พาณิชย์ปลื้ม! สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มรายการสินค้าใหม่ให้ได้รับสิทธิ GSP
พาณิชย์ปลื้ม! สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มรายการสินค้าใหม่ให้ได้รับสิทธิ GSP
Cr : ประชาชาติธุรกิจ เศรษฐกิจในประเทศ
google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
Cr : ประชาชาติธุรกิจ เศรษฐกิจในประเทศ
นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทย โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน (ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา) ซึ่งในการดำเนินการโครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคมเห็นควรให้เลือกใช้วัสดุก่อสร้างหลักที่สามารถจัดหาได้ภายในประเทศให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นโครงการที่ก่อสร้างในประเทศไทย
โดยเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจัดหาวัสดุก่อสร้างหลักจากตลาดภายในประเทศ พบว่ามีเหล็กบางส่วน คือ เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย ยังไม่ชัดเจนว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานใด แต่มีแนวโน้มต้องเป็นไปตามมาตรฐานต่างประเทศ รวมถึงโครงการของรัฐบาลอีกหลายโครงการ ซึ่งมีความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในกลุ่มเหล็กอีกหลายรายการที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ)
ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้โครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตได้ในประเทศ และเพื่อให้การควบคุมการทำผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ตามอำนาจหน้าที่ของ สมอ.ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจอันจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการส่งเสริมนโยบาย Ease of Doing Business ของรัฐบาล สมอ. จึงได้เชิญสมาคม/องค์กรภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเหล็กในประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน และรายละเอียดเกี่ยวกับเหล็กที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับงานโยธาในโครงการดังกล่าว รวมทั้งการขออนุญาตทำตามมาตรา 20 และการขออนุญาตทำแตกต่างจากมาตรฐานตามมาตรา 20 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ไปเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยสามารถผลิตเหล็กให้ได้ตามข้อกำหนดของโครงการ รองรับการดำเนินการก่อสร้างโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเฟสแรก ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา ระยะทาง 252 กิโลเมตร คาดว่าต้องใช้ปริมาณเหล็กสูงถึงหลายแสนตัน นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กของไทยและส่งเสริมให้ใช้วัสดุที่ผลิตได้ภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาล
Cr:http://iiu.isit.or.th
นายบุญชัย จิระพงษ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เดอะ สตีล (THE) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการปี 60 จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 15,839.73 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 545.29 ล้านบาท โดยมองว่าอุตสาหกรรมเหล็กในปีนี้จะยังไม่ขยายตัวมากนัก คงต้องรอโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มใช้เหล็กอย่างเต็มที่ในช่วงปลายปีและต่อเนื่องไปอีกหลายปี
ขณะเดียวกันหากมองตามโรดแมพการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้ในปี 61 หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศให้เดินหน้าลงทุนโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นราว 20%
“ปีนี้ผลประกอบการของเราก็คงจะทรงๆ ตัวจากปีที่ผ่านมา โดยแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก แต่จะเห็นการเติบโตมากๆ ในปีหน้าตามความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นอีก ผมมองว่าความต้องการใช้เหล็กในปี 61 จะเติบโตได้ราว 20% และด้วยราคาขายเหล็กในปัจจุบันถือว่าถึงจุดต่ำสุดแล้ว ต่อจากนี้คาดว่าราคาเหล็กจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งหากทิศทางราคาเหล็กเป็นแบบขาขึ้น ยังไงเราก็กำไรแน่นอน”นายบุญชัย กล่าว
สำหรับรายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สัดส่วน 30% มาจากการผลิตเพื่อจำหน่ายภายใต้กำลังการผลิต 20,000 ตัน/เดือน และ อีก 70% มาจากธุรกิจซื้อมาขายไป โดยบริษัทมีพันธมิตรที่เป็นโรงงานผลิตเหล็กหลายราย ซึ่งบริษัทจะสั่งวัตถุดิบให้กับโรงงานเหล่านี้เพื่อผลิตให้กับบริษัทนำมาจำหน่ายย ทำให้บริษัทมีสินค้าค่อนข้างครบถ้วนทุกประเภท คือ เหล็กม้วนรีดร้อน, เหล็กม้วนสลิป, เหล็กแผ่น, เหล็กรูปพรรณประเภทขึ้นรูปร้อน และเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น
“เรามีต้นทุนคงที่เพียง 30% คือส่วนของการผลิตสินค้าเพื่อขาย ในส่วนที่เหลือคือการซื้อมาขายไป ทำให้บริษัทฯเราไม่เหมือนกับบริษัทฯเหล็กอื่นๆในอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตเพื่อขายเป็นหลัก ทำให้เราสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ คือจะซื้อหรือไม่ซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมากว่า 20 ปี เราก็มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวอีกว่า ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากช่วงไตรมาส 1/60 มีกำไรราว 82 ล้านบาท โดยล่าสุดรัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงร่วมกับจีน ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา ซึ่งทางรัฐบาลได้ส่งหนังสือขอข้อมูลจากสมาคมเหล็กทั่วประเทศว่ามีเหล็กประเภทใดแบบใดที่โรงงานในประเทศสามารถผลิตป้อนให้ได้ ขณะเดียวกัน จีนก็มีนโยบายปรับลดกำลังผลิตเหล็กในประเทศลง หากเกิดขึ้นจริงเชื่อว่าจะเป็นส่วนผลักดันให้ราคาเหล็กปรับตัวขึ้นได้ในระยะต่อไป
“ที่ผ่านมาโรงงานผลิตเหล็กส่วนใหญ่จะประสบปัญหาขาดทุนจากความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลก แต่ด้วยประสบการที่เรามีมากว่า 20-30 ปีในตลาดนี้ เรามีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีทั้งในช่วงที่ราคาเหล็กปรับตัวขึ้น ทำให้เรามีผลประกอบการที่ดีมาต่อเนื่อง และในช่วงราคาเหล็กปรับตัวลง ซึ่งผมจะอธิบายว่าในช่วงเหล็กราคาลงจะค่อนข้างยากเพราะต้องบริหารการผลิตให้พอดีกับต้นทุนคงที่ของโรงงานเพื่อให้มีผลกำไรบ้าง หรือให้ขาดทุนน้อยที่สุด ขณะที่ช่วงราคาเหล็กขึ้นก็ง่ายมาก จะผลิตมากผลิตน้อยอย่างไรยังไงเราก็กำไร”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวถึงแผนในอนาคตว่า ปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเข้าซื้อโรงงานผลิตเหล็ก 1 แห่ง มูลค่าราว 600-700 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนจะย้ายโรงงานเดิมไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นและสามารถขยาบกำลังการผลิตได้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 3/60 นี้
ทั้งนี้ หากได้ข้อสรุปในการเข้าซื้อโรงงานดังกล่าวบริษัทคงจะต้องใช้ระยะเวลาราว 3 ปีในการเตรียมการ โดยเงินลงทุนจะมาจากใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (THE-W2) ที่ออกไปทั้งหมด 550 ล้านหุ้น ราคาการใช้สิทธิ 3.50 บาท/หุ้น ซึ่งหากผู้ถือหน่วยใช้สิทธิครบจำนวนก็จะทำให้สามารถระดมทุนได้ทั้งหมดราว 1,925 ล้านบาท โดยปัจจุบันราคาใช้สิทธิเทียบกับราคาบนกระดานถือว่ามีส่วนต่างพอสมควร จึงเชื่อว่าจะมีผู้ถือหน่วยมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก
“โรงงานเดิมที่ถนนเอกชัยแยกออกจากกันไประหว่างหลายโรงงาน หลายคลังจัดเก็บทำให้มีต้นทุนที่สูง ซึ่งตอนนี้เราอยู่ระหว่างศึกษาที่จะเข้าซื้อกิจการโรงเหล็กเพื่อที่จะเพิ่มกำลังการผลิต และย้ายโรงงานเดิมทั้งหมดไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่จะช่วยให้ต้นทุนในทุกๆด้านดีขึ้น”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวต่อว่า ล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อหุ้น บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เพิ่มเป็น 50% จากเดิมที่มีอยู่ 20% และได้รับโอนหุ้นเรียบร้อยแล้วเมื่อ 31 ม.ค.60 หลังจากนี้บริษัทเตรียมจะขยายกำลังการผลิตเป็น 70,000 ตัน/เดือน จากเดิม 50,000 ตัน/เดือน โดยจะขยายโรงงานและพื้นที่เก็บสินค้า มูลค่าลงทุนราว 200 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันทางการเงินเพื่อขอเปิดวงเงินกู้ยืม
