โดย khwankaew | ส.ค. 7, 2023 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดฯ ต่ออายุเก็บภาษี AD เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน จากจีนและมาเลเซีย อีก 5 ปี ถึงปี 2571 เหตุหากยกเลิกเก็บ จะทำให้การทุ่มตลาดกลับมา และผู้ผลิตในประเทศเสียหายอีก
วันที่ 24 กรกฎาคม 2566 รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้ออกประกาศ คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) เรื่อง ผลการพิจารณาทบทวนความจำเป็นในการใช้บังคับอากรตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไป ตามมาตรา 57 พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542
กรณีสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน ที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนและมาเลเซีย โดยให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) เหล็กดังกล่าวจาก 2 ประเทศต่อไปในอัตราเดิม เป็นระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งสิ้น 162 รายการ โดยสินค้าจากจีน ให้เรียกเก็บในอัตา 30.91% ของราคา CIF (ราคาสินค้ารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย) ส่วนมาเลเซีย เก็บที่ 23.57-42.51% เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 2566-10 ก.ค. 2571
ทั้งนี้ สาเหตุที่คณะกรรมการทุ่มตลาดฯ ให้เรียกเก็บภาษีเอดีต่ออีก 5 ปี เนื่องจากพิจารณาแล้ว พบว่า การยุติการเรียกเก็บภาษี AD จะทำให้สินค้าดังกล่าวจาก 2 ประเทศ เข้ามาทุ่มตลาดในไทย (ขายสินค้าราคาต่ำกว่าราคาขายในประเทศผู้ผลิต) และอาจทำให้ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของไทยได้รับความเสียหายต่อไป หรือฟื้นคืนมาอีก
ดังนั้น การยกเว้นการเก็บ หรือเก็บในอัตรา 0% สำหรับการนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ ปริมาณรวมไม่เกิน 1,000 ตันต่อปี เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ปริมาณรวมไม่เกิน 1,000 ตันต่อปีเช่นกัน รวมถึงการนำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกภายใต้กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
สำหรับการเก็บภาษี AD ดังกล่าว ไทยเรียกเก็บกับสินค้าสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน จากจีนและมาเลเซีย มาตั้งแต่ปี 2554 และพิจารณาทบทวนความจำเป็นของการเก็บภาษีมาแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2559 และปี 2565
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 คณะกรรมการทุ่มตลาดฯ ได้ต่ออายุการเก็บภาษีเอดีเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน จากบราซิล อิหร่าน และตุรกี เป็นเวลา 5 ปีจนถึงเดือน มิ.ย. 2571 เพราะการยุติการเรียกเก็บภาษี AD จะทำให้สินค้าดังกล่าว เข้ามาทุ่มตลาดในไทย และอาจทำให้ผู้ผลิตของไทยได้รับความเสียหายต่อไป หรือฟื้นคืนมาอีก โดยสินค้าจากบราซิลถูกเก็บภาษี 34.40% ของราคา CIF, อิหร่าน 7.25-38.27% และตุรกี 6.88-38.23% โดยเหล็กดังกล่าวใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมก่อสร้าง
แหล่งที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
โดย khwankaew | ก.ค. 21, 2023 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ไทยรับมือสินค้าเหล็กจากต่างประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ให้ความเป็นธรรมต่อผู้นำเข้าเหล็ก หากมีการนำเข้าตามกลไกของราคาปกติ ไม่มีการทุ่มตลาดหรืออุดหนุนด้านราคา
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า คต. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยที่คำนึงถึงทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า ไทยมีกฎหมายว่าด้วยการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti – Circumvention : AC) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับความเสียหายจากการหลบเลี่ยงมาตรการ และใช้ในการแก้ไขปัญหาการเลี่ยงการชำระอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti – Dumping : AD) และอากรตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD)
ข้อมูลสถิติจาก Worldsteel Association ได้รายงานว่า ในปี 2565 ประเทศที่มีการนำเข้าเหล็กสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ สหภาพยุโรป 48.1 ล้านตัน สหรัฐอเมริกา 28.9 ล้านตัน และ เยอรมัน 21 ล้านตัน สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้าเหล็กในปริมาณ 13.4 ล้านตัน เป็นอันดับที่ 8 ของโลก สำหรับสถานการณ์การนำเข้าเหล็กของไทยในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2566 ตามข้อมูลของ Global Trade atlas
