google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง

สศอ.แนะอุตสาหกรรมเหล็กต้องปรับตัวรับ AEC ที่จะมาถึง เสนอรัฐผ่อนปรนเงื่อนไขและกฎเกณฑ์เอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.อยู่ระหว่างศึกษาศักยภาพและโอกาส ของอุตสาหกรรมเหล็กประเทศไทย เพื่อติดตามผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหล็ก สำหรับให้เอกชนในอุตสาหกรรมเหล็กใช้เป็นข้อมูลศึกษารูปแบบการลงทุนและการทำธุรกิจ รองรับประชาคมอาเซียน (เออีซี) โดยแบ่งผลิตภัณฑ์เหล็กเป็น 4 ประเภท คือ

• ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตสูงและมีการส่งออกไปยังตลาด อาเซียน

• ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไทยมีปัญหาความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตหรือ คุณภาพการผลิต ทำให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศคู่เจรจา ที่สำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่ปัจจุบัน
ประสบปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน

• ผลิตภัณฑ์เหล็กในขั้นปลายน้ำ ที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้ด้วย ข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีการผลิต ที่ปัจจุบันยังไม่มีในไทย ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศคู่เจรจาที่สำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมีแนวโน้มที่จะนำเข้าเพิ่มจากจีน และอินเดียในอนาคต

• ผลิตภัณฑ์เหล็ก ที่ปัจจุบันผลิตได้ในชั้นคุณภาพทั่วไปในปริมาณจำกัด หรือยังไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดของการขาดวัตถุดิบ ทำให้ต้องมีการนำเข้า
นายสมชาย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่จะเกิดต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทย จากการเปิดเออีซี ทำให้สามารถสรุปแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการเหล็กได้อาทิ ภาครัฐ จะต้องอำนวยความสะดวก ให้ผู้ผลิตสินค้าที่ไทยมีศักยภาพการผลิต เช่น เหล็กเส้นก่อสร้าง, เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน
สำหรับใช้งานโดยตรง, เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดเหล็กกล้าคาร์บอนไม่ผ่านการอบอ่อน สามารถส่งออกสินค้าและใช้สิทธิประโยชน์ จากข้อตกลงทางการค้าเสรีอย่างไม่มีอุปสรรคด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีได้ ขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อสร้างเครือข่ายทางการค้า และการกระจายสินค้า ตลอดจนผลักดันการร่วมทุนทางธุรกิจ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมเหล็กสามารถขยายตลาดการค้าผลิตภัณฑ์เหล็กได้มากยิ่งขึ้นในอาเซียน

        นอกจากนี้ภาครัฐต้องอนุญาตให้มีการนำเข้าและลดอุปสรรค รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเกรดสูงปลายน้ำที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้จากประเทศคู่เจรจา หรือประเทศในอาเซียน และผลักดันให้เกิดการลงทุนในประเทศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการผลิตระหว่างกันในอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นข้อจำกัดของไทย เนื่องจากติดปัญหาการยอมรับของชุมชนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบ และสร้างกลไกในการพัฒนาร่วมกัน ระหว่างอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น

ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น

ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น


ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น

ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น  วัดจากภาพรวมของราคาเหล็กในตลาดโลกเริ่มขยับราคาสูงขึ้น และมีสัญญาณบวก เพราะมองเห็นว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเริ่มขยับได้มากขึ้นกว่าป

      ส่วนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาฯหลายค่ายยังไม่ค่อยเปิดโครงการใหม่ๆ แต่จะเป็นการระบายสต๊อกเก่าเร่งขายให้หมดก่อน เช่นคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้ว ยังไม่ปิดโครงการทำให้การบริโภคเหล็กเพื่อไปสู่ภาคที่อยู่อาศัยยังขยายตัวได้ไม่มากนัก อีกทั้งการบริโภคเหล็กยังเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ เช่นเดียวกับความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากด้วย  ด้วยสัญญาณที่เป็นบวกจากภาครัฐ และสัญญาณที่เป็นลบจากภาคเอกชน
ส่งผลให้ภาพรวมของหุ้นกลุ่มเหล็กลุ่มๆ ดอนๆ เพราะมีบริษัทที่ได้รับประโยชน์ และเสียประโยชน์ ทำให้หลายฝ่ายยังคงมองข้ามในหุ้นกลุ่มเหล็ก แต่อย่างไรก็ดีมีหุ้นบางตัวที่ยังมีเสน่ห์ ผลประกอบการดี พร้อมวอลุ่มเทรดหนาแน่นเป็นระยะๆ เช่น MILL และ TMT นั่นเอง

