โดย khwankaew | ก.ค. 18, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนในเอเชียยังคงทรงตัวด้วยการประมูลที่กำหนดวันหมดอายุชัดเจน (firm bids)
ผู้ซื้อในตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนในเอเชียไม่เต็มใจรับข้อเสนอการประมูลราคาที่กำหนดวันหมดอายุ เนื่องจากพวกเขาต้องการรอราคาที่ชัดเจนมากกว่า
Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดร้อน SS400 หนา 3 มม. ที่ระดับ 579-581 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 580 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China ทรงตัวจากวันที่ 17/07/2017 d-o-d และราคาที่ CFR Southeast Asia อยู่ที่ 589 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน CFR Southeast Asia ลดลงจากวันที่ 17/07/2018 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน d-o-d
สำหรับราคาเหล็กแผ่นรีดร้อน SS400 ยังคงทรงตัวอยู่ เนื่องจากข้อจำกัดที่เกิดจากการประมูลราคาที่มีวันหมดอายุ (Firm bids) จากผู้ซื้อจากหลากหลายแหล่ง ขณะที่ราคาเสนอขายจากโรงงานในจีนอยู่ในช่วง 585-590 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China แหล่งข่าวจากโรงงานทางตอนเหนือของจีนกล่าวว่า “มูลค่าการซื้อขายของเหล็กในเกรดดังกล่าวระดับราคาอยู่ที่ 580 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China”
ในเวียดนาม ผู้ซื้อได้ราคาเสนอขายเหล็กแผ่นรีดร้อน SS400 จากผู้ซื้อที่ระดับ 590-595 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน CFR Vietnam อย่างไรก็ตามผู้ซื้อยังคงเสนอซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาดังกล่าว 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน
ส่วนราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนสำหรับรีดซ้ำเกรด SAE1006 ที่มีถิ่นกำเนิดจากจีน ระดับราคาอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน CFR Vietnam แต่ยังไม่มีผู้ซ้อรายไหนยอมรับระดับราคาดังกล่าว
“ผู้ซื้อในเวียดนามยังคงรอราคาเสนอขายจากโรงงานเหล็ก Formosa Ha Tinh” แหล่งข่าวกล่าว โรงรีดซ้ำในเวียดนามกล่าวว่า “โรงงาน Formosa Ha Tinh จะตรึงราคาไปจนถึงวันพุธนี้ หลังจากที่ผู้ซื้อคาดหวังว่าราคาจะถูก”
ข้อมูลจากโรงงาน Formosa Ha Tinh พบว่า การจัดสรรเหล็กแผ่นรีดร้อนสำหรับตลาดเหล็กในเวียดนามในเดือนนี้ เพิ่มขึ้นประมาณ 400,000 ตัน จากเตาถลุงเหล็ก 2 เตา
สำหรับราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในญี่ปุ่นอยู่ที่ 660-665 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน CFR Indonesia and CFR Malaysia ซึ่งเป็นระดับราคาเดียวกับการตกลงซื้อขายในช่วงเดือนก่อนหน้า
ราคา spot สำหรับเหล็กแผ่นรีดร้อน Q235 หนา 5.5 มม. ในจีน อยู่ที่ 4,250-4,260 หยวนต่อตัน หรือ 636-639 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ex-stock ราคาดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4,255 หยวนต่อตัน ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันที่ 16/07/2018 ที่ผ่านมา ส่วนราคาในตลาดล่วงหน้าในเซี่ยงไฮ้ในช่วงเดือน ตุลาคม 2018 ราคาสัญญาอยู่ที่ 16/07/2018 อยู่ที่ 4,046 หยวนต่อตัน ลดลง 10 หยวนต่อตัน จากวันจันทร์ที่ 16/07/2018
แหล่งที่มา : SteelBB
โดย khwankaew | ก.ค. 13, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดประชุมเรื่องแนวทางการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Circumvention) โดยเป็นการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับกรณีมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ กำหนด ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) มาตรการภาษีสินค้าตามมาตรา 301 และมาตรการทางภาษีสินค้าเหล็กและอลูมิเนียมตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ หลบเลี่ยงผ่านประเทศไทย พร้อมขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ไทยไม่ได้รับยกเว้นจากมาตรการ 232 ของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจถูกสหรัฐฯ เปิดไต่สวนการหลบเลี่ยงฯ (Anti-Circumvention) ในสินค้าเดียวกันจากไทยด้วย
