โดย chirawat | ก.ค. 31, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก, ไม่มีหมวดหมู่
อุตสาหกรรมเหล็กโล่ง! เริ่มเห็นแสงสว่าง
ปี 2560 เหมือนจะเป็นปีที่ทำให้ผู้ประกอบการในแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ มีความหวังมากขึ้น วัดจากภาพรวมของราคาเหล็กในตลาดโลกเริ่มขยับราคาสูงขึ้น
อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติกฎหมายป้องกันการหลบเลี่ยงพิกัดเหล็ก คาดว่าภายในปี2560 น่าจะปฏิบัติได้ จะทำให้ผู้นำเข้าเหล็กที่ชอบหลบเลี่ยงภาษี เลี่ยงพิกัดมีความยากลำบากในการนำเข้าแบบผิดกฎหมายมากขึ้น อีกทั้งถือเป็นการทิ้งทวนข่าวดีปลายปี ที่กระทรวงพาณิชย์ ลงนามให้มีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) สำหรับสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า ที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐเกาหลีเป็นการชั่วคราวแล้ว รวม 26 พิกัดเป็นเวลา 4 เดือน(กลางพ.ย.2559-กลางมี.ค.2560) ก่อนที่จะประกาศใช้ต่อไป หลังพบว่าทั้ง 2 ประเทศส่งสินค้าดังกล่าวมาทุ่มตลาดและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ส่งสินค้าเหล็กเกือบทุกประเภทเข้ามาตีตลาดอย่างรุนแรงในช่วง2-3ปีมานี้ ล่าสุด”ฐานเศรษฐกิจ”สัมภาษณ์พิเศษนายฐิติกร ทรัพย์บุญรอด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ประกอบการผลิตเหล็กแผ่นที่ได้รับผลกระทบ เปิดใจถึงทิศทางอุตสาหกรรมเหล็ก ความหวัง และโอกาสที่จะเกิดขึ้นในปี2560
ทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กปี 2560
นายฐิติกร ฉายภาพใหญ่ก่อนถึงต้นเหตุที่ทำให้ผู้ผลิตทุกรายในประเทศไทยน้ำตาร่วงว่า จีนตัวการใหญ่ที่ทำให้วงการเหล็กปั่นป่วนมาต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจีนเป็นประเทศเดียวที่มีกำลังผลิตจริงกว่า 800 ล้านตัน เกินครึ่งของกำลังผลิตโลกที่มี 1,300-1,400 ล้านตัน จากกำลังผลิตปัจจุบัน จีนใช้สำหรับบริโภคภายในประเทศ 600 ล้านตัน และอีกกว่า 200 ล้านตันเป็นส่วนเกินที่ส่งออกมาขายทั่วโลกและเวลานี้เชื่อว่า จีนกำลังได้รับผลกระทบจากการทุ่มราคาเหล็กออกมานอกบ้านแล้ว และเห็นแล้วว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาโรงงานผลิตเหล็กจากจีนก็ได้รับผลกระทบจากการทุ่มราคาเหล็กออกมา สะท้อนภาพ ขาดทุนไปหลายหมื่นล้านบาท ทั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล “ขณะนี้รัฐบาลจีนเข้าใจแล้วว่าการทุ่มตลาดไม่ได้ทำให้ธุรกิจจีนเจริญเติบโตได้ ก็เลยหันมาใช้มาตรการตัดกำลังการผลิตลงไป จึงทำให้ราคาปรับขึ้นมาเล็กน้อย พอราคาดีทุกคนก็กลับมาผลิตใหม่ ทำให้ราคายังไม่ปรับอย่างถาวรเท่าที่ควร” อีกทั้งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาจีนก็มีการลดกำลังการผลิต ทำให้ราคาเหล็กกลับมากระเตื้องขึ้นอีก รวมถึงราคาวัตถุดิบ เช่นโค้ก ถ่านหินที่ใช้ในการถลุงเหล็ก ที่ปรับราคาขึ้นจากจากกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันขึ้นมาเป็นกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งปรับขึ้นเยอะ หรือราคา บิลเล็ต(วัตถุดิบสำหรับผลิตเหล็กเส้น) ราคาขยับจาก 300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันมาเป็น400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน สแลป(วัตถุดิบสำหรับผลิตเหล็กแผ่น)จาก 380 ดอลลาร์สหรัฐฯมาเป็น 450 