พบว่าไทย มีปริมาณการนำเข้า 4.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15.33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย 3 ประเทศหลักที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงสุด ได้แก่ จีน (42.76%) ญี่ปุ่น (37.31%) และ เกาหลีใต้ (12.15%) จากการนำเข้ารวมทั้งหมด สำหรับประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล็กรายใหญ่ของโลก ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 จีนมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งสิ้น 29.7 ล้านตัน โดย 5 ประเทศแรกที่จีนมีการส่งออกมากที่สุด ได้แก่ เกาหลีใต้ 3 ล้านตัน (10.10%) เวียดนาม 2.7 ล้านตัน (9.26%) ตุรกี 2.2 ล้านตัน (7.35%) ไทย 1.8 ล้านตัน (6.28%) และ สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ 1.3 ล้านตัน (4.54%) ของการส่งออกรวมทั้งหมด
ทั้งนี้สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบหรือข้อตกลงทางการค้า เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคให้ได้ของมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า จะกำกับและดูแลให้มีการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ดี หากผู้ประกอบการมีข้อกังวล หรือได้รับผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยอาจเป็นการทุ่มตลาดหรือมีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด สามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับข้อกำหนดในการยื่นคำขอให้ คต. เปิดไต่สวนมาตรการ AD หรือ AC เพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการไต่สวนเพื่อกำหนดใช้มาตรการ AD หรือ AC เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนตามที่ พ.ร.บ. การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฯ กำหนด ซึ่งเป็นกระบวนการที่โปร่งใส รับฟังข้อมูลข้อคิดเห็นจากทุกฝ่าย และข้อมูลที่นำมาใช้พิจารณามีการตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียดรอบคอบ สำหรับในขั้นตอนการเปิดไต่สวนนั้น เมื่อคต. ได้ตรวจสอบข้อมูลคำขอของผู้ยื่นคำขอแล้วพบว่าครบถ้วนถูกต้อง คต. จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาด (ทตอ.) เพื่อพิจารณาเปิดไต่สวนต่อไป ดังนั้นจึงขอให้ภาคเอกชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ความเชื่อมั่นในการกระบวนการไต่สวนและการดำเนินการกรม
แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
โดย khwankaew | เม.ย. 20, 2023 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
การผลิตเหล็กของจีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเหล็กทรงยาวเป็นเหล็กทรงแบน ด้วยโรงงานเหล็กรีดร้อน (Hot Strip Mills) ที่มีจำนวนมากขึ้น เนื่องจากการรณรงค์แลกเปลี่ยนกำลังการผลิตเหล็กที่แข็งแกร่งของประเทศ (capacity swap campaign) นอกจากนี้ประเทศจีนกำลังค่อยๆ เปลี่ยนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์ไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต ซึ่งการผลิตเหล็กทรงแบนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ผู้เข้าร่วมตลาดกล่าว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตเหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนชนิดม้วน (hot-rolled carbon steel coil : HRC) และผลผลิต ได้ส่งผลกระทบต่อราคาเหล็กและอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2023 เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กในภาคการผลิตยังคงฟื้นตัวช้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และอุปสงค์จากต่างประเทศสำหรับสินค้าเหล็กที่หดตัว
กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
จีนมีโรงงาน hot strip ใหม่ ประมาณ 8 แห่ง ได้เริ่มดำเนินการในปี 2022 ด้วยกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) รวมกันประมาณ 24 ล้านตันต่อปี ตามการคำนวณของ S&P Global Commodity Insights ตามประกาศอย่างเป็นทางการและแหล่งข่าวในตลาด
ในปี 2023 มีแผนจะเดินเครื่องโรงงาน hot strip อีก 15 แห่ง โดยมีกำลังการผลิตรวมกันเป็น 37 ล้านตัน/ปี
โรงงาน Hot Strip ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2022-2023 จะมีช่วงความกว้างของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 1,450 มม. ถึง 2,250 มม.
