Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก Archives - Page 21 of 39 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
พาณิชย์ ถกหน่วยงานเกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า

พาณิชย์ ถกหน่วยงานเกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดประชุมเรื่องแนวทางการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Circumvention) โดยเป็นการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับกรณีมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ กำหนด ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) มาตรการภาษีสินค้าตามมาตรา 301 และมาตรการทางภาษีสินค้าเหล็กและอลูมิเนียมตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ หลบเลี่ยงผ่านประเทศไทย พร้อมขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ไทยไม่ได้รับยกเว้นจากมาตรการ 232 ของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจถูกสหรัฐฯ เปิดไต่สวนการหลบเลี่ยงฯ (Anti-Circumvention) ในสินค้าเดียวกันจากไทยด้วย
“เพื่อป้องกันไม่ให้หนังสือรับรองฯ Form C/O ทั่วไปของไทยกลายเป็นเครื่องมือในการแอบอ้างถิ่นกำเนิด กรมฯ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโดยการตรวจสอบการนำเข้าจากประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการฯ ที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ ในพิกัดศุลกากรเดียวกันและมีการขอ Form C/O ทั่วไป จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบย้อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกมาขอ Form C/O ทั่วไปได้อีกต่อไปในกรณีที่พบการกระทำผิด” นายอดุลย์ กล่าว

หลังจากที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันแล้ว แนวทางที่จะดำเนินการในเบื้องต้นนั้น กรมการค้าต่างประเทศจะประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการส่งออกสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า และจะเชื่อมโยงข้อมูลการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากับกรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งจะพัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจติดตามรายการสินค้าดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ส่งออกเตรียมความพร้อมด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับ Form C/O ทั่วไปเพื่อรองรับการตรวจสอบในภายหลังจากหน่วยงานของประเทศผู้นำเข้าหรือกรมการค้าต่างประเทศ

แหล่งที่มา : RYT9

วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี

วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี

วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาวัสดุก่อสร้างในประเทศเพิ่มขึ้นสูงมาก จากความต้องการใช้ทีมากขึ้น เพื่อเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ รวมถึงราคาวัตถุดิบ และราคานำเข้าที่สูงขึ้น โดยล่าสุด ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มิ.ย.61 เท่ากับ 108.1 เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.60 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และเพิ่มสูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากเดือน มิ.ย.55 ที่เพิ่มขึ้น 4.5% ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.61 เพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ดัชนีเฉลี่ย 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 61 เพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีเดือน มิ.ย.61 สูงขึ้นถึง 4.4% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.60 เป็นเพราะหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์ (เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ-ผิวข้ออ้อย, เหล็กรูปตัวซี,เหล็กฉาก,เหล็กรูปตัวไอ,เหล็กรูปตัวเอช,เหล็กรางน้ำ,ลวดเหล็กเสริมคอนกรีต ฯลฯ) สูงขึ้นถึง 15.5% จากราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ทั้งแร่เหล็ก บิลเล็ต(เหล็กแท่ง) และเศษเหล็ก,หมวดซีเมนต์(ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม ปูนซีเมนต์ขาว) เพิ่มขึ้น 3.6% จากการปรับราคาสู่ภาวะปกติ เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ผลิตให้ส่วนลดสูงเพื่อเพิ่มยอดจำหน่าย ประกอบกับต้นทุนสูงขึ้นตามราคาถ่านหิน
นอกจากนี้ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต (เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง พื้น-คานคอนกรีต สำเร็จรูปอัดแรง ถังซีเมนต์สำเร็จรูป ชีทไพล์คอนกรีต) สูงขึ้น 1.8% ตามราคาปูนซีเมนต์ และลวดเหล็กอัดแรง ขณะที่หมวดวัสดุก่อสร้างอื่นๆ (ทรายถมที่ ดินถมที่ ดินลูกรัง หินคลุก ทรายหยาบ ทรายละเอียด หินย่อย อิฐมอญ) เพิ่มขึ้น 2.3% เพราะความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างถนนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน หมวดกระเบื้องสูงขึ้น 0.5% เพราะความต้องการฟื้นตัวจากการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และหมวดไม้และผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 0.3% จากไม้นำเข้าที่ปรับราคาขึ้น แต่หมวดวัสดุฉาบผิวและหมวดสุขภัณฑ์ลดลง 0.4% และ 0.6% ตามลำดับ
ขณะที่หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปาราคาไม่เปลี่ยนแปลง “แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากโครงการก่อสร้างภาครัฐที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดประมูลอย่างต่อเนื่อง”.

