โดย chirawat | ก.ค. 18, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
งานก่อสร้างต้องรอบด้าน ลดความซ้ำซ้อนงานก่อสร้าง ด้วยนวัตกรรม
แม้ว่ากิจการรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยยังมีลักษณะการใช้แรงงานเข้มข้น แต่กระนั้นการบริหารธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ต้องหมั่นพิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลแรงงาน รวมทั้งการแสวงหา คิดค้น สร้างสรรค์ เทคโนโลยี จนถึงนวัตกรรมต่าง ๆ ทั้งทางด้านเทคนิคการก่อสร้าง และการบริหารจัดการธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพื่อประสบความสำเร็จทั้งด้านงานช่างทำงานเสร็จตามเวลาตรงสเปคและด้านธุรกิจ มีผลกำไรที่พึงได้ประเด็นที่ขอกล่าวในที่นี้คือ เรื่องเกี่ยวกับเหล็กเส้นก่อสร้าง
ความชำนาญโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
สิ่งปลูกสร้างในประเทศไทยนิยมใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก วัสดุก่อสร้างที่เป็นวัสดุโครงสร้างหลัก ๆ คือ เหล็กเสริมคอนกรีต และคอนกรีต (ปูนซิเมนต์ หินและทรายที่ผสมกับปูนซิเมนต์) การเทคอนกรีตในส่วนโครงสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ต้องมีการขึ้นโครงเหล็ก ผูกเหล็ก ดัดเหล็ก ประกอบไม้ใบ และมีการค้ำยัน เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงเทคอนกรีตและบ่มคอนกรีตตามระยะเวลาที่กำหนด
ในอดีตการตัดเหล็กให้ได้ความยาวตามต้องการ การดัดเหล็ก ผูกเหล็ก ต่าง ๆ ทำที่หน้างาน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน แรงงานพื้นฐานขาดแคลน อีกทั้งจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลการทำงานให้สูงขึ้นนี่เป็นด้านแรงงาน ทางด้านสถานที่ก่อสร้างบางแห่งคับแคบไม่มีบริเวณกว้างขวางเพียงพอในการกองเหล็ก การตัดและดัดเหล็ก รวมทั้งการดูแลเรื่องเศษเหล็กต่าง ๆ และที่สำคัญคือมีบริการตัดและดัด (Cut and Bend) ตาม Bar Cut List จากโรงงานเหล็กต่าง ๆ จากนั้นจัดส่งถึงหน้างานตามเวลานัดหมาย ตามตารางการทำงานก่อสร้าง วงการอุตสาหกรรมเหล็กเรียกขานบริหารตัดและดัดนี้ว่านวัตกรรม เน้นการบริการใหม่ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง ประหยัดเวลา และลดต้นทุนรวมในการก่อสร้าง
นอกจากนี้โรงงานเหล็กยังได้ผลิตเหล็กปลอกสำเร็จรูปบรรจุถุงสำเร็จมีขนาดความกว้างยาวต่าง ๆ ตามต้องการ และมีการผลิตเหล็กปลอกด้วยเหล็กเต็ม 6 มิลลิเมตร เพื่อสร้างความแข็งแรงเต็มตามสเปคให้กับโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก บริการตัดและดัด เหล็กปลอกสำเร็จรูปเปิดโอกาสให้กิจการรับเหมาก่อสร้างมีทางเลือกในการบริหารจัดการงานก่อสร้างของตนเองมากขึ้น ใช้นวัตกรรมจากโรงงานเหล็กมาเป็นประโยชน์กับกิจการของตนเอง
ก้าวต่อไปที่น่าสนใจคือ งานก่อสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้เป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้นสามารถออกแบบให้มีมาตรฐานร่วมกัน มีขนาดความกว้างยาวของแต่ละห้องแบบเดียวกัน ทางเลือกในการบริหารจัดการงานก่อสร้างย่อมมีมากขึ้น ไม่ว่าการใช้พื้นและผนังสำเร็จรูป หรือการเลือกใช้บริการเหล็กตัดและดัดที่มีความคลาดเคลื่อนของการตัดและดัดน้อยลง หรือไม่มีเลย
การเลือกใช้เหล็กที่เหนียวมากขึ้น
โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งของคอนกรีต และความแข็งแรงเหนียวไม่หักเปราะง่ายของเหล็ก เพื่อให้โครงสร้างอาคารมีความแข็งแรง แข็งแกร่ง เหนียวแน่น สามารถรับน้ำหนักบรรทุกจากโครงสร้าง และน้ำหนักจรได้ตามแบบก่อสร้าง
อุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ได้ปูนซิเมนต์ให้เพิ่มความแข็งแกร่ง อุตสาหกรรมเหล็กได้พัฒนาการของเหล็กที่เพิ่มความเหนียว ในกรณีเหล็กเส้นก่อสร้าง มีการผลิตถึงชั้นมาตรฐาน SD 50 ที่มีความเหนียวแข็งแรงกว่า SD40 หมายความว่า เมื่อต้องการความแข็งแรงมีศักยภาพรับน้ำหนักรวมเท่ากันแล้วการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างเกรด SD50 ใช้ปริมาณเหล็กน้อยกว่า SD40 และจากการใช้งานจริงสรุปได้ว่าลดปริมาณการใช้เหล็กลงประมาณ 15-20 % อีกทั้งยังมีความสะดวกในการเทคอนกรีต เพราะเมื่อใช้เหล็กชั้น SD50 ทำให้ปริมาณเหล็กลดลง การใช้เหล็ก SD50 ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ต้องเริ่มจากความต้องการของเจ้าของโครงการที่กำหนดให้มีการออกแบบโดยใช้เหล็ก SD50 หรือสถาปนิกที่ออกแบบมีความรู้เกี่ยวกับ SD50 และเสนอต่อเจ้าของโครงการ ซึ่งยังเกิดประโยชน์ให้สามารถออกแบบได้ยืดหยุ่นมากขึ้น มีข้อจำกัดจากเรื่องคุณสมบัติการรับน้ำหนักรวมและขนาดของโครงสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้าง เช่น เสาและคานลดลง
นอกจากนี้ในพื้นที่มีความเสียงภัยแผ่นดินไหว หรือการออกแบบสร้างอาคารให้มีความสามารถต้านแรงสั่นสะเทอืนแผ่นดินตามกฎหมายกำหนดหรือตามต้องการนั้นสามารถเลือกใช้เหล็กต้านแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว SD40 S มาตอบสนองความต้องการได้ เช่น การก่อสร้างในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เป็นต้น การบริหารกิจการรับเหมาก่อสร้าง จำเป็นต้องติดตามความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลหนักในงานก่อสร้าง อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานระบบ และ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
การติดตามความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และนำมาใช้ประโยชน์ย่อมเกื้อหนุนให้กิจการรับเหมาก่อสร้างประสบความสำเร็จ ลดปัญหาต่าง ๆ ทั้งปัญหาเกี่ยวกับช่างก่อสร้าง ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการ
โดย chirawat | มิ.ย. 27, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก, บทความเกี่ยวกับเหล็ก, ไม่มีหมวดหมู่
กระทรวงพาณิชย์ ประกาศใช้เซฟการ์ดเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย
พาณิชย์ ประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เรียกเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย ที่ 31.43% และ 31.05% จากทุกประเทศเป็นเวลา 2 ปี หลังอุตสาหกรรมภายในร้องเรียน มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอุตสาหกรรมเสียหาย …

กระทรวงพาณิชย์ ประกาศใช้เซฟการ์ดเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย
วันที่ 24 ม.ค. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกรรมการคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) เปิดเผยว่า ในการประชุม คปป. เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาผลการไต่สวนชั้นที่สุด กรณีการพิจารณาใช้มาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) จากการนำเข้าสินค้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอยหน้าตัดรูปตัว H (H-Beam เจืออัลลอย) ที่เพิ่มขึ้นมาก โดยมีมติให้ประกาศเรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าดังกล่าว ที่ไทยนำเข้าจากทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 2 ปี ในอัตรา ปีที่ 1 ที่ 31.43% ของราคานำเข้าแบบซี ไอ เอฟ (ราคาสินค้าที่รวมค่าประกันภัย และค่าระวางเรือ) และปีที่ 2 ที่ 31.05%