ผู้ผลิตเหล็กบางรายที่สร้างโรง hot strip คือผู้ผลิตเหล็กทรงยาวที่มีเป้าหมายเพื่อขยายธุรกิจในตลาดเหล็กทรงแบน บางรายเป็นผู้ผลิตเหล็กทรงแบนหรือเหล็กแผ่นหน้าแคบอยู่แล้ว และกำลังมองหาการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่หน้ากว้างขึ้นและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ higher-end ขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้มากขึ้นและได้รับอัตรากำไรที่สูงขึ้น
ผู้ผลิตเหล็กส่วนใหญ่ที่วางแผนสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งได้สร้างโรงงานเหล็กและเหล็กดิบ (Iron and crude steel) แห่งใหม่ด้วยเช่นกัน ด้วยโควตากำลังการผลิตที่ซื้อจากโรงงานอื่น ผ่านกลไกการแลกเปลี่ยนกำลังการผลิตของจีน (China’s capacity swap mechanism)
กำลังการผลิตเหล็กดิบของจีนยังคงเติบโตเล็กน้อยในปี 2023 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการเติบโตของผลผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนในปีนี้
แหล่งที่มา : S&P Global Commodity Insights.
โดย khwankaew | มี.ค. 24, 2023 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
รุมค้านพาณิชย์ยุติเอดีเหล็กรีดร้อน หวั่นตกงาน 7,500 คน

สภาอุตฯ-นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น รุมค้านพาณิชย์ยุติเอดีเหล็กรีดร้อน 5 ประเทศ ย้ำรัฐต้องปกป้องอุตสาหกรรมและสร้างงานในประเทศ หวั่นกระทบหนักถึงขั้นปิดกิจการ ตกงาน 7,500 คน สูญเสียการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศปีละกว่า 1 หมื่นล้าน ยกเคตสหรัฐกว่า 10 ปียังคงเอดีเหล็กไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น ได้เห็นพ้องกันในการร่วมคัดค้านคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน(ทตอ.) ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน หลังกระทรวงพาณิชย์พิจารณาในวันเดียวกัน ยุติมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) สินค้าเหล็กจาก 6 ประเทศทุ่มตลาด 3 มาตรการรวด แต่ทะยอยแจ้งเปิดเผยไม่พร้อมกัน ตั้งแต่มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยล่าสุดกลางเดือนมีนาคม 2566 แจ้งยุติมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีน และมาเลเซีย
ทั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังคงคัดค้านต่อร่างผลการไต่สวน AD เนื่องจากการพิจารณาไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 57 ของ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงแนวทางการพิจารณาไม่เป็นไปตามข้อชี้แจงของกรมการค้าต่างประเทศที่แถลงต่อสาธารณะชนในเรื่องการพิจารณาต่ออายุมาตรการ โดยสินค้าจากประเทศจีน และมาเลเซียยังมีการทุ่มตลาดในอัตรา 17.86% และ 4.72% ตามลำดับ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างแน่นอน
หากไม่มีการใช้มาตรการต่อไป โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการส่งออกสินค้ามายังประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 มีการส่งออกมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึงกว่า 270% อีกทั้งจีนยังมีกำลังการผลิตส่วนเหลืออีกกว่า 170 ล้านตัน ย่อมต้องหาทางระบายสินค้าไปยังประเทศที่ไม่มีมาตรการอย่างแน่นอน โดย มีข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจนว่าในปี 2564 จีนและมาเลเซียส่งออกเหล็กมายังภูมิภาคอาเซียนมากกว่า 1.68 ล้านตัน และเป็นสัดส่วนการส่งออกถึง 32.16% ของการส่งออกสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าอาเซียนเป็นเป้าหมายหลักของการทุ่มตลาด
