โดย khwankaew | ธ.ค. 13, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ มอบนโยบายให้ 7 สมาคมเหล็ก ผู้แทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกว่า 470 ราย เดินหน้าสู้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ เร่งเดินหน้าหาตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน หวังพึ่งพาการส่งออก
นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้ 7 สมาคมเหล็ก ซึ่งเป็นผู้แทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกว่า 470 ราย ในการประชุมหารือระหว่างสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น รับรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในประเทศที่มีปริมาณการใช้เหล็กเพียง 19.3 ล้านตัน เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ 7.3 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตเพียง 33% ถูกสินค้านำเข้าแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศซบเซาลงเป็นอย่างมาก กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ไปให้ได้ โดยได้มอบหมายให้ สมอ. เป็นหน่วยงานหลักในการประสานดำเนินการอย่างใกล้ชิดร่วมกับ 7 สมาคมเหล็ก เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กของไทยให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กโดยเพิ่มปริมาณการส่งออก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้มีการใช้เหล็กภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ เพื่อลดอัตราการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามแนะนำให้ผู้ประกอบการมองหาลู่ทางการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ซึ่งมีกำลังซื้อเป็นอย่างมาก กระทรวงอุตสาหกรรมยินดีให้การสนับสนุนและมีโครงการที่จะโรดโชว์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้วเพื่อหาตลาดใหม่ๆ ให้ภาคอุตสาหกรรมของไทย
นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. ได้ดำเนินงานภายใต้นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม และได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายรัฐบาล และภายใต้กฎระเบียบขององค์การการค้าโลก รวมทั้ง ควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเป็นพิเศษ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้มีการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกันสนับสนุนและผลักดันให้มีการใช้สินค้าภายในประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมเหล็กของไทยด้วยเพื่อให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น สำหรับการดำเนินงานของ สมอ. ขณะนี้ได้เร่งรัดแก้ไขมาตรฐานและกำหนดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรฐานที่อยู่ในขั้นตอนการประกาศบังคับใช้ อีกจำนวน 7 มาตรฐาน ได้แก่
1. มอก. 50-2561 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นแถบ
แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก
2. มอก. 528-25xx เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป
3. มอก. 1228-25xx เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
4. มอก. 1390-2560 เข็มพืดเหล็กกล้ารีดร้อน
5. มอก. 1999-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างรถยนต์
6. มอก. 2060-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานถังก๊าซ
7. มอก. 2140-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานรถยนต์
และคาดว่าจะมีการประกาศมาตรฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กเพิ่มในปี 2563 อีก 12 มาตรฐาน ได้แก่