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าดังกล่าวสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก และสินค้าที่มีความจำเป็นในการใช้งานที่มีข้อจำกัดและมีลักษณะเฉพาะตามคุณสมบัติความทนทานต่อแรงดึง และความหนาของหน้าแปลน รวมถึงเหล็กที่มีความสูงเกิน 912 มิลลิเมตร (มม.) ขึ้นไป โดยการประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เพราะพบว่า ไทยได้นำเข้าสินค้าดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่คุกคามอุตสาหกรรมภายในของไทย
สำหรับการไต่สวนดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กชนิดดังกล่าวของไทย ได้ร้องเรียนมายังกระทรวงพาณิชย์ว่า มีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศเข้ามาในปริมาณมาก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน จนทำให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้รับความเสียหายจากยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากเปิดการไต่สวนแล้ว คปป. ได้ประกาศผลการไต่สวนขั้นต้น โดยกำหนดใช้มาตรการปกป้องเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในไม่ให้ได้รับความเสียหาย และเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้ปรับตัวรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น
แต่ในการประชุม เพื่อพิจารณาประกาศผลการไต่สวนขั้นที่สุด ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ควบคุมเรื่องการเจือธาตุอัลลอยเพิ่มเติมจากมาตรฐานเดิม ที่จะมีผลควบคุมถึงสินค้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย และจะมีผลใช้บังคับในเร็วๆ นี้ คปป. จึงเห็นควรให้กำหนดมาตรการปกป้องเพียงเท่าที่จำเป็น ดังนั้น จึงลดระยะเวลาการใช้มาตรการเซฟการ์ดเหลือเพียง 2 ปีเท่านั้น
Cr: www.thairath.co.th
โดย admin_sale | มิ.ย. 20, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
มาตรฐาน มอก. ของเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่
มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (ทั้งเหล็กเส้นกลมและ เหล็กข้ออ้อย) มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ดังนี้
– เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2543 เปลี่ยนเป็น มอก. 20-2559
– เหล็กข้ออ้อย มอก. 24-2548 เปลี่ยนเป็น มอก. 24-2559 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 20 ธันวาคม 2559
ผลกระทบ : ผู้ได้รับอนุญาตด้วย มอก.เดิม (ทั้งผู้ผลิตและ ผู้นำเข้า) จะถูกยกเลิกใบอนุญาตเดิมและต้องทำการขออนุญาตใหม่ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 180 วัน หลังวัน ประกาศในราชกิจจาฯ
สิ่งที่เพิ่มเข้ามา
- มีการคัดแยก คุณภาพเศษเหล็ก โดยควบคุม P, S อย่างเข้มงวด
- มีการตรวจสอบค่าเคมีของน้ำเหล็กทุกขั้นตอนการผลิต ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน
- มีการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์อย่างเหมาะสม (ลด P, S และสารฝังใน)
- เตาหลอมเหล็กต้องมีขนาด 5 ตันขึ้นไป
- มีมาตรฐานการจัดการระบบสิ่งแวดล้อมที่ดี
- ในเนื้อเหล็กต้องแสดงกรรมวิธีการทำเหล็กแท่ง ที่นำมาทำสินค้า