“ข้อมูลขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ระบุชัดเจนว่าจีนเป็นประเทศที่ถูกใช้มาตรการ AD สินค้าเหล็กมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยถูกใช้มาตรการไปถึง 149 มาตรการ นี่คือปัจจัยที่ชี้ชัดว่าจีนจะกลับมาทุ่มตลาด และสร้างความเสียหายอย่างแน่นอน”นายเกรียงไกร กล่าว และว่า
ขอให้กรมการค้าต่างประเทศ และคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน พิจารณาทบทวนผลการต่ออายุมาตรการ AD สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนทั้ง 5 ประเทศอีกครั้ง เพราะหากปล่อยให้สินค้าทุ่มตลาดจากทั้ง 5 ประเทศไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย อุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศคงต้องปิดกิจการอย่างแน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ้างงานทางตรงกว่า 3,500 คน และการจ้างงานต่อเนื่องอีกกว่า 4,000 คน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสียการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศปีละกว่า 10,000 ล้านบาท
ศาสตราจารย์ ทัชมัย ฤกษะสุต ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กฎหมายเศรษฐกิจ และกฎหมายธุรกิจ ให้ความเห็นต่อแนวทางการพิจารณาต่ออายุมาตรการ AD ตามมาตรา 57 ของ พ.ร.บ. การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ ซึ่งตรงกับ Article 11.3 ของความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือ Anti-Dumping Agreement: ADA ว่า
“การพิจารณาว่า หากไม่มีการต่ออายุมาตรการจะส่งผลให้ความเสียหายและการทุ่มตลาดฟื้นคืนมาอีกหรือไม่” เป็นการพิจารณา “แนวโน้ม” ที่จะทำให้มีการทุ่มตลาด และความเสียหายฟื้นคืนมาอีก จึงไม่จำเป็นต้องพบการทุ่มตลาดและมีความเสียหายเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกใช้ในการทบทวนการใช้ AD ซึ่งพิจารณาได้จากมาตรา 11.3 ซึ่งบัญญัติได้ความว่า “หากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจทบทวนแล้วเห็นว่า การยุติการเก็บ AD อาจมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเกิดขึ้นต่อไปหรือก่อให้เกิดอีกครั้งซึ่งการทุ่มตลาดหรือความเสียหาย (คืออาจจะให้เก็บ AD ต่อไปก็ได้) โดยให้คงการเก็บ AD ไว้จนกว่าจะมีผลการทบทวนดังกล่าว”
ประกอบกับมีแนวทางคำตัดสินขององค์การการค้าโลกในคดี US – Oil Country Tubular Goods Sunset Reviews ได้วางหลักไว้ว่า การทบทวนการเก็บ AD ที่เรียกว่า sunset review นั้นไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา 3 ของความตกลง AD ซึ่งมาตรา 3 ของ ADA เป็นเรื่องการพิสูจน์ความเสียหายหรือ “Determination of Injury” หมายความว่า การจะจัดเก็บ AD ต่อไปหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ความเสียหายตามมาตรา 3
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างเชิงประจักษ์จากกรณีที่ประเทศไทยถูกประเทศสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ AD สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนตั้งแต่ปี 2544 และในช่วงปี 2556 – ปัจจุบัน ผู้ผลิตในประเทศไทยไม่มีการส่งสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนไปสหรัฐอเมริกา ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตในประเทศไทยไม่ได้สร้างความเสียหาย และไม่มีการทุ่มตลาดไปยังสหรัฐอเมริกามากว่า 10 ปี แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังคงพิจารณาต่ออายุมาตรการกับไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนเรื่องระยะเวลาที่จะนำมาใช้ในการพิจารณาต่ออายุก็พิจารณาได้จากแนวทางคำตัดสินของคดี US – Oil Country Tubular Goods Sunset Reviews เช่นกันโดยพิจารณาได้จากผลการพิจารณาซึ่งระบุว่า “การพิจารณาถึงแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเกิดขึ้นต่อไปหรือก่อให้เกิดอีกครั้งซึ่งความเสียหายนั้น ไม่จำเป็นต้องกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิสูจน์ เพียงแต่การพิสูจน์ถึงแนวโน้มฯ ดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสามารถมีผลการพิจารณาที่ชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมพอ และการพิสูจน์ความเสียหายก็ต้องอยู่บนพื้นฐานดังกล่าวเช่นกัน แม้จะไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ก็ตาม”
