โดย admin_sale | ก.ค. 12, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
‘เนคเทค’ มุ่งยกระดับ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในอนาคต
“เนคเทค”ดึงยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ชูบทบาทอุตสาหกรรมในอนาคต เร่งขับเคลื่อนแผน 4 ปี จับตา 29 มิ.ย.นี้เตรียมเปิดตัว”ฟาร์ม เทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านการเกษตร”
ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติหรือ”เนคเทค” เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้างานวิจัยและพัฒนาของเนคเทคว่า เวลาที่เนคเทคทำการศึกษา วิจัยและพัฒนา จะต้องดูว่านโยบายของประเทศเป็นอย่างไร และกระแสโลกเป็นอย่างไร ต้องยึดนโยบายประเทศเป็นตัวตั้งก่อน โดยแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี ระหว่างปี2560-2564 จะประกาศชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญ (อาหารและเกษตร,สุขภาพและการแพทย์,ผลิตและบริการ ,พลังงานและสิ่งแวดล้อม ,การเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต ) ที่ขณะนี้มีความคืบหน้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเกษตร ที่การศึกษาและวิจัยแบ่งเป็น2 เรื่องใหญ่ๆ คือเรื่องบูรณาการข้อมูลจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยทำระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri-Map-Online)ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกบนสมาร์ทโฟน (Agri-Map Mobile) ที่ทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการบูรณาการข้อมูลทั้งหมด เช่น แหล่งบ่อน้ำบาดาลอยู่ที่ไหน ในประเทศว่าปลูกข้าวกี่ไร่ บางแห่งไม่เหมาะต่อการปลูกข้าว เราอาจจะถามระบบต่อได้ว่าถ้าไม่เหมาะกับการปลูกข้าวแล้วควรปลูกอะไร ระบบ Agri-Map จะแนะนำได้ว่าควรปลูก เป็นต้น
นอกจากนี้วันที่ 29 มิถุนายน2560 นี้ เนคเทคจะเปิดตัว ” NECTEC FAARM series : ฟาร์ม เทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านการเกษตร” เป็นระบบที่เกี่ยวกับการเกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farm เป็นการกำหนดเทคโนโลยีด้านเครื่องมือการเกษตร มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเกษตร เช่นผู้ผลิต เซ็นเซอร์ วัดอุณหภูมิ ที่สามารถนำเทคโนโลยีในไทยโดย เนคเทค นำไปพัฒนาผลิตเพื่อจำหน่ายให้ภาคเกษตรได้
ส่วนอุตสาหกรรมสุขภาพ และการแพทย์ เนคเทคมีแพลทฟร์อม ULIFE ที่จะช่วยเก็บข้อมูลตลอดช่วงชีวิต ยกตัวอย่าง เช่น แม่ตั้งครรภ์ลูก ก็ต้องมีการตรวจสุขภาพเด็ก บันทึกว่ามีพัฒนาการอย่างไรบ้าง โดยผ่านแอฟบลิเคชั่น Z-BABY โหลดแอฟฯในโทรศัพท์ เพื่อดูแลสุขภาพครรภ์เป็นระยะด้วยตัวเอง หลังจากนั้นพอลูกคลอดออกมาก็จะมีแอฟบลิเคชั่น KID DAIRY เป็นแอฟบลิเคชั่น สำหรับติดตามพัฒนาการเติบโตของเด็ก และการให้วัคซีน ติดตามพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี รวมถึงแอฟบลิเคชั่นMOOM MAE เพื่อบันทึกการให้นมบุตรด้วยตัวเอง โดยบันทึกข้อมูลผ่านแอฟฯ จากเดิมบันทึกลงกระดาษ
“ทั้ง3แอฟฯนี้เนคเทคเปิดมาตั้งแต่ปี2558ถึงปัจจุบันเสียงตอบรับออกมาดีดูจากยอดใช้แอฟฯและข้อมูลที่ได้จากแอฟฯเหล่านี้ โดยส่วนหนึ่งของข้อมูลนี้กระทรวงสาธารณะสุขสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลดูแลสุขภาพเด็กได้
สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ สิ่งที่เนคเทคทำคือ แฟลตฟอร์ม IoT ที่ชื่อว่า NETPIE โดยแฟลตฟอร์มนี้สามารถใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมไม่ว่า จะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น
ภาคอุตสาหกรรมจะมีเครื่องจักรระบบเดิม แต่ยังใช้งานได้ มีเรื่องของพลังงาน มีเรื่องประสิทธิภาพประสิทธิผลจากกระบวนการผลิต 3 เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่เกิดขึ้นกับทุกโรงงาน เราจะทำอย่างไรให้มีระบบที่ฉลาดขึ้นโดยที่ไม่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด วิธีการคือ เราต้องติดเซ็นเซอร์ที่เครื่องจักรเดิม เช่น เซ็นเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า เซ็นเซอร์วัดการไหลของระบบหล่อเย็นเครื่องจักร พอเราติดเซ็นเซอร์ไว้ เราจะได้ข้อมูลที่วิ่งผ่าน NETPIE แสดงผลบนหน้าจอหรือในคอมพิวเตอร์ของเรา เมื่อเรารู้ข้อมูลจะสามารถวางแผนการดูแลเครื่องจักรได้ ถ้าเครื่องจักรเก่า ก็จะได้วางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักรได้ หรือ ถ้าใช้ไฟฟ้ามาก ก็จะสั่งการให้เครื่องจักรชะลอการใช้งาน เพื่อวางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักรให้ดีขึ้นและลดการใช้พลังงาน ทำให้กระบวนการทำงานโดยรวมดีขึ้น
ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวอีกว่าในส่วนของพลังงานและสิ่งแวดล้อม เมื่อเร็วๆนี้เนคเทคได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)ในการติดตั้งระบบดูแลสุขภาพเขื่อน 14 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกับติดตั้งระบบผู้เชี่ยวชาญ เพราะ1 เขื่อนจะต้องรู้ว่ามีความแข็งแรงแค่ไหน ถ้าเกิดแผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติ จะต้องรู้ว่าสุขภาพเขื่อนเป็นอย่างไร จะต้องดูแลอย่างไร โดยติดเซ็นเซอร์เพื่อดูแลความแข็งแรงของเขื่อน ข้อมูลตรงนี้จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ว่าสุขภาของเขื่อนเป็นอย่างไร และนำเข้าสู่ระบบผู้เชี่ยวชาญ (EXPERT SYSTEM:ES) เพื่อให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษา
Cr : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
โดย admin_sale | ก.ค. 12, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
พาณิชย์ปลื้ม! สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มรายการสินค้าใหม่ให้ได้รับสิทธิ GSP
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR มีประกาศเรื่อง New Trade Preference Program Enforcement Effort เพิ่มสินค้าใหม่ 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องใช้ในการเดินทาง (Travel Goods) และ เซลลูโลสไนเทรต (Cellulose nitrates) เป็นรายการสินค้า ภายใต้โครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของสหรัฐฯ ส่งผลให้สินค้าส่งออกทั้งสองรายการของไทย สามารถขอใช้สิทธิพิเศษฯ เพื่อขอยกเว้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในประกาศ (Proclamation) ผลการพิจารณาทบทวนโครงการสิทธิพิเศษฯ ประจำปี 2559 ซึ่งในประกาศดังกล่าว สหรัฐฯ ได้เพิ่มเติมรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษฯ แก่ประเทศสมาชิกทั่วไปรวมถึงประเทศไทย สำหรับสินค้า 2 ประเภท คือ สินค้าเครื่องใช้ในการเดินทาง พิกัดศุลกากรย่อยประมาณ 23 รายการ ได้แก่ กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเอกสาร และกระเป๋าถือ เป็นต้น และสินค้า เซลลูโลสไนเทรต พิกัดศุลกากร 3912.20.00 จำนวน 1 รายการ โดยเหตุผลสำคัญของการเพิ่มเติมรายการสินค้าในโครงการสิทธิพิเศษฯ เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการเพิ่มแหล่งในการนำเข้าสินค้าที่หลากหลายจากกลุ่มประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษฯ อาทิ ประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเครื่องใช้ในการเดินทาง และอีกประการหนึ่ง คือ สหรัฐฯ ต้องการปรับสมดุลทางการค้า กับกลุ่มประเทศอื่นที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษฯ ทั้งนี้ ผู้ส่งออกสามารถตรวจสอบรายละเอียดของการเพิ่มเติมรายการสินค้าดังกล่าว และพิกัดศุลกากรที่ได้รับสิทธิพิเศษฯ ได้ที่ http://ustr.gov/about-us/policy-offices/press-office/press-releases/2017/june/ustr-announces-new-trade-preference
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ได้พยายามผลักดันผ่านช่องทางการประชุมภายใต้ความร่วมมือต่างๆ ซึ่งเมื่อครั้งการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย–สหรัฐ ระดับรัฐมนตรี (Trade and Investment Framework Agreement: TIFA) ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 20 – 22 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้หยิบยกประเด็นขอให้สหรัฐฯ พิจารณาให้สิทธิพิเศษฯ เพิ่มเติมสำหรับสินค้าเครื่องใช้ในการเดินทาง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิต และสามารถขยายการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ อีกทั้งยังได้มีโอกาสหารือกับสภาหอการค้าสหรัฐฯ และกลุ่มนักธุรกิจผู้นำเข้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการผลิต เครื่องใช้ในการเดินทางแบรนด์ดังของสหรัฐฯ เช่น Coach และ Tumi ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนให้ไทยขอรับสิทธิพิเศษฯ เพิ่มเติม ดังนั้น จากการที่สหรัฐฯ ให้สิทธิพิเศษฯ สินค้าเครื่องใช้ในการเดินทางจะเป็นปัจจัยดึงดูดและโอกาสสำคัญในการเพิ่ม ลู่ทางขยายการลงทุนจากสหรัฐฯ ในไทย รวมทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้กับสินค้าไทย ที่จะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้ารายการนี้ของไทยในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นได้
ทั้งนี้ สินค้าเครื่องใช้ในการเดินทาง ที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับสิทธิพิเศษฯ ปัจจุบันมีอัตราอากรนำเข้าถึง ร้อยละ 4.5 – 20 หากขอใช้สิทธิพิเศษฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า และในปี 2559 สหรัฐฯ มีการนำเข้าจากทั่วโลกประมาณ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยนำเข้าจากไทยเพียง 46 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 0.67 (จีนมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 65 และเวียดนามมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 30) ในขณะที่สินค้าเซลลูโลสไนเทรต ปี 2559 สหรัฐฯ มีการนำเข้าสินค้าจากไทย ประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่านำเข้ารวมจากทั่วโลกประมาณ 380 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Cr : ประชาชาติธุรกิจ เศรษฐกิจในประเทศ
โดย admin_sale | ก.ค. 4, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สมอ.เตรียมความพร้อมผู้ผลิตเหล็กไทยรองรับโครงการรถไฟไทย-จีน คาดยอดใช้เหล็กหลายแสนตัน
นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทย โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน (ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา) ซึ่งในการดำเนินการโครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคมเห็นควรให้เลือกใช้วัสดุก่อสร้างหลักที่สามารถจัดหาได้ภายในประเทศให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นโครงการที่ก่อสร้างในประเทศไทย
โดยเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจัดหาวัสดุก่อสร้างหลักจากตลาดภายในประเทศ พบว่ามีเหล็กบางส่วน คือ เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย ยังไม่ชัดเจนว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานใด แต่มีแนวโน้มต้องเป็นไปตามมาตรฐานต่างประเทศ รวมถึงโครงการของรัฐบาลอีกหลายโครงการ ซึ่งมีความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในกลุ่มเหล็กอีกหลายรายการที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ)
ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้โครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตได้ในประเทศ และเพื่อให้การควบคุมการทำผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ตามอำนาจหน้าที่ของ สมอ.ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจอันจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการส่งเสริมนโยบาย Ease of Doing Business ของรัฐบาล สมอ. จึงได้เชิญสมาคม/องค์กรภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเหล็กในประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน และรายละเอียดเกี่ยวกับเหล็กที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับงานโยธาในโครงการดังกล่าว รวมทั้งการขออนุญาตทำตามมาตรา 20 และการขออนุญาตทำแตกต่างจากมาตรฐานตามมาตรา 20 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ไปเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยสามารถผลิตเหล็กให้ได้ตามข้อกำหนดของโครงการ รองรับการดำเนินการก่อสร้างโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเฟสแรก ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา ระยะทาง 252 กิโลเมตร คาดว่าต้องใช้ปริมาณเหล็กสูงถึงหลายแสนตัน นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กของไทยและส่งเสริมให้ใช้วัสดุที่ผลิตได้ภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาล
Cr:http://iiu.isit.or.th
โดย admin_sale | มิ.ย. 29, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
THE คาดปีนี้ทรงตัวรอเวลารับผลดีโครงการลงทุนภาครัฐ,ศึกษาซื้อโรงเหล็ก-ส่งไพร์ม สตีลเข้าตลาดหุ้น
นายบุญชัย จิระพงษ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เดอะ สตีล (THE) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการปี 60 จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 15,839.73 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 545.29 ล้านบาท โดยมองว่าอุตสาหกรรมเหล็กในปีนี้จะยังไม่ขยายตัวมากนัก คงต้องรอโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มใช้เหล็กอย่างเต็มที่ในช่วงปลายปีและต่อเนื่องไปอีกหลายปี
ขณะเดียวกันหากมองตามโรดแมพการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้ในปี 61 หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศให้เดินหน้าลงทุนโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นราว 20%
“ปีนี้ผลประกอบการของเราก็คงจะทรงๆ ตัวจากปีที่ผ่านมา โดยแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก แต่จะเห็นการเติบโตมากๆ ในปีหน้าตามความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นอีก ผมมองว่าความต้องการใช้เหล็กในปี 61 จะเติบโตได้ราว 20% และด้วยราคาขายเหล็กในปัจจุบันถือว่าถึงจุดต่ำสุดแล้ว ต่อจากนี้คาดว่าราคาเหล็กจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งหากทิศทางราคาเหล็กเป็นแบบขาขึ้น ยังไงเราก็กำไรแน่นอน”นายบุญชัย กล่าว
สำหรับรายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สัดส่วน 30% มาจากการผลิตเพื่อจำหน่ายภายใต้กำลังการผลิต 20,000 ตัน/เดือน และ อีก 70% มาจากธุรกิจซื้อมาขายไป โดยบริษัทมีพันธมิตรที่เป็นโรงงานผลิตเหล็กหลายราย ซึ่งบริษัทจะสั่งวัตถุดิบให้กับโรงงานเหล่านี้เพื่อผลิตให้กับบริษัทนำมาจำหน่ายย ทำให้บริษัทมีสินค้าค่อนข้างครบถ้วนทุกประเภท คือ เหล็กม้วนรีดร้อน, เหล็กม้วนสลิป, เหล็กแผ่น, เหล็กรูปพรรณประเภทขึ้นรูปร้อน และเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น
“เรามีต้นทุนคงที่เพียง 30% คือส่วนของการผลิตสินค้าเพื่อขาย ในส่วนที่เหลือคือการซื้อมาขายไป ทำให้บริษัทฯเราไม่เหมือนกับบริษัทฯเหล็กอื่นๆในอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตเพื่อขายเป็นหลัก ทำให้เราสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ คือจะซื้อหรือไม่ซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมากว่า 20 ปี เราก็มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวอีกว่า ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากช่วงไตรมาส 1/60 มีกำไรราว 82 ล้านบาท โดยล่าสุดรัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงร่วมกับจีน ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา ซึ่งทางรัฐบาลได้ส่งหนังสือขอข้อมูลจากสมาคมเหล็กทั่วประเทศว่ามีเหล็กประเภทใดแบบใดที่โรงงานในประเทศสามารถผลิตป้อนให้ได้ ขณะเดียวกัน จีนก็มีนโยบายปรับลดกำลังผลิตเหล็กในประเทศลง หากเกิดขึ้นจริงเชื่อว่าจะเป็นส่วนผลักดันให้ราคาเหล็กปรับตัวขึ้นได้ในระยะต่อไป
“ที่ผ่านมาโรงงานผลิตเหล็กส่วนใหญ่จะประสบปัญหาขาดทุนจากความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลก แต่ด้วยประสบการที่เรามีมากว่า 20-30 ปีในตลาดนี้ เรามีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีทั้งในช่วงที่ราคาเหล็กปรับตัวขึ้น ทำให้เรามีผลประกอบการที่ดีมาต่อเนื่อง และในช่วงราคาเหล็กปรับตัวลง ซึ่งผมจะอธิบายว่าในช่วงเหล็กราคาลงจะค่อนข้างยากเพราะต้องบริหารการผลิตให้พอดีกับต้นทุนคงที่ของโรงงานเพื่อให้มีผลกำไรบ้าง หรือให้ขาดทุนน้อยที่สุด ขณะที่ช่วงราคาเหล็กขึ้นก็ง่ายมาก จะผลิตมากผลิตน้อยอย่างไรยังไงเราก็กำไร”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวถึงแผนในอนาคตว่า ปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเข้าซื้อโรงงานผลิตเหล็ก 1 แห่ง มูลค่าราว 600-700 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนจะย้ายโรงงานเดิมไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นและสามารถขยาบกำลังการผลิตได้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 3/60 นี้