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการผลิตสินค้ามีมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น ซึ่งยังต้องใช้งบลงทุนอีกพอสมควร บริษัทจึงมีแผนที่จะนำบริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนมาใช้ในการลงทุนครั้งนี้ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปี 61
กระทรวงพาณิชย์ ประกาศใช้เซฟการ์ดเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย
พาณิชย์ ประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เรียกเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย ที่ 31.43% และ 31.05% จากทุกประเทศเป็นเวลา 2 ปี หลังอุตสาหกรรมภายในร้องเรียน มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอุตสาหกรรมเสียหาย …

วันที่ 24 ม.ค. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกรรมการคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) เปิดเผยว่า ในการประชุม คปป. เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาผลการไต่สวนชั้นที่สุด กรณีการพิจารณาใช้มาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) จากการนำเข้าสินค้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอยหน้าตัดรูปตัว H (H-Beam เจืออัลลอย) ที่เพิ่มขึ้นมาก โดยมีมติให้ประกาศเรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าดังกล่าว ที่ไทยนำเข้าจากทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 2 ปี ในอัตรา ปีที่ 1 ที่ 31.43% ของราคานำเข้าแบบซี ไอ เอฟ (ราคาสินค้าที่รวมค่าประกันภัย และค่าระวางเรือ) และปีที่ 2 ที่ 31.05%
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าดังกล่าวสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก และสินค้าที่มีความจำเป็นในการใช้งานที่มีข้อจำกัดและมีลักษณะเฉพาะตามคุณสมบัติความทนทานต่อแรงดึง และความหนาของหน้าแปลน รวมถึงเหล็กที่มีความสูงเกิน 912 มิลลิเมตร (มม.) ขึ้นไป โดยการประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เพราะพบว่า ไทยได้นำเข้าสินค้าดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่คุกคามอุตสาหกรรมภายในของไทย
สำหรับการไต่สวนดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กชนิดดังกล่าวของไทย ได้ร้องเรียนมายังกระทรวงพาณิชย์ว่า มีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศเข้ามาในปริมาณมาก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน จนทำให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้รับความเสียหายจากยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากเปิดการไต่สวนแล้ว คปป. ได้ประกาศผลการไต่สวนขั้นต้น โดยกำหนดใช้มาตรการปกป้องเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในไม่ให้ได้รับความเสียหาย และเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้ปรับตัวรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น
แต่ในการประชุม เพื่อพิจารณาประกาศผลการไต่สวนขั้นที่สุด ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ควบคุมเรื่องการเจือธาตุอัลลอยเพิ่มเติมจากมาตรฐานเดิม ที่จะมีผลควบคุมถึงสินค้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย และจะมีผลใช้บังคับในเร็วๆ นี้ คปป. จึงเห็นควรให้กำหนดมาตรการปกป้องเพียงเท่าที่จำเป็น ดังนั้น จึงลดระยะเวลาการใช้มาตรการเซฟการ์ดเหลือเพียง 2 ปีเท่านั้น
Cr: www.thairath.co.th
นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กเส้น เปิดเผยว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยช่วงครึ่งหลังปี 2560 ปริมาณการใช้เหล็กทุกประเภทอาจยังขยับขึ้นไม่มาก ประมาณ 18-19 ล้านตัน และจะเห็นภาพการใช้เหล็กในช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดี และจะเห็นปริมาณการสั่งซื้อเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในปีหน้าบริษัทได้กำหนดแผนงานไว้ 4 เรื่อง คือ