1. มอก. 349 เหล็กลวดคาร์บอนสูง
2. มอก. 801 นั่งร้านท่อเหล็กกล้าแบบโครงสำเร็จรูป
3. มอก. 427 ท่อเหล็กกล้าสำหรับส่งน้ำ
4. มอก. 276 ท่อเหล็กกล้าคาร์บอนชนิดทนความดัน
5. มอก. 16 เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก
6. มอก. 1279 เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียมปลอดดีบุก
7. มอก. 2183 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเดี่ยว สำหรับเคลือบดีบุก เคลือบโครเมียม/โครเมียมออกไซด์
8. มอก. 2184 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นซ้ำ สำหรับเคลือบดีบุก เคลือบโครเมียม/โครเมียมออกไซด์
9. มอก. 2817 เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นเคลือบโลหะ สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป
10. มอก. 2985 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น เคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนสำหรับงานรถยนต์
11. มอก. 2981 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น เคลือบสังกะสี ผสมอะลูมิเนียม 59% ถึง13% และแมกนีเซียม 2% ถึง 4% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน
12. มอก. 2984 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน ที่ต้านการกัดกร่อนในบรรยากาศ สำหรับงานโครงสร้างเชื่อมประกอบ
เพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ สามารถยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน และเพื่อป้องกันการนำเข้าเหล็กที่ด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ เลขาธิการ สมอ. กล่าว
อ่านต่อได้ที่ : https://gnews.apps.go.th/news?news=51634
แหล่งที่มา : สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล
โดย khwankaew | ธ.ค. 6, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
SEAISI กล่าวว่า กำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวในภูมิภาคอาเซียนนั้นมีมากกว่าการบริโภค ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนนั้นมาจากการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างสำหรับกำลังการผลิตใหม่ๆ
ภาคการก่อสร้างในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ถูกคาดว่าจะสามารถสนับสนุนความต้องการส่วนใหญ่ ทั้งในผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวและทรงแบนในปี 2019 และหลังจากนั้น
SEAISI คาดว่าภาคการก่อสร้างของเวียดนามจะเติบโตประมาณ 8-9% ต่อปีในช่วง 2019 – 2023 ในขณะที่มองว่าภาคการก่อสร้างของไทยจะขยายตัว 3.5%-5% ในปี 2019 และประมาณ 5.7% ในปี 2020
ถึงแม้ว่าการเติบโตของภาคการก่อสร้างของอินโดนีเซียจะถูกคาดว่า ในปี 2020 จะลดลงไปอยู่ที่ 5.72% จากการคาดการเติบโตในปี 2019 อยู่ที่ 6.82% โดยในปี 2020 ก็เป็นการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการขยายเศรษฐกิจและการเติบโตภายในของอินโดนีเซีย
ในปี 2019 ภาคการก่อสร้างของฟิลิปปินส์ถูกคาดว่า จะโต 10% และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศฟิลิปปินส์ ได้คาดการณ์ความต้องการเหล็กในปี 2019 และ 2020 ว่าจะเติบโต 6% ในแต่ละปี
นอกจากจะสนับสนุนความต้องการเหล็กในภูมิภาคอาเซียแล้ว โรงงานเหล็กใหม่ๆของจีน จะเพิ่มความต้องการวัตถุดิบ เนื่องจากโรงงานเหล็กจะเป็นเตาแบบ blast/basic oxygen furnace โดยกำลังการผลิตใหม่ๆจะสร้างศักยภาพในการส่งออกเหล็กอีกด้วย
