โดย khwankaew | ต.ค. 24, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
จีนลดการผลิตทำยอดผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนกันยายนทำสถิติต่ำสุดในรอบปี
สมาคมเหล็กโลก หรือ worldsteel เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ยอดผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนกันยายนทำสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2017 สาเหตุหลักมาจากประเทศจีน ผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกปรับลดการผลิตเพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ และทำให้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง
ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกที่ถูกรวบรวมจาก 66 ประเทศทั่วโลกเดือนกันยายน อยู่ที่ 141.44 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ยอดการผลิตเหล็กดิบของจีนเดือนกันยายนอยู่ที่ 71.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แหล่งข่าวคาดว่าในช่วงฤดูหนาวของจีนที่กำลังจะมาถึง จีนน่าจะลดการผลิตเหล็กลงอีกมากกว่า 30 ล้านตัน เนื่องจากการใช้นโยบายลดหมอกควันในอากาศอย่างเข้มงวดและชัดเจน อย่างไรก็ตามในปีนี้จีนได้ประกาศนโยบายลดกำลังการผลิตเหล็กที่ถูกกฏหมายลง 110 ล้านตัน และเหล็กที่ไม่ได้คุณภาพอีกกว่า 120 ล้านตัน แต่ตัวเลขยอดการผลิตเหล็กดิบของจีนเพิ่งเริ่มลดลงในเดือนกันยายน 2017 เป็นเดือนแรก
ตามการรายงาน ของ MEPS ราคาเหล็กโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 50% เมื่อเทียบกับช่วงต่ำสุดในเดือนธันวาคม 2015 ด้วยอานิสงค์จากการลดกำลังการผลิตเหล็กของจีน อุปสงค์เหล็กขยายตัวจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการทางการค้าสินค้าเหล็กที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
สำหรับปีหน้าสมาคมเหล็กโลกคาดว่าอุปสงค์เหล็กของจีนมีแนวโน้มทรงตัวเมื่อการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของกรุงปักกิ่งค่อยๆชะลอตัวลง ประกอบกับรัฐบาลจีนกลับมาพยายามที่จะปรับสมดุลเศรษฐกิจและปกป้องสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล็กโลกมีมูลค่ารวมประมาณ 900 พันล้านเหรียญต่อปี ซึ่งถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจของโลก
แหล่งที่มา : Reuters
โดย minnie | ส.ค. 29, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง
สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง
สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง เสนอรัฐผ่อนปรนเงื่อนไขและกฎเกณฑ์เอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.อยู่ระหว่างศึกษาศักยภาพและโอกาส ของอุตสาหกรรมเหล็กประเทศไทย เพื่อติดตามผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหล็ก สำหรับให้เอกชนในอุตสาหกรรมเหล็กใช้เป็นข้อมูลศึกษารูปแบบการลงทุนและการทำธุรกิจ รองรับประชาคมอาเซียน (เออีซี) โดยแบ่งผลิตภัณฑ์เหล็กเป็น 4 ประเภท คือ
• ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตสูงและมีการส่งออกไปยังตลาด อาเซียน
• ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไทยมีปัญหาความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตหรือ คุณภาพการผลิต ทำให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศคู่เจรจา ที่สำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่ปัจจุบัน
ประสบปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน
• ผลิตภัณฑ์เหล็กในขั้นปลายน้ำ ที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้ด้วย ข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีการผลิต ที่ปัจจุบันยังไม่มีในไทย ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศคู่เจรจาที่สำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมีแนวโน้มที่จะนำเข้าเพิ่มจากจีน และอินเดียในอนาคต
• ผลิตภัณฑ์เหล็ก ที่ปัจจุบันผลิตได้ในชั้นคุณภาพทั่วไปในปริมาณจำกัด หรือยังไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดของการขาดวัตถุดิบ ทำให้ต้องมีการนำเข้า นายสมชาย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่จะเกิดต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทย จากการเปิดเออีซี ทำให้สามารถสรุปแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการเหล็กได้อาทิ ภาครัฐ จะต้องอำนวยความสะดวก ให้ผู้ผลิตสินค้าที่ไทยมีศักยภาพการผลิต เช่น เหล็กเส้นก่อสร้าง, เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน
สำหรับใช้งานโดยตรง, เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดเหล็กกล้าคาร์บอนไม่ผ่านการอบอ่อน สามารถส่งออกสินค้าและใช้สิทธิประโยชน์ จากข้อตกลงทางการค้าเสรีอย่างไม่มีอุปสรรคด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีได้ ขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อสร้างเครือข่ายทางการค้า และการกระจายสินค้า ตลอดจนผลักดันการร่วมทุนทางธุรกิจ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมเหล็กสามารถขยายตลาดการค้าผลิตภัณฑ์เหล็กได้มากยิ่งขึ้นในอาเซียน
นอกจากนี้ภาครัฐต้องอนุญาตให้มีการนำเข้าและลดอุปสรรค รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเกรดสูงปลายน้ำที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้จากประเทศคู่เจรจา หรือประเทศในอาเซียน และผลักดันให้เกิดการลงทุนในประเทศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการผลิตระหว่างกันในอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นข้อจำกัดของไทย เนื่องจากติดปัญหาการยอมรับของชุมชนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบ และสร้างกลไกในการพัฒนาร่วมกัน ระหว่างอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
โดย minnie | ส.ค. 23, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น
ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น
ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น วัดจากภาพรวมของราคาเหล็กในตลาดโลกเริ่มขยับราคาสูงขึ้น และมีสัญญาณบวก เพราะมองเห็นว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเริ่มขยับได้มากขึ้นกว่าป
ส่วนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาฯหลายค่ายยังไม่ค่อยเปิดโครงการใหม่ๆ แต่จะเป็นการระบายสต๊อกเก่าเร่งขายให้หมดก่อน เช่นคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้ว ยังไม่ปิดโครงการทำให้การบริโภคเหล็กเพื่อไปสู่ภาคที่อยู่อาศัยยังขยายตัวได้ไม่มากนัก อีกทั้งการบริโภคเหล็กยังเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ เช่นเดียวกับความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากด้วย ด้วยสัญญาณที่เป็นบวกจากภาครัฐ และสัญญาณที่เป็นลบจากภาคเอกชน
ส่งผลให้ภาพรวมของหุ้นกลุ่มเหล็กลุ่มๆ ดอนๆ เพราะมีบริษัทที่ได้รับประโยชน์ และเสียประโยชน์ ทำให้หลายฝ่ายยังคงมองข้ามในหุ้นกลุ่มเหล็ก แต่อย่างไรก็ดีมีหุ้นบางตัวที่ยังมีเสน่ห์ ผลประกอบการดี พร้อมวอลุ่มเทรดหนาแน่นเป็นระยะๆ เช่น MILL และ TMT นั่นเอง
ที่สำคัญยังมีบทวิเคราะห์ที่ยังคงเชียร์ซื้อ ซึ่งทำให้มองว่าสองหุ้นยังคงเป็นดาวเด่นในกลุ่มเหล็กที่นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อเก็งกำไรได้ สำหรับบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน)หรือMILL มีบทวิเคราะห์จากบล. บัวหลวง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.20 บาท เห็นพื้นฐานของบริษัทที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากเดิมที่เคยผลิตเหล็กสำหรับก่อสร้างเปลี่ยนไปเป็นเหล็กเกรดพิเศษผ่านทางการร่วมทุนกับ Kobe Steel ผู้ผลิตเหล็กเกรดพิเศษชั้นนำของญี่ปุ่น
การเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทให้สูงขึ้น อีกทั้งจะลดความกังวลที่นักลงทุนมีต่อความผันผวนของกำไร (เหล็กสำหรับก่อสร้างมีราคาผันผวน) และปัญหาการนำเข้าเหล็กราคาถูกจากประเทศจีน ส่วนบริษัท ค้าเหล็กไทย จำกัด (มหาชน)หรือTMT มีบทวิเคราะห์จาก บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.30 บาท เนื่องจากคาดว่าครึ่งหลังของปี 60 กำไรจะกลับสู่ระดับ 130 ล้านบาทต่อไตรมาส โดยมาจากยอดขายที่ยังสูงต่อเนื่อง (ขยายส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น จากความสำเร็จในบริการครบวงจรแบบ Solution) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นขึ้นเป็นประมาณ 8% หลังราคาเหล็กมีเสถียรภาพดีขึ้น
ทว่ามีการปรับลดคาดการณ์กำไรปี 60-61 ลง 5% และ 6% เป็น 605 ล้านบาท และ 664 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนยอดขายและอัตรากำไรขั้นที่อ่อนกว่าคาดการณ์เดิม แต่อย่างไรก็ดีคาดการณ์เงินปันผลสำหรับปี 60 ที่ 1.1 บาทต่อหุ้น ณ ราคา 14 บาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.9% การอ่อนลงของราคาหุ้นเพราะการลดลงของผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 60 เป็นจังหวะทยอยซื้อสะสมเพื่อรับปันผลสูง ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น