แหล่งที่มา : iiu.isit.or.th
เหล็กเส้นโอดขอขึ้นโลละ 1 บาท โรงงานเตาหลอมขาดเศษเหล็กเชื้อเพลิงพุ่ง

เหล็กเส้นโอดขอขึ้นโลละ 1 บาท โรงงานเตาหลอมขาดเศษเหล็กเชื้อเพลิงพุ่ง

ราคาเหล็กเส้นขยับ กก.ละ 1 บาท ส.ผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า โอดต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง 7 เท่า วัตถุดิบเศษเหล็กขาดตลาด กำลังซื้อครึ่งปีแรกซบ หวังโครงการลงทุนภาครัฐ-อีอีซี กระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลังดันยอดโต 5%

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร กรรมการสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ต้องมีการปรับราคาขายปลีกเหล็กเส้นขึ้นเฉลี่ย กก.ละ 1 บาท เนื่องจากขณะนี้เกิดปัญหาเศษเหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กเส้น ที่ไทยต้องนำเข้าจากตลาดโลกขาดแคลน ภายหลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรา 232 ปรับขึ้นภาษีสินค้าเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมภายในหันไปใช้เศษเหล็กที่ผลิตได้ในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกเศษเหล็ก (สเคป) ออกมายังตลาดโลกลดลง เกิดภาวะซัพพลายเศษเหล็กตึงตัว ทำให้ราคาเศษเหล็กขยับขึ้น กก.ละ 19.40-19.50 บาท จากเดิม กก.ละ 18 บาท ผู้ผลิตหลายรายเริ่มจะนำเข้าไม่ไหวเพราะราคาสูง ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยใช้วัตถุดิบเศษเหล็กนำเข้าสัดส่วน 20-25%

ประกอบกับต้นทุนแท่งถ่านที่ใช้ในการหลอมเหล็ก (กราไฟต์อิเล็กโทรด) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต ปรับราคาสูงขึ้น 7-8 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยต้องนำเข้ากราไฟต์

อิเล็กโทรดจากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายเดียวของโลก แต่ปัจจุบันรัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อประเด็นการผลิตสินค้าจากโรงงานที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมีการปิดโรงงานกราไฟต์อิเล็กโทรด ทำให้ปริมาณสินค้าในตลาดลดลง ส่งผลให้ราคากราไฟต์อิเล็กโทรดขณะนี้ปรับขึ้นไปอยู่ที่ตันละ 16,000-17,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิมราคาเพียง 2,500 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยระดับราคานี้ปรับลดลงจากช่วงที่เคยขึ้นไปสูงสุดตันละ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเหล็กเตาอาร์ก

ขณะที่ภาวะตลาดและความต้องการใช้เหล็กในประเทศช่วงครึ่งปีแรกชะลอตัว การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร ทำให้ปริมาณความต้องการใช้เหล็กไม่มาก ผู้ผลิตเหล็กจึงสามารถใช้กำลังการผลิตเพียง 30-35% ของกำลังการผลิตรวม ซึ่งปกติควรจะใช้กำลังการผลิตให้ได้อีก 70-75% ของกำลังการผลิตภาพรวม 4 ล้านตันจึงจะถึงจุดสมดุล

“ปกติเหล็กเส้นก่อสร้างมีกำลังการผลิตที่ล้นความต้องการอยู่ ส่วนใหญ่ผลิตใช้ภายในมีการนำเข้ามาน้อย ปัญหาเหล็กเบาจึงเกิดขึ้นจากผู้ผลิตบางกลุ่มที่อาศัยช่องว่างในการตรวจสอบ เหล็กเส้นผลิต 1.7 แสนตัน แต่กำลังการผลิต 3-4 ล้านตัน ใช้กำลังการผลิตอยู่ประมาณ 30-35% เท่านั้น แม้ว่าจะส่งออกบ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศ ซึ่งกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีแรกชะลอตัว”

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากกลางปีไปแล้วคาดว่าการก่อสร้างโครงการใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวได้ 4-5% ทั้งนี้ หากมีการสนับสนุนให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศจะยิ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้เหล็กเพิ่มขึ้น

นายชัยเฉลิมยืนยันว่า มาตรฐานเหล็กที่ผลิตในประเทศขณะนี้สูงพอที่จะใช้ในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยต่างประเทศได้ เช่น ก่อนหน้านี้ทางสมาคมได้ร่วมเรียกร้องให้ใช้เหล็กไทยในการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน และได้รับการยอมรับให้ใช้มาตรฐานเหล็กที่ผลิตในไทย แต่โครงการนี้ในเฟสแรกมีก่อสร้างเพียง 3.5 กม. ซึ่งจะยังมีการใช้เหล็กเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ส่วนกรณีที่รัฐบาลพยายามจะส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะมีการประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ คาดว่าจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้เหล็กในปี 2562

นายชัยเฉลิมกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาไทยพบปัญหาการนำเข้าเหล็กเบาที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากผู้บริโภคนำไปใช้งานก็อาจจะมีความเสี่ยงในด้านความปลอดภัย สาเหตุสำคัญมาจากปัจจุบันผู้บริโภคไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เหล็กในการก่อสร้างว่าจะใช้เหล็กแบบไหน เพราะการซื้อเหล็กในการสร้างบ้านผ่านจากทางผู้รับเหมา แต่ผู้บริโภคมักจะไปให้ความสำคัญกับส่วนประกอบอื่นของบ้าน เช่น สุขภัณฑ์ หรือกระเบื้อง ซึ่งไม่ได้มีผลเชื่อมโยงต่อความปลอดภัยเท่ากับเหล็ก ฉะนั้น เราอยากให้ผู้บริโภคพยายามให้ความใส่ใจในการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างในการสร้างบ้าน จึงได้รณรงค์ “เรื่องเหล็กไม่ใช่เรื่องเล็ก” อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้นทุนในการใช้เหล็กมีสัดส่วน 2% ของต้นทุนการสร้างบ้าน เช่น บ้านราคา 2 ล้านบาท จะใช้เหล็กประมาณ 40,000 บาท

สำหรับการปรับมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นกลม 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย 24-2559 เพื่อใช้แทน มอก.ฉบับเก่าที่ใช้มานานเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยเพิ่มเงื่อนไขให้เพิ่มชื่อประเภทเตาหลอม และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบค่าเคมีจาก 5 รายการ เป็น 19 รายการ และพิมพ์ตัวนูนชื่อผู้นำเข้าเหล็กนั้น นายชัยเฉลิมมองว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต เพราะได้มีการเตรียมพร้อมมาตั้งแต่ปี 2560 แล้ว แต่ก็มีส่วนที่จะทำให้ต้นทุนของการผลิตเหล็กจากเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) สูงกว่าเหล็กที่ผลิตจากเตาชนิดอื่น

สอดคล้องกับมุมมองของนายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มองว่า การปรับมาตรฐานครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้เหล็ก หากเพิ่มการดึงสิ่งเจือปนออกจะทำให้ได้เหล็กคุณภาพดี
แหล่งที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

สหรัฐประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กบางส่วนจากญี่ปุ่น,จีน,สวีเดน,เบลเยียม,เยอรมนี

สหรัฐประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กบางส่วนจากญี่ปุ่น,จีน,สวีเดน,เบลเยียม,เยอรมนี

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กบางส่วนจากญี่ปุ่น และอีก 4 ประเทศ
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การยกเว้นภาษีนำเข้า 25% นั้น มีผลบังคับใช้กับบริษัทในสหรัฐ 7 แห่งที่นำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กจากญี่ปุ่น สวีเดน เบลเยียม เยอรมนี และจีน

ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐได้ตัดสินใจยกเว้นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กบางส่วนจากประเทศเหล่านี้ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 25% และอลูมิเนียม 10% ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า บริษัทใดได้รับการยกเว้นจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในครั้งนี้

Cr. iiu.isit.or.th

จีนเผยเดินหน้าคุมเข้มจำกัดการผลิตเหล็กส่วนเกิน

จีนเผยเดินหน้าคุมเข้มจำกัดการผลิตเหล็กส่วนเกิน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนยังคงเดินหน้าจัดการและลงโทษผู้ที่ผลิตเหล็กคุณภาพต่ำ อันเป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดกำลังการผลิตเหล็กที่เดิมมีมากเกินไป ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

คณะกรรมการพัฒนาและปฎิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. – 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งทีมสำรวจจำนวน 8 ทีมไปยังพื้นที่และภูมิภาคต่างๆรวม 21 แห่ง เพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามผลิตเหล็กคุณภาพต่ำหรือไม่

นางเมิ่ง เหวย โฆษก NDRC เปิดเผยว่า การปรับลดกำลังการผลิตเหล็กได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีบางพื้นที่ที่มีการใช้โรงงานผลิตเหล็กที่ผิดกฎหมาย และการเพิ่มกำลังการผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต

นางเมิ่งกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางหน่วยงานจะยกระดับการตรวจตาเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และลงโทษผู้ที่กระทำผิด
ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าที่จะปรับลดกำลังการผลิตเหล็กคุณภาพต่ำให้ได้ 30 ล้านตัน และถ่านหินจำนวน 150 ล้านตันให้ได้ภายในปีนี้