- OH กรรมวิธีแบบ Open Hearth BO กรรมวิธีแบบ Basic Oxygen
- EF กรรมวิธีแบบ EAF IF กรรมวิธีแบบ Induction Furnace
- ต้องเป็นเหล็กกล้าไม่เจือ
- ในเนื้อเหล็กต้องเพิ่มชื่อผู้ได้รับอนุญาต (ยกเว้นเป็นชื่อเดียวกับผู้ผลิต)
เหล็กกล้าไม่เจือ
หมายถึง เหล็กกล้าที่มีธาตุเจือดังต่อไปนี้ตาม % ที่กำหนด
- Al น้อยกว่า 3% – Si น้อยกว่า 0.6%
- Mn น้อยกว่า 65% – Cu น้อยกว่า 0.4%
- Ni น้อยกว่า 3% – Cr น้อยกว่า 0.3%
- Pb น้อยกว่า 4% – Co น้อยกว่า 0.3%
- W น้อยกว่า 3% – Ti น้อยกว่า 0.05%
- V น้อยกว่า 1% – Zr น้อยกว่า 0.05%
- Mo น้อยกว่า 08% – Nb น้อยกว่า 0.06%
- B น้อยกว่า 0008%
ธาตุอื่นๆ น้อยกว่า 0.1% ยกเว้น S, P, C, N
เปรียบเทียบกระบวนการผลิตแบบต่างๆ
|
EF |
BO |
OH |
IF |
| วัตถุดิบหลัก |
เศษเหล็ก |
เศษเหล็ก + น้ำเหล็ก |
เศษเหล็ก |
เศษเหล็ก |
| การเลือกวัตถุดิบ |
ไม่จำเป็น |
ไม่จำเป็น |
ไม่จำเป็น |
จำเป็นมาก |
| กระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ |
มี |
มี |
มี |
ไม่มี (ถ้าต้องการ ต้องติดตั้งกระบวนการเพิ่ม) |
| พลังงานที่ใช้ |
ไฟฟ้า |
ปฏิกิริยาเคมี |
เชื้อเพลิง |
ไฟฟ้า |
| ขนาดเตาหลอม |
ขนาดกลางขึ้นไป |
ขนาดกลางขึ้นไป |
ขนาดใหญ่ |
ขนาดเล็กขึ้นไป |
| พบได้ใน |
เหล็กก่อสร้างในประเทศ(แบบปกติทั่วไป)
เหล็กก่อสร้างนำเข้า |
เหล็กก่อสร้างนำเข้า (ทั้งแบบสำเร็จรูปและวัตถุดิบ) |
เหล็กก่อสร้างนำเข้า (ค่อนข้างหายาก) |
เหล็กก่อสร้างในประเทศ (บางโรงงาน) เหล็กก่อสร้างนำเข้า (จากจีน) |
| มอก. ที่กล่าวถึง |
มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ |
มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ |
มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ |
มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับใหม่เท่านั้น |
โดย chirawat | มิ.ย. 14, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
นวัตกรรมเหล็ก เอสดี50
ก่อสร้างไทยก้าวสู่ยุคนวัตกรรมเหล็ก เอสดี50 – เหล็กเส้นขึ้นรูป – ต้านแผ่นดินไหว ความต้องการการใชเ้หล็กในประเทศไทย มีประมาณ 2.5 ล้านตัน ต่อปีและในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาการเมือง อุตสาหกรรมเหล็กก็ยังมียอดเติบโตสูงถึง10%
“เหล็กเส้น” ในโครงสร้างอาคาร เปรียบเสมือนกระดกูสัน หลังของร่างกาย ทำาหน้าที่เป็นแกนหลัก ของโครงสรา้งทั้งหมด และ เป็นจดุเชื่อมต่อ่ใหอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย สําหรับเหล็กเส้นแล้วเมื่อนำไปสร้างแล้วจะไม่สามารถรื้อถอน และเปลี่ยนทดแทนไดเ้หมื่อนวัสดที่ใช้ในงานกอ่สรา้งอื่นๆ เช่นสี ท่อนํ้า กระเบื้อง ฝ้า ฯลฯ ดังนั้นการพจิารณาเลื่อกใชเ้หล็กเส้นที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จะสร้างความมั่นคง และ ปลอดภัย ของโครงสร้างอาคาร สําหรับใช้งานและอยู่อาศัยตลอดไป ราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) กลา่วว่า “ความต้องการ การใชเ้หล็กในประเทศไทย มีประมาณ 2.5 ล้านตัน ตอ่ปีและในชว่งที่ประเทศไทยประสบปัญหาการเมือง อุตสาหกรรมเหล็กก็ยังมียอด เติบโตสูงถึง10% จากการขยายตัวของโมเดิรน์เทรดและการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นคาดว่าหลังจากนี้ อุตสาหกรรมเหล็กจะเติบโตได้มากขึ้นไปอีก” ปัจจุบัน มีการพัฒนาเหล็กเส้นให้แข็งแรงมากขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อตอบสนองการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยุคใหม่อาจกลา่วได้ว่าวงการก่อสร้างไทยกําลังก้าวเข้าสู่ยุค นวัตกรรมเหล็ก ที่มีการพัฒนาเหล็กเส้นคณุภาพ เอสดี 50 ที่สามารถรับแรงดึงได้สูงกว่าขึ้นมาใชแ้ทนเหล็ก เอสดี 40 และ เอสดี 30