ขอบคุณ แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย admin_sale | พ.ย. 22, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ทาสีกันสนิม ทับลงไปบนสีเก่าได้ หากสีเก่ายังอยู่ในสภาพที่ดีนะครับ แต่ก็ต้องทำความสะอาดพื้นผิวเสียก่อน โดยใช้ผ้าเช็ดคราบสิ่งสกปรกหรือคราบไขมันต่างๆออกให้หมด สีกันสนิมที่ทาลงไปใหม่จะได้ยึดเกาะกับพื้นผิวเดิมได้ดีครับ
สนิมเล็กน้อย ให้ขัดสนิมออก ทาสีรองพื้นกันสนิม และทาสีน้ำมันทับ
การซ่อมแซมประตูที่สนิมกินจนเกิดรูโหว่ ควรหยุดสนิมในระยะยาว โดยใช้น้ำยาเคมีประเภท Rust Converter
การทาสีกันสนิม แต่หากพื้นผิวเก่าขึ้นสนิม ต้องทำความสะอาดพื้นผิวมากกว่าการเอาผ้ามาเช็ดทำความสะอาดก่อนที่จะทา ” สีกันสนิม ” ซึ่งการจะเอาสนิมออกได้ ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือ ใช้กระดาษทรายขัดออก ทางเลือกถัดมาคือใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดคราบสนิม ซึ่งง่ายและมีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้าพื้นผิวของงานมีพื้นที่มาก จะต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดหลายลิตร ลิตรละหลายร้อย ในขณะที่กระดาษทรายแผ่นละ 10 กว่าบาทเท่านั้นเอง แบบไหนจะคุ้มกว่ากัน
ถ้ามีสนิมขึ้นในพื้นที่มากควรใช้กระดาษทรายขัดเหล็กที่เป็นแผ่นสีดำๆ เรียกว่ากระดาษทรายน้ำ ซึ่งขัดได้ทั้งแบบแห้งและใช้น้ำ โดยเลือกเบอร์ที่หยาบสักหน่อย ประมาณ 80-100 แต่ถ้าพื้นผิวงานเดิมมีสนิมไม่มาก อาจเลือกเบอร์ 120-150 ก็ยังไหว การขัดในที่นี้คือการขัดเอาสะเก็ดสนิมออกให้หมด และพื้นผิวบางส่วนที่ถูกสนิมกัดกินเยอะ ก็จะกลายเป็นหลุมลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าขัดออกจนเกลี้ยงเกลาได้ก็จะดี แต่อย่างน้อยที่สุดสะเก็ดสนิมต้องหลุดออกหมด ขัดสนิมออกแล้ว ใช้มือลูบดูจะต้องไม่มีสะดุดสะเก็ดสนิม เพื่อให้สีที่ทาทับลงไปยึดเกาะได้ดี ทาสีได้ทั่ว สนิมก็จะกลับมาได้ยากแล้วครับ
ทาสีกันสนิม ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะของสีน้ำมันกับพื้นผิวเหล็ก และยังป้องกันพื้นผิวเหล็กไม่ให้ทำปฏิกริยากับอากาศจนเกิดสนิมขึ้นง่ายๆได้อีกด้วย ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทาสีกันสนิม 2 ครั้ง จึงจะทาสีน้ำมันชั้นนอกตามที่เราเลือกอีก 2 ครั้งนะครับ
โครงหลังคามีสนิมอยู่พอสมควร
จากที่เห็น ไม่มีการลงสีพื้น สีกันสนิมใดๆ แต่ใช้สีทาทับเนื้อเหล็กไปเลย สีบางๆแบบนี้ ทารอบเดียวแน่นอน
งานนี้เลือกใช้กระดาษทรายเบอร์ 120 เป็นหลัก และเบอร์ 150 สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวสีเดิม
ขัดทำความสะอาดพื้นผิวแล้ว
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด เอาฝุ่นละอองจากการขัดออกให้หมด
สะเก็ดสนิมที่กำลังจะหลุดล่อนอยู่แล้ว ถูกขัดออกจนหมด พร้อมทาสีใหม่
ข้างกระป๋องสีป้องกันสนิม บอกรายละเอียดของการผสมตัวทำละลายไว้เรียบร้อยแล้ว ทำตามได้ทันที
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก www.baanlaesuan.com บ้านนายช่าง
โดย saweang | พ.ย. 21, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การสร้างบ้าน ในปัจจุบันนี้หากหลายๆท่านสังเกตุเห็นจะพบว่านอกจากไม้และคอนกรีตแล้ว เหล็ก ยังถือเป็นอีกวัสดุหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้สร้างบ้าน เนื่องจากเหล็กมีหลายขนาดและรูปแบบประกอบกับความทนทานจึงสามารถนำมาประกอบสร้างได้รวดเร็วและประหยัดเวลาอีกทั้งยังได้ความสวยงามดูทันสมัยอีกด้วย วันนี้เราจึงมีเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านโครงเหล็กมาฝากกัน
. 1. ประหยัดเงิน การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็ก สามารถช่วยลดงบประมาณก่อสร้างได้ เพราะบ้านสร้างเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงลดต้นทุนค่าแรงในการก่อสร้างเสาและคานประมาณ 5% ของต้นทุนการก่อสร้างรวม