ดอลลาร์สหรัฐฯจากที่ราคาวัตถุดิบยังไม่นิ่งและมีราคาสูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตเหล็กยังไม่กล้าสั่งซื้อ ส่วนราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นนั้น จะส่งผลมาถึงราคาเหล็กชนิดต่างๆที่สูงขึ้นตามมา เช่น ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในตลาดโลกขยับขึ้นจาก450 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันเป็น550 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ถ้าคิดเป็นกิโลกรัมเท่ากับว่าราคาขึ้นมาอยู่ที่ 19,000 บาทต่อตัน
ราคาในไทยจะปรับขึ้นช้ากว่าตลาดโลก
สำหรับราคาเหล็กในประเทศ เวลานี้ยังไม่ปรับขึ้น ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนยังคงยืนอยู่ที่1.7-1.8 หมื่นบาทต่อตัน โดยราคาจะปรับขึ้นช้ากว่าราคาในตลาดโลกอยู่ราว 1-2 เดือน และคาดว่าราคาเหล็กในประเทศจะปรับสูงขึ้นในต้นปีหน้าอีกราว 1-2 บาทต่อกิโลกรัม แต่ก็ยังยืนอยู่ที่ความยากลำบาก เพราะ 1.เหล็กภายในประเทศไทยยังมีสต็อกเหล็กเก่าอยู่ 2.จีนเปิดหน่วยลงทุนเรื่องโลหะ เหล็กในตลาดหุ้น ดังนั้นชาวบ้านที่ไม่มีส่วนร่วมในธุรกิจก็มาแห่ซื้อไว้ ทำให้ราคาสูงกว่าตลาด พอเหล็กในตลาดหุ้นสูงเกินตลาดจริงโรงงานเลยต้องขยับราคาตาม ทำให้ราคาเหล็กดังกล่าวไม่สะท้อนความเป็นจริงของดีมานด์ซัพพาย คนซื้อก็ไม่อยากซื้อเหล็กในราคาสูง เพราะราคายังแกว่งอยู่มีขึ้น มีลง อยากรอจังหวะให้ราคาถูกที่สุด อย่างไรก็ตามถือว่าปี 2558 ปี2559 ยังเป็นปีที่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศอยู่ในสภาพที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านการผลิต และบริหารราคาได้ยากเนื่องจากราคาวัตถุดิบไม่นิ่ง ฉะนั้นการกำหนดราคาอาจจะกำไรหรือขาดทุนจะไม่รู้ล่วงหน้า แต่ก็ยังดีกว่าปี2556-2557 ที่จะเห็นว่าราคาถอยลงมาจาก 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ลงมาเหลือ300ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งไม่มีโอกาสทำกำไร ขาดทุนอย่างเดียว “ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเรียกว่าผู้ประกอบการเหล็กไม่มีโอกาสทำกำไรเลย ซึ่งตอนนั้นบรรดาเทรดเดอร์นำเข้าเหล็กมาจากจีนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการนำเข้ามาแบบเลี่ยงพิกัด จนทำให้ไม่มีการเสียภาษีทุกอย่างทั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดี ภาษีอากรขาเข้า ขณะที่ไทยก็ยังไม่มีมาตรการรับมือที่รวดเร็วโดยจะเห็นว่าประเทศไทยใช้เหล็กทุกชนิดรวมกัน 17 ล้านตัน แต่เป็นการใช้จากกำลังผลิตในประเทศเพียง3-4 ล้านตัน ที่เหลือเป็นการบริโภคจากการนำเข้าทั้งหมด ทำให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศกระทบมาก รวมถึงบริษัทด้วย”
แอล พี เอ็น เพลทมิลต้องปรับตัว ธุรกิจแอลพีเอ็น เพลทมิล ความจริงโรงงานเรามีขีดความสามารถในการผลิตได้ 4-5 แสนตันต่อปี แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงมาก จากการมาทุ่มตลาดของจีนทำให้บริษัทผลิตเหล็กได้เพียง 1 แสนตันต่อปีเท่านั้น หนีการแข่งขันโดยมุ่งผลิตไปยังเหล็กที่เจาะเฉพาะตลาดมากขึ้น และเป็นเหล็กชนิดที่มีคู่แข่งจากการนำเข้าน้อย โดยป้อนเหล็กให้กับโรงงานอุตสาหกรรม หรือสำหรับสร้างโรงไฟฟ้า และระบบโครงสร้างพื้นฐานรัฐเป็นหลัก เช่น งานก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ “ปี2556-2557 ที่เราขายขาดทุน บางปีผลิตได้เพียง 5-6 หมื่นตันเท่านั้น มาปี2559 ถือว่ายังโชคดีที่ราคาเหล็กไม่ลดลงตลอดทั้งปี ยังมีช่วงให้ทำกำไรได้ เราสามารถนำเงินไปใช้หนี้ได้ และยังสามารถดูแลพนักงานร่วม 300 คนได้ ปีหน้าหวังว่า บริษัทจะสามารถทำกำไรได้ จากฐานลูกค้าหลายร้อยรายในกทม.และปริมณฑลที่มีอยู่แล้ว”
