่ทั้งในตลาดและโรงงานลดลง แสดงถึงอุปสงค์และผลผลิตที่สูง
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย khwankaew | พ.ค. 21, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาบิลเล็ต (Billet) เอเชีย เพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใน 7 สัปดาห์ จากข้อตกลงซื้อขายใหม่ๆของอินเดีย
ราคาบิลเล็ตเอเชีย (billet) เพิ่มขึ้นในวันศุกร์ จากข้อตกลงซื้อขายใหม่ของบิลเล็ตจากอินเดีย ที่ส่งไปตลาดจีน ท่ามกลางราคาในประเทศที่เข้มแข็ง และแตะจุดสูงสุดใน 7 สัปดาห์ ตั้งแต่ 27 มีนาคม ในขณะดียวกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความเคลื่อนไหวน้อย
Platts ประเมินราคาสปอตบิลเล็ต 5SP ขนาด 130 mm ที่ราคา $384-$388/ตัน CFR Southeast Asia มีราคากลางที่ $386/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น $3.5/ตัน เทียบจากวันก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น $6.5/ตัน เทียบจากช่วงเวลาเดียวกันในสัปดาห์ที่แล้ว

ในจีน การตกลงซื้อขายบิลเล็ตจากอินเดียมี 2 ข้อตกลง ที่ข้อตกลงละ 30,000 ตัน มีรายงานว่าสรุปราคากันที่ $383/ตัน และ $384.5/ตัน CFR China เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (14 พฤษภาคม) สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 150 mm.
บิลเล็ตจากอินเดียสำหรับล็อตส่งมอบเดือนมิถุนายน ขายหมดแล้ว เทรดเดอร์จีนหลายรายกล่าว
ระดับราคาที่ซื้อขายได้อยู่ที่ประมาณ $383-$385/ตัน CFR China เทรดเดอร์จีนทางตะวันออกกล่าว ซึ่งเทียบเท่ากับ $385-$387/ตัน CFR Manila
การซื้อเหล่านี้ เป็นไปในทางเดียวกันกับตลาดบิลเล็ตในประเทศจีนที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งราคาปรับเพิ่มขึ้น 30 หยวน/ตัน ($4.20/ตัน) จากสัปดาห์ก่อน
ราคาบิลเล็ตในต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บิลเล็ตล็อตที่ส่งจากเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป จะน่าสนใจน้อยลงสำหรับผู้ซื้อชาวจีน เทรดเดอร์จีนทางตะวันออกกล่าว ช่องว่างสำหรับราคาที่จะขึ้นในจีนนั้นจำกัดแล้ว
ราคาเสนอขายบิลเล็ตอินโดนีเซีย ยังคงอยู่ที่ $385/ตัน CFR China สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 150 mm. แหล่งข่าวโรงงานเหล็กกล่าว ราคาเสนอซื้ออยู่ที่ $382/ตัน สำหรับปริมาณบิลเล็ต 20,000 ตัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 พฤษภาคม)
ในไทย ราคาเสนอขายใหม่สำหรับบิลเล็ต 3SP ขนาด 130 mm จากมาเลเซีย ล็อตส่งมอบเดือนมิถุนายน อยู่ที่ $383/ตัน CFR Thailand เมื่อวันศุกร์ (15 พฤษภาคม) เทรดเดอร์ในประเทศรายหนึ่งกล่าว แต่สัญญาณการซื้อนั้นอยู่ต่ำกว่าราคาเสนอขายที่ $370/ตัน CFR อยู่มาก เนื่องจากราคาเหล็กเส้นในประเทศยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
— Analyst Joy Zhuo, Analyst Chelsea Ye
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย khwankaew | พ.ค. 12, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน (CRC) ปรับตัวขึ้น ตามการฟื้นตัวขึ้นของตลาดภายในประเทศ
ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็น (cold-rolled coil) ของจีนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากการฟื้นตัวในประเทศ
เมื่อวันพุธ Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดเย็น SPCC ความหนา 1 mm.ราคาอยู่ที่ $441/ตัน FOB China ปรับเพิ่มขึ้น $3/ตัน จากสัปดาห์ก่อน
ส่วนต่างของราคาการส่งออก ระหว่างเหล็กแผ่นรีดเย็น (CRC) และเหล็กแผ่นรีดร้อนเกรดพาณิชย์ (commercial-grade HRC) อยู่ที่ $44/ตัน ขยับกว้างขึ้น $3/ตัน จากสัปดาห์ก่อน
โรงงานจีนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการให้ข้อเสนอราคาขายของบริษัทใหม่ในวันพุธ ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังจากวันหยุดราชการ 5 วัน ในประเทศจีน
One northeast China-based major export mill offered CRC at $470/mt FOB and cut sheet at $475/mt FOB for July shipment, unchanged on the week, according to a mill source.
โรงงานส่งออกสำคัญแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เสนอราคาขายเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน ราคาอยู่ที่ $470/ตัน FOB และชนิดที่ตัดแผ่น ราคาอยู่ที่ $475/ตัน FOB สำหรับการจัดส่งในเดือนกรกฎาคม ราคาไม่เปลี่ยนแปลงในสัปดาห์
ทราบมาว่าราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นของจีน ราคาอยู่ที่ประมาณ $460-$470/ตัน CFR Vietnam ที่จะส่งมอบกันในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน
โดยมีข้อมูลใหม่แสดงให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ในประเทศจีนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในเดือนเมษายน
“ตลาด CRC ที่อ่อนแอและจะยังอยู่ภายใต้แรงกดดันในเดือนนี้ เนื่องจากภาคการผลิตมีการส่งออกลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดของโรคโคโรนาไวรัส และไม่มีความชัดเจนว่าการส่งออกจะฟื้นตัวหรือไม่”
ในตลาดค้าปลีกของเซี่ยงไฮ้ ในวันพุธ Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นในเกรดเดียวกัน ราคาอยู่ที่ 3,670 หยวน/ตัน ($517/ตัน) ex-stock ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาปรับเพิ่มขึ้น 55 หยวน/ตัน จากสัปดาห์ก่อน
— Analyst Yuelin Dai
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing