google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
เหล็กรูปพรรณมีกี่ประเภท

เหล็กรูปพรรณมีกี่ประเภท

เหล็กรูปพรรณมีกี่ประเภท   เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสม

ผู้ออกแบบหลายท่านคงเคยมีข้อสงสัยว่า การเลือก “วัสดุเหล็กรูปพรรณ” ที่จะนำมาใช้ในงานออกแบบนั้น ควรเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสมกับการก่อสร้าง แม้ว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับการใช้เหล็ก H-BEAM กันมาบ้างแล้ว แต่การรู้จักวัสดุเหล็กประเภทต่าง ๆ ก็ยังช่วยให้เราสามารถวางแผนการสั่งเหล็กเพื่อการดีไซน์ได้ประหยัดมากขึ้น และเพื่อโครงสร้างอาคารที่ยั่งยืนกว่า

สำหรับเหล็กรูปพรรณโครงสร้างที่ใช้กันทั่วไปในงานอาคารที่พักอาศัย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น (Cold formed structural steel) ซึ่งมีความแตกต่างกันตั้งแต่กระบวนการผลิต และการนำไปใช้

กระบวนการผลิต เหล็กรีดร้อน vs เหล็กขึ้นรูปเย็น

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน หรือ “เหล็กรีดร้อน” ที่เรารู้จัก คือเหล็กที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตโดยการรีดให้มีหน้าตัดและรูปทรงตามที่ต้องการ ภายใต้อุณภูมิสูงถึงประมาณ 1,200 องศา จึงสามารถรีดเหล็กให้มีหน้าตัดที่ใหญ่ มีความหนาและผลิตได้หลายรูปทรง ได้แก่ เหล็กเอชบีม (H-beam), ไอบีม (I-Beam), เหล็กรางน้ำ (Channel), เหล็กฉาก (Angle) และ คัทบีม (Cut Beam) เหมาะสำหรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น หรือ “เหล็กขึ้นรูปเย็น” เกิดจากการขึ้นรูปเหล็กแผ่นในอุณหภูมิปกติ โดยใช้การพับหรือม้วนงอแผ่นเหล็ก และเชื่อมเหล็กเข้าด้วยกันให้มีรูปทรงตามต้องการ เช่น เหล็กกล่อง, เหล็กท่อกลม, เหล็กตัวซี (Light Lip Channel)

ซึ่งหลายคนอาจจำสับสนกับ “เหล็กรีดเย็น (Cold-Rolled)” ที่เกิดจากการนำแผ่นเหล็กรีดร้อนชนิดม้วน มารีดเย็นต่อเพื่อลดความหนา ซึ่งไม่เหมาะสำหรับงานโครงสร้างแต่เหมาะกับงานที่ต้องการความบางและคุณภาพผิวสูง อาทิเช่น แผ่นหลังคา เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

 

เหล็กรีดร้อน กับการรับแรงที่เหนือกว่า

เนื่องจากเหล็กรีดร้อน ถูกรีดในขณะที่เหล็กมีอุณหภูมิสูง เหล็กที่รีดจึงได้รับความร้อนและเย็นตัวลงเป็นลำดับทำให้ผลึกเหล็กมีความละเอียดมากขึ้น เหล็กประเภทนี้จึงมีกำลังและความเหนียวสูง

 

ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ได้จะมีหน้าตัดใหญ่ มีความแข็งแรงและคงทนกว่า จึงเหมาะสำหรับการนำไปใช้กับงานโครงสร้างหลัก อย่าง เสา-คานหลัก เพื่อรับน้ำหนักพื้น รับโครงหลังคาช่วงพาดกว้าง หรือแม้แต่โครงหลังคาดาดฟ้าที่ต้องรับคอนกรีตซึ่งมีน้ำหนักมาก ๆ เป็นต้น

ในขณะที่เหล็กขึ้นรูปเย็น เนื้อเหล็กจะมีความเหนียวน้อยและบางกว่า มีหน้าตัดที่เล็กกว่าเหล็กรีดร้อน จึงควรใช้กับงานโครงสร้างชั่วคราว เช่น นั่งร้าน ศาลาพักคอย หรือโครงสร้างส่วนที่ไม่เน้นการรับน้ำหนัก เช่น งานหลังคา โดยข้อดีของน้ำหนักที่เบาของวัสดุก็สามารถใช้ทดแทนโครงสร้างส่วนที่รับแรงน้อย เพื่อลดน้ำหนักและขนาดของเหล็กลงได้

 

หน้าตัดเหล็ก ช่วยลดภาวะการเกิดสนิม

เหล็กรีดร้อนมีคุณสมบัติที่โดดเด่น ทั้งเรื่องความหนาและรูปทรง โดยจะมีหน้าตัดแบบ Open section ที่สามารถทำสีได้ทุกพื้นที่ผิวรอบด้าน ไม่มีรูกลวงด้านใน ลดภาวะการเกิดสนิมในอนาคต

แตกต่างกับเหล็กขึ้นรูปเย็นที่เกิดจากการพับเหล็กที่มีความบางเป็นหน้าตัดแบบ Close section มีลักษณะเป็นกล่องหรือท่อกลม ซึ่งอากาศและความชื้นสามารถเข้าไปก่อเกิดเป็นสนิมทั้งด้านในและบริเวณโคนเสาได้ง่ายกว่า เหล็กรีดร้อนหรือเหล็กบีมจึงง่ายต่อการบำรุงรักษาและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเหล็กขึ้นรูปเย็น

 

มาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กรูปพรรณรีดร้อนจาก SYS

นอกจากเหล็กรูปพรรณรีดร้อนจะมีความแข็งแรงมากกว่า ในกระบวนการผลิตยังต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับเพื่อควบคุมคุณภาพเหล็กให้ดีที่สุด ซึ่งมีความสำคัญต่อการก่อสร้างเพราะส่งผลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย

ซึ่งมั่นใจได้เลยในผลิตภัณฑ์เหล็กรูปพรรณรีดร้อนจาก SYS ด้วยคุณภาพ สอดคล้องตามคุณสมบัติ ตลอดจนชั้นคุณภาพต่าง ๆ และมีการผลิตที่ได้มาตรฐานตาม มอก.1227: 2558 อีกทั้งเหล็ก H-BEAM ยังตอบโจทย์อย่างครอบคลุมกับการใช้งานในทุกองค์ประกอบของโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นงานเสา คาน หรืองานหลังคา ก็สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยน จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้การทำงานในโครงการของคุณสะดวกมากยิ่งขึ้น

 

เหล็กรูปพรรณ คืออะไร

เหล็กรูปพรรณ เป็นเหล็กชนิดหนึ่งที่มีการแปรรูปออกมาเป็นเหล็กชนิดอื่น ๆ หรือเป็นวัสดุรูปทรงต่างๆ  เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน ถ้าหากต้องการอธิบายให้เห็นภาพ เหล็กรูปพรรณก็เหมือนกับทองคำ ทองคำตามธรรมชาติจะมีลักษณะเป็นก้อนที่ไม่มีรูปทรง เมื่อต้องการนำมาทำเป็นทองคำแท่ง หรือทำเป็นเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ กำไล แหวน ก็จะต้องมีการแปรรูปทองให้ออกมาตามลักษณะนั้น ๆ เหล็กรูปพรรณเองก็เช่นกัน โดยลักษณะของการแปรรูปเหล็กรูปพรรณที่สามารถพบเห็นได้บ่อยที่สุด มีดังต่อไปนี้

เหล็กแผ่น เหล็กแผ่น มีทั้งแบบแผ่นดำ และแผ่นขาว แต่ส่วนใหญ่มักจะมีการใช้เหล็กแผ่นดำมากกว่า สำหรับความแตกต่างของเหล็กแผ่นดำและเหล็กแผ่นขาวนั้น อยู่ที่ขนาดของมัน โดยเหล็กแผ่นดำ จะมีขนาดตั้งแต่ 4×8 ฟุต จนถึง 5×20 ฟุต แต่ถ้าหากเป็นเหล็กแผ่นขาว จะมีขนาดเดียวคือขนาด 4×8 ฟุต ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กที่สุดของเหล็กแผ่นดำ แต่ในส่วนของความหนานั้น มีให้เลือกหลายขนาดไม่ต่างกันเลย เหล็กแผ่นดำจะมีชื่อเรียกอีกมากมาย เช่น เหล็กแผ่น (เรียกแบบโดยตรง) เหล็ก Plate และในปัจจุบันนี้ก็มีเหล็กแผ่นถูกผลิตขึ้นมาอีก 1 แบบ ซึ่งก็คือเหล็กแผ่นแบบลาย ถ้าใครนึกไม่ออกว่าแผ่นเหล็กลายเป็นอย่างไร ให้นึกถึงสะพานลอยที่มีการปูพื้นด้วยเล็กแล้วมีลวดลายที่พื้นเหมือนรูปกากบาท นั่นคือเหล็กแผ่นลายที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่ เหล็กแผ่น มักจะนิยมนำไปใช้กับงานโครงสร้างอาคาร งานโครงสร้างรถยนต์ และงานปูพื้นโรงงานอุตสาหกรรม

เหล็กแบน เป็นเหล็กที่มีลักษณะคล้ายกับเหล็กแผ่น แต่แตกต่างกันที่ความหนาและความยาว เหล็กแบนที่นิยมใช้กันมีขนาดอยู่ที่ ยาว 6 เมตร หนา 3 มิลลิเมตร และมีหน้ากว้าว 25 มิลลิเมตร แต่อาจจะสั่งทำให้มีขนาดหนาหรือหน้ากว้างตามที่ต้องการได้ สำหรับเล็กแบน มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก คือ Flat Bars หรือ F/B เหล็กแบนนิยมนำไปใช้กับงานก่อสร้าง นำไปทำงานเชื่อม เช่น งานฝาตะแกรง งานเหล็กดัด งานแหนบรถยนต์ เป็นต้น

เหล็กโครงสร้างรูปตัวซี (Lip Channel) หรือที่เหล่าวิศวกรมักจะเรียกสั้น ๆ ว่าเหล็กตัวซี สาเหตุที่เรียกว่าตัวซี ก็เพราะว่ามีการขึ้นเหล็กรูปพรรณให้เป็นรูปตัวซี (มองจากด้านข้าง) นิยมนำไปใช้กับงานโครงสร้างอาคารใหญ่ ๆ รวมถึงงานสะพาน และงานอาคารสูง คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงวิศวกรรมอาจเกิดความสับสนระหว่างเหล็กตัวซี และเหล็กรางน้ำได้ จึงขอนำรูปมาเปรียบเทียบให้เห็นความชัดเจนดังต่อไปนี้

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps:hbeamconnect.com/blog/what-are-the-types-of-profiled-steel/

เหล็กโครงสร้างเหล็กรางน้ำและเหล็กตัวซี ต่างกันอย่างไร

เหล็กโครงสร้างเหล็กรางน้ำและเหล็กตัวซี ต่างกันอย่างไร

เหล็กโครงสร้างเหล็กรางน้ำ  เหล็กตัวซี ต่างกันอย่างไร       

      เหล็กรางน้ำ และ เหล็กตัวซี มีความแตกต่างกันอย่างไร มาทำความรู้จักกับเหล็กรางน้ำ และ เหล็กตัวซีกันก่อนว่าเหล็กทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วเหล็กทั้งสองชนิดนี้จะถูกนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสมได้อย่างไรกัน

เหล็กรูปพรรณ เป็นเหล็กชนิดหนึ่งที่มีการแปรรูปออกมาเป็นเหล็กชนิดอื่น ๆ หรือเป็นวัสดุรูปทรงต่างๆ  เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน ถ้าหากต้องการอธิบายให้เห็นภาพ เหล็กรูปพรรณก็เหมือนกับทองคำ

         ทองคำตามธรรมชาติจะมีลักษณะเป็นก้อนที่ไม่มีรูปทรง เมื่อต้องการนำมาทำเป็นทองคำแท่ง หรือทำเป็นเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ กำไล แหวน ก็จะต้องมีการแปรรูปทองให้ออกมาตามลักษณะนั้น ๆ เหล็กรูปพรรณเองก็เช่นกัน โดยลักษณะของการแปรรูปเหล็กรูปพรรณที่สามารถพบเห็นได้บ่อยที่สุด มีดังต่อไปนี้

เหล็กรางน้ำคือ

      เหล็กรางน้ำเป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ขั้นตอนการรีดจะต้องใช้อุณหภูมิสูงประมาณ 1,200 องศา เพื่อจะได้รูปทรงตามที่ต้องการ และมีลักษณะเป็นเส้นตรงมีความยาวมากกว่า 6 เมตร มีหน้าตัดที่คล้ายตัวยู (U) มีขาทั้งสองขาที่ยาวเท่า ๆ กันจะมีความคล้ายกับเหล็กตัวซี

        แต่หากเรามองและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะเห็นถึงความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่เหล็กรางน้ำมักนิยมนำไปใช้กับงานที่โครงสร้างใหญ่ ๆ และต้องการรองรับน้ำหนักจำนวนมาก จำพวกเช่น สะพานข้ามแม่น้ำ สะพานข้ามแยก งานบันได โครงสร้างบ้านต่าง ๆ หลังคาโรงงาน ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ เสาสื่อสารโทรคมนาคม เสาสายส่งไฟฟ้าแรงสูง งานเหล่านี้เป็นต้น

ประโยชน์ของเหล็กรางน้ำเหล็กรางน้ำจะค่อนข้างสะดวกต่อการติดตั้ง ทั้งยังประหยัดและรวดเร็วในการติดตั้ง แต่ด้วยน้ำหนักที่เบาจึงทำให้น้ำหนักของฐานรากเบาลงไปด้วย

เหล็กรางน้ำ (CHANNEL) 

       อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามีลักษณะคล้ายกับเหล็กตัวซี แต่ถ้าหากพิจารณากันดี ๆ ก็ยังพอจะเห็นความแตกต่างได้อยู่บ้าง การที่เรียกว่าเหล็กรางน้ำ ก็เพราะมีลักษณะคล้ายกับรางน้ำที่ทำขึ้นเพื่อการระบายน้ำออก แต่ไม่ได้แปลว่าจะนำไปใช้กับงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำเลย เหล็กรางน้ำนิยมนำไปใช้กับงานโครงสร้างใหญ่ ๆ ที่ต้องมีการรับน้ำหนักมาก เช่น งานเสาตอม่อ งานสะพานข้ามแม่น้ำ หรือสะพานข้ามแยก รวมถึงงานหลังคา

 

เหล็กตัวซีคือ

เหล็กตัวซี เปรียบเสมือนตัวแทนไม้เนื้อแข็ง ถือเป็นหนึ่งในเหล็กรูปพรรณ ที่ถูกนำมาแปรรูปด้วยขั้นตอนของการรีดร้อนให้ได้สัดส่วน เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น เหล็กตัวซีจะให้ความรู้สึกที่คล้ายเหล็กรางน้ำ โดยมีลักษณะความยาวตามมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 6 เมตร

เหล็กโครงสร้างรูปตัวซี (Lip Channel) 

         หรือที่เหล่าวิศวกรมักจะเรียกสั้น ๆ ว่าเหล็กตัวซี สาเหตุที่เรียกว่าตัวซี ก็เพราะว่ามีการขึ้นเหล็กรูปพรรณให้เป็นรูปตัวซี (มองจากด้านข้าง) นิยมนำไปใช้กับงานโครงสร้างอาคารใหญ่ ๆ รวมถึงงานสะพาน และงานอาคารสูง คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงวิศวกรรมอาจเกิดความสับสนระหว่างเหล็กตัวซี และเหล็กรางน้ำได้

          หน้าที่สำคัญของเหล็กตัวซี คือ จะใช้ทำงานสำหรับโครงหลังคา รวมถึงเป็นที่ยึดเสาไม้ค้ำยันที่ไม่จำเป็นต้องรับน้ำหนักมากจนเกินไป เพราะด้วยส่วนใหญ่แล้วเหล็กตัวซีจะถูกนำมาใช้สำหรับการทำโครงร่างของหลังคา โครงสร้างของโรงงานอุตสาหกรรม โครงสร้างสะพาน โครงสร้างอาคารสูง โดยส่วนประกอบของเหล็กรูปพรรณทางเคมีจะมี คาร์บอน ซิลิคอน แมงกานีส ฟอสฟอรัส และกำมะถัน เป็นต้น

 

ตารางเหล็กเอชบีม, ขนาดเหล็กเอชบีม, ตารางน้ำหนักเหล็กเอชบีม, ขนาดเสาเอชบีม, น้ำหนักเหล็ก H Beam

คำศัพท์เกี่ยวกับเหล็กที่ควรรู้

คำศัพท์เกี่ยวกับเหล็กที่ควรรู้

คำศัพท์เกี่ยวกับเหล็กที่ควรรู้

Alloy Steel เหล็กพิเศษที่มีส่วนผสมของอัลลอยด์
Annealing การอบเหล็กให้อ่อน เพื่อลดความแข็งและความเปราะลง ง่ายต่อการกลึง
Carburizing การชุบผิวแข็งโดยการเติมคาร์บอนลงไปที่ผิวเหล็ก ทำให้เหล็กมีความแข็งเพิ่มขึ้นเฉพาะส่วนผิวเท่านั้น ส่วนความแข็งของเนื้อเหล็กภายในยังเหมือนเดิม
Cold Drawn Steel เหล็กที่ได้จากการรีดเย็น ทำให้ผิวของเหล็กมีสีขาว (เช่น เหล็ก S50C ผิวขาว)
Elongation การใช้แรงดึงโลหะให้ยืดตัว
Flame-hardening Steel เหล็กที่ชุบแข็งโดยเปลวไฟ
Hardness ความแข็ง
Heat Treatment การอบชุบ (เป็นความหมายรวมถึง การชุบแข็ง การอบอ่อน หรือกระบวนการอื่น ๆ ที่มีการให้ความร้อนกับเหล็ก)
Hot Rolled Steel เหล็กที่ได้จากการรีดร้อนโดยตรง ดังนั้นในการการกลึงจะแข็งกว่าเหล็กที่ผ่านการ Normalizing หรือเหล็กที่ผ่านการ Annealing
Induction การชุบแข็งโดยใช้คลื่นความถี่สูงผ่านขดลวดที่อุณหภูมิ 900 องศาเซลเซียส เพื่อชุบแข็งที่ผิว โดยความลึกจะขึ้นอยู่กับความร้อนที่ผ่านขดลวด
Nitriding การชุบผิวแข็งโดยการเติมไนโตรเจนลงไปที่ผิวเหล็ก ทำให้เหล็กมีความแข็งเพิ่มขึ้นเฉพาะส่วนผิวเท่านั้น ส่วนความแข็งของเนื้อเหล็กภายในยังเหมือนเดิม
Normalizing การอบให้เหล็กมีเนื้อเหล็ก (grain) และความแข็งสม่ำเสมอทั่วทั้งเส้น ง่ายต่อการกลึง
Pre-hardened Steel เหล็กที่ชุบแข็งเรียบร้อยแล้วจากโรงงานที่ผลิต
Press Die แม่พิมพ์อัด
Punching Die แม่พิมพ์ตัดกระแทก
Rough Turned Steel เหล็กที่มีการกลึงผิวแล้ว
Strength ความแข็งแรง
Stress Relieve การอบให้คลายความเค้น
Toughness ความเหนียว
Vacuum Heat Treatment การชุบโดยใช้เตาสุญญากาศ แบ่งเป็น การชุบน้ำมัน (Oil quenching) และการชุบแก็ส (Gas quenching)
Wear Resistance ความทนต่อการสึกหรอ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.bssteel.co.th/

หรือสนใจซื้อวัสดุก่อสร้างอื่นๆ      สามารถขอราคาออนไลน์ทันใจได้เลย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสารมารถต่อติดสอบถามรายละเอียดได้ที่ เบอร์ 02 749 1007-14 หรือไลน์ @thanasarn

qr-code-thanasarn

 

เหล็กรางน้ำในงานก่อสร้าง (Channels)

เหล็กรางน้ำในงานก่อสร้าง (Channels)

เหล็กรางน้ำ (Channels)

เป็นเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปร้อน มีลักษณะหน้าตัดเป็นตัวยู (U) โดยมีขนาดขาทั้งสองข้างยาวเท่ากัน มีขนาดและสเปคที่ไม่ผิดพลาด หน้าตัดมีความเรียบ ความหนาและขนาดจะต้องเท่ากันตลอดทั้งเส้น ผลิตสินค้าตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเลขที่ มอก. 1227-2558 ชั้นคุณภาพ SS400-540 และ SM400

เหล็กรางน้ำ (Channels) เหมาะสำหรับงาน

  • ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่
  • เสาสื่อสารโทรคมนาคม
  • เสาสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
  • โครงหลังคาโรงงาน
  • โครงหลังคาบ้าน
  • งานโครงสร้างทั่วไป

*การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารแต่ละประเภทนั้น มีเงื่อนไขการเลือกใช้เหล็กที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งนี้ควรให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเป็นออกแบบผู้กำหนดสเปคของเหล็ก

ประโยชน์ของการใช้เหล็กรางน้ำ (Channels) คือ

มีความสะดวกรวดเร็วในการติดตั้ง ประหยัดแรงงานก่อสร้าง     น้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับขนาดโครงสร้างโดยรวม
เมื่อน้ำหนักโครงสร้างเบาก็จะทำให้น้ำหนักของฐานราก รวมถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลงไปด้วย  เหล็กนั้นเป็นวัสดุที่นำกลับมา

ใช้ใหม่ได้ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง  เหล็กรูปตัวยู (U) ต่างกับเหล็กรูปตัว (C) อย่างไร และมีวิธีการสังเกตอย่าง

ดูเผินๆอาจจะแยกเหล็กสองชนิดนี้ได้ไม่ชัดนักเนื่องจากรูปร่างที่ต่างเพียงเล็กน้อยซึ่งจะต้องดูที่ section ดีๆว่าเป็นเหล็กรูปตัวยู (U) หรือเหล็กตัวซี (C) อีกจุดที่จะทำให้สามารถแยกแยะได้คือ ความหนา

ด้วยการผลิตที่แตกต่างกันคือเหล็กรูปตัวยู (U) ผลิตด้วยการรีดร้อนจึงมีความหนามากกว่า เหล็กตัวซี (C) ที่ผลิตโดยการพับและม้วนแผ่นเหล็ก       ด้วยความหนาและกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันส่งผลให้มีการรับน้ำหนักที่ไม่เท่ากัน เหล็กรูปตัวยู (U) จึงเหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมาก ส่วนเหล็กตัวซี (C) ใช้กับโครงสร้างเบาทั่วๆไป

สูตรการคำนวณน้ำหนักเหล็กโดยประมาณ

  1. เหล็กกลม
    เส้นผ่าศูนย์กลาง (ซม.) x เส้นผ่าศูนย์กลาง (ซม.) x ความยาว (ซม.) x 0.0062 = น้ำหนัก (กก.)
  2. เหล็กสี่เหลี่ยม
    ขนาด (ซม.) x ขนาด (ซม.) x ความยาว (ซม.) x 0.0079 = น้ำหนัก (กก.)
  3. เหล็กหกเหลี่ยม
    ขนาด (ซม.) x ขนาด (ซม.) x ความยาว (ซม.) x 0.0068 = น้ำหนัก (กก.)
  4. เหล็กแปดเหลี่ยม
    ขนาด (ซม.) x ขนาด (ซม.) x ความยาว (ซม.) x 0.0065 = น้ำหนัก (กก.)
  5. เหล็กแบน
    ความหนา (ซม.) x ความกว้าง (ซม.) x ความยาว (ซม.) x 0.0079 = น้ำหนัก (กก.)
  6. เหล็กแผ่น
    ความหนา (มม.) x ความกว้าง (ฟุต) x ความยาว (ฟุต) x 0.7293 = น้ำหนัก (กก.)

ขอบคุณข้อมูลจากwazzadu.com/article/3245

เหล็กตัวซีคืออะไร

เหล็กตัวซีคืออะไร

เหล็กตัวซีคืออะไร

    เหล็กตัวซี (C Light Lip Channel) มีหลากหลายชื่อเรียกไม่ว่าจะเป็น เหล็กรูปตัวซี แปตัวซี แปหลังคา แปซี หรือ แปโครงหลังคา เหล็กตัวซีจัดเป็นเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็นชนิดหนึ่ง ลักษณะคือ มีหน้าตัดเป็นรูปตัวซี (C) ผิวของเหล็กต้องเรียบ ไม่ขรุขระ ไร้รอยต่อ ซึ่งผลิตตามมาครฐานมอก.1228 – 2549 และมีความยาวมาตรฐาน 6 เมตร

เหล็กตัวซีคืออะไร เหล็กตัวซี (C Light Lip Channel) เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัวซี ซึ่งเหล็กตัวซีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเหล็กรูปพรรณ (Structural steel)

เหล็กตัวซีเหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไปที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น งานทำโครงหลังคา เสาค้ำยัน และโครงสร้างที่อยู่อาศัย เส้าค้ำยันที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เป็นต้นและเหล็กตัวซีนั้นจะต้องมีคุณลักษณะที่เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัย ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก 1228-2549) มีความยาว 6 เมตร

ประโยชน์ของเหล็กตัวซี

มีประโยชน์ในการก่อสร้างโดยเฉพาะกับโครงสร้างของอาคาร ที่อยู่อาศัย โครงสร้างสะพาน แปหลังคา เป็นต้น เพราะเหล็กตัวซีนี้ มีความคงทนมาก น้ำหนักเบา ขึ้นโครงง่าย เมื่อเทียบกับงานคอนกรีต

ทำให้ประหยัดได้เวลาได้มาก และ ควบคุมน้ำหนักตัวโครงสร้างได้มากขึ้นด้วย ต่อได้ง่ายและสามารถต่อให้ยาวได้ถึง 600 เมตร ถือเป็นข้อได้เปรียบของเหล็กตัวซีนั่นเอง นอกจากนี้ เหล็กตัวซียังมีความทนต่อการกัดกร่อน ไม่ต้องทาสารเคลือบกันสนิม หรือว่าทาสีอะไรทับ จึงทำให้ประหยัดเงินมากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคในการเลือกเหล็กตัวซีมาสร้างบ้าน

เหล็กตัวซีกับสนิม

เพราะในปัจจุบันที่แทบจะทุกโครงการของหมู่บ้าน มักจะนำเหล็ก มาทำเป็นโครงสร้างบ้าน เพราะราคาที่ถูกกว่าไม้ และมีความมั่นคงแข็งแรง แต่ปัญหาของบ้านที่มีเหล็กก็คือ

สนิมที่กัดกินเนื้อเหล็กสามารถเคลือบสีป้องกันสนิมได้ การใช้เหล็กตัวซีมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบ้านก็เช่นกัน หากไม่มีการเคลือบสีป้องกันสนิมก็อาจจะทำให้เกิดการพังไปตามกาลเวลา หรือเร็วกว่าเวลาอันควร ซึ่งการเคลือบสีป้องกันสนิมในเหล็กตัวซีและเหล็กชนิดอื่น ๆ ก่อนจะสร้างบ้าน จะทำให้เหล็กปลอดภัยจากสนิมเป็นระยะเวลายาวนาน

เลือกเหล็กตัวซีมาสร้างบ้าน

บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเหล็กตัวซี ถึงมีขนาดไม่เท่ากัน แม้ว่าเหล็กตัวซี จะได้รับเครื่องหมายมาตรฐาน มอก. แล้วก็ตาม แต่เหล็กตัวซีจากผู้ผลิตคนละรายกัน หรือของแต่ละโรงงานหรือ จะผลิตเหล็กตัวซีออกมาให้มีขนาดไม่เท่ากัน โดยเฉพาะ คุณภาพและน้ำหนักของเหล็ก ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กตัว

และราคาของเหล็กตัวซีที่ต่างกัน อาจจะเป็นเพราะส่วนผสมเหล็กที่นำมาผสมกับเหล็กตัวซี รวมถึงการเปรียบเทียบราคาต่อน้ำหนักของเหล็กทั้งเส้นอีกด้วย ซึ่งยังถือเป็นการเลือกเหล็กตัวซีให้ตรงกับความต้องการและการใช้งานในราคาของเหล็กตัวซีที่เหมาะสม

มาตรฐานตลาด

เหล็กตัวซี มาตรฐานตลาด เป็นเหล็กที่ใช้ทำโครงหลังคาเป็นหลัก แต่สามารถนำเหล็กตัวซีมาประยุกต์ใช้กับงานโครงสร้างเหล็กทั่ว ๆ ไปได้ เหล็กตัวซีเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีเครื่องหมาย มอก.

ถือเป็นมาตรฐานที่ได้กำหนดขึ้นเพื่อปลอดภัย ส่วนความหนาเหล็กตัวซีที่เหมาะสมและปลอดภัย จะต้องได้รับความเห็นชอบจากวิศวกรผู้ออกแบบเสียก่อน

เลือกอะไรดี..ระหว่างเหล็กเอชบีม ( H-Beam) กับไอบีม (I-Beam)

เลือกอะไรดี..ระหว่างเหล็กเอชบีม ( H-Beam) กับไอบีม (I-Beam)

เหล็ก เอชบีม H-Beam คืออะไร ?