ที่สำคัญยังมีบทวิเคราะห์ที่ยังคงเชียร์ซื้อ ซึ่งทำให้มองว่าสองหุ้นยังคงเป็นดาวเด่นในกลุ่มเหล็กที่นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อเก็งกำไรได้ สำหรับบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน)หรือMILL มีบทวิเคราะห์จากบล. บัวหลวง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.20 บาท เห็นพื้นฐานของบริษัทที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากเดิมที่เคยผลิตเหล็กสำหรับก่อสร้างเปลี่ยนไปเป็นเหล็กเกรดพิเศษผ่านทางการร่วมทุนกับ Kobe Steel ผู้ผลิตเหล็กเกรดพิเศษชั้นนำของญี่ปุ่น

การเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทให้สูงขึ้น อีกทั้งจะลดความกังวลที่นักลงทุนมีต่อความผันผวนของกำไร (เหล็กสำหรับก่อสร้างมีราคาผันผวน) และปัญหาการนำเข้าเหล็กราคาถูกจากประเทศจีน ส่วนบริษัท ค้าเหล็กไทย จำกัด (มหาชน)หรือTMT มีบทวิเคราะห์จาก บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.30 บาท เนื่องจากคาดว่าครึ่งหลังของปี 60 กำไรจะกลับสู่ระดับ 130 ล้านบาทต่อไตรมาส โดยมาจากยอดขายที่ยังสูงต่อเนื่อง (ขยายส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น จากความสำเร็จในบริการครบวงจรแบบ Solution) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นขึ้นเป็นประมาณ 8% หลังราคาเหล็กมีเสถียรภาพดีขึ้น

ทว่ามีการปรับลดคาดการณ์กำไรปี 60-61 ลง 5% และ 6% เป็น 605 ล้านบาท และ 664 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนยอดขายและอัตรากำไรขั้นที่อ่อนกว่าคาดการณ์เดิม แต่อย่างไรก็ดีคาดการณ์เงินปันผลสำหรับปี 60 ที่ 1.1 บาทต่อหุ้น ณ ราคา 14 บาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.9% การอ่อนลงของราคาหุ้นเพราะการลดลงของผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 60 เป็นจังหวะทยอยซื้อสะสมเพื่อรับปันผลสูง ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น

จีนเผยการผลิตเหล็กเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 4.9% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

จีนเผยการผลิตเหล็กเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 4.9% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) จันทร์ที่ 15 พฤษภาคม 2560 15:00:00 น.

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า การผลิตเหล็กกล้าจีนเดือนเม.ย.ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.9% แตะ 72.78 ล้านตัน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และทุบสถิติเดือนมี.ค.ที่ระดับ 72 ล้านตัน

การผลิตเหล็กกล้าปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงงานได้เร่งการผลิตเพื่อทำกำไรหลังราคาเหล็กกล้าปรับตัวขึ้น แม้ความต้องการเหล็กกล้ายังคงทรงตัว ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิตกเรื่องปริมาณผลผลิตล้นตลาด

หากนับรวม 4 เดือนแรกของปีนี้แล้ว การผลิตเหล็กกล้าอยู่ที่ 273.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ การผลิตเหล็กกล้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจีนได้เดินหน้ามาตรการปรับลดการผลิตตามเป้าหมายก็ตาม โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าปรับลดกำลังการผลิตเหล็กกล้าลงราว 50 ล้านตันภายในปีนี้ ขณะที่เป้าหมายการปรับลดการผลิตถ่านหินในปีนี้อยู่ที่ 150 ล้านตัน

ส่วนในปี 2559 ที่ผ่านมา จีนได้ปรับลดกำลังการผลิตถ่านหินลงจำนวน 290 ล้านตัน และเหล็กกล้าจำนวน 65 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มากกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลได้ตั้งไว้
–อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย กนิษฐนุช สิริสุทธิ์/รัตนา โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th–
Cr. : RYT9

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า