. 2. น้ำหนักเบา หากมองภายนอกอาจทำให้ใครหลายคนคิดว่าโครงสร้างเหล็ก ต้องหนักแน่นอน แต่ในความจริงแล้ว วัสดุประเภทนี้มีน้ำหนักเบากว่าโครงสร้างคอนกรีตเกือบ 4 เท่า แถมยังช่วยประหยัดค่าเสาเข็มและฐานราก นอกจากนี้การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กยังไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาเรื่องอาคารทรุดอีกด้วย
. 3. ผสมกับงานคอนกรีต แม้คอนกรีต และเหล็ก จะเป็นวัสดุที่มีการขยายตัวต่างกัน แต่เมื่อถูกนำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างบ้าน ร่วมกันก็ไม่มีปัญหา เพียงใช้ปูนผสมกับกาวสลัดลงบนพื้นผิวโครงสร้างเหล็ก เพื่อทำให้เหล็กมีผิวขรุขระเหมือนคอนกรีต สามารถยึดเกาะได้ดีกว่าผิวเรียบลื่น และทำให้ขยายตัวได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น จากนั้นเสริมด้วยตะแกรงลวด แล้วจึงฉาบปูนทับ
4. สนิมและความชื้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสนิมและเหล็กเป็นของที่เกิดมาคู่กัน แต่คุณเจ้าของบ้านสามารถป้องกันไม่ให้เกิดสนิมขึ้นได้ ด้วยการทาสีป้องกันสนิมและการกัดกร่อนกับโครงสร้างทั่วไป สำหรับโครงสร้างที่สัมผัสดินและความชื้นให้ใช้สี Coal Tar Epoxy ที่มีส่วนผสมของถ่าน น้ำมัน และเรซิ่น ทาทับ เพื่อเป็นการรักษาผิวเหล็ก
. 5. การเชื่อมเหล็ก นอกจากจะต้องใช้เวลานานแล้ว การเชื่อมเหล็กยังทำให้มีโอกาสเกิดสนิมที่บริเวณเชื่อมอีกด้วย ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนมาใช้การขันสลักเกลียวและน็อตเข้ากับรูที่เจาะมาแล้ว ซึ่งทำให้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว และลดปัญหาการเกิดสนิมได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.nhconcept.com
โดย saweang | พ.ย. 12, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
แร่เหล็กประมาณร้อยละ 98 ใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม เป็นการใช้ประโยชน์จากแร่เหล็กและโลหะเหล็ก ดังนี้
1. ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก ได้เหล็กถลุงหรือเหล็กดิบ สำหรับเป็นวัสดุตั้งต้น ในอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กกล้า หรือเหล็กเหนียว เหล็กหล่อ และผลิตภัณฑ์เหล็กชนิดต่างๆ เหล็กเป็นวัตถุดิบสำคัญในการก่อสร้าง
2. เหล็กผงใช้ทำผลิตภัณฑ์ทางโลหกรรมแม่เหล็ก ชิ้นส่วนรถยนต์ และสารเร่งปฏิกิริยา ส่วนเหล็กกัมมันตรังสีใ ช้ในทางการแพทย์ การวิจัยทางโลหกรรมและชีวเคมี เหล็กที่หล่อขึ้นรูปเป็นวัตถุดิบ ในอุตสาหกรรมต่างๆ
3. แร่เหล็กชนิดแร่ฮีมาไทต์ที่มีสีแดงตามธรรมชาติใช้ในการผลิตสี
4. ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไอเอิร์นออกไซด์สีต่างๆ เช่น สีดำ สีแดง สีเหลือง สีน้ำตาล สีม่วง ไอเอิร์นออกไซด์สีน้ำเงินใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสี พลาสติก เครื่องสำอาง (เขียนขอบตา) สีย้อมผ้า สีรถยนต์ สีกระดาษ สีสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ สีสำหรับงานจิตรกรรม หมึกพิมพ์ ส่วนประกอบของปุ๋ยเคมี ไอเอิร์นออกไซด์สีดำใช้ในการผลิตแม่สี น้ำยาขัดงานโลหกรรม การผลิตยา หมึกพิมพ์ชนิดแม่เหล็ก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
5. ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนซีเมนต์ โดยนำไปเผารวมกันกับหินปูนและหินดินดาน เพื่อให้ได้ปูนเม็ด แล้วนำไปบดให้ละเอียด และเติมแร่ยิปซัมผงก็จะได้ปูนซีเมนต์สำหรับใช้งานด้านต่างๆ
6. ใช้เป็นส่วนผสมของคอนกรีต สำหรับการพอกหรือหุ้มท่อส่งแก๊สและท่อส่งน้ำมันในทะเล เพื่อเพิ่มน้ำหนักท่อให้จมอยู่ใต้ทะเลได้ดี