                 เหล็กเอชบีม H Beam  คือเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ และแข็งแรงกว่าเหล็กรูปทรงอื่น ซึ่งออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักและกระจายแรงได้อย่างทั่วถึง   ถ้าเปรียบเทียบกับ คอนกรีตเสริมทับ  เหล็กเอชบีมใช้ในลักษณะเหล็กทั้งแทง จึงใช้เหล็กมากกว่าหล่อคอนกรีตเสริมทับ เพื่อประหยัดเวลาก่อสร้าง และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยมักใช้กับการออกแบบทีพักรีสอร์ และการสร้างร้านค้าบ้านเรือน

                เหล็กเอชบีม H-Beam เป็นเหล็กที่มองจากหน้าตัดจะเห็นเป็นรูปตัว H ตั้งตะแคง ลักษณะมุมตัดเป็นฉาก ปีกทั้งบนและล่างจะเป็นแผ่นเรียบหนาเท่ากันตลอด ขนาดของหน้าตัดมีให้เลือกหลากหลาย  มักใช้ในงานทำเสา คานหรือโครงหลังคา อาคารขนาดย่อมๆ รวมถึงงานก่อสร้างขนาดเล็ก จนไปถึงงานโครงก่อสร้างขนาดใหญ่ เนื่องจากปีกเหล็กยาวและเป็นเส้นตรง มีความแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ดี แต่อาจจะรับแรงกระแทกได้ไม่มากนัก จึงเป็นที่นิยมนำไปใช้กลุ่มก่อสร้าง ออกแบบจะใช้ H beam

เลือกอะไรดี..ระหว่างเหล็ก H-Beam กับ I-Beam

           ในเรื่องของการนำไปใช้ เหล็ก H beam กับ I beam นั้นผลิตขึ้นมาเพื่อการใช้งานที่ต่างกัน H beam จะใช้สำหรับโครงสร้างขนาดย่อมๆ เช่น งานบ้าน หรืออาคารขนาดเล็ก รับน้ำหนักได้ดี แต่รับแรงกระแทกได้ไม่มาก ซึ่งต่างจากเหล็ก I beam ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับแรงกระแทกหนักๆ อย่างรางเลื่อน ตัวเครนยกของหนักๆ ตามโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างขนาดใหญ่

                แต่ถ้า..เลือกเหล็ก I beam มาสร้างบ้านจะได้ไหม ? คำตอบคือ ได้ค่ะ แต่ต้องดูว่ามีความจำเป็นไหม ที่ต้องใช้เหล็กที่รับแรงกระแทกโหดๆ มาสร้างบ้าน ซึ่งในมุมของคุณสุทธิสร วิศวกรโยธาที่จับงานเหล็กมานาน

                ให้ความเห็นว่าเหล็ก H beam นั้นแข็งแรงเพียงพอสำหรับการสร้างบ้าน เนื่องจากบ้านของเราไม่ต้องเจอแรงกระแทกหนักๆ แต่ถ้าเจ้าของบ้านอยากให้โครงสร้างของบ้านที่สร้างไว้มีความคงทน แข็งแรง หากเกิดแผ่นดินไหว หรือพายุพัดมาจะไม่ถล่มลงมาแน่ๆ จะขอเลือกใช้เหล็ก I beam เพื่อความอุ่นใจ ก็สามารถทำได้เหมือนกันค่ะ และด้วย I beam นั้นสามารถรับแรงกระแทกหนักๆ ได้ดีกว่า ราคาก็จะแพงกว่าตามไปด้วยเช่นกัน

หล็กเอชบีมนิยมใช้เป็นโครงสร้างเสา คาน โครงหลังคา อาคาร โรงงาน บ้านพักอาศัย หรืองานโครงการขนาดใหญ่เป็นที่รู้จักคุ้นเคยเลือกใช้มากที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีคุณสมบัติในการรับแรง รับน้ำหนักมากๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. มีความแข็งแรง ทนทาน สะดวกแก่การนำไปใช้งาน

มาตรฐานเหล็ก : มอก.1277-2539 , JIS G 3192-1990 , JIS G 3101-1955

ชั้นคุณภาพ : SS400 , SM400 , SM520

       หรือสนใจซื้อวัสดุก่อสร้างอื่นๆ สามารถขอราคาออนไลน์ทันใจได้เลย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสารมารถต่อติดสอบถามรายละเอียดได้ที่ เบอร์ 02 749 1007-14 หรือไลน์ @thanasarn

qr-code-thanasarn

ตารางเหล็กเอชบีม, #ขนาดเหล็กเอชบีม,#ตารางน้ำหนักเหล็กเอชบีม,#ขนาดเสาเอชบีม,#น้ำหนักเหล็ก H Beam,#ขายเหล็กราคาถูก,#ราคาเหล็กก่อสร้าง,#เหล็กโครงสร้าง,#เหล็ก H Beam

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า