“เพื่อป้องกันไม่ให้หนังสือรับรองฯ Form C/O ทั่วไปของไทยกลายเป็นเครื่องมือในการแอบอ้างถิ่นกำเนิด กรมฯ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโดยการตรวจสอบการนำเข้าจากประเทศที่ถูกดำเนินมาตรการฯ ที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ ในพิกัดศุลกากรเดียวกันและมีการขอ Form C/O ทั่วไป จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบย้อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกมาขอ Form C/O ทั่วไปได้อีกต่อไปในกรณีที่พบการกระทำผิด” นายอดุลย์ กล่าว
หลังจากที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันแล้ว แนวทางที่จะดำเนินการในเบื้องต้นนั้น กรมการค้าต่างประเทศจะประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการส่งออกสินค้าเฝ้าระวังที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีมาตรการทางการค้า และจะเชื่อมโยงข้อมูลการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากับกรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งจะพัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจติดตามรายการสินค้าดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ส่งออกเตรียมความพร้อมด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับ Form C/O ทั่วไปเพื่อรองรับการตรวจสอบในภายหลังจากหน่วยงานของประเทศผู้นำเข้าหรือกรมการค้าต่างประเทศ
แหล่งที่มา : RYT9
โดย pichaya | ก.ค. 9, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาวัสดุก่อสร้างในประเทศเพิ่มขึ้นสูงมาก จากความต้องการใช้ทีมากขึ้น เพื่อเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ รวมถึงราคาวัตถุดิบ และราคานำเข้าที่สูงขึ้น โดยล่าสุด ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มิ.ย.61 เท่ากับ 108.1 เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.60 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และเพิ่มสูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากเดือน มิ.ย.55 ที่เพิ่มขึ้น 4.5% ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.61 เพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ดัชนีเฉลี่ย 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 61 เพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีเดือน มิ.ย.61 สูงขึ้นถึง 4.4% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.60 เป็นเพราะหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์ (เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ-ผิวข้ออ้อย, เหล็กรูปตัวซี,เหล็กฉาก,เหล็กรูปตัวไอ,เหล็กรูปตัวเอช,เหล็กรางน้ำ,ลวดเหล็กเสริมคอนกรีต ฯลฯ) สูงขึ้นถึง 15.5% จากราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ทั้งแร่เหล็ก บิลเล็ต(เหล็กแท่ง) และเศษเหล็ก,หมวดซีเมนต์(ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม ปูนซีเมนต์ขาว) เพิ่มขึ้น 3.6% จากการปรับราคาสู่ภาวะปกติ เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ผลิตให้ส่วนลดสูงเพื่อเพิ่มยอดจำหน่าย ประกอบกับต้นทุนสูงขึ้นตามราคาถ่านหิน
นอกจากนี้ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต (เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง พื้น-คานคอนกรีต สำเร็จรูปอัดแรง ถังซีเมนต์สำเร็จรูป ชีทไพล์คอนกรีต) สูงขึ้น 1.8% ตามราคาปูนซีเมนต์ และลวดเหล็กอัดแรง ขณะที่หมวดวัสดุก่อสร้างอื่นๆ (ทรายถมที่ ดินถมที่ ดินลูกรัง หินคลุก ทรายหยาบ ทรายละเอียด หินย่อย อิฐมอญ) เพิ่มขึ้น 2.3% เพราะความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างถนนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน หมวดกระเบื้องสูงขึ้น 0.5% เพราะความต้องการฟื้นตัวจากการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และหมวดไม้และผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 0.3% จากไม้นำเข้าที่ปรับราคาขึ้น แต่หมวดวัสดุฉาบผิวและหมวดสุขภัณฑ์ลดลง 0.4% และ 0.6% ตามลำดับ
ขณะที่หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปาราคาไม่เปลี่ยนแปลง “แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากโครงการก่อสร้างภาครัฐที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดประมูลอย่างต่อเนื่อง”.