นอกจากคณุสมบตั ที่ดีกว่าเหล็กเส้นเอสดี50 ยังช่วยประหยัดต้นทุนเหล็กได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากราคาเหล็กเส่น ก่อสร้างไม่ได้ผันแปรตามคณุสมบัติในการรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือตามชั้นคณุภาพของเหล็ก แต่ราคาขึ้นอยู่กับน้ำหนักเหล็กเป็นสําคัญ การควบคุมปริมาณการใช้งานเหล็กเส้นจึงเป็นวิธีการที่สําคัญ ในการลดคา่ใช้จ่าย
การเลื่อกใชเ้หล็กเส้น เอสดี50 ที่สามารถรับแรงดึงได้สูงกว่าช่วยลดปริมาณการใช้เหล็กในการกอ่สร้างลงได้ประมาณ 15- 20% เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เหล็ก เอสดี40 ในขณะที่ราคาเหล็ก เอสดี50 สูงกว่าเหล็ก เอสดี40 ประมาณ 2-4% เท่ากับ ว่าสามารถประหยัดต้นทุนเฉลี่ยราว 13-22% หากเปรียบเที่ยบ กับการใช้เหล็ก เอสดี30 พบว่าช่วยลดปริมาณการใช้เหล็กในการก่อสร้างลงได้ 30-40% ของโครงการ ก่อสรา้ง ขึ้นอยู่กับแบบกอ่สร้าง นวัตกรรม “เหล็กเส้นขึ้นรูป (cut and bend)” ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นกับบรกิาร ตัด และ ดัด จากโรงงาน จุดเด่นอยู่ ที่การได้งานคณุภาพตามความต้องการ ไม่มีเศษเหล็กถูกตัดทิ้งหรือการตัด ดัด ผิดพลาดใหเ้ป็นภาระตน้ทนุของการกอ่สร้าง การตัด และดัด ในโรงงานใชเ้ครื่อง จักรควบคมุด้วยระบบคอมพิวเตอร์จึงสามารถควบคมุคณุภาพและดัด ขึ้นรูปได้หลาก หลายกว่าการทาํงานที่หน้างาน รองรับความต้องการรูปแบบทหีลากหลายมากขึ้นนอกจากนี้ยังสามารถต๊าปเกลียว เหล็กข้ออ้อย เพื่อใช้ในการต่อเหล็กด้วยหัว คอปเลอร์ มาจากโรงงานให้พร้อมใช้งานได้ด้วย
จากการศึกษาพบว่า นวัตกรรมเหล็กเส้นขึ้นรูป ช่วยลดค่าใช้จ่ายงานเหล็กเส้นโดยรวมได้ไม่น้อยกว่า 500 บาท ต่อตัน “เหล็กต้านแผ่นดินไหว” อีกนวัตกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ และคาดวา่จะเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากเพิ่งเกิดเหตกุารณ์แผ่นดินไหวครังใหญ่ที จ.เชียงราย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
คณุลักษณะพิเศษของเหล็กต้านแผ่นดินไหวคือ คุณสมบัติเนื้อเหล็กภายในเหนียวเป็นพเิศษ โดยการผสมสารเคมีสตูร เฉพาะตัวด้วยสารคารบ์อน ซัล เฟอร์ ฟอส ฟอรัส ผ่านกระบวนการผลิตที่ควบคุม อัตโนมัติทั้งความดัน ของน้ำ ความแรงของนํ้าจากกระบอกฉีด ปริมาณละอองนํ้า ทำให้ได้คุณสมบัตเนื้อเหล็กภายในใหเ้หนียวเป็นพเิศษ ทำให้ดูดซับ พลงังานได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการขาดของเหล็กเส้นที่เป็นสาเหตใุห้โครงสร้างอาคารพังทลายอย่างฉับพลันได้
Cr : https://www.onestockhome.com
โดย chirawat | มิ.ย. 12, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก, ไม่มีหมวดหมู่
นวัตกรรมบ้านเหล็ก
‘เพิ่มขีดความสามารถในการก่อสร้างบ้านให้ได้มาตรฐาน ลดความเสี่ยงข้อจำกัดและจุดบกพร่องหน้างาน’
เมื่อครั้งวิวัฒนาการงานก่อสร้างบ้าน จากเดิมที่ทำคานคอนกรีตได้พัฒนาไปสู่งานโครงสร้างกรงเหล็กตัดและดัดสำเร็จ (Rebar Cut and Bent Caging) ได้รับความนิยมและสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในต่างประเทศ จะมีขั้นตอนเริ่มจากงานโครงสร้างเหล็กที่ตัดแต่งการเชื่อมประกอบและการติดตั้งชิ้นส่วนที่หน้างาน ไปสู่การทำโครงสร้างพร้อมประกอบที่หน้างานหรือ Pre-Engineered Steel ซึ่งเป็นการลดปัญหาอุปสรรคความผิดพลาดการเชื่อมประกอบและติดตั้งชิ้นส่วนหน้างาน อันอาจเกิดจากปัญหาฝีมือแรงงานของช่างก่อสร้าง (Human Error) ได้
นวัตกรรมบ้านเหล็ก
ระบบพัฒนางานก่อสร้างโครงเหล็กนี้ ได้ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดปริมาณคนงานก่อสร้างได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีชื่อว่า Sekisui Heim ของประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทผู้ผลิตบ้านระบบประกอบมาจากโรงงานทั้งโครงสร้างและสถาปัตยกรรมทั้งนี้ระบบโครงสร้างหลักของ Sekisui Heim จะใช้เหล็กชั้นคุณภาพสูงมาผลิตเป็นโครงสร้างสี่เหลี่ยมรูปกล่อง (Box) โครงสร้างข้อแข็งรูปทรงสี่เหลี่ยมช่วยในเรื่องการจัดพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านโดยไม่ต้องค้ำยัน (Bracing) เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในแง่ของการสร้างติดตั้ง การจัดพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญยังสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว และพายุไต้ฝุ่นได้ดี สอดรับกับดีไซน์ที่สามารถตอบสนองความต้องการดัดแปลง หรือต่อเติมบ้านในอนาคตได้โดยไม่ต้องกังวล
นอกจากนี้ ระบบบ้าน Sekisui Heim มีแนวคิดการผลิตและก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทน โดยมีการใช้แผง Solar Cell มาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในบ้าน
สำหรับประเทศไทย มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาธุรกิจสร้างบ้านประเภทนี้ให้เติบโต เพราะกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการภาคเอกชนรายใหญ่หลายรายเริ่มให้ความสนใจกับเทคโนโลยีดังกล่าวอย่าง
Cr : http://www.industry.go.th
โดย chirawat | มิ.ย. 9, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก, ไม่มีหมวดหมู่
การแบ่งประเภทของเหล็ก
เหล็กสามารถแบ่งออกเป็นกี่ประเภท? มีอะไรบ้าง?
เช่นเติมนิกเกิลเราสามารถแบ่งเหล็กออกเป็นกลุ่มกว้างๆได้ 2 กลุ่ม โดยพิจารณาจากปริมาณของธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเหล็ก โดยแบ่งออกได้เป็น
เหล็กหล่อ คือเหล็กที่มีปริมาณธาตุคาร์บอนมากกว่า 1.7% หรือ 2% ซึ่งเหล็กชนิดนี้จะขึ้นรูปได้ด้วยวิธีหล่อเท่านั้นเพราะปริมาณคาร์บอนที่สูงทำให้โครงสร้างมีคุณสมบัติที่แข็งแต่เปราะจึงไม่สามารถขึ้นรูปด้วยวิธีการรีดหรือวิธีทางกลอื่นๆได้ เรายังสามารถแบ่งย่อยเหล็กหล่อออกได้อีกหลายประเภท โดยพิจารณาจากโครงสร้างทางจุลภาค กรรมวิธีทางความร้อน ชนิดและปริมาณของธาตุผสม ได้แก่
เหล็กหล่อเทา (grey cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่มีปริมาณคาร์บอนและซิลิคอนสูง ทำให้มีโครงสร้างคาร์บอนอยู่ในรูปของกราฟไฟต์
เหล็กหล่อขาว (white cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่มีปริมาณซิลิคอนต่ำกว่าเหล็กหล่อเทา ทำให้ไม่เกิดโครงสร้างคาร์บอนในรูปกราฟไฟต์ โดยคาร์บอนจะอยู่ในรูปคาร์ไบด์ของเหล็ก (Fe3C) ที่เรียกว่า ซีเมนไตต์ เป็นเหล็กที่มีความแข็งสูงทนการเสียดสี แต่จะเปราะ
เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลมหรือเหล็กหล่อเหนียว (spheroidal graphite cast iron, ductile cast iron) เป็นเหล็กหล่อเทาที่ผสมธาตุแมกนีเซียมและหรือธาตุซีเรียมลงไปในน้ำเหล็ก ทำให้กราฟไฟต์ที่เกิดเป็นกลุ่มและมีรูปร่างกลม ซึ่งส่งผลถึงคุณสมบัติทางกลในทางที่ดีชึ้น