18 มิ.ย. ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กใหม่

18 มิ.ย. ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กใหม่

สภาอุตฯ ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ เป็นเหล็กเส้นกลม มอก.ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย-มอก.ที่ 24-2559 เพิ่มชื่อประเภทเตาหลอม ที่ใช้ผลิต และค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมในเนื้อเหล็ก ชูเตา EF มาตรฐานเข้ม เริ่มบังคับใช้ 18 มิ.ย.นี้ หวังสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่กระทบต้นทุน

นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตณัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่ จากเดิมเหล็กเส้นกลม มอก.ที่ 20-2543 และ เหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2548 เป็นเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย มอก.ที่ 24-2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2561

s__32759845

ทั้งนี้ มอก.ใหม่ได้เพิ่มความเข้มงวด การตรวจสอบและควบคุมค่าเคมีในเนื้อเหล็ก โดยเพิ่มค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมจาก 5 ชนิด เป็น 19 ชนิด และเพิ่มตัวพิมพ์นูน ชื่อผู้นำเข้าเหล็กเส้นก่อสร้าง ลงบนเนื้อเหล็กเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อกับโรงงานผู้ผลิต ที่อยู่ในต่างประเทศ ในกรณีที่เกิดปัญหาในการใช้งาน และ บังคับให้ผู้ผลิตแสดงชนิดของเตาหลอม ที่ใช้ในการหลอมเหล็กเป็นตัวนูน เพิ่มลงไปบนเนื้อเหล็กทุกเส้น โดยที่ปัจจุบันมีการผลิตจากเตาหลอมอยู่ 4 ชนิด คือ เตาโอเพนฮาร์ท (OH), เตาเบสิคออกซิเจน (BO), เตาอิเล็กทรอนิกส์อาร์กเฟอร์เนช (EF) และเตาอินดักชั้นเฟอร์เนช (IF )

“เหล็กจากเตา OH กับ BO จะเป็นเตาหลอมที่ไม่มีในประเทศไทย เป็นเหล็กที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งสินค้าสำเร็จรูปหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เหล็กแท่ง (Billet) ซึ่งจะนำมาผ่านกระบวนการรีด ลดขนาดเพื่อเป็นเหล็กเส้นก่อสร้าง ส่วนเตา IF เป็นเตาที่ใช้กระแสไฟฟ้าในการเหนี่ยวนำเพื่อหลอมเหล็ก ขณะที่เตา EF เป็นเตาหลอมที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเหล็ก เพราะผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพดี ช่วยขจัดสารปนเปื้อนในเนื้อเหล็กได้สามารถควบคุมค่าเคมีที่ส่งผลต่อคุณภาพ และความแข็งแรงของเหล็กได้ดีเป็นเตาหลอมที่มีการปล่อยมลพิษน้อย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายทั่วโลก”

s__32759846

ส่วนค่าเคมีในเนื้อเหล็กก็เป็นอีกหนี่งปัจจัยที่ช่วยให้เหล็กที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ซึ่งใน มอก.ฉบับเดิมทางสมอ.กำหนดค่าเคมีที่ต้องควบคุมไว้ 5 ชนิด แต่ใน มอก.ฉบับใหม่เพิ่มเติมอีก 14 ชนิด รวมเป็น 19 ชนิด โดยค่าเคมีที่กาหนดเหล่านี้จะถูกควบคุมไม่ให้มีสารปนเปื้อนมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของเหล็กและความปลอดภัยของผู้บริโภค เช่น การมีฟอสฟอรัสในปริมาณสูงจะทาใหเ้หล็กเกิดรอยแตกได้ง่าย กำมะถันสูงทำให้เหล็กมีความเหนียวต่ำ และเปราะหักง่าย เป็นต้น

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร กรรมการสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตเหล็กทรงยาวได้มีการปรับตัวเตรียมพร้อมสำหรับมอก.ฉบับใหม่ และไม่ได้กังวลว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างโดยทั่วไปไม่ว่าจะใช้เตาหลอมชนิดใดจะใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมักจะมีสารมลพิษเจือปนอยู่ไม่ว่าเป็นฟอสฟอรัส, กามะถันโบรอน ฯลฯ ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของเหล็กเส้น แต่เตา EF ของกลุ่มสมาคมจะมีกระบวนการในการขจัดสารมลพิษเหล่านี้ออกไป ทำให้เหล็กที่ผลิตออกมามีความสะอาดขึ้น เนื้อเหล็กแน่น ซึ่งเป็นการช่วยสร้างมูลค่า และช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจในมาตรฐาน

s__32759847

Cr.http://iiu.isit.or.th

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า