แหล่งที่มา : iiu.isit.or.th
โดย khwankaew | ก.ค. 6, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาเหล็กเส้นขยับ กก.ละ 1 บาท ส.ผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า โอดต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง 7 เท่า วัตถุดิบเศษเหล็กขาดตลาด กำลังซื้อครึ่งปีแรกซบ หวังโครงการลงทุนภาครัฐ-อีอีซี กระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลังดันยอดโต 5%
นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร กรรมการสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ต้องมีการปรับราคาขายปลีกเหล็กเส้นขึ้นเฉลี่ย กก.ละ 1 บาท เนื่องจากขณะนี้เกิดปัญหาเศษเหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กเส้น ที่ไทยต้องนำเข้าจากตลาดโลกขาดแคลน ภายหลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรา 232 ปรับขึ้นภาษีสินค้าเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมภายในหันไปใช้เศษเหล็กที่ผลิตได้ในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกเศษเหล็ก (สเคป) ออกมายังตลาดโลกลดลง เกิดภาวะซัพพลายเศษเหล็กตึงตัว ทำให้ราคาเศษเหล็กขยับขึ้น กก.ละ 19.40-19.50 บาท จากเดิม กก.ละ 18 บาท ผู้ผลิตหลายรายเริ่มจะนำเข้าไม่ไหวเพราะราคาสูง ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยใช้วัตถุดิบเศษเหล็กนำเข้าสัดส่วน 20-25%
ประกอบกับต้นทุนแท่งถ่านที่ใช้ในการหลอมเหล็ก (กราไฟต์อิเล็กโทรด) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต ปรับราคาสูงขึ้น 7-8 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยต้องนำเข้ากราไฟต์
อิเล็กโทรดจากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายเดียวของโลก แต่ปัจจุบันรัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อประเด็นการผลิตสินค้าจากโรงงานที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมีการปิดโรงงานกราไฟต์อิเล็กโทรด ทำให้ปริมาณสินค้าในตลาดลดลง ส่งผลให้ราคากราไฟต์อิเล็กโทรดขณะนี้ปรับขึ้นไปอยู่ที่ตันละ 16,000-17,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิมราคาเพียง 2,500 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยระดับราคานี้ปรับลดลงจากช่วงที่เคยขึ้นไปสูงสุดตันละ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเหล็กเตาอาร์ก
ขณะที่ภาวะตลาดและความต้องการใช้เหล็กในประเทศช่วงครึ่งปีแรกชะลอตัว การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร ทำให้ปริมาณความต้องการใช้เหล็กไม่มาก ผู้ผลิตเหล็กจึงสามารถใช้กำลังการผลิตเพียง 30-35% ของกำลังการผลิตรวม ซึ่งปกติควรจะใช้กำลังการผลิตให้ได้อีก 70-75% ของกำลังการผลิตภาพรวม 4 ล้านตันจึงจะถึงจุดสมดุล
“ปกติเหล็กเส้นก่อสร้างมีกำลังการผลิตที่ล้นความต้องการอยู่ ส่วนใหญ่ผลิตใช้ภายในมีการนำเข้ามาน้อย ปัญหาเหล็กเบาจึงเกิดขึ้นจากผู้ผลิตบางกลุ่มที่อาศัยช่องว่างในการตรวจสอบ เหล็กเส้นผลิต 1.7 แสนตัน แต่กำลังการผลิต 3-4 ล้านตัน ใช้กำลังการผลิตอยู่ประมาณ 30-35% เท่านั้น แม้ว่าจะส่งออกบ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศ ซึ่งกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีแรกชะลอตัว”
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากกลางปีไปแล้วคาดว่าการก่อสร้างโครงการใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวได้ 4-5% ทั้งนี้ หากมีการสนับสนุนให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศจะยิ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้เหล็กเพิ่มขึ้น
นายชัยเฉลิมยืนยันว่า มาตรฐานเหล็กที่ผลิตในประเทศขณะนี้สูงพอที่จะใช้ในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยต่างประเทศได้ เช่น ก่อนหน้านี้ทางสมาคมได้ร่วมเรียกร้องให้ใช้เหล็กไทยในการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน และได้รับการยอมรับให้ใช้มาตรฐานเหล็กที่ผลิตในไทย แต่โครงการนี้ในเฟสแรกมีก่อสร้างเพียง 3.5 กม. ซึ่งจะยังมีการใช้เหล็กเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ส่วนกรณีที่รัฐบาลพยายามจะส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะมีการประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ คาดว่าจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้เหล็กในปี 2562
นายชัยเฉลิมกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาไทยพบปัญหาการนำเข้าเหล็กเบาที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากผู้บริโภคนำไปใช้งานก็อาจจะมีความเสี่ยงในด้านความปลอดภัย สาเหตุสำคัญมาจากปัจจุบันผู้บริโภคไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เหล็กในการก่อสร้างว่าจะใช้เหล็กแบบไหน เพราะการซื้อเหล็กในการสร้างบ้านผ่านจากทางผู้รับเหมา แต่ผู้บริโภคมักจะไปให้ความสำคัญกับส่วนประกอบอื่นของบ้าน เช่น สุขภัณฑ์ หรือกระเบื้อง ซึ่งไม่ได้มีผลเชื่อมโยงต่อความปลอดภัยเท่ากับเหล็ก ฉะนั้น เราอยากให้ผู้บริโภคพยายามให้ความใส่ใจในการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างในการสร้างบ้าน จึงได้รณรงค์ “เรื่องเหล็กไม่ใช่เรื่องเล็ก” อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้นทุนในการใช้เหล็กมีสัดส่วน 2% ของต้นทุนการสร้างบ้าน เช่น บ้านราคา 2 ล้านบาท จะใช้เหล็กประมาณ 40,000 บาท
สำหรับการปรับมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นกลม 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย 24-2559 เพื่อใช้แทน มอก.ฉบับเก่าที่ใช้มานานเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยเพิ่มเงื่อนไขให้เพิ่มชื่อประเภทเตาหลอม และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบค่าเคมีจาก 5 รายการ เป็น 19 รายการ และพิมพ์ตัวนูนชื่อผู้นำเข้าเหล็กนั้น นายชัยเฉลิมมองว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต เพราะได้มีการเตรียมพร้อมมาตั้งแต่ปี 2560 แล้ว แต่ก็มีส่วนที่จะทำให้ต้นทุนของการผลิตเหล็กจากเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) สูงกว่าเหล็กที่ผลิตจากเตาชนิดอื่น
สอดคล้องกับมุมมองของนายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มองว่า การปรับมาตรฐานครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้เหล็ก หากเพิ่มการดึงสิ่งเจือปนออกจะทำให้ได้เหล็กคุณภาพดี
แหล่งที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
โดย khwankaew | มิ.ย. 26, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กบางส่วนจากญี่ปุ่น และอีก 4 ประเทศ
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การยกเว้นภาษีนำเข้า 25% นั้น มีผลบังคับใช้กับบริษัทในสหรัฐ 7 แห่งที่นำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กจากญี่ปุ่น สวีเดน เบลเยียม เยอรมนี และจีน
ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐได้ตัดสินใจยกเว้นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กบางส่วนจากประเทศเหล่านี้ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 25% และอลูมิเนียม 10% ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า บริษัทใดได้รับการยกเว้นจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในครั้งนี้
Cr. iiu.isit.or.th
โดย khwankaew | มิ.ย. 21, 2018 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนยังคงเดินหน้าจัดการและลงโทษผู้ที่ผลิตเหล็กคุณภาพต่ำ อันเป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดกำลังการผลิตเหล็กที่เดิมมีมากเกินไป ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
คณะกรรมการพัฒนาและปฎิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. – 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งทีมสำรวจจำนวน 8 ทีมไปยังพื้นที่และภูมิภาคต่างๆรวม 21 แห่ง เพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามผลิตเหล็กคุณภาพต่ำหรือไม่
นางเมิ่ง เหวย โฆษก NDRC เปิดเผยว่า การปรับลดกำลังการผลิตเหล็กได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีบางพื้นที่ที่มีการใช้โรงงานผลิตเหล็กที่ผิดกฎหมาย และการเพิ่มกำลังการผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต
นางเมิ่งกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางหน่วยงานจะยกระดับการตรวจตาเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และลงโทษผู้ที่กระทำผิด
ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าที่จะปรับลดกำลังการผลิตเหล็กคุณภาพต่ำให้ได้ 30 ล้านตัน และถ่านหินจำนวน 150 ล้านตันให้ได้ภายในปีนี้