ทั้งนี้ หากได้ข้อสรุปในการเข้าซื้อโรงงานดังกล่าวบริษัทคงจะต้องใช้ระยะเวลาราว 3 ปีในการเตรียมการ โดยเงินลงทุนจะมาจากใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (THE-W2) ที่ออกไปทั้งหมด 550 ล้านหุ้น ราคาการใช้สิทธิ 3.50 บาท/หุ้น ซึ่งหากผู้ถือหน่วยใช้สิทธิครบจำนวนก็จะทำให้สามารถระดมทุนได้ทั้งหมดราว 1,925 ล้านบาท โดยปัจจุบันราคาใช้สิทธิเทียบกับราคาบนกระดานถือว่ามีส่วนต่างพอสมควร จึงเชื่อว่าจะมีผู้ถือหน่วยมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก
“โรงงานเดิมที่ถนนเอกชัยแยกออกจากกันไประหว่างหลายโรงงาน หลายคลังจัดเก็บทำให้มีต้นทุนที่สูง ซึ่งตอนนี้เราอยู่ระหว่างศึกษาที่จะเข้าซื้อกิจการโรงเหล็กเพื่อที่จะเพิ่มกำลังการผลิต และย้ายโรงงานเดิมทั้งหมดไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่จะช่วยให้ต้นทุนในทุกๆด้านดีขึ้น”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวต่อว่า ล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อหุ้น บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เพิ่มเป็น 50% จากเดิมที่มีอยู่ 20% และได้รับโอนหุ้นเรียบร้อยแล้วเมื่อ 31 ม.ค.60 หลังจากนี้บริษัทเตรียมจะขยายกำลังการผลิตเป็น 70,000 ตัน/เดือน จากเดิม 50,000 ตัน/เดือน โดยจะขยายโรงงานและพื้นที่เก็บสินค้า มูลค่าลงทุนราว 200 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันทางการเงินเพื่อขอเปิดวงเงินกู้ยืม
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการผลิตสินค้ามีมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น ซึ่งยังต้องใช้งบลงทุนอีกพอสมควร บริษัทจึงมีแผนที่จะนำบริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนมาใช้ในการลงทุนครั้งนี้ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปี 61
Cr : http://www.ryt9.com/s/iq05/2671180
โดย chirawat | มิ.ย. 27, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก, บทความเกี่ยวกับเหล็ก, ไม่มีหมวดหมู่
กระทรวงพาณิชย์ ประกาศใช้เซฟการ์ดเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย
พาณิชย์ ประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เรียกเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย ที่ 31.43% และ 31.05% จากทุกประเทศเป็นเวลา 2 ปี หลังอุตสาหกรรมภายในร้องเรียน มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอุตสาหกรรมเสียหาย …

กระทรวงพาณิชย์ ประกาศใช้เซฟการ์ดเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย
วันที่ 24 ม.ค. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกรรมการคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) เปิดเผยว่า ในการประชุม คปป. เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาผลการไต่สวนชั้นที่สุด กรณีการพิจารณาใช้มาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) จากการนำเข้าสินค้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอยหน้าตัดรูปตัว H (H-Beam เจืออัลลอย) ที่เพิ่มขึ้นมาก โดยมีมติให้ประกาศเรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าดังกล่าว ที่ไทยนำเข้าจากทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 2 ปี ในอัตรา ปีที่ 1 ที่ 31.43% ของราคานำเข้าแบบซี ไอ เอฟ (ราคาสินค้าที่รวมค่าประกันภัย และค่าระวางเรือ) และปีที่ 2 ที่ 31.05%
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าดังกล่าวสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก และสินค้าที่มีความจำเป็นในการใช้งานที่มีข้อจำกัดและมีลักษณะเฉพาะตามคุณสมบัติความทนทานต่อแรงดึง และความหนาของหน้าแปลน รวมถึงเหล็กที่มีความสูงเกิน 912 มิลลิเมตร (มม.) ขึ้นไป โดยการประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เพราะพบว่า ไทยได้นำเข้าสินค้าดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่คุกคามอุตสาหกรรมภายในของไทย