ปี 2560 พบสัญญาณใช้เหล็ก
สำหรับปี2560 เริ่มมองเห็นสัญญาณบวก เพราะมองเห็นว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเริ่มขยับได้มากขึ้น มากกว่าปี2559 อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติกฎหมายป้องกันการหลบเลี่ยงพิกัด คาดว่าภายในปี2560 น่าจะปฏิบัติได้ จะทำให้ผู้นำเข้าเหล็กที่ชอบหลบเลี่ยงภาษี เลี่ยงพิกัดนำเข้ายากขึ้น รวมถึงจะมีการลงทุนภาครัฐ ตรงนี้จะเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นในปีหน้าส่วนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาฯหลายค่ายยังไม่มั่นใจจะเปิดโครงการใหม่ๆ แต่ต้องการระบายสต็อกเก่าเร่งขายให้หมดก่อน เช่นคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้ว ยังไม่ปิดโครงการทำให้การบริโภคเหล็กเพื่อไปสู่ภาคที่อยู่อาศัยยังขยายตัวได้ไม่มากนัก อีกทั้งการบริโภคเหล็กยังเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ เช่นเดียวกับความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากด้วย
“ถ้ามองในทางกลับกัน ในภาคพื้นเอเชีย เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังต้องขยายตัว ตรงนี้ยังถือว่าเป็นข้อดี ” แนะผู้ใช้เหล็กในงานโครงสร้างรวมกลุ่มก่อนตาย
นายฐิติกร กล่าวอีกว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้หารือกับ 7 สมาคมผู้ประกอบการเหล็ก ประกอบด้วย 1.สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย 2.สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย 3.สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น 4.สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า 5.สมาคมการค้าเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี 6.สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน 7.กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นเคลือบดีบุก เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม ซึ่งมีสมาชิกรวมกันกว่า 470 บริษัท ว่าที่ผ่านมาใครกระทบเรื่องเหล็ก พอร้องเข้าไปคนนั้นได้รับการช่วยเหลือ และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ ที่ลงทุนตั้งแต่หลายพันล้านบาทไปถึงหลักหมื่นล้านบาท แต่เวลานี้มีกลุ่มผู้ใช้เหล็กที่มีการนำเข้าเหล็กที่ใช้ในงานโครงสร้างและเป็นบริษัทขนาดเล็กๆระดับหลักร้อยล้านบาทขึ้นไป ที่ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการร้องเรียนเหล่านี้ด้วย ทั้งที่กำลังเผชิญปัญหาสู้กับเหล็กที่นำเข้าสำเร็จรูปมาจากต่างประเทศไม่ได้ และเริ่มเห็นว่ามีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม โดยการนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปมาประกอบมากขึ้นเมื่อมาถึงไทยก็แค่ขันนอตอย่างเดียว ทำให้ผู้ใช้เหล็กที่ทำงานโครงสร้างเหล็กกระทบ จนบางรายต้องปิดกิจการไปแล้ว
“เวลานี้จะเห็นคนที่สร้างโรงงานที่เป็นกลุ่มผู้รับเหมาเหล็กไม่มีธุรกิจ ไม่มีงานทำ ปิดตัวไปมาก เพราะสามารถนำเข้าเหล็กมาประกอบได้เลย โดยเหล็กนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปเพราะไม่เสียภาษี ในขณะที่เหล็กแผ่นรีดร้อน ยังมีภาษีเอดีบางรายนำเข้ามาก็ปลอดภาษีเพราะได้รับการส่งเสริม ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มผู้ใช้เหล็ก หรือผู้รับจ้างสร้างโรงงานจะไม่มีแอกชันตรงนี้เลย”
