google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเล็งหามาตรการตรวจสอบความปลอดภัยของรถยนต์ รถไฟ และเครื่องบินที่ใช้เหล็ก

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเล็งหามาตรการตรวจสอบความปลอดภัยของรถยนต์ รถไฟ และเครื่องบินที่ใช้เหล็ก

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเล็งหามาตรการตรวจสอบความปลอดภัยของรถยนต์ รถไฟ และเครื่องบินที่ใช้เหล็กของ “โกเบ สตีล” หลังยุโรปแนะนำผู้ผลิตเครื่องบินระงับการใช้เหล็กบริษัทนี้

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานวันนี้ (19 ต.ค.) ว่า กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมและการท่องเที่ยว จะพิจารณามาตรการที่มากไปกว่าการขอให้ผู้ผลิตยานพาหนะตรวจสอบความปลอดภัยเหล็กของบริษัทโกเบ สตีล หลังจากสำนักงานความปลอดภัยการบินยุโรปแนะนำผู้ผลิตเครื่องบินให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เหล็กของโกเบสตีลที่ใช้อยู่ว่าได้มาตรฐานหรือไม่ และควรระงับการใช้เหล็กของโกเบสตีลจนกว่าเรื่องจะกระจ่าง

ก่อนหน้านี้ โกเบ สตีล ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่นและก่อตั้งมานาน 112 ปี แถลงยอมรับว่า ตกแต่งข้อมูลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์เหล็กที่จำหน่ายให้แก่ลูกค้ามากกว่า 500 รายตั้งแต่ 10 ปีก่อน เช่น ผงเหล็ก แผ่นอะลูมิเนียมรีดร้อน อะลูมิเนียมหล่อ แผ่นทองแดง ท่อทองแดง

อย่างไรก็ตาม สื่อญี่ปุ่นรายงานอ้างอดีตพนักงานบริษัทดังกล่าวว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานกว่า 30 ปีแล้ว ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นและโกเบ สตีลออกตัวว่า ยังไม่แน่ชัดว่าการตกแต่งข้อมูลการตรวจสอบทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยหรือไม่

แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

พบ 6 บ.รถยนต์ดังญี่ปุ่นใช้เหล็กโกเบ

พบ 6 บ.รถยนต์ดังญี่ปุ่นใช้เหล็กโกเบ

สื่อญี่ปุ่นรายงาน บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นชื่อดัง 6 แห่ง รวมทั้งนิสสันและฮอนด้า ใช้สินค้าจากโกเบสตีล หลังบริษัทเหล็กรายนี้ยอมรับว่าบิดเบือนข้อมูลคุณภาพสินค้า

หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันนิกเคอิ รายงานวานนี้ (11 ต.ค.) ว่า บริษัทรถยนต์ชื่อดังของญี่ปุ่นทั้งนิสสัน ฮอนด้า มิตซูบิชิมอเตอร์ส ซูบารุ และมาสด้าล้วนใช้สินค้าจากโกเบสตีลมาผลิตรถของตน เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่ยานยนต์อย่างโตโยต้าที่กล่าวก่อนหน้านี้ว่า โกเบสตีลจัดหาวัตถุดิบให้กับโรงงานโตโยต้าแห่งหนึ่ง ใช้ทำฝากระโปรง ประตูหลัง และตัวถังรถบางรุ่น กระทรวงคมนาคมขอให้ผู้ผลิตรถยนต์เร่งตรวจสอบรถเพื่อดูว่า จำเป็นต้องเรียกคืนหรือไม่

เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องฉาวล่าสุดด้านการควบคุมคุณภาพและการจัดการความเสียหาย ที่เกิดกับธุรกิจใหญ่ของญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บั่นทอนชื่อเสียงประเทศเรื่องการผลิตสินค้าคุณภาพ ทั้งยังเพิ่มความยุ่งยากให้กับนิสสัน ที่เพิ่งเรียกรถคืนกว่า 1 ล้านคันในญี่ปุ่นจากปัญหาเรื่องการตรวจสอบคุณภาพ

ส่วนข่าวร้ายของโกเบสตีลเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ (8 ต.ค.) เมื่อบริษัทยอมรับว่าบิดเบือนข้อมูลความแข็งแกร่งและคุณภาพสินค้า ผลการตรวจสอบภายในพบว่า โกเบสตีลตกแต่งข้อมูลสินค้าประเภทอลูมิเนียมราว 19,300 ตัน ทองแดง 2,200 ตัน รวมถึงอลูมิเนียมหล่อและหลอม 19,400 หน่วย ที่ส่งให้ลูกค้าระหว่างเดือน ก.ย.2559- ส.ค.2560

แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ราคาเหล็กจีนลดลงต่ำสุดในรอบ 2 เดือน เนื่องจากปริมาณสต๊อกเหล็กที่เพิ่มสูงขึ้น

ราคาเหล็กจีนลดลงต่ำสุดในรอบ 2 เดือน เนื่องจากปริมาณสต๊อกเหล็กที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันพุธที่ 11 ตุลาคม 2017 ราคาเหล็กในตลาดล่วงหน้าจีนร่วงลงกว่า 2% เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปริมาณสต๊อกเหล็กที่เพิ่มขึ้นหลังช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันชาติของจีน

ตามการรายงานของ steelhome พบว่า ปริมาณสต๊อกเหล็ก rebar ของจีน ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2017 เพิ่มขึ้นมากกว่า 250,000 ตันเมื่อเทียบกับช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 4.36 ล้านตัน

เปิดตลาดวันที่ 11 ตุลาคม 2017 ราคาซื้อขายเหล็ก rebar สำหรับจัดส่งเดือนมกราคม ตลาด Shanghai Futures Exchange ร่วงลงมาประมาณ 2.5% อยู่ที่ 3,512 หยวนต่อตัน หรือ $534 ต่อตัน ซึ่งถือว่าเป็นราคาต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฏาคม 2017 ราคาซื้อขายปิดตลาดอยู่ที่ 3,523 หยวนต่อตัน ลดลงประมาณ 2.2% เมื่อเทียบกับวันซื้อขายก่อนหน้า

นักวิเคราะห์จาก SP Angel ให้ความเห็นว่า ความกังวลจากเรื่องการลดกำลังการผลิตเหล็กของจีนในช่วงฤดูหนาวทำให้ผู้ค้าเร่งกักตุนสินค้าก่อนที่ผู้ผลิตเหล็กจีนจะปรับลดกำลังการผลิตลงในเดือนพฤศจิกายน จึงทำให้ปริมาณสต๊อกเหล็กในช่วงนี้เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อุปสงค์เหล็กในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเริ่มชะลอตัวเนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว

การลดลงของราคาเหล็ก ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน โดยราคาซื้อขายสินแร่เหล็กในตลาด Dalian Commodity Exchange ลดลงประมาณ 0.9% ลงมาอยู่ที่ 436 หยวนต่อตัน

ตามการรายงานของ steelhome พบว่า ปริมาณสต๊อกสินแร่เหล็กของจีน ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2017 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 133.85 ล้านตันซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านม

แหล่งที่มา : Reuters



ทาทา สตีล ร่วมสร้างวัฒนธรรมสีเขียว ยกระดับอุตสาหกรรมไทย

ทาทา สตีล ร่วมสร้างวัฒนธรรมสีเขียว ยกระดับอุตสาหกรรมไทย

บริษัท เอ็น.ที.เอส. สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด  และ บริษัทเหล็กสยาม (2001) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับที่ 4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

ซึ่งมอบให้แก่สถานประกอบการที่มีวัฒนธรรมสีเขียวที่เข้มแข็ง โดยคำนึงถึงการปฏิบัติงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในทุกด้านของการประกอบกิจการของพนักงานทั่วทั้งองค์กร

Cr : http://www.ryt9.com/s/prg/2715743

ราคาเหล็กในจีนพุ่งดันราคาเหล็กเอเชีย

ราคาเหล็กในจีนพุ่งดันราคาเหล็กเอเชีย


ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนเอเชียเพิ่มขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกันหลังจากเหล็กในจีนทะยานตัวขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว 

S&P Global Platts รายงาน ราคาเสนอขายเหล็กแผ่นรีดร้อน SS400 จากประเทศจีนเพิ่มขึ้น 5 ดอนลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 560 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China ขณะที่ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในจีนปรับเพิ่มขึ้นจากวันศุกร์ที่ผ่านมา ประมาณ 85 หยวนต่อตัน ขึ้นมาอยู่ประมาณ 4330-4340 หยวนต่อตัน หรือ 664-665 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน (ไม่รวมภาษี 17%)

ส่วนราคาเหล็กในตลาด Shanghai Futures Exchange เมื่วันจันทร์ 4 กันยายน 2560 ราคาซื้อขายเหล็กแผ่นรีดร้อนล่วงหน้า (สำหรับจัดส่งเดือนมกราคม) ปิดตลาดอยู่ที่ 4284 หยวนต่อตัน เพิ่มขึ้น 33 หยวนต่อตันเมื่อเทียบกับวันศุกร์ที่ผ่านมา