“ดังนั้นจึงเห็นว่า การพิจารณาต่ออายุมาตรการ AD สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศไทยก็ควรพิจารณาถึงแนวโน้มการทุ่มตลาด และความเสียหายที่จะฟื้นคืนมา เช่น พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมยังคงมีอยู่หรือไม่ ความสามารถในการผลิต (กำลังการผลิตส่วนเหลือ) และการส่งออก (ปริมาณการส่งออกไปทั่วโลก) ยังคงมีอยู่หรือไม่ และไม่ควรนำผลประกอบการของอุตสาหกรรมภายในแค่ช่วงใดช่วงหนึ่งมาเป็นเหตุผลสำคัญในการต่ออายุ หรือยุติมาตรการ”ศาสตราจารย์ ทัชมัย กล่าว
ด้าน นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอบางสะพาน และนายวิเชียร เกตุงาม รองประธานชมรมฯ ให้ความเห็นว่า การยุติมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบด้านลบที่รุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน รายได้ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อย่างแน่นอน
เนื่องจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนรายใหญ่ของคนไทย คือ กลุ่มเหล็กสหวิริยา ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในพื้นที่อำเภอบางสะพานมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างมากมาย ลำพังจะอาศัยภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ก็ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ในเรื่องของราคาผลผลิตการเกษตรที่ผันผวนตลอดเวลา โดยเฉพาะราคามะพร้าว ซึ่งเป็นพืชหลักของเกษตรกรประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนมาตรการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากต่างประเทศใหม่ และส่งเสริมผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมของคนไทย
แหล่งที่มา :ฐานเศรษฐกิจ
โดย khwankaew | ม.ค. 5, 2023 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
หากจำแนกผลิตภัณฑ์เหล็กในไทยตามประเภทของเหล็กกึ่งสำเร็จรูปที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่
1) เหล็กทรงยาว (Long products) ประกอบด้วย เหล็กแท่งใหญ่และเหล็กแท่งยาวซึ่งเป็นเหล็กกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ทำจากเหล็กทั้งสองประเภทนี้ เช่น เหล็กเส้น และเหล็กลวด โดยผู้ผลิตเหล็กทรงยาวแบ่งออกเป็นกลุ่มที่มีเตาหลอมและกลุ่มที่ไม่มีเตาหลอม กลุ่มผู้ผลิตเหล็กที่มีเตาหลอมได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวส่วนมากถูกใช้ในภาคก่อสร้าง

2) เหล็กทรงแบน (Flat products) ประกอบด้วย เหล็กแท่งแบนซึ่งเป็นเหล็กขั้นกลาง และผลิตภัณฑ์เหล็กที่แปรรูปจากเหล็กแท่งแบน เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อนและเหล็กแผ่นรีดเย็นซึ่งอยู่ในรูปของเหล็กแผ่น (Plates) และเหล็กม้วน (Coils) ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นชิ้นส่วน/ส่วนประกอบของยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร

สินค้าเหล็กโดยรวมถูกนำไปใช้ในธุรกิจก่อสร้างมากที่สุดในสัดส่วน 57% ของการใช้ในประเทศทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นประเภทเหล็กเส้น เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ และตะปู/น็อต รองลงมาเป็นธุรกิจยานยนต์ 18% ธุรกิจเครื่องจักร 11% ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า 9% ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ 4% และอื่นๆ 1%