จากกรณีดังกล่าวได้เสนอแนะไปในที่ประชุมสมาคมว่า เขาน่ารวมกลุ่มกัน แล้วร้องเรียนไปยังภาครัฐ ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีแต่บริษัทใหญ่ๆทำ เพราะมีความพร้อมด้านข้อมูลสนับสนุน แต่บริษัทเล็กๆอย่างกลุ่มผู้รับจ้างทำโรงงาน ทำงานโครงสร้างเหล็ก มีความไม่พร้อมสูง พอมีปัญหาก็ไปต่อไม่ได้ ต้องปิดกิจการมองว่าถ้ารัฐจะปกป้องธุรกิจในประเทศ ก็ต้องคุ้มครองทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เราถึงจะรอดไปด้วยกัน
Cr: http://www.thansettakij.com
โดย chirawat | ก.ค. 18, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
งานก่อสร้างต้องรอบด้าน ลดความซ้ำซ้อนงานก่อสร้าง ด้วยนวัตกรรม
แม้ว่ากิจการรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยยังมีลักษณะการใช้แรงงานเข้มข้น แต่กระนั้นการบริหารธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ต้องหมั่นพิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลแรงงาน รวมทั้งการแสวงหา คิดค้น สร้างสรรค์ เทคโนโลยี จนถึงนวัตกรรมต่าง ๆ ทั้งทางด้านเทคนิคการก่อสร้าง และการบริหารจัดการธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพื่อประสบความสำเร็จทั้งด้านงานช่างทำงานเสร็จตามเวลาตรงสเปคและด้านธุรกิจ มีผลกำไรที่พึงได้ประเด็นที่ขอกล่าวในที่นี้คือ เรื่องเกี่ยวกับเหล็กเส้นก่อสร้าง
ความชำนาญโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
สิ่งปลูกสร้างในประเทศไทยนิยมใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก วัสดุก่อสร้างที่เป็นวัสดุโครงสร้างหลัก ๆ คือ เหล็กเสริมคอนกรีต และคอนกรีต (ปูนซิเมนต์ หินและทรายที่ผสมกับปูนซิเมนต์) การเทคอนกรีตในส่วนโครงสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ต้องมีการขึ้นโครงเหล็ก ผูกเหล็ก ดัดเหล็ก ประกอบไม้ใบ และมีการค้ำยัน เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงเทคอนกรีตและบ่มคอนกรีตตามระยะเวลาที่กำหนด
ในอดีตการตัดเหล็กให้ได้ความยาวตามต้องการ การดัดเหล็ก ผูกเหล็ก ต่าง ๆ ทำที่หน้างาน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน แรงงานพื้นฐานขาดแคลน อีกทั้งจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลการทำงานให้สูงขึ้นนี่เป็นด้านแรงงาน ทางด้านสถานที่ก่อสร้างบางแห่งคับแคบไม่มีบริเวณกว้างขวางเพียงพอในการกองเหล็ก การตัดและดัดเหล็ก รวมทั้งการดูแลเรื่องเศษเหล็กต่าง ๆ และที่สำคัญคือมีบริการตัดและดัด (Cut and Bend) ตาม Bar Cut List จากโรงงานเหล็กต่าง ๆ จากนั้นจัดส่งถึงหน้างานตามเวลานัดหมาย ตามตารางการทำงานก่อสร้าง วงการอุตสาหกรรมเหล็กเรียกขานบริหารตัดและดัดนี้ว่านวัตกรรม เน้นการบริการใหม่ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง ประหยัดเวลา และลดต้นทุนรวมในการก่อสร้าง
นอกจากนี้โรงงานเหล็กยังได้ผลิตเหล็กปลอกสำเร็จรูปบรรจุถุงสำเร็จมีขนาดความกว้างยาวต่าง ๆ ตามต้องการ และมีการผลิตเหล็กปลอกด้วยเหล็กเต็ม 6 มิลลิเมตร เพื่อสร้างความแข็งแรงเต็มตามสเปคให้กับโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก บริการตัดและดัด เหล็กปลอกสำเร็จรูปเปิดโอกาสให้กิจการรับเหมาก่อสร้างมีทางเลือกในการบริหารจัดการงานก่อสร้างของตนเองมากขึ้น ใช้นวัตกรรมจากโรงงานเหล็กมาเป็นประโยชน์กับกิจการของตนเอง