ผู้ค้าเหล็กทางตะวันออกของจีนปรับเพิ่มราคาเสนอขายเหล็กแผ่นรีดร้อน SS400 ขึ้นมาอยู่ที่ 625 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน จาก 570-590 หยวนต่อตันเมื่อสัปดาห์ก่อน FOB China อย่างไรก็ตาม ณ ระดับราคาดังกล่าวยังไม่เกิดการซื้อขายเนื่องจากราคาเสนอขายปรับเพิ่มขึ้นมากเกินไป ผู้ซื้อทางฝั่งเอเชียจึงต้องใช้เวลาในการพิจารณาตัดสินใจ

ด้านราคาเหล็กทรงยาวในตลาดเอเชียก็มีแนวดน้มปรับตัวตามราคาเสนอขายเหล็กของจีนเช่นกัน

S&P Global Platts รายงาน ราคาเหล็ก Rebar เส้นผ่านศูนย์กลาง 12-16 มม. เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 555-557 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน FOB Chin ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2013

โรงงานเหล็กขนาดใหญ่หลายแห่งในภาคตะวันออกและภาคเหนือของจีนปรับราคาเสนอขายเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 20 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ขึ้นอยู่ที่ประมาณ 570-588 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน FOB Chin สำหรับเหล็กเส้น Rebar เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-40 มม. และ 10-32 มม. ที่จะจัดส่งในเดือนตุลาคมและพฟศจิกายน

Cr. สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

 

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง เสนอรัฐผ่อนปรนเงื่อนไขและกฎเกณฑ์เอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.อยู่ระหว่างศึกษาศักยภาพและโอกาส ของอุตสาหกรรมเหล็กประเทศไทย เพื่อติดตามผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหล็ก สำหรับให้เอกชนในอุตสาหกรรมเหล็กใช้เป็นข้อมูลศึกษารูปแบบการลงทุนและการทำธุรกิจ รองรับประชาคมอาเซียน (เออีซี) โดยแบ่งผลิตภัณฑ์เหล็กเป็น 4 ประเภท คือ

• ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตสูงและมีการส่งออกไปยังตลาด อาเซียน

• ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไทยมีปัญหาความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตหรือ คุณภาพการผลิต ทำให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศคู่เจรจา ที่สำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่ปัจจุบัน
ประสบปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน

• ผลิตภัณฑ์เหล็กในขั้นปลายน้ำ ที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้ด้วย ข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีการผลิต ที่ปัจจุบันยังไม่มีในไทย ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศคู่เจรจาที่สำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมีแนวโน้มที่จะนำเข้าเพิ่มจากจีน และอินเดียในอนาคต

• ผลิตภัณฑ์เหล็ก ที่ปัจจุบันผลิตได้ในชั้นคุณภาพทั่วไปในปริมาณจำกัด หรือยังไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดของการขาดวัตถุดิบ ทำให้ต้องมีการนำเข้า
นายสมชาย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่จะเกิดต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทย จากการเปิดเออีซี ทำให้สามารถสรุปแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการเหล็กได้อาทิ ภาครัฐ จะต้องอำนวยความสะดวก ให้ผู้ผลิตสินค้าที่ไทยมีศักยภาพการผลิต เช่น เหล็กเส้นก่อสร้าง, เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน
สำหรับใช้งานโดยตรง, เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดเหล็กกล้าคาร์บอนไม่ผ่านการอบอ่อน สามารถส่งออกสินค้าและใช้สิทธิประโยชน์ จากข้อตกลงทางการค้าเสรีอย่างไม่มีอุปสรรคด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีได้ ขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อสร้างเครือข่ายทางการค้า และการกระจายสินค้า ตลอดจนผลักดันการร่วมทุนทางธุรกิจ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมเหล็กสามารถขยายตลาดการค้าผลิตภัณฑ์เหล็กได้มากยิ่งขึ้นในอาเซียน

        นอกจากนี้ภาครัฐต้องอนุญาตให้มีการนำเข้าและลดอุปสรรค รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเกรดสูงปลายน้ำที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้จากประเทศคู่เจรจา หรือประเทศในอาเซียน และผลักดันให้เกิดการลงทุนในประเทศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการผลิตระหว่างกันในอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นข้อจำกัดของไทย เนื่องจากติดปัญหาการยอมรับของชุมชนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบ และสร้างกลไกในการพัฒนาร่วมกัน ระหว่างอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า