เหล็กหล่ออบเหนียว (malleable cast iron) เป็นเหล็กหล่อขาวที่นำไปอบในบรรยากาศพิเศษเพื่อทำให้คาร์บอนในโครงสร้างคาร์ไบด์แตกตัวออกมารวมกันเป็นกราฟไฟต์เม็ดกลม และทำให้เหล็กรอบๆที่มีปริมาณคาร์บอนลดลงปรับโครงสร้างกลายเป็นเฟอร์ไรต์และหรือเพิร์ลไลต์ เหล็กชนิดนี้จะมีความเหนียวดีกว่าเหล็กหล่อขาว แต่จะด้อยกว่าเหล็กหล่อกราฟไฟต์กลมเล็กน้อย
เหล็กหล่อโลหะผสม (alloy cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่เติมธาตุผสมอื่นๆลงไปในปริมาณที่ค่อนข้างมาก เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติเฉพาะด้านให้ดียิ่งขึ้น เลและโครเมียมเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านทนการเสียดสีและทนความร้อน เป็นต้น
การแบ่งประเภทของเหล็ก
เหล็กกล้า คือเหล็กที่มีปริมาณธาตุคาร์บอนน้อยกว่า 1.7% หรือ 2% เหล็กชนิดนี้มีความเหนียวมากกว่าเหล็กหล่อทำให้สามารถทำการขึ้นรูปโดยใช้กรรมวิธีทางกลได้ ทำให้เหล็กชนิดนี้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง จึงพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น เหล็กโครงรถยนต์ ท่อเหล็กต่างๆ ฯลฯ เหล็กกล้าสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มต่างๆได้คือ
เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel) เป็นเหล็กที่มีคาร์บอนเป็นส่วนผสมหลัก โดยอาจมีธาตุอื่นผสมอยู่บ้างแต่ไม่ได้เจาะจงจะผสมลงไป มักติดมาจากกรรมวิธีการถลุงและการผลิต เราสามารถแบ่งย่อยกว้างๆออกได้ 3 ประเภทโดยพิจารณาตามปริมาณของธาตุคาร์บอนที่ผสม คือ
- เหล็กคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า 0.2% เหล็กชนิดนี้มีความแข็งแรงต่ำสามารถรีดหรือตีเป็นแผ่นได้ง่าย
ตัวอย่างเหล็กเช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่นที่ใช้กันทั่วไป
- เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนอยู่ระหว่าง 0.2-0.5% เป็นเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงกว่าเหล็กคาร์บอนต่ำ ใช้ทำชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลทั่วไป เหล็กประเภทนี้สามารถทำการอบชุบความร้อนได้
- เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนสูงกว่า 0.5% มีความแข็งแรงและความแข็งสูง สามารถทำการอบชุบความร้อนให้คุณสมบัติความแข็งเพิ่มขึ้นได้ ใช้ทำพวกเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่ต้องการผิวแข็งและความต้านทานการสึกหรอสูง
- เหล็กกล้าผสม (alloy steel) เป็นเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีธาตุอื่นผสมอยู่อย่างเจาะจงเพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความสามารถในการชุบแข็ง (hardenability) ความต้านทานการกัดกร่อน คุณสมบัติการนำไฟฟ้าและคุณสมบัติทางแม่เหล็กเป็นต้น ธาตุผสมที่เติมลงไป เช่น โครเมียม นิกเกิล โมลิบดินัม วาเนเดียม โคบอลต์ แมงกานีสและซิลิคอน โดยแมงกานีสและซิลิคอนจะต้องมีปริมาณมากพอสมควรจึงจะจัดได้ว่าเป็นเหล็กกล้าผสม เพราะในเหล็กกล้าคาร์บอนก็มีปริมาณธาตุทั้งสองผสมอยู่พอสมควร เราสามารถแบ่งย่อยกว้างๆออกได้ 2 ประเภทโดยพิจารณาตามปริมาณของธาตุผสม คือ
- เหล็กกล้าผสมต่ำ (low alloy steel) เป็นเหล็กกล้าผสมที่มีปริมาณธาตุผสมน้อยกว่า 10%
- เหล็กกล้าผสมสูง (high alloy steel) เป็นเหล็กกล้าผสมที่มีปริมาณธาตุผสมสูงกว่า 10%
Cr : https://sites.google.com