ก้าวต่อไปที่น่าสนใจคือ งานก่อสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้เป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้นสามารถออกแบบให้มีมาตรฐานร่วมกัน มีขนาดความกว้างยาวของแต่ละห้องแบบเดียวกัน ทางเลือกในการบริหารจัดการงานก่อสร้างย่อมมีมากขึ้น ไม่ว่าการใช้พื้นและผนังสำเร็จรูป หรือการเลือกใช้บริการเหล็กตัดและดัดที่มีความคลาดเคลื่อนของการตัดและดัดน้อยลง หรือไม่มีเลย
การเลือกใช้เหล็กที่เหนียวมากขึ้น
โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งของคอนกรีต และความแข็งแรงเหนียวไม่หักเปราะง่ายของเหล็ก เพื่อให้โครงสร้างอาคารมีความแข็งแรง แข็งแกร่ง เหนียวแน่น สามารถรับน้ำหนักบรรทุกจากโครงสร้าง และน้ำหนักจรได้ตามแบบก่อสร้าง
อุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ได้ปูนซิเมนต์ให้เพิ่มความแข็งแกร่ง อุตสาหกรรมเหล็กได้พัฒนาการของเหล็กที่เพิ่มความเหนียว ในกรณีเหล็กเส้นก่อสร้าง มีการผลิตถึงชั้นมาตรฐาน SD 50 ที่มีความเหนียวแข็งแรงกว่า SD40 หมายความว่า เมื่อต้องการความแข็งแรงมีศักยภาพรับน้ำหนักรวมเท่ากันแล้วการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างเกรด SD50 ใช้ปริมาณเหล็กน้อยกว่า SD40 และจากการใช้งานจริงสรุปได้ว่าลดปริมาณการใช้เหล็กลงประมาณ 15-20 % อีกทั้งยังมีความสะดวกในการเทคอนกรีต เพราะเมื่อใช้เหล็กชั้น SD50 ทำให้ปริมาณเหล็กลดลง การใช้เหล็ก SD50 ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ต้องเริ่มจากความต้องการของเจ้าของโครงการที่กำหนดให้มีการออกแบบโดยใช้เหล็ก SD50 หรือสถาปนิกที่ออกแบบมีความรู้เกี่ยวกับ SD50 และเสนอต่อเจ้าของโครงการ ซึ่งยังเกิดประโยชน์ให้สามารถออกแบบได้ยืดหยุ่นมากขึ้น มีข้อจำกัดจากเรื่องคุณสมบัติการรับน้ำหนักรวมและขนาดของโครงสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้าง เช่น เสาและคานลดลง
นอกจากนี้ในพื้นที่มีความเสียงภัยแผ่นดินไหว หรือการออกแบบสร้างอาคารให้มีความสามารถต้านแรงสั่นสะเทอืนแผ่นดินตามกฎหมายกำหนดหรือตามต้องการนั้นสามารถเลือกใช้เหล็กต้านแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว SD40 S มาตอบสนองความต้องการได้ เช่น การก่อสร้างในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เป็นต้น การบริหารกิจการรับเหมาก่อสร้าง จำเป็นต้องติดตามความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลหนักในงานก่อสร้าง อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานระบบ และ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
การติดตามความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และนำมาใช้ประโยชน์ย่อมเกื้อหนุนให้กิจการรับเหมาก่อสร้างประสบความสำเร็จ ลดปัญหาต่าง ๆ ทั้งปัญหาเกี่ยวกับช่างก่อสร้าง ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการ
โดย chirawat | มิ.ย. 27, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก, บทความเกี่ยวกับเหล็ก, ไม่มีหมวดหมู่
กระทรวงพาณิชย์ ประกาศใช้เซฟการ์ดเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย
พาณิชย์ ประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เรียกเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย ที่ 31.43% และ 31.05% จากทุกประเทศเป็นเวลา 2 ปี หลังอุตสาหกรรมภายในร้องเรียน มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอุตสาหกรรมเสียหาย …

กระทรวงพาณิชย์ ประกาศใช้เซฟการ์ดเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย
วันที่ 24 ม.ค. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกรรมการคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) เปิดเผยว่า ในการประชุม คปป. เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาผลการไต่สวนชั้นที่สุด กรณีการพิจารณาใช้มาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) จากการนำเข้าสินค้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอยหน้าตัดรูปตัว H (H-Beam เจืออัลลอย) ที่เพิ่มขึ้นมาก โดยมีมติให้ประกาศเรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าดังกล่าว ที่ไทยนำเข้าจากทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 2 ปี ในอัตรา ปีที่ 1 ที่ 31.43% ของราคานำเข้าแบบซี ไอ เอฟ (ราคาสินค้าที่รวมค่าประกันภัย และค่าระวางเรือ) และปีที่ 2 ที่ 31.05%
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าดังกล่าวสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก และสินค้าที่มีความจำเป็นในการใช้งานที่มีข้อจำกัดและมีลักษณะเฉพาะตามคุณสมบัติความทนทานต่อแรงดึง และความหนาของหน้าแปลน รวมถึงเหล็กที่มีความสูงเกิน 912 มิลลิเมตร (มม.) ขึ้นไป โดยการประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เพราะพบว่า ไทยได้นำเข้าสินค้าดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่คุกคามอุตสาหกรรมภายในของไทย
สำหรับการไต่สวนดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กชนิดดังกล่าวของไทย ได้ร้องเรียนมายังกระทรวงพาณิชย์ว่า มีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศเข้ามาในปริมาณมาก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน จนทำให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้รับความเสียหายจากยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากเปิดการไต่สวนแล้ว คปป. ได้ประกาศผลการไต่สวนขั้นต้น โดยกำหนดใช้มาตรการปกป้องเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในไม่ให้ได้รับความเสียหาย และเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้ปรับตัวรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น
แต่ในการประชุม เพื่อพิจารณาประกาศผลการไต่สวนขั้นที่สุด ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ควบคุมเรื่องการเจือธาตุอัลลอยเพิ่มเติมจากมาตรฐานเดิม ที่จะมีผลควบคุมถึงสินค้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย และจะมีผลใช้บังคับในเร็วๆ นี้ คปป. จึงเห็นควรให้กำหนดมาตรการปกป้องเพียงเท่าที่จำเป็น ดังนั้น จึงลดระยะเวลาการใช้มาตรการเซฟการ์ดเหลือเพียง 2 ปีเท่านั้น
Cr: www.thairath.co.th
โดย chirawat | มิ.ย. 19, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สศอ.หวั่นปัจจัยเสี่ยงฉุดเป้าทั้งปีร่วงรูดเหลือ 1-2 เปอร์เซ็นต์
แนวโน้ม ดัชนีอุตสาหกรรมครึ่งปีบวก 0.2%
นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน มิ.ย. ขยายตัว 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นบวก 4 เดือนติดต่อกัน ขณะที่อัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 66.29% ส่งผลให้เอ็มพีไอไตรมาส 2 ขยายตัว 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมาหดตัว 1% เนื่องจากการส่งออกเครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน รถจักรยานยนต์ ขยายตัวดี สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ อุตสาหกรรม เหล็ก และเหล็กกล้าไตรมาส 2 ที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2.26% เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง เพราะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาครัฐ จึงถือว่าอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นแรงผลักดันให้ภาพรวมเอ็มพีไอครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ขยายตัวได้ 0.2%
สศอ.หวั่นปัจจัยเสี่ยงฉุดเป้าทั้งปีร่วงรูดเหลือ 1-2 เปอร์เซนต์
นายวีรศักดิ์กล่าวว่า เมื่อสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดีขึ้น สศอ.จึงคงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม (จีดีพีอุตสาหกรรม) ปีนี้ไว้ที่ 1.5-2.5% แต่ก็ต้องติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยอื่นๆที่จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ช่วงไตรมาส 3 เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ประกอบการทบทวนประมาณการเอ็มพีไอและจีดีพีอุตสาหกรรมปีนี้ใหม่อีกครั้ง
สศอ.หวั่นปัจจัยเสี่ยงฉุดเป้าทั้งปีร่วงรูดเหลือ 1-2 เปอร์เซ็นต์
“หากมีเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ไตรมาส 3 เอ็มพีไอโตไม่ถึง 2% ก็มีความ เป็นไปได้ที่ สศอ.ต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์เอ็มพีไอปีนี้ลงเหลือ 1-2% อย่างเป็นทางการ จากที่ก่อนหน้านี้คาดไว้ตลอดทั้งปีจะเติบโต 2-3% ส่วนการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมปีนี้คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 70%”
นายวีรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยน ผ่านการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม ที่จะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตมากกว่าแรงงานคน ให้ก้าวไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 มากขึ้น เพื่อมุ่งการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากกว่าการผลิตสินค้าที่เน้นปริมาณ ซึ่ง สศอ.มองว่าระยะสั้นคงส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมและแรงงานไม่รุนแรง
Cr : www.thairath.co.th
โดย chirawat | มิ.ย. 14, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
นวัตกรรมเหล็ก เอสดี50
ก่อสร้างไทยก้าวสู่ยุคนวัตกรรมเหล็ก เอสดี50 – เหล็กเส้นขึ้นรูป – ต้านแผ่นดินไหว ความต้องการการใชเ้หล็กในประเทศไทย มีประมาณ 2.5 ล้านตัน ต่อปีและในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาการเมือง อุตสาหกรรมเหล็กก็ยังมียอดเติบโตสูงถึง10%
“เหล็กเส้น” ในโครงสร้างอาคาร เปรียบเสมือนกระดกูสัน หลังของร่างกาย ทำาหน้าที่เป็นแกนหลัก ของโครงสรา้งทั้งหมด และ เป็นจดุเชื่อมต่อ่ใหอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย สําหรับเหล็กเส้นแล้วเมื่อนำไปสร้างแล้วจะไม่สามารถรื้อถอน และเปลี่ยนทดแทนไดเ้หมื่อนวัสดที่ใช้ในงานกอ่สรา้งอื่นๆ เช่นสี ท่อนํ้า กระเบื้อง ฝ้า ฯลฯ ดังนั้นการพจิารณาเลื่อกใชเ้หล็กเส้นที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จะสร้างความมั่นคง และ ปลอดภัย ของโครงสร้างอาคาร สําหรับใช้งานและอยู่อาศัยตลอดไป ราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) กลา่วว่า “ความต้องการ การใชเ้หล็กในประเทศไทย มีประมาณ 2.5 ล้านตัน ตอ่ปีและในชว่งที่ประเทศไทยประสบปัญหาการเมือง อุตสาหกรรมเหล็กก็ยังมียอด เติบโตสูงถึง10% จากการขยายตัวของโมเดิรน์เทรดและการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นคาดว่าหลังจากนี้ อุตสาหกรรมเหล็กจะเติบโตได้มากขึ้นไปอีก” ปัจจุบัน มีการพัฒนาเหล็กเส้นให้แข็งแรงมากขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อตอบสนองการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยุคใหม่อาจกลา่วได้ว่าวงการก่อสร้างไทยกําลังก้าวเข้าสู่ยุค นวัตกรรมเหล็ก ที่มีการพัฒนาเหล็กเส้นคณุภาพ เอสดี 50 ที่สามารถรับแรงดึงได้สูงกว่าขึ้นมาใชแ้ทนเหล็ก เอสดี 40 และ เอสดี 30
นอกจากคณุสมบตั ที่ดีกว่าเหล็กเส้นเอสดี50 ยังช่วยประหยัดต้นทุนเหล็กได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากราคาเหล็กเส่น ก่อสร้างไม่ได้ผันแปรตามคณุสมบัติในการรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือตามชั้นคณุภาพของเหล็ก แต่ราคาขึ้นอยู่กับน้ำหนักเหล็กเป็นสําคัญ การควบคุมปริมาณการใช้งานเหล็กเส้นจึงเป็นวิธีการที่สําคัญ ในการลดคา่ใช้จ่าย
การเลื่อกใชเ้หล็กเส้น เอสดี50 ที่สามารถรับแรงดึงได้สูงกว่าช่วยลดปริมาณการใช้เหล็กในการกอ่สร้างลงได้ประมาณ 15- 20% เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เหล็ก เอสดี40 ในขณะที่ราคาเหล็ก เอสดี50 สูงกว่าเหล็ก เอสดี40 ประมาณ 2-4% เท่ากับ ว่าสามารถประหยัดต้นทุนเฉลี่ยราว 13-22% หากเปรียบเที่ยบ กับการใช้เหล็ก เอสดี30 พบว่าช่วยลดปริมาณการใช้เหล็กในการก่อสร้างลงได้ 30-40% ของโครงการ ก่อสรา้ง ขึ้นอยู่กับแบบกอ่สร้าง นวัตกรรม “เหล็กเส้นขึ้นรูป (cut and bend)” ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นกับบรกิาร ตัด และ ดัด จากโรงงาน จุดเด่นอยู่ ที่การได้งานคณุภาพตามความต้องการ ไม่มีเศษเหล็กถูกตัดทิ้งหรือการตัด ดัด ผิดพลาดใหเ้ป็นภาระตน้ทนุของการกอ่สร้าง การตัด และดัด ในโรงงานใชเ้ครื่อง จักรควบคมุด้วยระบบคอมพิวเตอร์จึงสามารถควบคมุคณุภาพและดัด ขึ้นรูปได้หลาก หลายกว่าการทาํงานที่หน้างาน รองรับความต้องการรูปแบบทหีลากหลายมากขึ้นนอกจากนี้ยังสามารถต๊าปเกลียว เหล็กข้ออ้อย เพื่อใช้ในการต่อเหล็กด้วยหัว คอปเลอร์ มาจากโรงงานให้พร้อมใช้งานได้ด้วย
จากการศึกษาพบว่า นวัตกรรมเหล็กเส้นขึ้นรูป ช่วยลดค่าใช้จ่ายงานเหล็กเส้นโดยรวมได้ไม่น้อยกว่า 500 บาท ต่อตัน “เหล็กต้านแผ่นดินไหว” อีกนวัตกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ และคาดวา่จะเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากเพิ่งเกิดเหตกุารณ์แผ่นดินไหวครังใหญ่ที จ.เชียงราย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
คณุลักษณะพิเศษของเหล็กต้านแผ่นดินไหวคือ คุณสมบัติเนื้อเหล็กภายในเหนียวเป็นพเิศษ โดยการผสมสารเคมีสตูร เฉพาะตัวด้วยสารคารบ์อน ซัล เฟอร์ ฟอส ฟอรัส ผ่านกระบวนการผลิตที่ควบคุม อัตโนมัติทั้งความดัน ของน้ำ ความแรงของนํ้าจากกระบอกฉีด ปริมาณละอองนํ้า ทำให้ได้คุณสมบัตเนื้อเหล็กภายในใหเ้หนียวเป็นพเิศษ ทำให้ดูดซับ พลงังานได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการขาดของเหล็กเส้นที่เป็นสาเหตใุห้โครงสร้างอาคารพังทลายอย่างฉับพลันได้
Cr : https://www.onestockhome.com