1.สินค้าต้องเป็นระดับพรีเมี่ยม 2. การบริการสามารถเชื่อมไปสู่การเป็นซัพพลายเชนและแวลูเชน 3.กระบวนการผลิตต้องใช้เทคโนโลยีลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร ใช้ระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ 4.โมเดลธุรกิจใหม่ (Business Model) เช่น การผลิตสินค้าต้องมาจากความต้องการของลูกค้าจริง ๆ ปัจจุบันมีบริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจให้บริการซอฟต์แวร์บริหารธุรกิจก่อสร้างและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ BUILK.COM เป็นช่องทางและตัวช่วยในการรีวิวความต้องการของลูกค้า
“ในปี 2563 สัดส่วนของสินค้าเหล็กเกรดพิเศษจะเพิ่มเป็น 40% เช่น เหล็กใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็กก่อสร้างวิศวกรรม จากปัจจุบันสัดส่วน 95% ยังคงเป็นเหล็กที่ใช้ในตลาดก่อสร้างทั่วไป”
สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ มีที่ประเทศเมียนมาดำเนินการมาเกือบ 1 ปีแล้ว ได้ร่วมทุนกับบริษัท GEL และ THIHA ในเขตเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมติลาวา คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันผลิตเหล็กท่อ รวมถึงวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ และในอนาคตมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่ตลาดเมียนมายังขาด
นายสิทธิชัยกล่าวต่อไปว่า ในไตรมาส 1 ปี 2560 (ม.ค.-มี.ค.) บริษัทมียอดรายได้ 5,873 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เป็นผลจากการขยายฐานลูกค้าไปต่างจังหวัด การขายผ่านช่องทางออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศอาเซียนและออสเตรเลีย
สำหรับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กมีความกังวล จากการปิดโรงงานผลิตเหล็กของจีนและกลัวว่า จะเข้ามาตั้งโรงงานที่ในไทย “เหล็กในประเทศแทบล้นตลาด หากยังมีการปล่อยให้เข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตเหล็กชนิดเดียวกันอีก ผู้ประกอบการไทยจะอยู่กันอย่างไร
Cr : ประชาชาติธุรกิจ
เวทีเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียนชูประเด็นสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศ-ลดพึ่งพาการนำเข้าเพื่อความยั่งยืน อินเดียตั้งเป้าขึ้นแท่นเบอร์ 2 ของโลกเน้นใช้เหล็กในประเทศ ′Make in India′ สำหรับโครงการใหญ่ภาครัฐและช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องผู้ประกอบการ สิงคโปร์หนุนผู้ผลิตปรับปรุงผลิตภาพผ่านโครงการรัฐ ในขณะที่มาเลเซียประกาศชัด Buy Malaysian Products First Policy ซีอีโออุตสาหกรรมเหล็กชี้ไทยควรนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะการส่งเสริมเหล็กในประเทศกับโครงการลงทุนภาครัฐเพื่อความยั่งยืน
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 22-25 พฤษภาคม 2560 สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียนได้จัดงานสัมนาประจำปี หรือ SEAISI Conference & Exhibition 2017ที่ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมเหล็กทั้งจากภายในและภายนอกอาเซียน จำนวนหลายร้อยคน ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวมีประเด็นหลักที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ นำเสนอคือ นโยบายสร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ
Dr. A S Firoz นักเศรษฐศาสตร์ประจำหน่วยงานวิจัย Joint Plant Committee ของรัฐบาลอินเดีย กล่าวว่ารัฐบาลอินเดียได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ผลิตเหล็กอันดับสองของโลกภายในปี ค.ศ. 2030-2031 ด้วยกำลังผลิต 300 ล้านตัน จึงได้กำหนดกลยุทธ์ “ Make in India Program” สำหรับขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ (Domestic Industrialization) โดยส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในการจัดซื้อจัดจ้างงานโครงการภาครัฐ
ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าลงทุนด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้รัฐบาลยังเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างทางธุรกิจของผู้ผลิตเหล็กที่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง (Stressed Steel Assets) เพื่อช่วยให้กลับสู่การผลิตและการลงทุนได้ใหม่ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า โดยเป้าหมายที่สำคัญคือสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการเหล็กในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเหล็กจากต่างประเทศ
ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ ได้นำเสนอยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ที่ใช้เหล็กโครงสร้าง (Structural Steel) เป็นวัสดุหลัก โดยรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับปรุงผลิตภาพ (Productivity) โดย Dr. John Keung ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Singapore Building and Construction Authority (BCA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างของสิงคโปร์ กล่าวว่า BCA ได้เริ่มต้นปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนางานก่อสร้างในประเทศตั้งแต่ปี 2010 โดยก่อนหน้านั้น อุตสาหกรรมก่อสร้างของสิงคโปร์ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก (Labor Intensive) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพาแรงงานต่างชาติถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งปัญหาในขณะนั้นก็คือ แรงงานส่วนใหญ่มีประสบการณ์และทักษะน้อยส่งผลให้ผลิตภาพของงานต่ำ
ดังนั้น BCA จึงได้กำหนดมาตรการปรับปรุงผลิตภาพ ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาผลิตภาพและศักยภาพงานก่อสร้าง (Construction Productivity and Capability Fund: CPCF) เพื่อปรับปรุงยกระดับผลิตภาพแรงงาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการออกแบบอาคารด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Building Information Modeling (BIM) ผลักดันการปรับปรุงผลิตภาพผ่านงานโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยกำหนดผลิตภาพเป็นตัวชี้วัด (KPI) ผลงาน และการจัดตั้งโครงการสร้างมืออาชีพด้านงานก่อสร้าง (Professional) ผ่านหลักสูตรในสถาบันการศึกษาในทุกระดับ
ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศของตน ดาโต๊ะ Thian Lai ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตเหล็กและเหล็กกล้ามาเลเซีย กล่าวว่าในงานสัมมนาครั้งนี้ว่า รัฐบาลมาเลเซียก็มีนโยบายสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศที่เรียกว่า Buy Malaysian Products First Policy โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เรียกว่า Industrialized Building System คล้ายๆกับที่ BCA สิงคโปร์ทำอยู่ คือนำเทคโนโลยีดิจิตัลมาใช้ในงานออกแบบงานก่อสร้างและทำการผลิตส่วนประกอบโครงสร้างเหล็กก่อสร้าง (Prefabrication) นอกสถานที่ก่อสร้าง (Off-site work) ในลักษณะชิ้นงานพร้อมประกอบที่เรียกว่า module ก่อนนำไปประกอบที่สถานที่ก่อสร้าง ซึ่งช่วยลดทั้งระยะเวลาการก่อสร้างและจำนวนแรงงาน
นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการบริหารของ SEAISI กล่าวว่า แนวทางในการในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของรัฐบาลประเทศต่างๆในอาเซียนล้วนมีเป้าหมายสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศ ประเทศไทยควรศึกษารูปแบบการพัฒนาอุตสากรรมเหล็กของประเทศเหล่านี้ นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้รัฐบาลมีแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมาก เช่น โครงการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและรถไฟรางคู่ ที่จะต้องใช้วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เหล็กจำนวนมาก น่าจะลองใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศคล้ายๆกับของอินเดียและมาเลเซีย เช่นอาจจะเรียกว่า Buy Thai Steel Policy ซึ่งแม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังประกาศนโยบาย Buy America สนับสนุนการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศ สำหรับในเรื่องการปรับปรุงผลิตภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเราน่าจะดูรูปแบบของ BCA สิงคโปร์เป็นตัวอย่าง ซึ่งปัญหาในขณะนี้ก็คือ เรายังไม่มีหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยตรง ที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้
Cr : ประชาชาติธุรกิจ
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า