สำหรับการไต่สวนดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กชนิดดังกล่าวของไทย ได้ร้องเรียนมายังกระทรวงพาณิชย์ว่า มีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศเข้ามาในปริมาณมาก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน จนทำให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้รับความเสียหายจากยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากเปิดการไต่สวนแล้ว คปป. ได้ประกาศผลการไต่สวนขั้นต้น โดยกำหนดใช้มาตรการปกป้องเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในไม่ให้ได้รับความเสียหาย และเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้ปรับตัวรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น
แต่ในการประชุม เพื่อพิจารณาประกาศผลการไต่สวนขั้นที่สุด ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ควบคุมเรื่องการเจือธาตุอัลลอยเพิ่มเติมจากมาตรฐานเดิม ที่จะมีผลควบคุมถึงสินค้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย และจะมีผลใช้บังคับในเร็วๆ นี้ คปป. จึงเห็นควรให้กำหนดมาตรการปกป้องเพียงเท่าที่จำเป็น ดังนั้น จึงลดระยะเวลาการใช้มาตรการเซฟการ์ดเหลือเพียง 2 ปีเท่านั้น
Cr: www.thairath.co.th
โดย admin_sale | มิ.ย. 26, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
มิลล์คอนเปิดโมเดลธุรกิจผ่านออนไลน์
นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กเส้น เปิดเผยว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยช่วงครึ่งหลังปี 2560 ปริมาณการใช้เหล็กทุกประเภทอาจยังขยับขึ้นไม่มาก ประมาณ 18-19 ล้านตัน และจะเห็นภาพการใช้เหล็กในช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดี และจะเห็นปริมาณการสั่งซื้อเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในปีหน้าบริษัทได้กำหนดแผนงานไว้ 4 เรื่อง คือ
1.สินค้าต้องเป็นระดับพรีเมี่ยม 2. การบริการสามารถเชื่อมไปสู่การเป็นซัพพลายเชนและแวลูเชน 3.กระบวนการผลิตต้องใช้เทคโนโลยีลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร ใช้ระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ 4.โมเดลธุรกิจใหม่ (Business Model) เช่น การผลิตสินค้าต้องมาจากความต้องการของลูกค้าจริง ๆ ปัจจุบันมีบริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจให้บริการซอฟต์แวร์บริหารธุรกิจก่อสร้างและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ BUILK.COM เป็นช่องทางและตัวช่วยในการรีวิวความต้องการของลูกค้า
“ในปี 2563 สัดส่วนของสินค้าเหล็กเกรดพิเศษจะเพิ่มเป็น 40% เช่น เหล็กใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็กก่อสร้างวิศวกรรม จากปัจจุบันสัดส่วน 95% ยังคงเป็นเหล็กที่ใช้ในตลาดก่อสร้างทั่วไป”
สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ มีที่ประเทศเมียนมาดำเนินการมาเกือบ 1 ปีแล้ว ได้ร่วมทุนกับบริษัท GEL และ THIHA ในเขตเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมติลาวา คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันผลิตเหล็กท่อ รวมถึงวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ และในอนาคตมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่ตลาดเมียนมายังขาด
นายสิทธิชัยกล่าวต่อไปว่า ในไตรมาส 1 ปี 2560 (ม.ค.-มี.ค.) บริษัทมียอดรายได้ 5,873 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เป็นผลจากการขยายฐานลูกค้าไปต่างจังหวัด การขายผ่านช่องทางออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศอาเซียนและออสเตรเลีย
สำหรับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กมีความกังวล จากการปิดโรงงานผลิตเหล็กของจีนและกลัวว่า จะเข้ามาตั้งโรงงานที่ในไทย “เหล็กในประเทศแทบล้นตลาด หากยังมีการปล่อยให้เข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตเหล็กชนิดเดียวกันอีก ผู้ประกอบการไทยจะอยู่กันอย่างไร
Cr : ประชาชาติธุรกิจ